แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมเด็จพระญาณสังวร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมเด็จพระญาณสังวร แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2566

ทุกข์


ความเปลี่ยนแปลงของชีวิตหรือของโลก
เป็นทุกข์ประจำชีวิตหรือประจำโลก
ไม่เป็นเรื่องแปลกประหลาดอันใด
เมื่อจะสรุปกล่าวให้สั้น
ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย
ทั้งสี่นี้ย่อลงเป็นสอง
คือความเกิดและความดับ
ซึ่งเป็นสิ่งที่สกัดหน้าสกัดหลังของโลกของทุกชีวิต
นี่เรียกคติธรรมดา แปลว่า ความเป็นไปตามธรรมดา
ความไม่สบายใจทุกๆอย่าง
พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าเป็นทุกข์
ทุกคนคงเคยประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก
พลัดพรากกับสิ่งที่เป็นที่รัก
ปรารถนาไม่ได้สมหวัง
เกิดทุกข์โศกต่างๆ
นี่แหละพระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่าเป็นทุกข์
โลกหรือชีวิต ประกอบด้วยทุกข์ดังกล่าวมาแล้ว
ฉะนั้นทุกข์จึงเป็นความจริง
ที่โลกหรือทุกชีวิตต้องเผชิญ

*******
Cr. ๑๐๐ คำสอนสมเด็จพระสังฆราช

 

วันอาทิตย์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2566

ชีวิต


คำว่า "ชีวิต" มิได้มีความหมายเพียงแค่ความเป็นอยู่แห่งร่างกาย
แต่หมายถึงความสุข ความทุกข์ ความเจริญ ความเสื่อม
ของบุคคลในทางต่างๆ ด้วย
บางคนมีปัญหาว่า จะวาดภาพชีวิตของตนเป็นอย่างไรในอนาคต
หรืออะไรควรจะเป็นจุดมุ่งหมายของชีวิต
และจะไปถึงจุดมุ่งหมายนั้นหรือ ที่นึกที่วาดภาพไว้นั้นด้วยอะไร
ปัญหาที่ถามคลุมไปดังนี้ 
น่าจะตอบให้ตรงจุดเฉพาะบุคคลได้ยาก
เพราะไม่รู้ว่าทางแห่งชีวิตของแต่ละบุคคล
ตามที่กรรมกำหนดไว้เป็นอย่างไร
และถ้าวาดภาพของชีวิตอนาคตไว้เกินวิสัยของตนที่จะพึงถึง
แบบที่เรียกว่าสร้างวิมานบนอากาศ
ก็จะเกิดความสำเร็จขึ้นมาไม่ได้แน่
หรือแม้วาดภาพชีวิตไว้ในวิสัยที่พึงได้พึงถึง
แต่ขาดเหตุที่จะอุปการะให้ไปถึงจุดหมายนั้น
ก็ยากอีกเหมือนกันที่จะเกิดเป็นความจริงขึ้นมา

********
Cr. ๑๐๐ คำสอน สมเด็จพระสังฆราช

 

วันพุธที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2566

กรรมมีจริง


 

"กรรมมีจริง ผลของกรรมมีจริง"

"กรรมดีให้ผลดีจริง กรรมชั่วให้ผลชั่วจริง"

"ผู้ใดทำกรรมใดไว้ จักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น

ผู้ไม่ได้ทำหาต้องได้รับไม่"

    ความเข้าใจผิดในเรื่องนี้มีอยู่ให้ได้ยินได้ฟังอยู่เนืองๆ เช่น บิดามารดาทำไม่ดีต่างๆนานาให้เห็น เกิดเหตุการณ์รุนแรงแก่ชีวิตบุตรธิดา ก็มักล่าวกันว่าลูกรับเคราะห์แทนมารดาบิดาบ้างหรือลูกรับกรรมแทนบิดามารดาบ้าง ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น กรรมของผู้ใดผลย่อมเป็นของผู้นั้น จะได้รับผลกรรมแทนกันไม่ได้..ไม่มี

     มารดาบิดาทำไม่ดี ทำบาปทำอกุศล ยังอยู่ดีมีสุขเพราะผลของบาปอกุศลยังส่งไม่ถึง แต่บุตรธิดาที่ไม่ทันได้ทำบาบทำอกุศล กลับต้องมีอันเป็นไปต่างๆ นั้น นั่นเป็นเรื่องของการรับผลของบาปอกุศลที่ทำไว้ในภพชาติก่อน ที่ตามมาส่งผลในภพในชาตินี้แน่นอน บุตรธิดาผู้ได้รับผลไม่ดีต่างๆ นานา ต้องทำกรรมไม่ดีไว้ในภพชาติหนึ่งแน่นอน แต่เราไม่รู้ไม่เห็นเท่านั้น ไม่ใช่เพราะบุตรธิดารับผลกรรมแทนมารดาบิดา

       ผู้จะเกิดร่วมกัน เป็นแม่เป็นพ่อเป็นลูกกัน ต้องมีกรรมดีกรรมชั่วในระดับเดียวกัน ไม่แตกต่างห่างไกลกัน จึงทำให้เหมือนลูกรับกรรมแทนพ่อแม่ที่ทำบาปอกุศล ลูกที่มารับผลไม่ดีต่างๆ ขณะที่พ่อแม่ผู้ประกอบกรรมไม่ดีนั้น นั่นเพราะกรรมไม่ดีของลูกส่งผลทันในระยะนั้น จึงทำให้ยากจะเข้าใจได้ จึงทำให้เกิดความสับสนกันมาก กรรมของคนหนึ่ง ผลจะไม่เกิดแก่อีกคนหนึ่งแน่นอน..

