แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หมอสันต์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หมอสันต์ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

เสียชีวิตจากการตรวจสุขภาพประจำปี

 



Cr.fwd.line

*********

"เสียชีวิตจากการตรวจสุขภาพ"

โดย นพ.สันต์ หัตถีรัตน์


ท่านใดที่อายุเริ่มเยอะขึ้น โดยเฉพาะท่าน สว.ทุกท่าน ควรเสียเวลาอ่านสักนิด จักเป็นประโยชน์ต่อตัวท่านเอง

ใครที่มีพ่อแม่ ที่อายุเยอะ ก็ควรอ่านสักนิด เป็นอุทาหรณ์ที่ควรระวัง ใน

เรื่อง เสียชีวิตจากการตรวจสุขภาพ


ตัวอย่างผู้ป่วยรายที่ ๕๕

เป็นชายไทย  อายุ ๗๒ ปี ไม่มีโรคประจำตัวใดๆ ได้ดูแลรักษาสุขภาพของตนเองเป็นอย่างดี ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา ไม่มีอาการผิดปกติ วิ่งออกกำลังกายทุกวัน จึงแข็งแรงดี ในครอบครัวไม่มีใครเป็นเบาหวาน ความดันเลือดสูง โรคหัวใจ หรือโรคร้ายแรงใดๆ 

บิดามารดาของชายรายนี้ ก็ยังมีชีวิตอยู่ และยังช่วยตนเองได้ตามสภาพแก่ วัยที่เกิน ๙๐ ปีแล้ว


แต่แล้ว วันหนึ่ง บุตรสาวคนสุดท้องที่อยู่กับพ่อ เห็นข่าวประชาสัมพันธ์ของโรงพยาบาลรัฐบาลแห่งหนึ่งว่า ผู้สูงวัยควรไปตรวจ (เช็ก) สุขภาพประจำปีว่า มีโรคร้ายแรงหรือเปล่า จะได้รักษาแต่เนิ่นๆ 

ยิ่งมีข่าวผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองล้มฟุบกลางที่ประชุม จนต้องนำส่งโรงพยาบาล และ แพทย์ต้องนำไป "บอลลูน" ขยายหลอดเลือดหัวใจโดยด่วน แล้วแพทย์ยังออกมาให้ข่าวว่า "โชคดีที่มาเร็ว ไม่งั้นอาจรักษาไม่ทัน" เป็นต้น 

ยิ่งทำให้เธอเป็นห่วงพ่อมากขึ้น จึงรบเร้าให้พ่อไป ตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลของรัฐ เพราะเชื่อว่าโรง-พยาบาลของรัฐ คงจะไม่มั่ว หรือตรวจรักษา เพื่อหวังผลกำไรเช่นโรงพยาบาลเอกชน เนื่องจากเธอได้ข่าวว่าโรงพยาบาลเอกชนมี "โปรแกรม" และ "แพ็กเกจ" ตรวจสุขภาพแบบต่างๆ มานานแล้ว เพื่อ หาเงิน ให้กับแพทย์ และ โรงพยาบาล เธอจึงไม่สนใจ


แต่เมื่อโรงพยาบาลของรัฐโฆษณาประชาสัมพันธ์ เรื่องการตรวจสุขภาพ โดยเฉพาะ เรื่องโรคหัวใจในผู้สูงอายุ เธอจึงสนใจ และ รบเร้าพ่อให้ไปตรวจ ทั้งที่พ่อเอง ไม่อยากตรวจ เพราะเห็นว่า ตนเองสบายดี ไม่มีอาการผิดปกติอะไร และยังออกกำลังได้เป็นปกติ  ทั้งตนเองก็ไม่เคยไปตรวจสุขภาพประจำปีมาก่อนเลย  ก็ไม่เห็นเป็น อะไร 

(แต่เคยไปตรวจสุขภาพ ตอนเป็นหนุ่ม เพื่อสมัครเข้าทำงานเท่านั้น)


อย่างไรก็ตาม เมื่อลูกรบเร้าอยู่เรื่อยๆ พ่อก็ยอมตามใจลูก เพราะลูกบอกว่าสามารถเบิกค่าตรวจรักษาต่างๆ ได้หมด จึงไปตรวจสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ ตามคำโฆษณาประชาสัมพันธ์นั้น  แม้ว่าการตรวจสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ จะแพงกว่าสำหรับประชาชนทั่วไป ที่ไม่เจาะจงว่า จะตรวจแบบผู้สูงอายุ  เนื่องจากโปรแกรม หรือ แพ็กเกจ การตรวจ สุขภาพทั้งหมดหรือ เกือบทั้งหมดจะเน้นการตรวจทางห้องปฏิบัติการ (การตรวจ "แล็บ") แบบครอบจักรวาล หรือแบบสะเปะสะปะ โดยไม่ได้ขัดเกลาให้เหมาะสม กับประวัติความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยของแต่ละคน ซึ่งไม่เหมือนกัน และ ให้เหมาะสมกับความผิดปกติที่พบจากการตรวจร่างกายในแต่ละคน


เพราะในการตรวจสุขภาพส่วนใหญ่หรือ เกือบทั้งหมดแพทย์จะให้ความสนใจกับการซักประวัติและการตรวจร่างกายน้อยมากเพราะการซักประ วัติและตรวจร่างกายให้ละเอียดถี่ถ้วน ต้องใช้เวลาอย่างน้อย ๒๐-๓๐ นาที  ซึ่งจะทำให้แพทย์เสียเวลามาก และ ไม่คุ้มกับค่าตรวจที่ได้รับ


การตรวจสุขภาพ เกือบทั้งหมด จึงเน้นการตรวจ "แล็บ" เช่น ตรวจเลือด อุจจาระ ปัสสาวะ เอกซเรย์ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ คลื่นเสียงสะท้อนหัวใจและ/หรือท้อง และอื่นๆ


เมื่ออายุมากขึ้น อวัยวะและระบบต่างๆ ในร่างกาย จะย่อหย่อนและมีโรคภัยไข้เจ็บเพิ่มมากขึ้น เป็นธรรมดา  การตรวจ แล็บ จึงต้องครอบจักรวาลมากขึ้น 

การตรวจสุขภาพ สำหรับผู้สูงอายุจึงมีราคาแพงมากกว่า สำหรับประชาชนทั่วไป และ ยิ่งตรวจมาก ก็ยิ่งพบความผิดปกติมากขึ้น เป็นธรรมดา


ชายผู้นี้  ก็เช่นเดียวกัน หลังการตรวจ แพทย์บอกว่า ไขมัน (คอเลสเตอรอลและ ไตรกลีเซอไรด์) ในเลือดสูงเล็กน้อย กรดยูริกสูงเล็กน้อย คลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติเล็กน้อย ไม่แน่ใจว่าเป็นโรคหัวใจขาดเลือดจากหลอดเลือดหัวใจตีบหรือไม่ ควรตรวจเพิ่มเติมด้วยการออก-กำลังบนลู่วิ่ง (treadmill exercise test)


ชายผู้นี้ปฏิเสธ แต่ลูกสาวก็รบเร้าให้ตรวจ เพราะเบิกค่าตรวจได้ ในที่สุดชายผู้นี้ ก็ยอมให้ตรวจคลื่นไฟฟ้า หัวใจขณะวิ่งจนเหนื่อย แต่ไม่มีอาการอะไรอื่น เพราะเคย วิ่งออกกำลังทุกวันอยู่แล้ว 

อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจออกมายังก้ำกึ่งว่า จะเป็นโรคหัวใจขาดเลือดหรือไม่ แพทย์จึงแนะนำให้ตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (echocandiography) ซึ่งไม่เหนื่อยและไม่เจ็บตัว ผลปรากฏว่าหัวใจดูปกติดี แต่ไม่สามารถบอกว่าหลอดเลือด หัวใจตีบหรือไม่


แพทย์จึงแนะนำให้สวนหัวใจ (cardiac catheterization) และฉีด สี (สารทึบแสงเอกซเรย์) เข้าในหลอดเลือดหัวใจ (coronary angiography) ซึ่งจะเป็นการตรวจที่แน่นอนที่สุดว่า หลอดเลือดหัวใจผิดปกติหรือไม่ 


ชายผู้นี้ปฏิเสธ เพราะไม่อยากเจ็บตัวและ เห็นว่า ยิ่งตรวจยิ่ง "หนักข้อ" ขึ้นเรื่อยๆ แต่ลูกสาวก็ยังรบเร้าให้ตรวจ เพราะเบิกค่าตรวจรักษาทั้งหมดได้ และ หมอยังบอกด้วยว่า "ถ้าเป็นพ่อของหมอ หมอก็จะให้สวนหัวใจตรวจเช่นเดียวกัน" 


