วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

...เอก...


          "..เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน
แล้วแผ่นดินที่งดงามจะกลับคืนมา
เราจะทำอย่างซื่อตรง
ขอแค่เธอจงไว้ใจและศรัทธา
แผ่นดินจะดีในไม่ช้า
ขอคืนความสุขให้เธอ ประชาชน.."
*****
      "..ผมก็จะอยู่แถว ๆ นี้ ทุกวันแหละครับ..บางช่วงเวลาก็มีหลายคนที่มาเล่น..ผมก็จะไปอยู่ห่างจากจุดนี้สักหน่อย...
         ..ผมร้องเต็มความสามารถครับ..และมีความภูมิใจใน"หน้าที่"นี้  ผมทำ"เต็มที่" ไม่รู้สึกว่า ใครจะมองเราเป็นอย่างไร...เรื่อง"เงิน" เป็นเรื่องรองลงไป ผมรักที่จะทำตรงนี้ก็เลยมี"ความภูมิใจ" ในความเป็นตัวเรา...
         ..ผมอยากให้ทุกคน"ภูมิใจ"ในตัวเองที่ได้ทำหน้าที่ ไม่ว่าอาชีพนั้นจะเป็นอาชีพอะไร..ฯลฯ "  เอก นักดนตรีข้างถนน(ใกล้BTS หมอชิต)
       "...ไปก่อนนะเอก..รถเมล์มาแล้ว "  ผมบอกกับเอกหลังจากยืนฟัง "เพลง คืนความสุขให้ประเทศไทย" ที่เอกร้องจนจบ 
       *****
(ผ่านไปแถวBTS หมอชิต..หากมีเวลาก็ขอกำลังใจให้กับเอก ด้วยนะครับ ...)

ขอบคุณทุกกำลังใจ ที่มอบให้กับเอก..


******

       

บทพระธาตุกะถา



๓.ธาตุกถา
สงฺคโห  การสงเคราะห์ คือรวมเข้าเป็นหมู่เดียวกัน เช่น สงเคราะห์รูปขันธ์เข้าด้วยขันธ์ อายตนะ ธาตุ อันเป็นรูปธรรมด้วยกัน
อสงฺคโห  การไม่สงเคราะห์ คือไม่รวมเข้าเป็นหมู่เดียวกัน เช่น ไม่สงเคราะห์รูปขันธ์เข้าด้วยขันธ์ อายตนะ ธาตุ อันเป็นนามธรรม
สงฺคหิเตน อสงฺหิตํ  หมวดธรรมที่สงเคราะห์เข้าด้วยกันได้เพราะเป็นฝ่ายเดียวกัน แต่สงเคราะห์เข้ากันไม่ได้กับหมวดธรรมฝ่ายอื่น เช่นอายตนะธาตุฝ่ายรูป ที่สงเคราะห์เข้ากับรูปขันธ์ได้ แต่สงเคราะห์เข้ากับนามขันธ์ไม่ได้
อสงฺคหิเตน สงคหิตํ  หมวดธรรมที่สงเคราะห์เข้ากันไม่ได้เพราะต่างฝ่ายกัน แต่สงเคราะห์เข้ากันได้กับหมวดธรรมฝ่ายเดียวกัน เช่น นามขันธ์ไม่สงเคราะห์เข้ากับ อายตนะ ธาตุ ฝ่ายรูป แต่สงเคราะห์เข้ากับอายตนะ ธาตุฝ่ายนามด้วยกันได้
สงฺคหิเตน สงฺคหิตํ  หมวดธรรมที่สงเคราะห์เข้ากันได้ เพราะเป็นฝ่ายเดียวกัน ก็สงเคราะห์เข้ากันได้กับหมวดธรรมฝ่ายเดียวกันทั้งหมด เช่นขันธ์ อายตนะ ธาตุ ฝ่ายรูปหรือธรรม ก็สงเคราะห์เข้ากันได้ตามประเภททั้งหมด
อสงฺคหิเตน อสงฺคหิตํ  หมวดธรรมที่สงเคราะห์กันไม่ได้เพราะต่างฝ่ายกัน ก็สงเคราะห์เข้ากันไม่ได้กับหมวดธรรมต่างฝ่ายกันทั้งหมด เช่น รูปขันธ์สงเคราห์เข้ากันกับนามขันธ์ไม่ได้ ก็สงเคราะห์เข้ากันไม่ได้กับอายตนะธาตุฝ่ายนามทั้งหมด
สฺปโยโค  ความสัมปโยคประกอบกัน คือความมีเกิด ดับ มีวัตถุที่ตั้งและมีอารมณ์เป็นสภาค คือมีส่วนร่วมเป็นอันเดียวกัน เช่น เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ มีสัมปโยคประกอบกับนามขันธ์ ๓ เหล่านี้ วิญญาณขันธ์ก็มีสัมปโยคประกอบกับนามขันธ์ ๓ เหล่านี้ได้ ส่วนรูปขันธ์ไม่มีสัมปโยคประกอบกันกับอะไรอื่น
วิปฺปโยโค  ความวิปโยค ไม่ประกอบ คือพรากกัน เพราะเป็นวิสภาคผิดส่วนกัน จึงต่างเกิด ต่างดับ เป็นต้น เช่น รูปขันธ์มีวิปโยคไม่ประกอบกับนามขันธ์ ๔ นามขันธ์ ๔ ก็มีวิปโยคไม่ประกอบกับรูปขันธ์
สมฺปยุตฺเตน วิปฺปยุตฺตํ   หมวดธรรมที่สัมปยุต ประกอบกันได้ ก็วิปปยุตไม่ประกอบกับหมวดธรรมประเภทอื่น เช่น ขันธ์ อายตนะ ธาตุ ที่สัมปยุตประกอบกับนาม ๔ ได้ ก็วิปปยุตไม่ประกอบกับรูปขันธ์
วิปฺปยุตฺเตน สมฺปยุตฺตํ   หมวดธรรมที่วิปปยุตไม่ประกอบกันแล้ว ก็สัมปยุต ประกอบกันอีก หมวดธรรมเช่นนี้ไม่มี เพราะนามขันธ์ ๔ วิปปยุตไม่ประกอบกันกับรูปขันธ์แล้ว ก็ไม่สัมปยุตประกอบกันกับธรรมอื่นนอกจากพวกของตน รูป และนิพพานเป็นวิปยุตไม่ประกอบกับนามขันธ์ ๔ แล้วก็ไม่สัมปยุตกับธรรมอื่น