   (สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาปรินายก)

***********

  ความซับซ้อนของกรรม(คลิก)

ผู้ใดทำเหตุย่อมได้รับผลตรงตามเหตุแน่นอน(คลิก)


วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2563

การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

 


พระพุทธเจ้าทรงเป็นพระสัพพัญญู

"สัพพัญญุตญาณ"  (สัพพัญ  ทั้งหมด ญุต ความรู้  ญาณ ก็ความหยั่งรู้) รวมกันว่า ญาณ คือ ความรู้สิ่งทั้งหมด  พระพุทธเจ้าจึงเป็นพระสัพพัญญู ผู้รู้สิ่งทั้งหมด แต่มิใช่ว่าทรงรู้เท่าไรทรงแสดงทั้งหมด ทรงแสดงตามควรแก่ภูมิชั้นของผู้ฟังเท่านั้น เพราะทรงมุ่งให้ผู้ฟังรู้เข้าใจ ถ้าสอนเกินภูมิไปก็ไม่สำเร็จประโยชน์ เหมือนอย่างมีภูมิรู้ขนาดชั้นมัธยม ๓  ก็ทรงสอนขนาดที่นักเรียนชั้นนั้นจะเข้าใจได้ แต่เมื่อทรงสอนแก่คนที่มีภูมิรู้ชั้นสูงๆ ขึ้นไปก็ทรงสอนสูงขึ้นตามชั้น ข้อสำคัญคือ ทรงศึกษารู้จบทางคดีโลกเหมือนเป็นดุษฎีบัณฑิตมาก่อนแล้ว และมาทรงค้นคว้าจนรู้จบทางคดีธรรม จึงทรงรู้โลกรู้ธรรมแจ้งชัดหมด อาจสั่งสอนคนได้ทุกชั้น อาจโต้วาทะกับใครๆ ที่เลื่องลือว่าเป็นนักปราชญ์ได้ทั้งนั้น พระธรรมที่ทรงแสดงไว้จึงมีหลากหลาย ซึ่งพระสาวกได้ฟังจำไว้ต่อๆ มาจนถึงจดเป็นอักษร แล้วพิมพ์เป็นหนังสือพระไตรปิฎกจำนวนหลายสิบเล่ม เหมือนอย่างรวมหลักสูตรตั้งแต่ชั้นอนุบาล ชั้นประถม ชั้นมัธยม จนถึงชั้นอุดมศึกษาไว้าพร้อมเสร็จ
     ฉะนั้น เมื่อศึกษาพระพุทธศาสนาไปโดยลำดับย่อมจะเข้าใจได้ดี และจะยิ่งรู้ความจริงยิ่งขึ้นทุกที แต่ถ้าเริ่มศึกษาผิดชั้นจะเข้าใจยากหรือาจไม่เข้าใจ เหมือนอย่างยังไม่รู้เลขชั้นประถมไปจับเรียนเลขชั้นมัธยมสูงๆ ทีเดียว จะเข้าใจได้อย่างไร
     และพระธรรมของพระพุทธเจ้าทุกข้อทุกบทมีเหตุผลที่ผู้ศึกษาอาจตรองตามให้เห็นจริงได้ เพราะทรงส่องเข้ามาที่ตัวของเราเองทุกๆ คน มิได้ทรงแสดงไกลออกไปๆ จนมองไม่เห็น
     ฉะนั้น เมื่อมีใครมาถามพระองค์ถึงเรื่องที่ไกลออกไปเช่นนั้น เช่นเรื่องโลกมีที่สุดหรือไม่มีที่สุดเป็นต้น ก็ไม่ได้ตรัสตอบ เพราะตรัสตอบไปก็ไม่สำเร็จประโยชน์อะไร ผู้ถามเองก็มองไม่เห็น คนอื่นก็มองไม่เห็น ได้แต่เชื่อหรือไม่เชื่อเท่านั้น ถึงจะเชื่อก็เป็นเรื่องอย่างหลับตาเชื่อ ไม่มีทางจะเกิดปัญญารู้เห็นได้เอง ทางที่ถูกควรจะไม่เชื่อมากกว่า
      พระพุทธเจ้าทรงมุ่งให้คนเชื่อด้วยความรู้ จึงทรงงดแสดงเรื่องที่คนไม่อาจจะรู้จะเห็น ทรงแสดงแต่เรื่องที่คนอาจจะรู้จะเห็นได้ คือเรื่องส่องเข้ามาที่ตัวของเราเองดังกล่างแล้ว ใครๆ ที่มีจิตใจมีสติปัญญาอย่างสามัญ อาจรู้เข้าใจพระธรรมของพระองค์ได้ทั้งนั้น  และไม่ต้องไปรู้ไกลออกไปที่ไหน รู้ที่ตัวของตัวเองนี่แหละอย่างมีเหตุผลตามเป็นจริง ทั้งสามารถจะปฏิบัติได้ทำได้ตามที่ทรงสั่งสอนด้วย เมื่อทำได้แล้วก็ได้รับผลดีจริง เช่น ทรงสอนไม่ให้ทำความชั่ว ให้ทำความดี ให้ชำระจิตใจของตนให้บริสุทธิ์สะอาด นี้ก็คือทรงสอนแก่ตัวของเราทุกๆ คน เราทุกๆ คนสามารถไม่ทำความชั่ว สามารถทำความดี สามารถชำระจิตใจของตนให้บริสุทธิ์สะอาด ไม่ใช่ไม่สามารถ แต่บางอย่างไม่สามารถจริงๆ เช่น ถ้าจะมีใครสอนให้กลั้นลมหายใจเรื่อยไป สอนไม่ให้กิน สอนไม่ให้นอน เช่นนี้ไม่มีใครสามารถปฏิบัติตามได้แน่ ใครขืนปฏิบัติตามเป็นตายแน่.......
(จากหนังสือ การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า พระนิพนธ์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาปริณายก)


วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2563

การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า


   ......พระพุทธศาสนา คือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้น  เมื่อกล่าวโดยย่นย่อก็คือสอนให้รู้ถึงความจริงของชีวิต คือ เรื่องทุกข์ อันเป็นธรรมชาติของชีวิต และความดับทุกข์ อันเป็นเป้าหมายหรือผลอันพึงประสงค์ของชีวิต เมื่อกล่าวโดยหลักกว้าง ๆ ก็คือ สอนให้เว้นชั่ว ทำดี ทำจิตใจของตนให้บริสุทธิ์ และเมื่อกล่าวโดยหลักปฏิบัติก็คือ สอนให้ปฏิบัติในศีล ปฏิบัติในสมาธิ ปฏิบัติในปัญญา ทั้งนี้ก็เพื่อผลคือประโยชน์สุขของพหูชน หรือเพื่อประโยชน์สุของชาวโลกทั้งมวล...
********
Cr.หนังสือการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก
***********

....Buddhism is the teachings of the Lord Buddha.  In short, it teaches you the truth of life, namely suffering, which is the nature of life.  and the cessation of suffering  which is the goal or desired result of life  When speaking in broad terms, it means teaching to abstain from evil, do good, and purify one's mind.  And when spoken of in principle, it is  Teach to practice the precepts  practice in meditation  Practice in wisdom  This is for the benefit and happiness of the masses.  Or for the benefit of all people in the world...