ลูกสาวจึงเคี่ยวเข็ญพ่อ จนพ่อยอมอดอาหาร และ เตรียมตัวเป็นอย่างดีเพื่อการสวนหัวใจ และ


ในเช้าวันหนึ่ง ชายผู้นี้ ก็ได้รับการสวนหัวใจ 

แต่ ชายผู้นี้โชคร้าย สายสวนหัวใจเกิดแทงทะลุหลอดเลือดใหญ่ ทำให้ตกเลือด ช็อก และ เสียชีวิตในเวลาต่อมา


เหตุการณ์เช่นนี้ แม้เกิดขึ้นน้อยมาก แต่ก็เกิดขึ้นได้ เพราะในการตรวจพิเศษต่างๆ ที่ต้องสอดใส่เครื่องมือเข้าไปในร่างกาย ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ย่อมเกิดขึ้นได้ และ บางรายก็ถึงแก่ชีวิต 

เช่นเดียวกับการผ่าตัด แม้แต่การผ่าฝีหรือ ผ่าตัดไส้ติ่งที่คนทั่วไป (รวมทั้งแพทย์) อาจเห็นว่า เป็นของเล็กน้อย แต่ ภาวะแทรกซ้อนถึงแก่ชีวิตก็อาจเกิดขึ้นได้ แม้จะเกิดขึ้นน้อยมากก็ตาม


การฉีด "สี" (สารทึบแสงเอกซเรย์) ก็เช่นเดียวกัน คนที่แพ้ "สี" อาจจะหายใจไม่ออก ช็อก และเสียชีวิตได้ 

แม้จะเป็นการฉีด "สี" เข้าหลอดเลือดธรรมดา เหมือนการฉีดยาทั่วไป การตรวจ และ การรักษาต่างๆ ที่ต้องใช้ยา หรือ สารเคมี หรือ เครื่องมือกระทำต่อร่างกาย จึงเกิดผลข้างเคียง (ภาวะแทรกซ้อน) ได้เสมอ 

ถ้าเป็นน้อย ก็เป็นเพียง อาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ หรือผื่นคัน ถ้าเป็นมาก ก็อาจมีอาการรุนแรง หรือ ถึงแก่ชีวิตได้

ที่น่าเสียใจ สำหรับชายผู้นี้ก็คือ ท่านเป็นคนแข็งแรงดี ไม่มีอาการอะไร และ ไม่มีประวัติโรคร้ายแรงในครอบครัว  แต่ต้องมาจบชีวิตลง ด้วย "การตรวจสุขภาพ"


ในกรณีนี้ นอกจาก "คนดีๆ" (คนที่ไม่เป็นโรคอะไร) ต้องเสียชีวิตด้วยการตรวจสุขภาพแล้ว "คนดีๆ" อีกคนหนึ่ง ที่ไม่เคยเป็นโรคอะไร ยังต้องล้มป่วยลง ด้วยโรคจิตซึมเศร้า จากความรู้สึกผิดว่า ตนเป็นผู้รบเร้าให้พ่อไปตรวจสุขภาพ จนพ่อต้องเสียชีวิต


"การตรวจสุขภาพ" ได้รับการโฆษณาชวนเชื่อมาช้านาน จนกลายเป็น "จินตนาการอันบรรเจิด" หรือ "ความฝันอันสูงสุด" ของประชาชนทั่วไป ที่เข้าใจว่า  ถ้าได้ตรวจสุขภาพแบบที่เขาโฆษณากันแล้ว สุขภาพของตนจะดี ไม่มีโรค และ ถ้ามีโรค จะได้ตรวจพบแต่เนิ่นๆ และ รักษาให้หายขาดได้  ยิ่งถ้าได้ตรวจสุขภาพโดยไม่ต้องเสียเงิน หรือ เสียน้อยลง (จากการ "ลดแลกแจกแถม" เช่นเดียวกับการขายสินค้าและบริการต่างๆ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่) ยิ่งทำให้เกิดความอยากที่จะตรวจสุขภาพเพิ่มขึ้น


อันที่จริง การตรวจสุขภาพ คือ การตรวจหา "โรค" ให้แก่คนที่ไม่ใช่ผู้ป่วย 

หรือ หาโรคเพิ่มให้แก่ผู้ป่วย จึงเป็นการ "หาเงิน" ให้แก่แพทย์และโรงพยาบาล โดยเฉพาะแพทย์และโรงพยาบาล ที่มีผู้ป่วยไปให้รักษาน้อย เพราะแพทย์และโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยมาก จนล้นมืออยู่แล้ว ไม่มีใครที่อยาก จะให้บริการตรวจสุขภาพ กับใครอีก  เพราะแค่งานตรวจรักษาผู้ป่วย ก็แสนสาหัสอยู่แล้ว ยังจะต้องมาคอยให้บริการคนดีๆ ที่ไม่มีอาการเจ็บป่วยอีก


รัฐบาล และ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ชอบโฆษณาประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนมาตรวจสุขภาพ "ฟรี" จึงเป็นการเพิ่มภาระ ให้แก่แพทย์และโรงพยาบาล 


ทำให้แพทย์ และ โรงพยาบาลต้องใช้ทรัพยากร (ทั้งบุคคลและวัตถุ) สำหรับคนดีๆ  ทั้งที่ทรัพยากรที่รัฐบาลและ สปสช. ให้ไว้นั้น  ก็ยังไม่เพียงพอ สำหรับการตรวจรักษาผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก แล้วยังสร้าง "ค่านิยม" ผิดๆ ให้แก่สังคม และ ประชาชนทั่วไป ในเรื่องสุขภาพ เพราะ สุขภาพ คือ ภาวะแห่งความสุข ทั้งทางกาย ทางใจ ทางจิต และทางสังคม ด้วย


"สุขภาพ" ไม่ใช่ภาวะที่ปราศจากโรค เพราะคนทุกคน  ย่อมมีโรค อยู่ในตนไม่มากก็น้อย เสมอ เช่น ปวดเวียนศีรษะ เพราะโรคเครียด ปวดฟันเพราะโรคฟันหรือเหงือก ปวดท้องเพราะโรคกระเพาะลำไส้  หรือ อาหารเป็นพิษ ตาพร่ามัว เพราะโรคสายตา เป็นต้น 


แต่แม้เราจะมีโรค แต่เราก็มีความสุขทั้งทางกาย ทางจิต ทางใจ และทางสังคมได้ 

ถ้าเราควบคุมดูแลโรค ของเราให้เราสามารถอยู่กับมันได้  อย่างมีความสุข คนที่มีโรคเบาหวาน โรคความดันเลือดสูง โรคหัวใจ/ตับ/ไต ฯลฯ ส่วนใหญ่จึงมีความสุข นั่นคือมี สุขภาพ 


การมีโรค จึงไม่ได้แปลว่า ไม่มีสุขภาพ หรือ สุขภาพไม่ดี

การตรวจสุขภาพ แบบที่ทำกันอยู่ทั่วไป ยังไม่มีหลักฐานใดๆ ว่า จะช่วยสร้างเสริมสุขภาพ  แต่มักจะทำให้เกิดโรคประสาท (ความกลัวว่า จะเป็นโรค) และ หาโรค ให้แก่คนดีๆ  หรือ ทำให้คนดีๆ ต้องล้มป่วย หรือเสียชีวิต  จากการตรวจและการรักษาที่ไม่จำเป็น ต่างๆ


ในบางกรณี  ก็มีคนดีๆ ที่ไปตรวจเช็กสุขภาพ ของกระเพาะลำไส้ ด้วยการเอกซเรย์แบเรียม 

แล้วเกิดแบเรียมเป็นพิษ ทำให้คนดีๆ ๔ คน (รวมเด็กในท้องด้วย ก็เป็น ๕ คน) ต้องเสียชีวิตโดยไม่จำเป็น 

ทำให้การตรวจสุขภาพ ซบเซาไปพักใหญ่ 


แต่ปัจจุบันกลับเป็นธุรกิจ ที่แพร่หลายและ  หาเงินได้อย่างมหาศาล

การตรวจสุขภาพ  แบบครอบจักรวาลและ แบบสะเปะสะปะ  จึงเป็นขยะในทางการแพทย์ และ


ควรที่ประชาชน จะรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยม ของธุรกิจเช่นนั้น จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ  ของความปรารถนาดีแต่ประสงค์ร้าย  ของผู้ใดเป็นอันขาด