อสงฺคหิตํ  หมวดธรมที่ไม่สงเคราะห์เข้ากัน คือเมื่อกล่าวถึงบททั้งหลายที่ละเว้นไว้ ย่อมประมวลความโดยย่อว่า หมวดธรรมที่สัมปยุตประกอบกันก็ดี หมวดธรรมที่วิปยุตไม่ประกอบกันก็ดี ย่อมสงเคราะห์เข้ากันได้บ้าง สงเคราะห์เข้ากันมิได้บ้าง เช่น ไปสวดธรรมที่วิปยุตไม่ประกอบกับรูปขันธ์ คือพวกนามขันธ์ ๔ ก็สงเคราะห์เข้ากันกับนามขันธ์ทั้ง ๔ แต่ไม่สงเคราะห์เข้ากันกับรูปขันธ์
********
คำแปลพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์
(สมเด็จพระญาณสังวร-เจริญ สุวฑฺฒโน วัดบวรนิเวศวิหาร)
จาก http://www.watsacramento.org/w-article-074B-t.htm
******

*****

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

พระสัทธรรม



*****
...อีกแง่หนึ่ง พระพุทธศาสนานี้ ตัวแท้ตัวจริงถ้าสรุปง่ายๆ ก็เป็น   ดังที่เรียกว่าเป็น สัทธรรม คือ ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ
    ปริยัติ ก็คือ พุทธพจน์ที่เรานำมาเล่าเรียนศึกษา ซึ่งอยู่ในพระไตรปิฎก ถ้าไม่มีพระไตรปิฎก พุทธพจน์ก็ไม่สามารถมาถึงเราได้  เราอาจกล่าวได้ว่า ปริยัติเป็นผลจากปฏิเวธ และเป็นฐานของการปฏิบัติ
    พระพุทธเจ้าเมื่อทรงบรรลุผลการปฏิบัติของพระองค์แล้ว จึงทรงนำประสบการณ์ที่เป็นผลจากการปฏิบัติของพระองค์นั้นมาเรียบเรียงร้อยกรองสั่งสอนพวกเรา คือ ทรงสั่งสอนพระธรรมวินัยไว้ คำสั่งสอนของพระองค์นั้น ก็มาเป็นปริยัติของเรา คือ เป็นสิ่งที่เราจะต้องเล่าเรียน แต่ปริยัติที่เป็นผลจากปฏิเวธนั้น หมายถึงปฏิเวธของ พระพุทธเจ้าโดยเฉพาะ คือผลการปฏิบัติของพระพุทธเจ้า และที่พระพุทธเจ้าทรงยอมรับเท่านั้น ไม่เอาผลการปฏิบัติของโยคี ฤๅษี ดาบส นักพรตชีไพรอาจารย์ เจ้าลัทธิ หรือศาสดาอื่นใด
     ถ้าไม่ได้เล่าเรียนปริยัติ ไม่รู้หลักคำสอนของพระพุทธเจ้า การปฏิบัติของเราก็เขว ก็ผิด ก็เฉไฉ ออกนอกพระพุทธศาสนา ถ้าปฏิบัติผิด ก็ได้ผลที่ผิด หลอกตัวเองด้วย สิ่งที่พบซึ่งตนหลงเข้าใจผิด ปฏิเวธก็เกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีปริยัติเป็นฐาน ปฏิบัติและปฏิเวธก็พลาดหมด เป็นอันว่าล้มเหลวไปด้วยกันพูดง่ายๆ ว่า จากปฏิเวธของพระพุทธเจ้า ก็มาเป็นปริยัติของเรา แล้วเราก็ปฏิบัติตามปริยัตินั้น เมื่อปฏิบัติถูกต้อง ก็บรรลุปฏิเวธอย่างพระพุทธเจ้า ถ้าวงจรนี้ยังดำเนินไป พระศาสนาของพระพุทธเจ้าก็ยังคงอยู่
      ปริยัติที่ มาจาก ปฏิเวธของพระพุทธเจ้า และเป็นฐานแห่งการปฏิบัติของพวกเราเหล่าพุทธบริษัททั้งหลาย ก็อยู่ในพระไตรปิฎกนี้แหละ
      ฉะนั้น มองในแง่นี้ก็ได้ความหมายว่า ถ้าเราจะรักษาปริยัติ  ปฏิบัติ และปฏิเวธไว้ ก็ต้องรักษาพระไตรปิฎกนั่นเอง
     ตกลงว่า ในความหมายที่จัดแบ่งตัวพระศาสนาเป็นสัทธรรม    หรือบางทีแยกเป็นศาสนา คือ ปริยัติศาสนา กับ ปฏิบัติศาสนา นั้นรวมความก็อยู่ที่พระไตรปิฎกเป็นฐาน จึงต้องรักษาพระไตรปิฎกไว้ เมื่อรักษาพระไตรปิฎกได้ ก็รักษาพระพุทธศาสนาได้.....