********

Cr.Book of Buddha's Enlightenment  Somdej Phra Yannasangwon  His Holiness Somdet Phra Sangharaja Sakon Maha Sangkhaparinayok

***********


***********
***********

วันพฤหัสบดีที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ปล่อยวาง...


ถ้าอ่านให้เข้าใจ
แล้วจะไม่โกรธใครอีกแล้ว

หลวงพ่อรูปหนึ่ง ปลูกกล้วยไม้ กระถางหนึ่งด้วยความทะนุถนอม กล้วยไม้ ก็แข็งแรง สวยงามยิ่งนัก...

วันหนึ่ง หลวงพ่อต้องออก
ไปธุระหลายวัน เลยฝาก
เณรน้อย ให้ช่วยดูแล เณรน้อย ก็เอาใจใส่ดูแลอย่างดี  กล้วยไม้ ก็ยิ่ง
งอกงามด้วยดี..

วันหนึ่ง เณรน้อย ต้องออกไปธุระ ก่อนออกไป ได้เอากระถางไปวาง
ตากแดดริมหน้าต่าง หลังจากนั้น เกิดพายุอย่างไม่คาดคิด พัดเอากระถางตกลงบนพื้นแตกกระจาย

ต้นกล้วยไม้หักเละ เณรน้อย กลับมาเห็น ตกใจ และ เสียใจมาก และ ยังกลัวถูก หลวงพ่อตำหนิด้วย...

ไม่กี่วัน หลวงพ่อ กลับมา เณรน้อย ก็บอกเล่าตามจริง เตรียมตัว เตรียมใจรับการถูกดุด่า

แต่หลวงพ่อ กลับไม่ได้ว่าอะไร ทำให้ เณรน้อยประหลาดใจ เป็นอย่างมาก เพราะ หลวงพ่อ รัก
กล้วยไม้ กระถางนี้มาก...

หลวงพ่อ เพียงยิ้ม ๆ แล้วกล่าวว่า
“ ข้า ปลูก กล้วยไม้ ไม่ได้ เพื่อไว้โกรธนะ ”
คำง่าย ๆ กลับกลายเป็น
สัจธรรมปลดปล่อยวาง...

คนเราทำงาน ไม่ได้เพื่อไว้โกรธกัน..
คนเรารักกัน ก็ไม่ได้เพื่อไว้โกรธกัน.
สิ่งที่ให้ไปแล้ว เมื่อเอากลับมาไม่ได้ ก็ไม่ต้องโทษใคร หรือ เสียใจ...

ตอนมี ต้องใส่ใจ
ตอนเสียไป ให้ปลดปลง
ใจ ไม่ติดค้างใคร
ก็พอแล้ว...

ถ้าคุณแค้น ชีวิต ก็เต็มไป
ด้วย ความแค้น ...
ถ้าคุณ นึกขอบคุณ
ที่ใด ๆ ก็เต็มไปด้วย
เรื่องที่น่าขอบคุณ...
ถ้าคุณ เติบกล้า การงาน ก็จะก้าวหน้า ...

ไม่ใช่ โลกนี้ เลือกคุณ แต่คุณ เป็นคนเลือก โลกใบนี้ ...

ฉะนั้น... จงอย่าโกรธลูก พ่อแม่ พี่น้อง เพื่อนร่วมงาน และทุกสรรพสิ่งในโลก จงใจกว้าง  และ เมตตา  อุเบกขา ปลดปล่อยวาง
แค่นี้  ก็สุข

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร
@@@@@
Cr.fwd line

วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ความพอดีของชีวิต


♡❤❤♡

"พอ" เป็นสิ่งหายากในหมู่คน"โลภ"
♡❤❤♡
"นิ่ง"เป็นสิ่งหายากในหมู่คน"โกรธ"
♡❤❤♡
"หยุด"เป็นสิ่งหายากในหมู่คน"หลง"
♡❤❤♡
"ธรรมะ"เท่านั้นที่ช่วยท่านได้
♡❤❤♡

           บทพระนิพนธ์ ในสมเด็จพระญาณสังวร
             สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

วันศุกร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559

จิตหลงมายา..