จงดูแลสุขภาพของตนเองโดยหลีกเลี่ยง จากสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และ อย่าไปห่วงเรื่อง "การตรวจสุขภาพประจำปี" เลย  i


นพ.สันต์ หัตถีรัตน์

วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

อยู่อย่างไรกับภาวะหัวใจล้มเหลว

 https://www.dropbox.com/s/a0kubvor7jbrwtq/Live%20with%20HF.pdf?dl=0

ภาวะหัวใจล้มเหลวที่คุณเป็น

เป็นโรคประจำตัว

รักษาไม่หายขาด

แต่สามารถควบคุมให้อาการ

ไม่กำเริบหรือแย่ลงได้

ด้วยตัวคุณเอง

เก็บมาฝาก

 มาเป็นหมอกันเถิด

นพ.สันต์ หัตถีรัตน์

แน่นอก นอนไม่หลับ...เพราะห่วงหลาน

ตัวอย่างผู้ป่วยรายที่ ๔๙
                
เช้าวันหนึ่ง ในการตรวจเยี่ยมผู้ป่วยที่ห้องฉุกเฉิน แพทย์ประจำบ้านได้พา    ไปดูผู้ป่วยรายหนึ่งที่กำลังนอนกระสับกระส่าย หายใจเร็วเป็นพักๆ หน้านิ่วคิ้วขมวด และนอนหงายราบอยู่บนเตียงเข็น

แพทย์ประจำบ้าน : "ผู้ป่วยรายนี้เป็นหญิงไทยม่าย อายุ ๖๐ ปี เป็นโรคลิ้นหัวใจรั่วมานานหลายปี รักษาที่นี่มาตลอด เช้าวันนี้มีอาการแน่นอก หายใจไม่สะดวก จึงให้ลูกพามาโรงพยาบาล"
อาจารย์ : "แล้วหมอตรวจพบอะไรบ้าง"
แพทย์ประจำบ้าน : "ตรวจพบชีพจรปกติ ความดันเลือด ปกติ ไม่มีไข้ หายใจแรงเป็นพักๆ หัวใจมีเสียงฟู่ของ    ลิ้นหัวใจรั่วเหมือนเดิม ผู้ป่วยไม่ซีด ไม่เขียว ไม่บวม และไม่มีอาการแสดง (ไม่มีลักษณะที่ตรวจพบได้) ของภาวะหัวใจล้ม เนื่องจากผู้ป่วยมีอาการแน่นอก จึงได้ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ด้วย แต่คลื่นไฟฟ้าหัวใจก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม จึงได้ตรวจเลือดหาสารเคมีจากหัวใจ (cardiac enzymes) ไปครับ"

อาจารย์ : "แล้วหมอคิดว่าผู้ป่วยเป็นโรคหรือภาวะการเจ็บป่วยอะไร"
แพทย์ประจำบ้าน : "น่าจะเป็นภาวะเจ็บหัวใจจากการขาดเลือด (ischemic cardiac pain หรือ angina) ครับ"
อาจารย์ : "ทำไมหมอจึงคิดว่าผู้ป่วยเจ็บหัวใจล่ะ"
แพทย์ประจำบ้าน : "ก็ผู้ป่วยมีโรคหัวใจ แล้วแน่นอก และตรวจไม่พบความผิดปกติอื่น จึงคิดถึงอาการเจ็บหัวใจครับ"

อาจารย์ : "โรคหัวใจชนิดไหนที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการ เจ็บหัวใจ"
แพทย์ประจำบ้าน : "โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ โรคหัวใจบาดเจ็บ โรคหลอดเลือดแดงใหญ่กลางอกปริ (aortic dissection) โรคหลอดเลือดปอดอุดตันเฉียบพลัน เป็นต้นครับ"

อาจารย์ : "แล้วผู้ป่วยมีโรคหัวใจเหล่านี้หรือ"
แพทย์ประจำบ้าน : "ไม่มีครับ"

อาจารย์ : "แล้วทำไมหมอถึงคิดว่าผู้ป่วยมีอาการเจ็บหัวใจจากการขาดเลือด เพราะอาการเจ็บหัวใจจากการขาดเลือดมักเกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเท่านั้น โรคหัวใจส่วนใหญ่ที่หมอกล่าวถึงก็ไม่ได้ทำให้เกิดอาการเจ็บหัวใจจากการขาดเลือด อาการเจ็บหัวใจจากการขาดเลือดมีลักษณะเฉพาะของมันพอสมควร หมอลองบอกลักษณะอาการที่ทำให้คิดว่าเป็นอาการเจ็บหัวใจจากการขาดเลือดมาให้น้องๆ (นักศึกษาแพทย์) ได้เรียนรู้บ้าง"
แพทย์ประจำบ้าน : "อาการเจ็บหัวใจจากการขาดเลือด จะเป็นอาการเจ็บแน่นมากกว่าอาการเจ็บเสียวหรือเจ็บแปล๊บๆ ที่บริเวณกลางอก บริเวณหัวใจ คอ ไหล่ คาง แขน ซึ่งจะเจ็บทันที และเจ็บมากที่สุดในเวลา ๑ นาที และคงอยู่เช่นนั้นอย่างน้อย ๕ นาที แล้วจึงหายไป มักเกิดอาการขณะออกกำลังหรือเครียด หรือหลังจากนั้นไม่นาน และจะหายเมื่อนั่งพักหรืออมยาใต้ลิ้นครับ"

อาจารย์ : "แล้วผู้ป่วยรายนี้มีอาการอย่างที่หมอเล่าหรือเปล่า"
แพทย์ประจำบ้าน : "มีอาการเจ็บแน่นอกครับ"

อาจารย์ : "แล้วอาการเจ็บแน่นอกนั้นเป็นขณะออกกำลังหรือเปล่า และหายเพราะอะไร"
แพทย์ประจำบ้าน : "ผู้ป่วยเจ็บแน่นอกหลังตื่นนอนตอนเช้า ไม่สัมพันธ์กับการออกกำลัง และแน่นอกมา ๒ ชั่วโมงแล้วครับ"

อาจารย์ : "อาการเจ็บหัวใจมักไม่เกินครึ่งชั่วโมง เวลาเจ็บ ผู้ป่วยจะนิ่ง ไม่กระสับกระส่ายดิ้นรน และไม่ชอบนอนราบแบบนี้ ผู้ป่วยรายนี้จึงไม่มีลักษณะ เฉพาะของอาการเจ็บหัวใจ"
แล้วอาจารย์ก็หันไปคุยกับผู้ป่วย      
อาจารย์ : "สวัสดีครับ ตอนนี้คุณรู้สึกดีขึ้น เลวลง หรือคงเดิมครับ"
ผู้ป่วย : "อาการเหมือนเดิมค่ะ ยังแน่นในอก หายใจไม่สะดวก ยังไม่ดีขึ้นเลยค่ะ"

อาจารย์ : "คุณช่วยเล่าอาการของคุณตั้งแต่เริ่มเป็นให้หมอฟังใหม่ ได้ไหมครับ"
ผู้ป่วย : "เมื่อเช้าตอนตื่นนอน รู้สึกแน่นๆ ในอก และหายใจไม่สะดวก ก็ลุกขึ้น เข้าห้องน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำแต่งตัว และลงมาทานข้าวชั้นล่าง แล้วอาการก็ยังไม่ดีขึ้น จึงให้ลูกพามาโรงพยาบาลค่ะ"

อาจารย์ : "เมื่อคืนคุณเข้านอนกี่โมงครับ"
ผู้ป่วย : "ประมาณ ๔ ทุ่มค่ะ แต่หลับๆ ตื่นๆ จนถึงตี ๕ จึงลุกขึ้นเพราะแน่นอกค่ะ"

อาจารย์ : "ที่หลับๆ ตื่นๆ เพราะแน่นอกตั้งแต่       ๔ ทุ่ม หรือเพราะอาการไม่สบายอย่างอื่นครับ"
ผู้ป่วย : "เพิ่งแน่นอกตอนตี ๕ ค่ะ ที่หลับๆ ตื่นๆ คง      เป็นเพราะห่วงหลานที่เค้าทำงานดึก และกลับบ้านดึก กลัวจะเป็นอันตราย เพราะหมู่นี้มีข่าวเรื่องการข่มขืนเกิดขึ้นบ่อยเหลือเกิน"

