วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ปัญญา..ที่ควรรู้ (๑)


: คือรู้จักธรรมชาติและกฏธรรมชาติทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง
       ในที่นี้ขอให้พิจาณา " นิยาม ๕ " ในพุทธศาสนาซึ่งได้แสดงถึง " กฏธรรมชาติ ๕ ประการ " ที่ควบคุมความเป็นไปของสิ่งต่าง ๆ ทั้งหมดในธรรมชาติ จำแนกได้ดังนี้
    ๑.อุตุนิยาม (physical laws) กฏธรรมชาติเกี่ยวกับอุณหภูมิ หรือปรากฏการณ์ธรรมชาติต่าง ๆ ในสิ่งแวดล้อม โดเฉพาะในเรื่องธาตุพื้นฐาน คือ ดิน น้ำ ลมไฟ
    ๒.พืชนิยาม (biologocal laws) กฏธรรมชาติเกี่ยวกับการสืบพืชพันธุ์
    ๓.จิตตนิยาม (psychic laws) กฏธรรมชาติเกี่ยวกับการทำงานของจิต
    ๔.กรรมนิยาม (the law of Kamma) กฏธรรมชาติเกี่ยวกับการกระทำของมนุษย์
    ๕.ธรรมนิยาม (the general law of cause and affect) กฏธรรมชาติเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของสิ่งทั้งหลาย
..........
      นิยาม ๕ โดยเนื้อแท้เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมาก เพราะเป็นกฏที่ควบคุมความเป็นไปของสิ่งต่าง ๆ ทั้งหมดในธรรมชาติ มีเนื้อหาสาระที่กว้างขวางและลึกซึ้งมาก แต่ละนิยามสามารถศึกษาเรียนรู้และนำไปใช้ประโยชน์อย่างไม่มีขีดจำกัด การจะกระทำสิ่งใดให้บังเกิดผลสำเร็จได้จริงก็เพราะรู้ทำได้ถูกต้อง ตามกฏธรรมชาติหรือนิยามที่ควบคุมความเป็นไปของสิ่งนั้น ศาสตร์ต่าง ๆ ที่มนุษย์ค้นพบ และนำมาใช้ประดิษฐ์ คิดค้น และสร้างสรรสิ่งต่าง ๆ อันที่จริงก็คือการค้นพบและกระทำถูกต้องต่อนิยาม ๕ ในนิยามใดนิยามหนึ่ง และแง่มุมใดมุมหนึ่งนั่นเอง
ฯลฯ
...........
(จากหนังสือ คู่มือ บัณฑิตของแผ่นดิน จัดพิมพ์และเผยแพร่โดย ธรรมสถาน สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
********
ชีวิต (คลิก)
ธรรมะ ธรรมดา ธรรมชาติ (คลิก)

*************

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ชีวิตคือการลงทุน


     ชีวิต คือการลงทุน ตัวชีวิตคือต้นทุน สิ่งที่ได้มาหลังจากชีวิตคือ กำไรทั้งหมด การเกิดมาในโลกนี้เหมือนการมาเที่ยวหรือไปเที่ยวต่างประเทศ เราชื่นชมทุกอย่างที่เห็น แต่เมื่อจะเดินทางกลับจะต้องวางทุกอย่างไว้ที่เดิม เพราะนั่นเป็นสมบัติของแผ่นดินนั้น เก็บเอาเพียงความสุข ความเบิกบากใจ ติดตัวไปกลับบ้านก็พอ
     ชีวิตในโลกนี้มีทั้งกำไร ที่เป็นสินทรัพย์ และกำไรที่เป็นอริยทรัพย์ สินทรัพย์เราทิ้งไว้ให้เป็นสมบัติของโลกต่อไป ให้คนอื่นชื่นชมด้วย หากเรามีโอกาสกลับมาเที่ยว(เกิดใหม่อีก)อีก เราก็มีโอกาสได้ชื่นชมอีก อริยทรัพย์ คือบุญ  ความสุข ความเบิกบานใจ อิ่มใจ พอใจ เป็นสมบัติแท้ของเรา ตามเราไปได้ทุกแห่งหน
     การลงทุนให้ได้กำไร คือ หัดทำความพอใจในสิ่งที่เรามี ความโชคร้ายของมนุษย์ คือการไม่รู้ว่าตนเองโชคดี    
*******
(จากหนังสือ อภัยทาน รักบริสุทธิ์ โดย ปิยโสภณ)

*******

******

วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ห้าสิบปีนาวี ๐๙...ดริลล์ฮอลล์ (Drill Hall)