...จิตหลงมายาและทางดับกิเลส...
...ฯลฯ...
      ข้อที่เรียกว่ามายานั้น ถ้าพิจารณาก็พอเห็นได้ว่าเป็นมายาจริง ดังรูปทั้งหลายที่ตาเห็น เช่น ร่างกายของกันและกัน ก็เห็นแค่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ใต้หนังเข้าไปก็มองไม่เห็น และ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง นั้น ก็เป็นไปตามวัย เมื่ออยู่ในวัยที่งดงามเปล่งปลั่งก็งดงามเปล่งปลั่ง เมื่อผ่านวัยที่งดงามเปล่งปลั่งไปแล้ว ก็ทรุดโทรมชำรุด และประกอบอยู่ด้วยสิ่งที่ไม่งดงามและสกปรกภายในพื้นหนังที่หุ้มห่ออยู่นี้เป็นอันมากและเปิดออกดูแล้ว ก็จะไม่ปรากฏเป็นสิ่งที่งดงามน่ารักน่าชม เป็นสิ่งที่น่าเกลียดทั้งโดยสี ทั้งโดยสัณฐาน ทั้งโดยกลิ่น ทั้งโดยที่เกิด ทั้งโดยที่อยู่ เพราะฉะนั้นความงดงามที่ปรากฏอยู่ จึงมีอยู่แค่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ที่ตามองเห็น และที่กำลังอยู่ในวัยที่เปล่งปลั่งและที่มีการตกแต่ง มีการชำระล้างตกแต่งไว้แล้ว
     เสียงก็เช่นเดียวกัน ก็สักแต่ว่าเป็นเสียง จะเป็นเสียงนินทา เสียงสรรเสริญ ก็เป็นแค่เสียง ความเป็นเสียงนั้น จะเป็นนินทาก็ตาม สรรเสริญก็ตามไม่แตกต่างกัน เหมือนอย่างลมที่มากระทบตัวเองของทุกคน จะมาทางทิศไหนก็ไม่ต่างกัน จะพัดเบาพัดแรงก็เป็นลม แต่เพราะว่ามีภาษา คือ เสียงนั่นเองเป็นภาษา แต่ก็มีสมมติภาษานั้นขึ้น บัญญัติภาษานั้นขึ้นสำหรับสื่อให้รู้จิตใจซึ่งกันและกัน จึงทำให้ติดในสมมติบัญญัติตามที่เสียงนั้นแสดงออก แต่ว่าเสียงที่แสดงออกเป็นภาษานั้นไม่ใช่ว่าจะเป็นความจริง ทั้งสรรเสริญ ทั้งนินทา ในเมื่อสรรเสริญผิด นินทาผิด เช่นว่า ทำชั่วสรรเสริญว่าทำดีก็ไม่ทำให้ผู้ที่ถูกสรรเสริญว่าดีนั้นดีขึ้นมาได้ ต้องชั่วตามที่ตนทำนั่นเอง เมื่อทำดีแต่ถูกนินทาว่าชั่ว ก็ไม่ทำให้ความดีกลับเป็นความชั่วได้ ทำดีก็เป็นทำดีอยู่นั่นเอง แต่บุคคลติดอยู่ในสมมติบัญญัติของภาษา จึงได้มีนินทา มีสรรเสริญ ทำให้เสียงที่สักแต่ว่าเป็นลม หรือดังที่เรียกว่า ลมปาก มีพลังอำนาจขึ้น ด้วยการยึดถือในสมมติบัญญัติเป็นภาษาของเสียง
      กลิ่นนั้น จะเป็นอย่างไรก็แค่ประสาทจมูก พ้นประสาทจมูกไปแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นอย่างไร
      รส นั้นก็เช่นเดียวกัน อร่อยหรือไม่อร่อย ที่ชอบใจหรือไม่ชอบใจก็อยู่แค่ลิ้น พ้นประสาทลิ้นไปถึงคอแล้ว ความอร่อยหรือไม่อร่อยต่างๆ ก็ไม่ปรากฏ
      สิ่งที่กายถูกต้องก็เหมือนกัน ก็ปรากฏว่าเป็นอย่างไรอยู่แค่กายประสาท พ้นกายประสาทเข้าไปแล้วก็ไม่ปรากฏว่าเป็นความรู้สึกอย่างไร
       ธรรมะคือเรื่องราวทางใจต่างๆ ที่จิตมาปรุงคิดหรือคิดปรุง ก็ปรากฏเป็นอย่างนั้นอย่างนี้อยู่ที่ความปรุง เหมือนอย่างพ่อครัวที่ปรุงอาหาร จะปรุงให้มีรสเค็มก็เค็ม จะปรุงให้มีรสเปรี้ยวก็เปรี้ยว จะปรุงให้มีรสหวานก็หวาน  จิตก็เหมือนกันจะปรุงให้ชอบก็ชอบ จะปรุงให้ชังก็ชัง จะปรุงให้หลงก็หลง ถ้าจิตไม่ปรุงเสียอย่างเดียว ชอบ ชัง หลง ก็ไม่ปรากฏ  สิ่งเหล่านี้เป็น มายา ทั้งนั้น
         แต่ว่าจิตนี้  เพราะยังมีอวิชชาอยู่จึงไม่รู้ถึงสัจจะหรือความจริง รู้แค่มายา ก็ติดอยู่แค่มายา และปรุงแต่งกันอยู่แค่มายา โลกเป็นดังนี้.........
...ฯลฯ....
(จาก ซีดี ธรรมะ "หายใจให้เป็นสุข" สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก)
*****



**********

วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558

พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนอะไร


....ฯลฯ....

