วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2556

เลาะริมชล ยลของเก่า(๓)


..ไปกันต่อครับ..จากวัดกัลยาณมิตร เราเดินออกมาที่หน้าวัดริมแม่น้ำเจ้าพระยาจะมีทางเดินซึ่งสามารถใช้จักรยานได้ไปตลอดริมฝั่งเจ้าพระยาจนถึงสะพานพุทธ ฯ ประมาณ ๕๐ เมตร ก็จะถึงศาลเจ้าแม่กวนอิม...


         ซึ่งมีความเป็นมาตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่สอง ชาวจีนพระนครศรีอยุธยาได้ตามเสด็จสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมาที่กรุงธนบุรีด้วยและได้รับพระราชทานที่ดินตรงนี้เป็นที่อยู่ชาวจีนคงจะสร้างศาลเจ้าขึ้นจึงเรียกว่า บ้านกุฏีจีน พอรัชกาลที่ ๑ ย้ายไปฝั่งกรุงเทพ ชาวจีนก็ย้ายไปฝั่งกรุงเทพด้วย ศาลเจ้านี้จึงถูกปล่อยทิ้งร้าง จนถึงรัชกาลที่ ๓ พ.ศ.๒๓๖๘ ชาวจีนจากมณฑลฮกเกี้ยนซึ่งเป็นบรรพบุรุษของสกุล ตันติเวชกุล และสกุล สิมะเสถียร เดินจึงได้ทางมากราบไหว้บูรณะสร้างศาลขึ้นใหม่ดังที่เห็นในปัจจุบัน..ถ้าท่านไปไหว้ศาลก็จะอ่านรายละเอียดความเป็นมามากกว่านี้ครับ..(ภายในศาลห้ามถ่ายภาพครับ)
         หลังจากเข้าไปสักการะศาลเจ้าแม่กวนอิมแล้ว เดินไปไม่ไกลก็จะถึงวัดซางตาครู้ส หรือ วัดกุฏีจีน  เป็นวัดคาทอลิคของชาวโปรตุเกสที่ช่วยพระเจ้าตากสินในต่อสู้กับพม่าเมื่อ พ.ศ.๒๓๑๐ พอพระองค์มาตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานีที่พระราชวังเดิม ก็โปรดเกล้าฯให้สร้างโบสถ์ ในวันที่ ๑๔ กันยายน ซึ่งตรงกับวันเทิดทูนมหากางเขน(ซางตาครู้ส หมายถึง ไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์)โบสถ์ไม้หลังแรก สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๓๑๓ หลังนี้เป็นหลังที่ ๓ สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๖ พ.ศ.๒๔๕๙ โดยช่างจากอิตาลี ซึ่งน่าจะเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับการสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม..




     มาถึงวัดกุฏีจีน หากไม่ได้กิน ขนมฝรั่งกุฏีจีน ของชุมชนนี้ก็คงจะขาดอะไรไปอย่างหนึ่งนะครับ ว่ากันว่ายังคงเป็นขนมสูตรดั้งเดิมเมื่อสองร้อยกว่าปีมาแล้ว ปัจจุบันนี้เจ้าเก่ารุ่นที่ ๕ แล้ว..เลือกทานได้เลยมีอยู่ทั่วไปในชุมชนใกล้ ๆ โบสถ์ครับ...




  ขออนุญาตนั่งพัก"ชิม"ขนมฝรั่งกุฏีจีนที่ศาลาหน้าวัด พร้อมกับฟังเสียงคลื่นกระทบกับเขื่อนคอนกรีต....เดี๋ยวจะไปต่อไหว้พระที่"วัดรั้วเหล็ก"....ครับ