อาจารย์ : "ถ้าอย่างนั้น คุณคงต้องให้คุณพ่อคุณแม่ ของหลานเค้าไปรับหลานกลับบ้าน หรือให้หลานกลับบ้านพร้อมกับเพื่อนที่อยู่บ้านใกล้ๆ กัน หรือหาวิธีการอื่นๆ ที่จะทำให้คุณหายกังวลในเรื่องนี้มิฉะนั้น คุณก็จะแน่นอกบ่อยๆ และหายใจไม่สะดวกบ่อยๆ จากการนอนไม่หลับหรือหลับๆ ตื่นๆ จากความกังวลเรื่องหลานนี้อาการแน่นอกและหายใจไม่สะดวกของคุณไม่ได้เกิดจากโรคลิ้นหัวใจรั่วที่คุณเป็นอยู่ แต่เกิดจากจิตใจที่ห่วงหลานนั่นเอง
               
อย่างไรก็ตาม หมอจะให้ยาคลายกังวลไปเผื่อไว้ ถ้าคุณห่วงกังวลมากจนหลับไม่สนิท ให้กินยาคลายกังวลช่วย จะทำให้คุณหลับได้สบายขึ้น และจะทำให้อาการแน่นอกและหายใจไม่สะดวกไม่เกิดขึ้นบ่อยๆ ครับ
"

ปัจจุบัน แพทย์และประชาชนทั่วไปกลัวเรื่องโรคหัวใจขาดเลือดที่ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายกันมากเกินกว่าเหตุ จึงมักเข้าใจว่าอาการเจ็บอกหรือแน่นอก เป็นอาการเจ็บหัวใจจากการขาดเลือด ทำให้ต้องเสียเวลามานอนโรงพยาบาล และเสียค่าตรวจต่างๆ เป็นจำนวนมาก เพราะลืมซักประวัติให้ดี ยิ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ใช้แล็บเป็นหลักในการวินิจฉัยโรค ปรากฏว่าผู้ป่วย (๗,๗๑๓ รายที่ไปห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลมหาวิท-ยาลัย ๗ แห่งด้วยอาการเจ็บอก และแพทย์คิดว่าเป็นอาการเจ็บหัวใจจากการขาดเลือด เมื่อได้ตรวจและติดตามผู้ป่วยครบ ๓๐ วันแล้ว ปรากฏว่ามีเพียงร้อยละ ๘.๑ เท่านั้นที่มีอาการเจ็บหัวใจจากการขาดเลือดจริง (Annals of Emergency Medicine  ก.พ. 2550) 


 

ข้อมูลสื่อ

337-013
นิตยสารหมอชาวบ้าน 337
พฤษภาคม 2550
ศ.นพ.สันต์ หัตถีรัตน์



*************

วันพุธที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2566

อวัยวะขับพิษทั้ง ๖

 Cr.Fwd.line


การ Detox โดยไม่ต้องสวนก้น เอาอะไรเข้าไปก่อกวนลำไส้ ซึ่งอาจมีโทษข้างคียง เช่น ทำลายระบบนิเวศของ แบคทีเรียดีในลำไส้ นำสู่การขาดวิตามิน B12 

เว้นแต่มีข้อบ่งชี้ เช่น ท้องผูก 


อวัยวะขับพิษ ทั้ง 6


บทความตอนหนึ่ง ของ 

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์


ร่างกายของเรา เขาทำงานของเขาเองอยู่แล้ว โดยอาศัยอวัยวะ ขับพิษทั้ง 6 คือ (1) ตับ (2) ไต (3) ปอด (4) ลำไส้ใหญ่ (5) ต่อมเหงื่อที่ผิวหนัง (6) น้ำเหลือง 

  ถ้าท่านอยากจะล้างพิษ ผมแนะนำให้ท่าน ช่วยให้อวัยวะ ทั้งหกนี้ ทำงานได้ดีขึ้น ดังนี้

  (1) ท่านช่วย “ตับ” ของท่านได้ ด้วยการกินอาหาร ที่ตับต้องใช้ในการขจัดพิษ ที่เรียกว่า สารต้าน อนุมูลอิสระ นั่นแหละ ได้แก่ อาหารพืชที่หลากสี (เน้นสีม่วงแดง) หลากรส (เน้นรสขม) ตามฤดูกาล (เน้นเห็ด) และ เน้นขมิ้นชัน ในภาพรวมว่าเป็นสาร ต้านอนุมูลอิสระ ที่โดดเด่น 

  นอกจากนี้ ควรขยันออกแดด เพื่อให้ไมโตคอนเดรีย ในเซลร่างกายของท่าน ทุกเซลช่วยกันสร้าง สารต้านอนุมูลอิสระ ชื่อเมลาโทนิน ขึ้นมาช่วยการทำงานของตับ

  (2) ท่านช่วย “ไต” ของท่านได้ ด้วยการระวัง ไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ กินเกลือให้น้อย กินยาให้น้อยที่สุด ไม่กินยาที่ทำให้ เป็นโรคไตเรื้อรัง โดยตรง เช่น ยาลดการหลั่งกรด (เช่น omeprazole) ยาแก้ปวด แก้อักเสบข้อ และอย่าฉีดสี  เพื่อวินิจฉัยโรคบ่อย โดยไม่จำเป็น เพราะ สีเหล่านั้น เป็นพิษต่อไตมาก..ก

  (3) ท่านช่วย “ปอด” ของท่านได้ ด้วยการ ฝึกหายใจให้ลึก ฝึกกลั้นหายใจนิดหนึ่ง ขณะลมเต็มปอด ฝึกหายใจออก ให้ยาวกว่า การหายใจเข้า เพื่อเอาลมค้างออกมา ให้มากที่สุด ใช้วิธีนับ 4-4-8 อย่างที่ผมเคยสอน ในบล็อกก่อนๆ ก็ได้ (เข้า 1 2 3 4, กลั้นไว้ 1 2 3 4 ออก 1 2 3 4 5 6 7 8 ) และขยันพาตัวเอง ไปอยู่ในบรรยากาศธรรมชาติ อากาศดีๆ

  (4) ท่านช่วย “ลำไส้ใหญ่” ของท่านได้ ด้วยการเอาใจใส่ เลี้ยงดูชุมชนจุลินทรีย์ (microbiomes) ในลำไส้ของท่าน ให้เจริญเติบโต หลากหลาย เพราะพวกเขา เป็นผู้ขับพิษ ที่แท้จริงของท่าน 

  วิธีเลี้ยง ก็คือ กินของที่พวกเขา ใช้เป็นอาหาร (prebiotic) เช่น กากต่างๆ และถั่วต่างๆ และ ขยันกินอาหาร ที่มีจุลินทรีย์ (probiotic) เช่น อาหารหมักๆดองๆ ชาหมัก เป็นต้น

  (5) ท่านช่วย “ต่อมเหงื่อบนผิวหนัง” ของท่านได้ ด้วยการขยันออกกำลังกาย ให้เหงื่อออกมากๆ ขณะเดียวกัน ก็ดื่มน้ำตามไม่ให้ขาด ถ้ามีซาวน่า ก็ขยันอบซาวน่า ให้เหงื่อไหลโทรมกาย ก็ช่วยได้

  (6) ท่านช่วย “ระบบน้ำเหลือง” ของท่านได้ ด้วยการขยัน ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว อย่างน้อย ให้ขยันเดินทั้งวัน วิ่งเหยาะๆบ้าง เมื่อมีโอกาส เพราะการขยับแขนขา เป็นปัจจัยเดียว ที่จะขับเคลื่อน การไหลเวียน ของน้ำเหลือง เอาของเสียไปทิ้งได้ ทำทั้งหกอย่าง นี่แหละ เป็นการ “ดีท๊อกซ์” ที่ได้ผลดีที่สุด ปลอดภัยที่สุด ไม่ต้องไปเสียเงิน ฉีดอะไรที่เสี่ยงๆเข้าตัวเอง ทุกเดือนเลย

   นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์


บรรณานุกรม

1. Knudston ML, Wyse DG, Galbraith PD, et al. Chelation therapy for ischemic heart disease, a randomized controlled trial. JAMA. 2002;287(4):481-486.

วันอังคารที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2566

หมอสันต์...