           ได้มีบางคนเข้าใจว่าพระพุทธศาสนามองในแง่ร้าย เพราะแสดงให้เห็นแต่ทุกข์ และสอนสูงเกินกว่าคนทั่วไปจะรับได้ เพราะสอนให้ดับความดิ้นรนทะยานอยากเสียหมด  ซึ่งจะเป็นไปยาก เห็นว่าจะต้องมีผู้เข้าใจดังนี้  ถึงต้องซ้อมความเข้าใจไว้ก่อนที่จะแจกอริยสัจออกไป  พระพุทธศาสนามิได้มองในแง่ร้ายหรือแง่ดีทั้งสองแต่อย่างเดียว แต่มองในแง่ของสัจจะ คือความจริงซึ่งต้องใช้ปัญญาและจิตใจที่บริสุทธิ์ ประกอบกันพิจารณา
            ตามประวัติพุทธศาสนา พระพุทธเจ้ามิได้ทรงแสดงอริยสัจแก่ใครง่าย ๆ แต่ได้ทรงอบรมด้วยธรรมข้ออื่น จนผู้นั้นมีจิตใจบริสุทธิ์พอที่จะรับเข้าใจได้แล้ว.... จึงทรงแสดง  อริยสัจธรรม  ......ข้ออื่นที่่ทรงอบรมอยู่เสมอ สำหรับคฤหัสถ์นั้น คือ ทรงพรรณนาทาน พรรณนาศีล พรรณนาผลของทาน ศีล ที่เรียกว่า สวรรค์( หมายถึงความสุขสมบูรณ์ต่าง ๆ ที่เกิดจากทาน ศีล แม้ในชีวิตนี้ ) พรรณนาโทษของกาม (สิ่งที่ผูกใจให้รักใคร่ปรารถนา) และ อานิสงส์ คือผลดีของการที่พรากใจออกจากกาม
              เทียบด้วยระดับการศึกษาปัจจุบัน ก็เหมือนอย่างทรงแสดงอริยสัจแก่นักศึกษาชั้นมหาวิทยาลัย  ส่วนนักเรียนที่ต่ำลงมาก็แสดงธรรมข้ออื่นตามสมควรแก่ระดับ  พระพุทธเจ้าจะไม่ทรงแสดงธรรมที่สูงกว่าระดับของผู้ฟัง ซึ่งจะไม่เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย แต่ผู้ที่มุ่งศึกษาแสวงหาความรู้ แม้จะยังปฏิบัติไม่ได้ ก็ยังเป็นทางเจริญความรู้ในสัจจะที่ตอบได้ตามเหตุผล และอาจพิจารณาผ่อนลงมาปฏิบัติทั้งที่ยังมีตัณหา  คือความอยากดังกล่าวอยู่นั่นแหละ ทางพิจารณานั้นพึงมีได้ เช่น ที่จะกล่าวเป็นแนวคิดดังนี้...
             ๑. ทุก ๆ คนปรารถนาสุข ไม่ต้องการทุกข์ แต่ทำไมคนเราจึงยังต้องเป็นทุกข์ และไม่สามารถจะแก้ทุกข์ของตนเองได้  บางทียิ่งแก้ก็ยิ่งเป็นทุกข์มาก ทั้งนี้ก็เพราะไม่รู้เหตุผลตามเป็นจริงว่า อะไรเป็นเหตุของทุกข์ อะไรเป็นเหตุของสุข
            ถ้าได้รู้แล้วก็จะแก้ได้ คือละเหตุที่ให้เกิดทุกข์ ทำเหตุที่ให้เกิดสุข อุปสรรคที่สำคัญอันหนึ่งก็คือใจของตนเอง เพราะคนเราตามใจตนเองมากไป จึงต้องเกิดเดือดร้อน
              ๒. ที่พูดกันว่าตามใจตนเองนั้น โดยที่แท้ก็คือ ตามใจตัณหา คือความอยากของใจ ในขั้้นโลก ๆ นี้ยังไม่ต้องดับความอยากให้หมด เพราะยังต้องอาศัยความอยากเพื่อสร้างโลกหรือสร้างตนเองให้เจริญต่อไป แต่ก็ต้องมีการควบคุมความอยากให้อยู่ในขอบเขตที่สมควร และจะต้องรู้จักอิ่ม รู้จักพอในสิ่งที่ควรอิ่มควรพอ ดับตัณหาได้เพียงเท่านี้ ก็พอครองชีวิตอยู่เป็นสุขในโลก
             ผู้ก่อไฟเผาตนเองและเผาโลกอยู่ทุกกาลสมัยก็คือ ผู้ที่ไม่ควบคุมตัณหาของใจให้อยู่ในขอบเขต ถ้าคนเรามีความอยากจะได้วิชา ก็ตั้งใจพากเพียรเรียน มีความอยากจะได้ทรัพย์  ยศ ก็ตั้งใจเพียรทำงานให้ดี ตามกำลังตามทางที่สมควร ดังนี้แล้วก็ใช้ได้ แปลว่า ปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ ในทางโลก และก็อยู่ในทางธรรมด้วย
             ๓. แต่คนเราต้องการมีการพักผ่อน ร่างกายก็ต้องมีการพัก ต้องให้หลับ ซึ่งเป็นการพักทางร่างกาย จิตใจก็ต้องมีเวลาที่ปล่อยให้ว่าง ถ้าจิตใจยังมุ่งคิดอะไรอยู่ ไม่ปล่อยความคิดนั้นแล้วก็หลับไม่ลง
             ผู้ที่ต้องการมีความสุขสนุกสนาน จากรูป เสียงทั้งหลาย เช่น ชอบฟังดนตรีที่ไพเราะ หากจะถูกเกณฑ์ให้ต้องฟังอยู่นานเกินไป เสียงดนตรีที่ไพเราะที่ดังจ่อหูอยู่นานเกินไปนั้น จะก่อให้เกิดความทุกข์อย่างยิ่ง จะต้องการหนีไปให้พ้น ต้องการกลับไปอยู่กับสภาวะที่ปราศจากเสียง คือความสงบ จิตใจของคนเรา ต้องการความสงบดังนี้อยู่ทุกวัน วันหนึ่งเป็นเวลาไม่น้อย นี้คือความสงบใจ กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความสงบความดิ้นรนทะยานอยากของใจ  เป็นความดับทุกข์นั่นเอง
             ๔. ควรคิดต่อไปว่า ใจที่ไม่สงบนั้น ก็เพราะเกิดความดิ้นรนขึ้น และก็บัญชาให้ทำ พูด คิด ไปตามใจที่ดิ้นรนนั้น เมื่อปฏิบัติตามใจไปแล้วก็อาจสงบลงได้ แต่การปฏิบัติไปแล้วนั้น บางทีชั่วเวลาประเดี๋ยวเดียวก็ให้เกิดทุกข์โทษอย่างมหันต์ บางทีเป็นมลทินโทษทำให้เสียใจไปช้านาน คนเช่นนี้ควรทราบว่า  ท่านเรียกว่า " ทาสของตัณหา "
            ฉะนั้น จะมีวิธีทำอย่างไรที่จะไม่แพ้ตัณหา หรือจะเป็นนายของตัณหาในใจของตนเองได้ วิธีดังกล่าวนี้คือ มรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
....ฯลฯ.....
(จากหนังสือ พระพุทธเจ้า ทรงสั่งสอนอะไร พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวรท สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก)
*******
*******