        วัดประยุรวงศาวาส อยู่ใกล้กับสะพานพุทธ ฯ มองเห็นเจดีย์สีขาวเด่น วัดนี้สร้างในรัชกาลที่ ๓ โดยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ ได้อุทิศสวนกาแฟสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๓๗๑ เป็นวัดแรกในสมัยรัตนโกสินทร์ที่สร้างเจดีย์ทรงลังกา พระวิหารประดิษฐานพระพุทธนาคน้อย หรือ หลวงพ่อนาค ซึ่งเรียกกันในหมู่ชาวจีนว่า ลักน้อย หรือ กลีบบัวหกชั้น เชื่อกันว่าเป็นพระพุทธรูปโบราณคู่กันกับพระศรีศากยมุนี ที่วัดสุทัศน์ ฯ ซึ่งอัญเชิญมาจากสุโขทัย 
   หลังจากไหว้พระประธานในโบสถ์  และหลวงพ่อนาคในวิหารแล้ว ก็ต้องไปลอดเจดีย์ ก่อนจะลอดก็เข้าชมพิพิธภัณฑ์เจดีย์เพื่อทราบความเป็นมา...

.....ลอดเจดีย์....
...ความเป็นมาของ"รั้วเหล็ก" ...
รั้วเหล็กนี้เดิมสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ สั่งเข้ามาจากประเทศอังกฤษ เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ ๓ เพื่อใช้เป็นกำแพงภายในพระบรมมหาราชวัง แต่รัชกาลที่ ๓ ไม่ทรงโปรด  ท่านสมเด็จเจ้าพระยา ฯ จึงขอพระราชทานมาใช้เป็นกำแพงวัด โดยใช้น้ำตาลทรายแลกเอา น้ำหนักต่อน้ำหนัก คือเหล็กมีน้ำหนักเท่าไรก็ใช้น้ำตาลทรายหนักเท่ากันมาแลก....


จุดสุดท้ายที่จะชมคือ เขามอ วัดประยูรวงศ์ ฯ
    เขามอ เป็นภูเขาจำลองขนาดใหญ่ตั้งอยู่การสระน้ำ มียอดเขาลดหลั่นกันไป ท่านสมเด็จเจ้าพระยา ฯได้แนวความคิดจากหยดเทียนที่เกิดจากน้ำตาเทียนขี้ผึ้งของรัชกาลที่ ๓ เมื่อประทับอยู่ในห้องสรง ภายในพระที่นั่งพระจักรพรรดิพิมาน เมื่อน้ำตาหยดทับถมกันเป็นเวลาหลายปีก็ก่อเป็นรูปมีลักษณะคล้ายภูเขา
      เขามอ นี้สมเด็จเจ้าพระยา ฯ ผู้สร้างวัดประยุรวงศ ฯ ได้น้อมนำพระราชนิยมของรัชกาลที่ ๓ เรื่องการสร้างเขามอให้เป็นรมณียสถานในพระอารามมาปฏิบัติ ซึ่งจะทำให้ผู้ที่เข้ามาในวัดสัมผัสธรรมชาติพร้อมกับเข้าวัดฟังธรรม ทำบุญ มีความสุขสงบร่มเย็น....

พระพุทธฉาย
มณฑปประดิษฐาน พระแขก

.....ขอบคุณท่านที่เข้ามาอ่านครับ....เราจะเลาะริมชล กันต่อไปนะครับ...

เลาะริมชลยลของเก่า (๔) (คลิก)

วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2556

เลาะริมชล ยลของเก่า(๒)




(คลิกบนภาพเพื่อดูภาพขยายใหญ่ขึ้น)

      หลังจากพักกินข้าวกลางวันริมน้ำท่าเตียนแล้ว ก็เดินทางต่อไปตามแผนที่วางไว้ครับ..ข้ามฟากไปวัดอรุณราชวราราม หรือวัดแจ้ง  วัดนี้ถือว่าเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๒ สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ตอนที่พระองค์ทรงดำรงยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิสรสุนทร พระองค์ทรงประทับอยู่ที่พระราชวังเดิม ซึ่งอยู่ติดกันกับวัดอรุณ พระองค์ทรงปฏิสังขรณ์วัดอรุณและพระราชทานนามว่า วัดอรุณราชวราราม...วัดนี้เคยเป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกต ก่อนที่จะอัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดพระแก้ว