 





Cr.https://drsant.com/2018/06/blog-post_27-10.html

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ ให้สัมภาษณ์นิตยสาร…
ณ Wellness We Care มวกเหล็ก สระบุรี

     1. แม้ว่าเรื่องราวความสำเร็จและผลงานของคุณหมอจะเป็นที่รู้ จักอย่างกว้างขวาง แต่อยากให้คุณหมอแบ่งปันประสบการณ์ในชีวิตการทำงานที่น่าภาคภูมิใจเพื่อเป็นเกียรติแก่นิตยสาร …

นพ.สันต์

   ผมเป็นคนแก่ที่ขี้ลืมมากเลย และไม่จำอะไรในอดีต สมองของผมแค่จะโฟกัสเดี๋ยวนี้ให้ต่อเนื่องก็ยังจะเอาตัวไม่รอดแล้ว อีกอย่างหนึ่งผมไม่ใช่ชายแก่ประเภทที่จะมีความสุขกับการนั่งรำพึงถึงอดีตด้วยความภาคภูมิใจหรือเสียใจ ไม่ทั้งนั้น
     แต่เมื่อคุณถามมาก็จะทบทวนความจำสั้นๆนะ ว่าผมเรียนแพทย์ก็ไปทำงานใช้ทุนในชนบทที่อำเภอปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช  ช่วงนั้นสิ่งที่จำได้ก็คือการรวบรวมความช่วยเหลือจากชุมชนสร้างโรงพยาบาลปากพนังขึ้นมาเป็นประสบการณ์ที่สนุกมาก
     ต่อมาเมื่อใช้ทุนครบก็เข้ามาฝึกอบรมเป็นหมอผ่าตัดศัลยกรรมทรวงอก จบแล้วไปเป็นศัลยแพทย์ที่โรงพยาบาลศูนย์สระบุรี ทำหน้าที่หมอผ่าตัดซึ่งในสมัยนั้นไม่ว่าใครจะจบศัลยกรรมสาขาไหนมาก็ต้องผ่าตัดตั้งแต่หัวถึงเท้าเหมือนกันหมด ช่วงน้้นผมบ้าผ่าตัด ผ่ามันทั้งวันทั้งคืน มีคู่หูเป็นหมอผ่าตัดบ้าพอๆกันอีกคนหนึ่ง เสร็จผ่าตัดมาค่ำมืดก็เจอกันแค่สองคนเพราะคนอื่นเขากลับบ้านกันหมดแล้ว แต่ขนาดมีแค่สองคนนะ มีอยู่วันหนึ่งยังใส่เสื้อสลับกันเลย ผมมารู้ว่านี่ไม่ใช่เสื้อของผมเพราะ..เอ๊ะ ในกระเป๋าทำไมมีบุหรี่สายฝนอยู่ด้วย
     จากรพ.ศูนย์สระบุรีก็ไปฝึกอบรมเป็นหมอผ่าตัดหัวใจที่ต่างประเทศ จบแล้วกลับมาเป็นหมอผ่าตัดหัวใจอยู่รพ.ราชวิถีนานยี่สิบปี ช่วงนั้นงานหลักเป็นงานวิชาชีพและวิชาการ ได้เขียนตำราวิชาการไว้หลายเล่ม งานเสริมแบบช่วยสังคมก็มีบ้าง เช่น ได้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิช่วยผ่าตัดหัวใจเด็กเพื่อหาเงินมาผ่าตัดเด็กยากไร้ที่หัวใจพิการแต่กำเนิด ได้เป็นกรรมการสมาคมแพทย์โรคหัวใจอยู่หลายปีและได้ร่วมจัดทำมาตรฐานการช่วยชีวิตของประเทศไทยขึ้น และได้ก่อตั้งและเป็นประธานมูลนิธิสอนช่วยชีวิตเพื่อสอนแพทย์พยาบาลและคนทั่วไป ซึ่งมูลนิธินี้ก็ยังทำงานขันแข็งอยู่จนถึงวันนี้โดยมีแพทย์จิตอาสารุ่นหลังรับช่วงไปทำต่อ
     หลังจากนั้นก็ออกจากราชการมาก่อตั้งศูนย์หัวใจขึ้นในภาคเอกชนให้เครือรพ.พญาไท โดยร่วมมือกับมหาลัยฮาร์วาร์ด ที่อเมริกา แล้วก็มาทำศูนย์หัวใจเพื่อผ่าตัดผู้ป่วยสามสิบบาทและประกันสังคมที่รพ.เกษมราษฎร์ประชาชื่น ทำไปทำมาก็กลายเป็นผู้อำนวยการของรพ.ทั้งสองแห่งไปด้วย
     หลังจากนั้น อายุได้ 55 ปีแล้ว ก็เลิกผ่าตัดหัวใจเลิกทำงานบริหารรพ.เด็ดขาด หันไปเรียนใหม่เพื่อเป็นหมอประจำครอบครัว จบแล้วมาทำงานสอนผู้ป่วยให้รู้จักดูแลตัวเองอย่างเดียวจนทุกวันนี้ โดยตั้งศูนย์เวลเนสวีแคร์นี้ขึ้นเพื่อให้คนมากินมานอนมาเรียนในรูปแบบของการเข้าแค้มป์ นอกจากนี้ก็ยังให้ความรู้คนทั่วไปผ่านการทำวิดิโอออกฉายทางยูทูป การตอบคำถามทางบล็อกส่วนตัว และการเขียนบทความทางวารสาร จนทุกวันนี้

     2. อยากให้ แบ่งปันถึงมุมมองและแรงบันดาลใจ เกี่ยวกับสิ่งดีๆที่คุณหมอรณรงค์เพื่อสังคม ในด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

นพ.สันต์

     แรงบันดาลใจก็มาจากสองด้านนะ

     ด้านที่หนึ่ง ก็คือประสบการณ์จากการรักษาคนป่วยโรคหัวใจขาดเลือดมานานถึงยี่สิบปี มันเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ เหนื่อยยากลำบากทั้งหมอและคนไข้ แต่ท้ายที่สุดก็คือโรคมันมีแต่จะเดินหน้าไปไม่มีหาย ทำผ่าตัดครั้งที่หนึ่ง สิบปีต่อมาก็มาทำครั้งที่สอง อีกสิบปีต่อมาถ้าไม่ตายเสียก่อนก็มาทำครั้งที่สาม

     ด้านที่สอง ก็คือเมื่อตัวเองป่วยเป็นโรคหัวใจ ได้ดูแลตัวเองจนได้ผลดี ก็อยากสอนให้คนไข้รู้วิธีดูแลตัวเองบ้าง

     มุมมอง ที่ผมอยากจะแชร์ก็คือ โลกทุกวันนี้กำลังมุ่งหน้าไปผิดทางในเรื่องการดูแลสุขภาพ คือไปมุ่งกันที่การใช้ยา การทำบอลลูน การผ่าตัด การใช้เทคโนโลยีต่างๆรักษา ทั้งๆที่หลักฐานวิทยาศาสตร์ก็ชี้ชัดว่าทั้งหมดนั้นไม่ได้ทำให้อุบัติการณ์ของโรคเรื้อรังลดลง ไม่ได้ทำให้โรคหาย และลดการตายจากโรคในระยาวลงได้น้อยมาก แต่สังคมก็ใช้เงินใช้ทองกับการนี้ไปมากขึ้นทุกปี เพราะต้นทุนการรักษาในแนวทางนี้มันมีแต่จะเพิ่มขึ้นแบบไม่มีเพดาน ท้ายที่สุดสังคมก็จะเจ๊ง คือจ่ายค่ารักษาให้ประชาชนไม่ไหว ขณะที่เส้นทางเดินที่มีประสิทธิผลดีกว่า ใช้เงินน้อยกว่าคือการช่วยให้คนทั่วไปทั้งที่ยังไม่ป่วยและป่วยแล้วให้รู้จักดูแลตัวเองด้วยการกินการอยู่ให้เป็น เป็นเส้นทางที่องค์การอนามัยโลกเรียกว่าการบริหารสุขภาพตนเอง Self Management อนาคตเหลือทางเดินอยู่ทางเดียว คือการบริหารสุขภาพตนเองนี่แหละ

     3. ปัญหาและอุปสรรคมีอะไรบ้าง ในการทำโครงการที่ต้องสื่อสารความเข้าใจและพัฒนาแนวคิด ในการใช้ชีวิตของผู้คน

นพ.สันต์

     ในการสอนให้ผู้คนดูแลสุขภาพของตัวเอง แพทย์เป็นเพียงที่ปรึกษาเท่านั้น ปัจจัยกำหนดว่าจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จมันอยู่ที่ตัวผู้ป่วยเสียเกือบ 100% คือถ้าผู้ป่วยเอาถ่านมันก็สำเร็จ ถ้าผู้ป่วยไม่เอาถ่านมันก็ไม่สำเร็จ แล้วความเอาถ่านของคนเรานี้มันไม่ใช่ว่ามีเท่ากันเสียที่ไหนละ มันเป็นกรรมเก่าที่ติดตัวแต่ละคนมา มันก็เหมือนกับที่พระสอนให้คนบรรลุธรรมด้วยการปล่อยวางความคิดนั่นแหละ ตัวกำหนดความสำเร็จคือตัวผู้ปฏิบัติธรรม ไม่ใช่พระ ตัวผมเองก็ทำได้ในขอบเขตที่ “ผู้บอกทาง” คนหนึ่งจะทำได้ ซึ่งผมก็ได้นำหลักวิชาการให้ความรู้สุขภาพเท่าที่วงการแพทย์มีมาใช้ทั้งหมดทุกเม็ด ทุกดอก ทุกท่า ไม่ว่าจะเป็นการสอน การให้ข้อมูลความรู้ การตอบคำถาม การทำตัวให้เห็นเป็นตัวอย่าง การกระตุ้นให้ลงมือดูแลตัวเอง การสร้างกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนขึ้นมากระตุ้นกันเอง การพยายามสร้างชุมชนคนดูแลสุขภาพตัวเอง เป็นต้น