*******
            



วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2558

นิพพานเป็นบรมสุขอย่างยิ่ง

...ฯลฯ...
                   ได้มีภาษิตกล่าวไว้ แปลว่า " นิพพานเป็นบรมสุข คือ สุขอย่างยิ่ง "
             นิพพาน คือ ความละตัณหาในทางโลกและทางธรรมทั้งหมด ปฏิบัติโดยไม่มีตัณหาทั้งหมด คือการปฏิบัติถึงนิพพาน
             ได้มีผู้กราบทูลพระพุทธเจ้าว่า...
             " ธรรม " (ตลอดถึง) " นิพพาน " ที่ว่า " เป็นสันทิฏฐิโก อันบุคคลเห็นเอง " นั้นเป็นอย่างไร
             ได้มีพระพุทธดำรัสตอบโดยความว่าอย่างนี้ คือ
              ผู้ที่มีจิตถูกราคะ โทสะ โมหะ ครอบงำเสียแล้ว ย่อมเกิดเจตนาความคิดเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง ผู้อื่นบ้าง ทั้งสองฝ่ายบ้าง ต้องได้รับทุกข์โทมนัสแม้ทางใจ เมื่อเกิดเจตนาขึ้น ดังนั้น ก็ทำให้ประพฤติทุจริตทางไตรทวาร คือ กาย วาจา ใจ และคนเช่นนั้นก็ย่อมไม่รู้ประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ทั้งสองตามความเป็นจริง
            แต่ว่าเมื่อละความชอบ ความชัง ความหลง เสียได้ ไม่มีเจตนาความคิดที่จะเบียดเบียนตนและผู้อื่นทั้งสองฝ่าย ไม่ประพฤติทุจริตทางไตรทวาร รู้ประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ทั้งสองตามเป็นจริง ไม่ต้องเป็นทุกข์โทมนัส  แม้ด้วยใจ    " ธรรม "(ตลอดถึง) " นิพพาน " ที่ว่า " เห็นเอง " คือเห็นอย่างนี้
            ตามที่ตรัสอธิบายนี้ เห็นธรรม ก็คือเห็นภาวะหรือสภาพแห่งจิตใจของตนเอง ทั้งในทางไม่ดี ทั้งในทางดี จิตใจเป็นอย่างไร ก็รู้อย่างนั้นตามเป็นจริง ดังนี้เรียกว่า..เห็นธรรม..
...ฯลฯ...
(จากหนังสือ พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนอะไร ? สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก)



วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2558

..ตายทั้งเป็น..


...ฯลฯ...
การตายทั้งเป็นนั้น..น่าหวาดกลัวยิ่งนัก

        ใจที่มีความคิดอาบยาพิษร้าย เป็นใจที่ทำให้ตายได้ทั้งเป็น  อันการตายทั้งเป็นนั้น น่าหวาดกลัวยิ่งกว่ามากมายนัก
        ผู้ที่ตายทั้งเป็น คือ ผู้เป็นคนเลวในสายตายของคนดี เป็นที่รังเกียจของสังคมคนดี ไปสู่ที่ใดจักไม่มีความหมาย เหมือนเป็นคนว่างเปล่า ปราศจากการต้อนรับ ที่ท่านเปรียบว่าตายทั้งเป็นก็เช่นนี้ด้วย คือไม่อยู่ในสายตาในความสนใจของผู้ใด เห็นก็เหมือนไม่เห็น จึงเป็นเหมือนวิญญาณที่ไม่มีร่าง ยิ่งกว่านั้น ผู้ที่ตายทั้งเป็นคือผู้ที่เป็นดั่งซากศพที่เน่าเหม็น เป็นที่ยินดีพอใจเข้าห้อมล้อมหนาแน่นของเหล่าแมลงวันหรือหนอนน้อยใหญ่เท่านั้น
        นั่นก็คือ คนตายทั้งเป็นด้วยกัน หรือคนไม่ดีด้วยกันเท่านั้นที่จะยินดีต้อนรับพวกเดียวกัน..." คนดีจักไม่รังเกียจคนไม่ดี..ไม่มีเลย.."
,,,ฯลฯ...
(พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาปริณายก    อำนาจอันยิ่งใหญ่แห่งกรรม)
******
ผู้เข้ากันได้โดยธาตุ (คลิก)
******
พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนอะไร (คลิก)
******

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ผิวพรรณผ่องใส เพราะใจเบิกบาน..


....ฯลฯ....
ผู้มีศีล จิตใจจักเบิกบาน ผิวพรรณผ่องใส
    ความมีหน้ามีตาเบิกบานแช่มชื่น ผิวพรรณผ่องใสงดงาม ย่อมเกิดแต่ ความมีศีล
    ความมีหน้าตาเบิกบานแช่มชื่น ผิวพรรณผ่องใสงดงาม เป็นผลที่ตรงกับกรรมที่เป็นเหตุ คือ ความมีศีล
   ความมีศีลเป็นการทำให้มีจิตใจเบิกบาน แจ่มใส เป็นสุข
   ความมีหน้าตาเบิกบานแช่มชื่น ผิวพรรณผ่องใสงดงาม แสดงถึงความมีจิตใจเบิกบานแจ่มใสเป็นสุข
   ผู้ทำเหตุคือ ความมีศีล ก็ย่อมได้รับผลเป็นผู้มีหน้าตาเบิกบาน แช่มชื่น ผิวพรรณผ่องใส งดงาม ผลย่อมตรงต่อเหตุดังนี้
....ฯลฯ....
(พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก  อำนาจอันยิ่งใหญ่แห่งกรรม)

******

*****

วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ผู้ปรารถนาความมีปัญญา

...ฯลฯ...