*******
" นับจากนี้ไปเหลือเวลาอีก 2 เดือน 25 วัน จะถึงวันเลี้ยงรุ่น 0911แล้ว เร็วเหมือนกันนะ ตรงกับวันเสาร์ที่ 26 มี.ค.59 เวลาแดดอ่อนมาก ๆ 1730 ณ อาคารฝึกอบรมรวม มีเพื่อนของเพื่อนมา คอยเพื่อนอยู่ที่นี่ อยากพบเพื่อนที่เคยฝึก เรียน เล่น ทำงานร่วมกันมา
พี่จ๋า แล้วเสื้อที่หนูสั่งไว้ สีฟ้าน่ะ ได้ยังจ๊ะ รับเอามานะ ถ้าพี่ใหญ่ไม่ว่าง พี่มารับหนูไปด้วยนะ "

" คนขายเสื้อเขาอยาก จะขาย ไม่ต้องนี่เลย

อนันต์/วิจิตร อ./ สำราญ/ ทัศนะ พร้อมบริการออนไลน์

ผ่านไปรษณีย์ ไม่ยาก  ขอให้สั่ง รับรองถึงมือแน่ ด่วน ช้าหมด "


" เวลาโอนเงิน ให้โอนไปที่อนันต์คน เดียวเท่านั้น อย่าเผลอไปโอนที่ 711 นะ "

" เงินค่าเสื้อนำเข้ากองทุนสวัสดิการรุ่น โดยไม่หักค่าใช้จ่าย นะ "


" ถ้าเพื่อนช่วยซื้อกันมาก ก็คล้ายกับ เงินทำให้เงินกองทุนมันโตขึ้น 

คณะกรรมการ ฯเขาตั้งใจทำเพื่อพวกเราทุกคน "

" สิ่งที่ตอบแทนได้คือเสื้อสีขาว เป็นของที่ระลึก แจกให้ฟรีเฉพาะคนที่

ไปงานเลี้ยงรุ่นเท่านั้น "

" จบ ปชส. ภาคค่ำ "
..................

ขอบคุณข้อมูลจาก ไลน์  Navy 09  เมื่อ  1 มกราคม 2559

*****************


*******


*******


ภาพที่ระลึก จาก รร.พลทหาร เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๙

               " ขอแจ้งข่าวดี... กรรมการสัตหีบได้ติดต่อจองสถานที่ Drill Hall ที่ ศฝท.ยศ.ทร ( รร.พลทหารเดิม) ไว้เรียบร้อยแล้ว."
           " ประชาสัมพันธ์ให้เพื่อน ๆ ทราบ ได้เลย "
           เพื่อน อนันต์ ช. ส่งไลน์แจ้งมา.....
           " รับทราบครับ.. "  ผมส่งข่าวตอบไป
           *******
           เมื่อ วันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๐๙  พวกเรา นรจ.๐๙ เดินทางจาก กรมยุทธศึกษาทหารเรือ พระราชวังเดิม ธนบุรี จุดหมายปลายทางคือ รร.พลทหาร เกล็ดแก้ว สัตหีบ ชลบุรี
           ดริลล์ ฮอลล์ คือสถานที่แรกรับเพื่อดำเนินกรรมวิธีต่าง ๆก่อนที่จะแยกย้ายกันเข้ากองร้อยต่าง ๆ ของ รร.พลทหาร  เพื่อฝึกภาคสาธารณะระยะเวลา ๓ เดือน ก่อนจะเข้าศึกษาต่อที่ รร.ชุมพลทหารเรือ ...
           *******
      


Drill Hall ถ่ายเมื่อ กรกฏาคม ๒๕๕๘

          พวกเรากำลังจะกลับไปที่ Drill Hall อีกครั้ง ในวันเสาร์ที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๙.... งานเลี้ยงสังสรร ๕๐ ปี นาวี ๐๙ ของพวกเราจะมาพบปะกันที่นี่อีกครั้งหลังจากพวกเราจากไปเป็นเวลานานเกือบค่อนชีวิตทีเดียว...
           Drill Hall  และกองร้อยต่างๆ ทราบว่ายังคงอยู่เป็นส่วนใหญ่ ๆ ...
           ก็หวังว่าเพื่อน ๆ รุ่น ๐๙ ทุกพรรค เหล่า คงจะได้หวลคืนสู่เหย้า....กลับไปสัมผัสบรรยากาศที่ Drill Hall เหมือนกับวันแรกที่พวกเราเข้ามาเริ่มต้นใช้ชีวิตในกองทัพเรือ...
          ครับ ฝากเพื่อน ๆ ที่ทราบข่าวช่วยบอกต่อไปยังเพื่อนทุกท่าน พวกเรา นรจ.รุ่น ๐๙ จะพบปะสังสรร ๕๐ ปี นาวี ๐๙ ที่ ศฝท.ยศ.ทร (รร.พลทหารเดิม) สัตหีบ ชลบุรี ในวันเสาร์ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๙  เวลา ๑๗๐๐ น  สำหรับในช่วงเช้า เวลา ๑๐๐๐ น. ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับเพื่อน ๆ ที่ล่วงลับไปแล้ว ที่วัดทุ่งโปรง สัตหีบ เหมือนเช่นทุกปี...รายละเอียดเพิ่มเติมจะแจ้งให้ทราบในโอกาสต่อไป  ครับ....