4. ไลฟ์สไตล์การทำงานและชีวิตส่วนตัวของคุณหมอในปัจจุบัน

นพ.สันต์

     ผมอายุ 66 ปีแล้วนะ ชีวิตแต่ละวันก็ตื่นมาเช้าบ้างสายบ้าง ขึ้นอยู่กับว่าวันนั้นจะต้องทำอะไร ประมาณสี่วันต่อสัปดาห์ชีวิตจะหมดไปกับการสอนการฝึกอบรมที่เวลเนสวีแคร์ในรูปของแค้มป์สุขภาพ เช่นแค้มป์สุขภาพดีด้วยตนเอง (GHBY) สำหรับคนทั่วไปบ้าง แค้มป์พลิกผันโรคด้วยตนเอง (RDBY) สำหรับคนป่วยโรคเรื้อรังบ้าง แค้มป์ปลีกวิเวกทางจิตวิญญาณ (SR) เพื่อจัดการความเครียดบ้าง ชั้นเรียนทำอาหารโดยใช้พืชเป็นหลัก (PBWF Cooking) สำหรับแม่บ้านบ้าง เป็นต้น บางครั้งก็มีแถมต้องไปสอนไปบรรยายนอกสถานที่ เวลาอีกหนึ่งวันต่อสัปดาห์ก็เป็นการออกคลินิกเพื่อตรวจรักษาผู้ป่วยที่โรงพยาบาล คือผมชอบศึกษาความรู้แพทย์แบบต่อเนื่อง ก็จึงต้องดูคนไข้อยู่ เพื่อไม่ให้ลืมความรู้เก่าและเพื่อเสาะหาปัญหาใหม่ๆที่เกิดกับคนไข้ ทั้งหมดนี้ก็หมดไปสัปดาห์ละห้าวัน เหลืออีกสองวันก็เป็นการพักผ่อนหรือทำงานอดิเรก เช่นตั้งใจออกกำลังกายให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยชดเชยกับวันทำงานที่ยุ่งๆไม่ได้ออกบ้าง ทำสวนปลูกผักบ้าง ทำงานก่อสร้างบ้าง หรือทำงานกรรมกรในบ้านตามแต่แม่บ้านเขาจะเรียกใช้บ้าง เป็นต้น

     ตื่นเช้าในวันปกติผมก็จะนั่งสมาธิก่อน แล้วก็ออกกำลังกาย ในห้องนอน และในห้องน้ำนั่นแหละ วันว่างจากงานก็เขียนบทความให้ความรู้ ตอบคำถามทางบล็อก หรือถ่ายวิดิโอไว้ประกอบการสอน สองสามเดือนครั้งก็พาลูกเมียหรือบางทีก็เพื่อนๆด้วยไปขับรถเที่ยวเล่นหรือไปเดินไพรตามต่างจังหวัดกัน ประมาณปีละครั้งก็ไปขับรถเที่ยวหรือเดินป่าที่เมืองนอก แต่ไม่ไปกับทัวร์นะ ต้องขับรถเองเท่านั้น และไม่ซื้อของด้วย ไปเที่ยวชนบทเดินป่าเดินเขาอย่างเดียว ไม่มีซื้อการของ เพราะตอนนี้สมบัติบ้าแค่ที่มีในบ้านก็ไม่มีที่จะเก็บแล้ว

     5. ขอคำแนะนำเบื้องต้น สำหรับคนที่อยากปรับชีวิตให้มีความสุขแบบคุณหมอ

นพ.สันต์

    ผมมีคำแนะนำสามอย่างเท่านั้น

    อย่างแรก ต้องจัดเวลาเพื่อตัวเองให้ได้อย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมงก่อน ถ้าจัดเวลาให้ตัวเองไม่ได้ก็จบข่าว ไม่ต้องไปต่อแล้ว หนึ่งชั่วโมงนี้ต้องเป็นเวลาของตัวเองจริงๆ ปิดโทรศัพท์มือถือ ปิดคอม ปิดโทรทัศน์ ไม่ยุ่งกับใคร อยู่เงียบๆคนเดียว อย่างวุ่นวานที่สุดก็ออกกำลังกาย หรือฝึกจิต จะด้วยการนั่งสมาธิ รำมวยจีน หรือโยคะ ก็แล้วแต่ ถ้าพบว่ามันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะจัดเวลาให้กับตัวเอง ผมก็ไม่มีคำแนะนำอะไรต่อแล้ว ตัวใครตัวมันก็แล้วกันนะครับ

     อย่างที่สอง ให้คุณปล่อยวางความคิดลง เลิกคิดถึงอดีต เลิกคิดถึงอนาคต ยกเว้นเฉพาะเวลาทำงานก็คิดแก้ปัญหาการทำงานไปตามหน้าที่ หมดเวลาทำงานก็เลิกคิด สนใจอยู่แต่กับแต่ละโมเมนต์ที่อยู่ตรงหน้า ที่นี่ เดี๋ยวนี้ อย่าไปจัดวาระล่วงหน้าให้กับชีวิตมากนัก ปล่อยชีวิตไปทีละแว้บ ทีละแว้บ ยอมรับทุกอย่างที่มีอยู่เป็นอยู่ที่เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องไปวิ่งหา หรือไม่ต้องวิ่งหนีอะไร อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด ทีละแว้บ ทีละแว้บ อย่าไปคิดว่าตัวเราสำคัญและอย่าไปหลงผิดว่าโลกนี้จะถล่มถ้าเราไม่แบกมันไว้ หัดไว้ใจจักรวาลเสียบ้าง ใครก็ตามที่สร้างโลกนี้มา เขาจะเป็นผู้ดูแลโลกนี้เอง คุณไม่ต้องไปเดือดร้อนเป็นภาระแบกโลกไว้หรอก เหมือนแม่ค้าหิ้วกระบุงตะกร้าขึ้นรถไฟ พอรถไฟออกแล้ว เธอแบกกระบุงไว้บนบ่าหรือเปล่าละ เปล่า ใช่ไหม เธอวางมันลงบนพื้นรถไฟ รถไฟเป็นผู้รับน้ำหนักกระบุงตะกร้าเอง เธอไม่ต้องแบกมันไว้บนบ่าเธอหรอก กระบุงเหล่านั้นก็จะไปถึงที่หมายได้เช่นกัน ชีวิตเราก็ฉันนั้น ความเป็นบุคคลของเรานี้มันเป็นเพียงเรื่องสมมุติที่จะยุติหมดเกลี้ยงคล้อยหลังจากเราตายไปได้ไม่กี่วัน มันไม่ใช่ของจีรัง จะไปแบกมันไว้ทำไม

     อย่างที่สาม ก็คือ คุณทำงานแบบจดจ่อกับงานที่ตรงหน้า นั่นเป็นสิ่งที่ดี การโฟกัสที่กระบวนการทำงานเป็นสิ่งที่ดี แต่การโฟกัสที่ผลลัพธ์เป็นสิ่งที่เลวร้าย เพราะการโฟกัสที่ผลลัพธ์มันมีความเป็นบุคคลของตัวเราเองเข้าไปเกี่ยวข้อง ถ้าคุณจะทำงานต้องตั้งผลลัพธ์ไว้ก่อนว่าเอาแค่ศูนย์ focus on process, zero result คุณตั้งใจทำ ผลออกมาอย่างไรไม่สน เพราะคุณจะไม่ได้เสวยหรือได้ดิบได้ดีกับผลอันนั้น คนอื่นจะเป็นผู้ได้ประโยชน์จากผลงานนั้น ถ้าคุณทำงานด้วยโลกทัศน์อย่างนี้ได้คุณก็จะเป็นคนที่มีความสุขกับการทำงาน