ท่าเรือข้ามฟากที่ท่าเตียน(วัดโพธิ์)และท่ายายเผือก(วัดแจ้ง)



พระปรางค์วัดอรุณนี้ถือว่าเป็นพระปรางค์ที่สูงที่สุดในโลก สูง ๓๓ วาเศษ
ผู้ที่มาชมส่วนใหญ่จะเดินทักษิณารอบพระปรางค์ ๓ รอบ เพื่อเป็นสิริมงคล


พระอัฐิของรัชกาลที่ ๒ บรรจุอยู่ที่ฐานพระประธานในพระอุโบสถวัดอรุณ




สักการะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


ขึ้นไปบนพระปรางค์เพื่อชมวิวของแม่น้ำเจ้าพระยามองไปเห็นพระบรมมหาราชวังและวัดโพธิ์



พระราชวังเดิมมองจากพระปรางค์วัดอรุณ


   หลังจากไหว้พระและขึ้นไปชมพระปรางค์แล้วก็เดินลัดเลาะออกไปถนนอรุณอัมรินทร์ เราจะเข้าไปชมพระราชวังเดิม  ซึ่งอยู่ในพื้นที่ของกองทัพเรือและยังคงใช้เป็นสถานที่ทำงานของผู้บังคับบัญชาระดับสูง  การเข้าชมต้องขออนุญาตก่อนนะครับ 



ภาพภายในบริเวณพระราชวังเดิม


    เราเดินชมภายนอกของพระราชวังเดิม ในส่วนที่อยู่ริมน้ำเจ้าพระยา ซึ่งจะเป็นที่ตั้งอนุสาวรีย์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและป้อมวิไชยประสิทธิ์










จากป้อมวิไชยประสิทธิ์จะมองเห็นพระราชวังเดิมอยู่ข้างใน


กองบัญชาการกองทัพเรือภายในพระราชวังเดิม


...เราเดินกลับออกมาจากพื้นที่กองทัพเรือ ก็จะเห็นป้ายวัดโมลีโลกยาราม ซึ่งอยู่ติดกับพระราชวังเดิม วัดนี้ตามประวัติศาสตร์บอกว่าเป็นสถานที่ศึกษาของพระราชโอรสในรัชกาล ๒





  บริเวณของวัดค่อนข้างจะเล็กด้านทิศเหนือและทิศตะวันตกติดกับพระราชวังเดิม ด้านตะวันออกติดคลองบางหลวง




      ออกจากวัดโมลีโลก ฯ เดิมข้ามสะพานคลองบางหลวง ไปวัดกัลยาณมิตร วรมหาวิหาร


   วัดกัลยา ฯ เดิมเป็นพื้นที่บ้านของเจ้าพระยานิการบดินทร์(โต)ต้นสกุล กัลยาณมิตร แล้วสร้างวัดเดิมมีพระภิกษุจีนพำนักอยู่ ต่อมาถวายเป็นพระอารามหลวง  รัชกาลที่ ๓ พระราชทานนามว่า วัดกัลยาณมิตร  มีพระวิหารขนาดใหญ่ื มีหลวงพ่อโตหรือซำปอกง เป็นพระประธานหมือนกับหลวงพ่อโต ที่วัดพน้ญเชิงอยุธยา  ในพระอุโบสถมีพระประธานเป็นพระพุทธรูปปางป่าเลไลย์  หน้าวิหารหลวงมีหอระฆัง  แขวงระฆังที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ขนาดผ่าศูนย์กลาง ๑๙๒ ซม.




    จากวัดกัลยา ฯ เราเดินตามทางริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาแบบสบาย สบาย...นะครับ ยังมีสถานที่ที่จะแวะชมอีกหลายแห่งครับ.....ขอบคุณที่ติดตามไปเที่ยวด้วยกันครับ
.........
เลาะริมชล ยลของเก่า(๑)   http://navy09.blogspot.com/2013/01/blog-post_4.html