*****

*********      

.................

วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2558

สมาธิ ทำให้เกิดปัญญา...อย่างไร ?


...ฯลฯ...

       สมาธิทำให้เกิดปัญญา เห็นแจ้งธรรมอย่างไร ?

       เปรียบเหมือน " การมองดูเงาหน้าใน้ำ จะเห็นชัดก็ต่อเมื่อน้ำใสและนิ่งสงบ ฉันใด  จะเห็นแจ้งสภาพธรรมที่ปรากฏในจิต ตามความเป็นจริง ก็ต้องอาศัยจิตที่ใสสะอาดและนิ่งสงบเป็นสมาธิ ฉันนั้น "
        มีปัญหาสงสัยว่า "ฤาษีชีไพร นักบวชศาสนาอื่น ๆ ก็มีสมาธิถึงขั้นฌานเช่นกัน แต่ทำไมยังไม่เห็นแจ้งธรรม "
        ตอบว่า  ถึงน้ำในภาชนะจะใสนิ่งมองเห็นเงาหน้า แต่ถ้าผู้นั้นไม่รู้วิธีการ และไม่มีความเพียรที่จะโผล่หน้าไปดู ทอดสายตายมองลงในภาชนะน้ำนั้น การเห็นเงาหน้าในภาชนะใส่น้ำ ก็เกิดขึ้นไม่ได้!
         และที่สำคัญ สมาธิมิใช่ว่าอยู่ดี ๆ จะเกิดขึ้นเอง เหมือนกับน้ำนิ่ง ก็เพราะเป็นน้ำที่ไม่ไหล ถูกนำมาใส่ไว้ในภาชนะที่ไม่มีรอยรั่ว และนิ่งไม่เคลื่อนไหว ต้องคอยระมัดระวังไม่ให้สิ่งอื่นมากระทบได้ เพราะจะทำให้น้ำกระเพื่อมไม่นิ่ง หากน้ำไม่นิ่งก็จะเห็นเงาหน้าไม่ชัด การเกิดปัญญาเห็นแจ้งธรรมก็ดุจเดียวกัน ต้องประกอบด้วยอินทรีย์ ๕ คือ
         ๑. ความเชื่อมั่นในคำแนะนำว่า การตักน้ำสะอาดใส่ในภาชนะที่นิ่ง ช่วยมองให้เห็นเงาหน้าได้ชัด เช่นนี้ จัดเป็น ศรัทธา
         ๒. ความเพียรในการแสวงหาภาชนะและเพียรตักน้ำใส่ภาชนะ จัดเป็น วิริยะ
         ๓. ความระมัดระวังป้องกัน คอยเฝ้า ไม่ให้สิ่งอื่นมากระทบภาชนะ ประคองให้ภาชนะนิ่ง จัดเป็น สติ
         ๔. ความสงบนิ่งไม่กระเพื่อมของน้ำใส จัดเป็น สมาธิ
         ๕. ความที่ตัดสินใจยื่นหน้าไปดู แล้วเพียรเพ่งมองลงไปในภาชนะน้ำใสนั้น จนเห็นเงาหน้าชัดเจน จัดเป็น ปัญญา
          และเมื่อปัญญาแก่กล้าอย่างเต็มที่ ก็ส่งผลกลับมาทำให้ศรัทธาและอินทรีย์อื่น ๆ แก่กล้าขึ้นไปอีก ตามกระบวนการ  ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายดับทุกข์ จนเกิดปัญญาเห็นแจ้งธรรมคลาย อุปทาน จาก ขันธ์ ๕
...ฯลฯ...
(จากหนังสือ วินิจฉัย พอง-ยุบไม่ใช่วิปัสสนา ?  พระภาวนาพิศาลเมธี วิ วัดพิชยญาติการาม วรวิหาร คลองสาน กทม.)
******
        

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558

" ชีวิต "



...ฯลฯ...