6. ขอคำแนะนำในการจัดที่พักอาศัยให้มีผลต่อสุขภาพที่ดีของทุกเพศ ทุกวัย

นพ.สันต์

     มันก็มีอยู่ห้าประเด็นนะ

     ประเด็นที่ 1. ที่นอน ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ไม่ต้องกว้างก็ได้ แต่ต้องสะอาด เงียบ เย็น และมืดเมื่อเราต้องการให้มืด แค่นี้ก็พอแล้ว สำหรับครอบครัวที่ต้องทำอาหารเองอาจต้องมีพื้นที่ส่วนตัวสำหรับทำอาหารอีกนิดหน่อย แต่การทำอาหารสมัยนี้ก็ไม่ได้ใช้พื้นที่ใหญ่โตอะไร นอกจากเหนือนี้แล้วมันเป็นเรื่องของพื้นที่ร่วม ไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัว

     ประเด็นที่ 2. อากาศ พื้นที่ร่วมที่ให้ความสุขใจเรามากที่สุดก็คือท้องฟ้า ที่พักอาศัยที่ไหนตื่นมาแล้วมองไม่เห็นท้องฟ้า หรือไม่เห็นแดด หรือสูดอากาศได้ไม่เต็มปอด นั่นส่อว่าผู้อาศัยกำลังจะมีปัญหาสุขภาพแน่นอนแล้ว

     ประเด็นที่ 3. น้ำ ที่พักอาศัยที่เปิดก๊อกปุ๊บได้มีน้ำสะอาดไหลออกมาปั๊บ นั่นเจ๋งสุด แต่ถ้าไม่มีก๊อกให้เปิดก็ขอให้เป็นที่พักอาศัยที่หาน้ำสะอาดไว้ดื่มไว้ใช้ได้โดยไม่ลำบากก็ถือว่าหรูแล้วเช่นกัน

     ประเด็นที่ 4. ถัดจากอากาศและน้ำ เรื่องต่อๆไปก็เป็นเรื่องกระจอก แต่ถ้ามีก็ดี ผมหมายถึงพื้นที่ออกกำลังกาย ถ้ามีพื้นที่ร่วมให้ออกกำลังกายได้ก็เจ๋ง มีต้นไม้เขียวๆประกอบฉากด้วยยิ่งเริ่ด แต่สำหรับคนที่ไม่ชอบใช้พื้นที่ร่วมกับคนอื่นนั้น หากรักการออกกำลังกายจริงจะขวานขวายมีพื้นที่ออกกำลังกายไว้เป็นของตัวเองก็ใช่ว่าจะลำบากเกินไปดอก เพราะพื้นที่แค่หนึ่งตารางว่าก็พอที่จะออกกำลังกายได้ทั้งแบบแอโรบิก ฝึกกล้ามเนื้อ และเสริมการทรงตัวได้อย่างสบายๆแล้ว ที่พูดอย่างนี้เพราะผมเคยทำเองมาแล้วจึงกล้าพูด

     ประเด็นที่ 5. แหล่งอาหารที่ดีต่อสุขภาพ หมายความว่าที่พักอาศัยที่ดีต้องใกล้แหล่งอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ต้องหาของดีๆกินง่าย ไม่ใช่ว่าเดินหาเท่าไหร่ก็มีแต่ร้านขายอาหารขยะที่รู้ๆอยู่ว่ากินเข้าไปก็จะทำให้สุขภาพมีแต่แย่ลง ถ้าเป็นการสร้างชุมชน ชุมชนนั้นต้องมีที่เข้าถึงอาหารสุขภาพได้ง่าย

     กล่าวโดยสรุป ที่พักที่ดีต่อสุขภาพคือที่ที่คุณได้ทั้ง (1) ที่นอนดี (2) อากาศดี (3) น้ำสะอาด (4) มีที่ออกกำลังกาย (5) หาอาหารดีได้ง่าย หากได้ที่อยู่แบบนี้ก็ถือว่าสุดยอด

7. ความสุขในชีวิตวันนี้คืออะไร และเป้าหมายต่อไปคืออะไร

     ความสุขในชีวิตนี้ก็คือการได้อยู่สบายๆกับโมเมนต์นี้โดยไม่มีใครมาบีบคอให้หายใจไม่ออก ผมเอาแค่ทีละโมเมนต์ ทีละแว้บ แค่นี้ผมก็มีความสุขแล้ว ผมไม่หวลคิดถึงอดีต ไม่สนใจอนาคต เพราะผมยอมรับได้กับทุกอย่างที่มีอยู่เป็นอยู่วันนี้แล้วอย่างไม่มีเงื่อนไข แค่นี้พอแล้ว ผมไม่หนีอะไรที่ผมรังเกียจ เพราะที่นี่เดี๋ยวนี้ผมยอมรับทุกอย่าง ไม่ได้รังเกียจอะไร ผมไม่วิ่งหาอะไรในอนาคต เพราะที่นี่เดี๋ยวนี้ผมไม่ขาดอะไร ผมมีหมดแล้ว

     เป้าหมายต่อไปเหรอ..หิ หิ ผมไม่มีครับ ชีวิตผมมีแต่เดี๋ยวนี้เท่านั้น เดี๋ยวนี้ก็พอแล้ว ไม่ต้องมีต่อไป หรือ what next? ไม่ต้องมี ถ้ามันจะมีต่อไป มันก็จะมาหาผมในรูปของเดี๋ยวนี้ ดังนั้นผมจึงไม่สนใจอะไรก็ตามที่จะมาในโอกาสต่อไป

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

***********

ทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ตายจากโรคหัวใจ(คลิก)

********

วันพฤหัสบดีที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2566

จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ตายจากโรคหัวใจ

 



จะพกยาอมใต้ลิ้นไปทำพรือละครับ มันไม่ช่วยให้คุณรอดตายมากขึ้น

คุณหมอสันต์ครับ
ตอนนี้มีคำแนะนำให้คนไทยทุกคนพกยาไนโตรกลีเซอรีนอมใต้ลิ้น เพื่อป้องกันหัวใจวายกะทันหัน ผมได้รับโพสต์มาเรื่องนี้แยะมากโดยที่ตัวผมเองก็ไม่อาจตัดสินได้เองว่าถูกหรือผิด ผมรบกวนคุณหมอสันต์ช่วยแนะนำด้วยครับว่าผมควรจะทำตามคำแนะนำนี้ไหม

…………………………

ตอบครับ

     ถามว่าคนไทยทุกคนควรพกยาอมไนโตรหรือไนเตรทไหม ตอบว่า “ไม่ควร” จะพกไปทำพรื้อละครับ เพราะยาในกลุ่มไนเตรทรวมทั้งไนโตรกลีเซอรีนไม่ได้ช่วยลดอัตราตายของผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดเลย หากคุณจะตาย ก็เพราะโรคของคุณมันสาหัสถึงขั้นตายได้ แต่ไม่ใช่เพราะคุณไม่ได้อมยาไนเตรท

     จริงอยู่ มาตรฐานการแพทย์ในการรักษาผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันนอกโรงพยาบาล (หมายถึงในรถฉุกเฉิน) ประกอบด้วยการฉีดมอร์ฟีน ให้ออกซิเจน อมไนเตรท และเคี้ยวแอสไพริน (MONA) แต่ว่านั่นไม่ใช่เรื่องที่ผู้ป่วยจะพกพาไว้ทำเอง เป็นเรื่องที่บุคลากรทางการแพทย์เขาจะเลือกให้ตามดุลพินิจ ซึ่งเขาจะต้องตรวจสอบเงื่อนไขก่อน กล่าวคือ

     (1) ถ้าไม่ปวด ไม่กระสับกระส่าย ก็ไม่ต้องฉีดมอร์ฟืน

     (2) ถ้าออกซิเจนในเลือดไม่ต่ำกว่า 90% ก็ไม่ต้องให้ออกซิเจนเพราะให้ไปก็ไล้ฟบอย แล้วคนที่ออกซิเจนจะต่ำกว่า 90%เนี่ยหาได้ง่ายๆที่ไหนละครับ ขนาดหัวใจหยุดเต้นไปพักหนึ่งแล้วออกซิเจนยังไม่ต่ำกว่า 90% เลย หากออกซิเจนไม่ต่ำการไปให้ออกซิเจนบางงานวิจัยพบว่ากลับมีผลเสียมากกว่าผลดี