ผู้ปรารถนาความมีปัญญา พึงทำจิตให้สงบ
    ความมีปัญญา ย่อมเกิดแต่การปฏิบัติอบรมจิตให้สงบ จิตสงบเพียงไร ปัญญาย่อมยิ่งเพียงนั้น จิตวุ่นวายเพียงไร ปัญญาย่อมหย่อนเพียงนั้น
     ปัญญาเป็นความฉลาดที่เกิดแต่เรียนและคิด จิตที่สงบจะทำให้ใช้ความคิดได้อย่างดี ต้องการจะคิดเรื่องใดให้แตกฉานรู้จริงด้วยตนเอง มิใช่เป็นเพียงความรู้ของผู้อื่น ...จิตที่สงบก็จะทำได้ให้เป็นปัญญาขึ้นมาได้ แต่จิตที่ไม่สงบวุ่นวายจะทำไม่ได้
     ผู้มีปัญญา..จึงเป็นผู้มีจิตสงบ แม้ปรารถนาจะเป็นผู้มีปัญญา พึงทำใจให้สงบ คือ สงบจาก ความโลภ ความโกรธ ความหลง
    ปรารถนาเป็นผู้มีปัญญาเพียงไร พึงทำให้สงบเพียงนั้น อีกนัยหนึ่งก็คือ ...ทำใจให้สงบได้เพียงใด ก็จะสามารถอบรมปัญญาให้ยิ่งขึ้นได้เพียงนั้น
    จิตที่ไม่สงบ จะคิดแบบไม่สงบ คือ คิดสับสนวุ่นวายจากเรื่องหนึ่งไปอีกเรื่องหนึ่ง ไปอีกเรื่องหนึ่ง เปลี่ยนเรื่องไปเรื่อย ๆ จากเรื่องนี้ไปเรื่องนั้น จากเรื่องนั้นไปเรื่องโน้น โดยไม่เข้าใจถูกต้องในเรื่องใดเลย  ทั้งนี้เป็นไปด้วยอำนาจ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่ทำให้จิตวุ่นวายไม่สงบ
....ฯลฯ....
(จากพระนิพนธ์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก  อำนาจอันยิ่งใหญ่แห่งกรรม)
*****


วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2558

อำนาจของกรรมใหญ่ยิ่งที่สุดในโลก


....ฯลฯ....
     อำนาจของกรรมใหญ่ยิ่งที่สุดในโลก ไม่มีอำนาจใดทำลายล้างได้ แม้อำนาจของกรรมดีก็ไม่อาจทำลายอำนาจของกรรมชั่ว และอำนาจของกรรมชั่วก็ไม่อาจทำลายอำนาจของกรรมดี อย่างมากที่สุดที่มีอยู่ คืออำนาจของกรรมดีแม้ให้มาก ให้สม่ำเสมอในภพภูมินี้ ก็อาจจะทำให้อำนาจของกรรมชั่วที่ได้ทำมาแล้วตามมาถึงได้ยาก ดังมีเครื่องขวางกั้นไว้
    หรือไม่เช่นนั้น ก็ดังที่ท่านเปรียบเทียบว่าเหมือนวิ่งหนีผู้ร้ายที่วิ่งไล่ตามมา ถ้ามีกำลังแข็งแรง วิ่งเร็วกว่าผู้ร้าย ก็ย่อมยากที่ผู้ร้ายจะไล่ทัน ความแข็งแรงของผู้วิ่งหนีกรรมชั่ว ก็หาใช่อะไรอื่น คือ  ความเข้มแข็งสม่ำเสมอของการทำกรรมดีนั่นเอง..
....ฯลฯ....
(พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก  อำนาจอันยิ่งใหญ่แห่งกรรม )
*******
ทำดีต้องได้ดีเสมอไม่มีข้อยกเว้น (คลิก)

********
พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร (คลิก)

วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2558

สุปฏิบัติ ปฏิบัติดี


....ฯลฯ....

......และเมื่อว่าถึงคำว่าดีนี้ก็อาจจะกล่าวได้ว่ามี คือ ดี ที่เป็นโลกาธิปไตย คือ มีโลกเป็นใหญ่ อันหมายถึงว่าเมื่อชาวโลกว่าดี ก็รับว่าดีไปตาม เมื่อชาวโลกว่าชั่วหรือไม่ดี ก็รับว่าไม่ดีไปตาม เป็นดีไปตามโลก 
     อีกอย่างหนึ่งดีที่เป็น อัตตาธิปไตย มีตนเป็นใหญ่คือ ตนเองเห็นว่าดีก็ถือว่าดี ตนเองเห็นว่าไม่ดีก็ถือว่าไม่ดี 
    อีกอย่างหนึ่งดีที่เป็น ธรรมาธิปไตย คือ มีธรรมะคือ ความถูกต้องเป็นใหญ่ ตามเหตุและผลตามเป็นจริง เมื่อเป็นธรรมะคือเป็นคุณที่เป็นส่วนดีเป็นกุศลเป็นบุญที่แท้จริงก็ดี เมื่อเป็นอธรรมคือเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมอันถูกต้อง หรือเป็นอกุศลธรรมเป็นบาปตามเป็นจริงก็ไม่ดี ดีที่มีธรรมะคือมีความถูกต้องเป็นใหญ่ ดั่งนี้เรียกว่า ธรรมาธิปไตย
      ทั้ง นี้ ดีที่มีโลกเป็นใหญ่ นั้น บางทีก็ดีจริง บางทีก็ไม่ดีจริง สุดแต่ว่าคนส่วนใหญ่จะว่าดีหรือว่าไม่ดี และก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา สมัยนี้ว่าดีอีกสมัยหนึ่งว่าไม่ดี หรือว่าสมัยนี้ว่าไม่ดี อีกสมัยหนึ่งว่าดี เป็นสิ่งที่ไม่คงทนแน่นอน
     แม้ ดีที่มีตัวเองเป็นใหญ่ ก็เหมือนกัน เพราะตนเองนั้นเมื่อถูกใจชอบใจก็ว่าดี เมื่อไม่ถูกใจไม่ชอบใจก็ว่าไม่ดี ก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ ในคราวที่ถูกใจตนได้ประโยชน์ก็ว่าดี แต่ในคราวที่ไม่ถูกใจตนเสียประโยชน์ก็ว่าไม่ดี ก็เป็นดีที่ไม่แน่นอน
     ส่วน ดีที่มีธรรมะเป็นใหญ่ นั้นเป็นดีที่ถูกต้องแน่นอน แต่ว่าดีที่มีธรรมะเป็นใหญ่นี้ ทุกคนไม่อาจจะรู้เห็นได้ ในเมื่อจิตใจยังประกอบด้วยตัณหาความดิ้นรนทะยานอยาก ยังมีโลภมีโกรธมีหลง ซึ่งรวมเป็นตัวกิเลสที่ทำให้จิตใจเศร้าหมองไม่ผ่องใส ทำให้จิตนี้ไม่ได้ปัญญาคือความรู้ที่ถูกต้อง ยังมีโมหะคือความหลง ยังมีอวิชชาคือความไม่รู้ตามความเป็นจริง