*****
(จากหนังสือ  พระไตรปิฎก สิ่งที่ชาวพุทธต้องรู้

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต))

วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

บทพระวิภังค์



๒. วิภงฺโค
ปยฺจกฺขนฺธา   ขันธ์ คือกองทั้ง ๕
รูปกฺขนฺโธ   รูปขันธ์ กองรูป ๑
เวทนากฺขนฺโธ   เวทนาขันธ์ กองเวทนา ๑
สญฺญากฺขนฺโธ   สัญญาขันธ์ กองสัญญา ๑
สงฺขารกฺขนฺโธ  สังขารขันธ์ กองสังขาร ๑
วิญฺญาณกฺขนฺโธ   วิญญาณขันธ์ กองวิญญาณ ๑
ตตฺถ กตโม รูปกฺขนฺโธ  ในขันธ์ทั้ง ๕ นั้น รูปขันธ์เป็นไฉน
ยงฺกิญจิ รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ   รูปอันใดอันหนึ่งเป็นอดีต ล่วงไปแล้ว เป็นอนาคตยังมิได้มา เป็นปัจจุบัน เกิดขึ้นอยู่ฉะเพาะหน้า
อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา  เป็นภายในหรือภายนอก
โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา  หยาบหรือละเอียด
หีนํ วา ปณีตํ วา  เลวหรือประณีต
ยํ ทูเร วา สนฺติเก วา  อันใด ในที่ไกลหรือในที่ใกล้
ตเทกชฺฌํ อภิสญฺญูหิตฺวา อภิสงฺขิปิตฺวา   ประมวลย่นย่อรูปนั้นเข้าเป็นอันเดียวกัน
อยํ วุจฺจติ รูปกฺขนฺโธ   นี้พระตถาคตครัสเรียกว่า รูปขันธ์
******
คำแปลพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์
(สมเด็จพระญาณสังวร-เจริญ สุวฑฺฒโน วัดบวรนิเวศวิหาร)
จาก http://www.watsacramento.org/w-article-074B-t.htm
******


วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เหตุผลแห่งวัฏสงสาร


ความสำคัญของหลักปฏิจจสมุปบาท
               หลักปฏิจจสมุปบาท (การที่ธรรมทั้งหลายอาศัยกันและกันเกิดขึ้น) มีความสำคัญอย่างยิ่งในพระพุทธศาสนา พระโพธิสัตว์ได้ทรงพิจารณาเห็นหลักปฏิจจสมุปบาทในขณะที่ทรงพยายามค้นคว้าหาความจริงของชีวิตก่อนที่จะบรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ พระองค์ได้ทรงพิจารณาใคร่ครวญโทษของชราและมรณะ เป็นต้น เช่นกับที่พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ประพฤติปฏิบัติในขณะที่กำลังตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในพระชาติสุดท้าย การได้ทอดพระเนตรเห็นสมณะหลังจากที่ได้เห็น คนแก่ คนเจ็บและคนตาย ทำให้พระองค์ทรงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติละทิ้งชีวิตทางโลกเสด็จออกผนวชเพื่อแสวงหาอมตธรรมที่พ้นจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย ซึ่งล้วนเป็นภัยอันน่ากลัวของชีวิต
               สัตว์โลกต่างต้องการหลีกให้พ้นภัยอันน่ากลัวนี้ด้วยกันทั้งนั้น แต่ภัยนี้กลับเฝ้าติดตามเหล่าสัตว์ไปเสียทุกภพชาติไม่มีวันจบสิ้น การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏที่หาจุดจบไม่ได้นี้เป็นเหมือนเรือนจำที่ขังคนไว้กับความทุกข์ทรมาน เพราะชีวิตก็คือการเกิดและการตายต่อเนื่องกันไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั่นเอง
              ชีวิตของเป็ดและไก่เป็นต้น เป็นตัวอย่างที่น่าสังเวชยิ่ง บ้างตกเป็นอาหารตั้งแต่ยังอยู่ในไข่ พวกที่รอดมาจนฟักเป็นตัวได้ก็มักถูกฆ่าเมื่อเติบโตขึ้น พวกมันเกิดมาเพื่อจะเป็นอาหารของมนุษย์เท่านั้น ชะตาชีวิตที่ต้องเกิดมาเพื่อถูกฆ่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นสิ่งที่น่าอเนจอนาถและน่ากลัวโดยแท้ ทว่าเป็ดไก่เหล่านั้นกับดูจะพอใจชีวิตเพลิดเพลินอยู่กับการกิน การทะเลาะจิกตีกัน มันคงคิดว่าจะมีชีวิตอีกนาน ไม่รู้เลยว่าความจริงชีวิตนั้นสั้นนัก เพียงไม่กี่วัน หรือไม่กี่เดือนก็ต้องตาย
              ชีวิตของมนุษย์เราก็ไม่ต่างกัน ไม่ได้ยืนยาวมากนัก คนที่อายุ ๕๐ หรือ ๖๐ ปี จะรู้สึกว่าอดีตเหมือนเพิ่งผ่านมา อันที่จริงแล้วเวลา ๖๐ - ๗๐ ปีในโลกมนุษย์นั้นเทียบได้กับเวลาเพียง ๑ วันในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เท่านั้น และจะยิ่งสั้นมากเมื่อเทียบกับอายุของพรหม แต่พรหมที่มีอายุยืนยาวหลายร้อยหลายพันกัปก็ยังนับว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับสังสารวัฏอันยาวนานจนหาจุดจบไม่ได้ เพราะเทวดาและพรหมยังคงมีแก่และตายไปในสที่สุด ถึงแม้ว่าเทวดาและพรหมจะปราศจากการเจ็บป่วยหรือแก่ชราที่ปรากฏให้เห็น แต่ก็ยังมีความเสื่อมสิ้นไปตามกาลเวลา ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ไม่มีสัตว์โลกชนิดใดเลยที่จะหนีพ้นจากความแก่และความตายได้
การพิจารณาของพระโพธิสัตว์
             เมื่อพระโพธิสัตว์พิจารณาถึงสาเหตุของความแก่ ทรงดำริย้อนจากปลายห่วงโซ่แห่งปฏิจจสมุปบาทกลับไปหาข้างต้นกล่าวคือ
  • ความแก่ ความตาย มีการเกิด เป็นปัจจัย
  • - การเกิด มีกรรมที่เรียกว่า กรรมภพ เป็นปัจจัย
  • - กรรมภพ มีอุปาทาน(ความยึดมั่น) เป็นปัจจัย
  • - อุปาทาน มีตัณหา(ความทะยานอยาก)เป็นปัจจัย
  • - ตัณหา มีเวทนา(ความรู้สึกสุขทุกข์หรือวางเฉย) เป็นปัจจัย
  • - เวทนา มีอายตนะ(เช่น ตาเห็นรูป เป็นต้น) เป็นปัจจัย
  • - อายตนะ มีนามรูป เป็นปัจจัย
  • - นามรูป มีวิญญาณ เป็นปัจจัย
  • - วิญญาณ มีสังขาร(การขวนขวายทำกรรม)เป็นปัจจัย
  • - สังขาร มี อวิชชา(ความไม่รู้ตามความจริง) เป็นปัจจัย
*******
(จากหนังสือ ปฏิจจสมุปบาท เหตุผลแห่งวัฏสงสาร พระโสภณมหาเถระ(มหาสีสยาดอ)รจนา พระพรหมโมลี(สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.๙M.A.Ph.d)ตรวจชำระ   พระคันธสาราภิวงศ์ แปลและเรียบเรียง)