     (3) ถ้าไม่เจ็บหน้าอก ก็ไม่ต้องให้ยาอมใต้ลิ้น เพราะยาอมใต้ลิ้นเป็นเพียงยาบรรเทาอาการเจ็บหน้าอก ไม่ใช่ยารักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบให้หาย และหากจะให้ยาอมใต้ลิ้นกันจริงๆก็ต้องตรวจสอบให้ชัวร์ๆก่อนว่าอัตราการเต้นของหัวใจไม่ได้ช้าเกินไปหรือเร็วเกินไป ต้องเช็คความดันเลือดก่อนด้วยว่าความดันไม่ต่ำเกินไป และต้องเช็คประวัติด้วยว่าไม่ได้กินยาแก้นกเขาไม่ขัน (เช่นไวอากร้า) อยู่ เพราะหากหัวใจเต้นผิดปกติอยู่ก็ดี ความดันเลือดต่ำอยู่ก็ดี กินยารักษานกเขาไม่ขันอยู่ก็ดี หากให้อมไนเตรทไปอาจเร่งให้ได้กลับบ้านเก่าเร็วขึ้น

     (4) การเคี้ยวยาแอสไพรินขนาด 162 – 325 มก. แล้วกลืนน้ำตามดูจะเป็นการรักษาก่อนถึงรพ.ที่มีประโยชน์มากที่สุดในแง่ของการลดอัตราตายและการลดจุดจบอันเลวร้ายของโรคนี้ หากไม่แพ้ยาแอสไพริน การเคี้ยวยาแอสไพรินทันทีขณะเดินทางไปรพ.ต่างหากที่เป็นสิ่งที่ควรทำ

     จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ตายจากโรคหัวใจ

     การเป็นประชาชนคนธรรมดานี้ หากอยากมีสุขภาพดีมีอายุยืนไม่ตายด้วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันง่ายๆ คุณไม่ต้องถึงกับพกยาหรืออุ้มถังออกซิเจนไปไหนต่อไหน หรือขยันไปให้หมอเขาตรวจนั่นตรวจนี่ดอกครับ ให้คุณใช้สูตรที่วงการแพทย์สรุปมาจากหลักฐานวิทยาศาสตร์ต่อไปนี้ รับประกันว่าโอกาสที่คุณจะตายเร็วก่อนเวลาอันควรจะลดลงชัวร์ป๊าด วิธีการคือ

     1. เมื่อยังสบายดีไม่มีอาการเจ็บหน้าอก  ไม่ว่าจะเป็นโรคหรือไม่เป็นโรค ให้คุณจ้ัดการดูแลตัวเองโดยใช้ตัวชี้วัดสุขภาพง่ายๆเจ็ดตัว (simple-7) คือ (1) น้ำหนัก (2) ความดันเลือด (3) ไขมันในเลือด (4) น้ำตาลในเลือด (5) การกินผักผลไม้ให้มากพอ (6) การออกกกำลังกายให้มากพอ และ (7) การไม่สูบบุหรี่

     2. เมื่อมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกแล้ว ให้คุณวินิจฉัยตัวเองก่อนว่าเป็นการเจ็บหน้าอกแบบไหน ระหว่าง

     2.1 เจ็บหน้าอกแบบด่วน หรือเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉีียบพลัน (acute MI)

     2.2 เจ็บหน้าอกแบบไม่ด่วน (stable angina)

     วิธีวินิจฉัยว่าเป็นแบบไหนก็ไม่ยาก คุณใช้นาฬิกาอย่างเดียว เวลาที่ใช้ตัดสินคือ 20 นาที คือจับเวลานับตั้งแต่เริ่มมีอาการเจ็บหน้าอก ให้คุณจับเวลาแล้วถ้ากำลังออกกำลังกายอยู่ให้พักแล้วดูเชิง แล้วดูนาฬิกาไปด้วย หากผ่านไป 20 นาทีทั้งๆที่พักแล้วยังไม่หายเจ็บหน้าอก ให้วินิจฉัยตัวเองว่าคุณเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

    เมื่อวินิจฉัยว่าตัวเองเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ให้รีบไปโรงพยาบาลที่สามารถทำการตรวจสวนหัวใจได้ให้เร็วที่สุด การไปถึงรพ.ช้าหรือเร็วเป็นปัจจัยกำหนดว่าจะคุณตายหรือรอด ไปได้ช้าหรือเร็วนี่แหละของจริง..ชัวร์เลย นับจากเมื่อคุณเริ่มเจ็บหน้าอกนะ เรื่องยาอม ยาดม ล้วนไม่ใช่ประเด็นสำคัญ อยากอมก็อม ไม่อยากอมก็ไม่ต้องอม อยากดมก็ดม ไม่อยากดมก็ไม่ต้องดม และในบรรดายาที่ควรใช้ก่อนถึงโรงพยาบาล การเคี้ยวยาแอสไพรินแล้วดื่มน้ำตามเป็นยาที่มีประโยชน์มากที่สุดที่หากทำได้ก็ควรทำ อย่างไรก็ตามการไปโรงพยาให้เร็วที่สุดสำคัญกว่าการมัวหายา ถ้าไม่มีปัญญาไปรพ.เองก็โทรศัพท์เรียกรถพยาบาล (1669) อยู่จังหวัดไหนก็ใช้เบอร์นี้ได้ ในกรณีที่คุณเกิดหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน การมีคนอยู่ใกล้ชิดที่กล้าลงมือช่วยชีวิตคุณโดยการกดหน้าอก (ปั๊มหัวใจ) ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของคุณได้

     แต่ถ้าเป็นการเจ็บหน้าอกขณะออกแรงแล้วคุณพักแป๊บเดียว (ไม่เกิน 20 นาที) แล้วอาการเจ็บแน่นหน้าอกหายไป ให้คุณวินิจฉัยตัวเองว่าคุณเป็นโรคหัวใจขาดเลือดแบบไม่เร่งด่วน หากคุณรู้ตัวว่าเป็นโรคหัวใจขาดเลือดอยู่แล้วก็ดูแลตัวเองตามหลักการง่ายๆเจ็ดอย่างข้างต้นต่อไปโดยไม่ต้องไปโรงพยาบาล แต่ถ้าคุณไม่เคยรู้ตัวมาก่อนว่าเป็นโรคหัวใจขาดเลือดก็ให้หาเวลาว่างไปหาหมอเพื่อตรวจยืนยันการวินิจฉัยเสียสักหนึ่งครั้ง จะได้วางแผนถูกว่าจะเลือกวิธีรักษาตัวเองต่อไปอย่างไร

     3. เมื่อหมอวินิจฉัยว่าเป็นโรคหัวใจขาดเลือดแล้ว การรักษายังต้องแยกเป็นสองกรณี

      3.1 กรณีที่คุณถูกหามเข้ารพ. กำลังเจ็บหน้าอกอยู่ หมอตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจแล้วมีภาวะคลื่นยก (ST elevation) การรักษาที่ทำให้มีอัตรารอดชีวิตดีที่สุดคือการทำการตรวจสวนหัวใจฉุกเฉินแล้วทำการรักษาแบบรุกล้ำทันทีเดี๋ยวนั้น ไม่ว่าจะใช้บอลลูนขยายหลอดเลือดหรือทำผ่าตัดบายพาส

     3.2 กรณีคุณเป็นโรคหัวใจขาดเลือดแบบไม่ด่วน หมายความว่าเจ็บหน้าอกพักแล้วหาย ไม่มีกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือมีกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันแล้วแต่รอดชีวิตมาสบายดีิแล้วไม่น้อยกว่า24 ชั่วโมง การรักษาต่อจากจุดนั้นมีทางเลือกอยู่สองแบบ คือจะทำการรักษาแบบรุกล้ำ (ทำบอลลูนหรือผ่าตัดบายพาส) หรือจะทำการรักษาแบบไม่รุกล้ำ คือกินยาและดูตัวเองด้วยตัวชี้วัดง่ายๆเจ็ดอย่างข้างต้นไปก็ได้ ซึ่งงานวิจัยพบว่าไม่ว่าจะรักษาแบบไหนก็ได้อัตรารอดชีวิตที่ไม่แตกต่างกัน

     4. ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ว่าจะหายไม่ได้นะ โรคหัวใจเป็นโรคที่หายได้ งานวิจัยแบ่งกลุ่มสุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบให้คนปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างสิ้นเชิง (กินอาหารพืชเป็นหลัก ออกกำลังกาย จัดการความเครียด มีการสนับสนุนกันทางสังคม) พบจากการติดตามดูภาพฉีดสีดูหลอดเลือดว่าโรคหลอดเลือดหัวใจตีบสามารถถอยกลับได้ หรือพูดง่ายๆว่ามันหายได้ด้วยการจัดการปัจจัยเสี่ยงอย่างจริงจัง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

Cr.https://drsant.com/2017/12/blog-post_2-7.html


********

หมอสันต์..(คลิก)

******



วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566