        พิจารณาธรรมชาติของ " ชีวิต "
      มีคำอธิบายเรื่องชีวิตไว้หลากหลายในศาสตร์ต่าง ๆ แต่ในที่นี้จะขอนำเสนอในแง่มุมของพุทธศาสนา ซึ่งเข้าใจกันดีอยู่แล้วโดยทั่วไปว่า " ชีวิต " คือ " กาย กับ จิต " โดยเสนอให้พิจารณาดังต่อไปนี้ว่า
      กาย คืออะไร ?...ต้องการอะไร ?...เพื่ออะไร ?
      จิต คืออะไร ? ... ต้องการอะไร ?...เพื่ออะไร ? 

     กล่าวโดยสรุป:
      " กาย " คือ ธรรมชาติที่เกิดจากการประกอบกันเข้าของธาตุพื้นฐานทั้ง ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟ
      " กาย "ต้องการ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟ จากธรรมชาติภายนอกซึ่งอยู่ในรูปของปัจจัย ๔ ( อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยและยารักษาโรค)
      เพื่อ หล่อเลี้ยงและค้ำจุนฝ่ายกาย ให้สามารถดำรงอยู่และทำหน้าที่ได้ตามปกติ

       " จิต " คือ ธรรมชาติรู้
       " จิต " ต้องการ ความรู้ที่ถูกต้อง
       เพื่อ หยุดความสงสัย หยุดความดิ้นรนกระวนกระวาย หรือหยุดปัญหาที่เกิดจากความไม่รู้ของตัวจิตเอง เพราะตราบใดที่จิตยังไม่รู้ถูกต้องหรือไม่รู้แจ้งในเรื่องใด เรื่องนั้นก็ยังมีอันพันพัวจิตให้ดิ้นรนด้วยความงุนงงสงสัย ไม่สามารถสงบ นิ่ง เป็นปกติได้
       เมื่อรู้ธรรมชาติของ " ชีวิต " ถูกต้อง ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว จะทำให้ : 
        @ ..รู้ว่า การมีชีวิตนั้น ธรรมชาติได้กำหนดสิ่งที่เรียกว่า " หน้าที่ " มาพร้อมแล้วกับตัวชีวิต ซึ่งอันที่จริงก็คือเรื่องเดียวกันกับ " ความต้องการ " ของชีวิตในแต่ละฝ่ายนั่นเอง กล่าวคือ " ความต้องการ " ที่ว่านี้เป็นความต้องการแท้ ๆ ของธรรมชาติ ที่บังคับบุคคลให้มี " หน้าที่ " ที่ต้องกระทำเพื่อตอบสนอง ไม่ทำไม่ได้ หรือหากไม่ทำ ชีวิตก็จะประสบปัญหาและความยากลำบากทำให้ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ในที่สุด
        เมื่อรู้ถึง " ความต้องการ " ที่แท้จริงของธรรมชาติก็จะทำให้ :
        @..รู้ถึง " ความต้องการ " ของบุคคลที่คิดนึกไปเองด้วยความหลงหรือความเข้าใจผิด อย่างที่เรียกว่า " ตัณหา " เรื่องนี้สำคัญมาก หลักธรรมในพุทธศาสนาแสดงไว้ว่า " ตัณหา " หรือ " ความทะยานอยาก " นี้คือ " เหตุแห่งทุกข์ " หมายความว่าปัญหาหรือความทุกข์ที่มนุษย์ประสบล้วนมีสาเหตุสำคัญมาจาก " ตัณหา "  หรือ " ความต้องการ " ที่บุคคลเข้าใจผิดไปเอง คือไปต้องการในสิ่งที่ชีวิตจริง ๆ ไม่ได้มีความต้องการ
        
         นอกจากนั้น ยังทำให้ :
          @..รู้และเข้าใจเป้าหมายของชีวิตอย่างถูกต้อง รู้คำตอบของชีวิตว่า " เกิดมาทำไม " ซึ่งกล่าวโดยสรุป ก็คือ " การมีสุขภาพทางกายที่สมบูรณ์ เพื่อให้เป็นฐานรองรับการแสวงหาความรู้ที่ถูกต้องของจิต จนกว่าจิตจะรู้ถูกต้องอย่างสมบูรณ์ ทำให้จิตมีภาวะปลอดโปร่งจากความดิ้นรนทั้งปวง "  และยังทำให้รู้คุณค่าและความหมายของสิ่งต่าง ๆ ที่มีต่อชีวิตอย่างถูกต้อง จึงทำให้สามารถเข้าไปทำหน้าที่และเกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวได้ถูกต้อง ไม่ก่อปัญหากับสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ภายนอก
...ฯลฯ...
(จากหนังสือ คู่มือ บัณฑิตของแผ่นดิน จัดพิมพ์และเผยแพร่โดย ธรรมสถาน สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
********
ชีวิตคือการลงทุน(คลิก)
ธรรมะ ธรรมดา ธรรมชาติ (คลิก)

********