      เพราะฉะนั้น คนทั่วไปจึงมักจะยึดถือว่าดีหรือไม่ดี ที่มีโลกเป็นใหญ่บ้าง มีตนเองเป็นใหญ่บ้าง แต่เมื่อได้ใช้ปัญญาได้รู้เห็นตามเป็นจริงตามเหตุผล ก็อาจจะได้พบดีหรือชั่ว ที่มีธรรมะเป็นใหญ่คือถูกต้อง หรือว่าได้ฟังคำสั่งสอนของท่านผู้รู้ เช่นลูกที่มีพ่อแม่สั่งสอนมาว่านี่ดีนี่ชั่วตั้งแต่เป็นเด็ก และที่ครูอาจารย์สั่งสอนว่านี่ดีนี่ชั่วเมื่อเข้าโรงเรียน หรือว่าได้มาฟังธรรมะที่เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าตรัสชี้ว่านี่ดีนี่ชั่ว แม้ว่าจะยังไม่มีปัญญาที่จะรู้ถึงรู้เท่าด้วยตนเองก็อาศัยศรัทธาคือความเชื่อ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน หรือตามท่านผู้รู้เช่นพ่อแม่ครูบาอาจารย์สั่งสอน ก็ได้ความรู้จักว่าอะไรดีอะไรชั่วอันถูกต้อง ดั่งนี้ก็เป็น ดีชั่วที่มีธรรมะเป็นใหญ่ คือ ถูกต้องเป็นใหญ่
....ฯลฯ....

(จาก ซีดีธรรมอบรมจิต โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช และ http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/somdej/somdej-preach-index-page.htm)

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

อาหาร


สัมมาทิฏฐิสูตร...สูตรว่าด้วยความเห็นชอบ
      พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ เชตวนาราม พระสารีบุตรได้แสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ถึงเรื่องความเห็นชอบ โดยยกเอาการรู้จักอกุศลและมูลรากของอกุศล การรู้จักกุศลและมูลรากของกุศลขึ้นแสดงก่อน เมื่อภิกษุทั้งหลายถามถึงปริยายอย่างอื่นอีก ก็แสดงยักย้ายนัยเรื่อย ๆ ไปอีก ๑๕ ข้อ (รวมเป็น ๑๖ ข้อทั้งนัยแรก)....
     สัมมาทิฏฐิความเห็นชอบอีกข้อหนึ่ง คือ ความรู้จักอาหาร  รู้จักอาหาระสมุทัย เหตุเกิดแห่งอาหาร รู้จักอาหารนิโรธ ความดับอาหาร และรู้จักอาหาระนิโรธคามินีปฏิปทา ข้อปฏิบัติอันเป็นทางให้ถึงความดับอาหาร
      คำว่า อาหาร นั้นมิใช่หมายความถึงเพียงอาหารสำหรับบำรุงเลี้ยงร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงอาหารอย่างอื่นด้วย ท่านพระสารีบุตร ได้แสดงอธิบายอาหารไว้ ๔ ประการ คือ
     ๑.กวฬิงการาหาร อาหารคือคำข้าว หมายถึง อาหารที่บุคคลและสัตว์เดรัจฉานทั้งหลายบริโภค และหมายคลุมถึงอาหารทุกอย่างที่บริโภคสำหรับบำรุงเลี้ยงร่ายกาย  เป็นอาหาร ของ รูปธรรม
     ๒.ผัสสาหาร อาหารคือผัสสะ หมายถึงอายตนะภายใน อายตนะภายนอกและวิญญาณ มาประชุมกันเรียกว่า สัมผัสหรือผัสสะ อันแปลว่ากระทบ เป็นอาหาร แห่ง นามธรรม คือ เวทนา  สัญญา สังขาร และวิญญาณ ที่เกิดสืบเนื่องกันไป
     ๓.มโนสัญเจตนาหาร คือความจงใจ เป็นอาหารของกรรม กรรมคือการงานที่บุคคลกระทำ  กรรมที่กระทำทุกๆ อย่าง ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ไม่ว่าจะเป็นกุศลกรรมหรือบุญกรรม ไม่ว่าจะเป็นอกุศลกรรมหรือบาปกรรม ย่อมมีเจตนา คือความจงใจหรือมโนสัญเจตนา เป็นเหตุคือเป็นอาหาร เป็นปัจจัยซึ่งนำผลมาให้บังเกิด กรรม
     ๔.วิญญาณาหาร อาหารคือวิญญาณ วิญญาณเป็นอาหารสำคัญ ของนามรูป หรือของขันธ์ ๕ หรือว่าของรูปกายนามกาย เมื่อวิญญาณนี้ยังอยู่ นามรูปก็ยังดำรงอยู่ แต่เมื่อปราศจากวิญญาณเสียแล้ว นามรูปก็เป็นอันว่าแตกสลาย ฉะนั้นวิญญาณจึงเป็นอาหาร ของ นามรูป
*******
(จากหนังสือ พระไตรปิฎก ฉบับสำหรับประชาชน และเทปธรรมบรรยาย อบรมจิต โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช)

  *******

 

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ตะปูตอกใจ..


       พระพุทธเจ้าทรงสอนกรรมฐานตามเจโตขีลสูตรนำสติปัฏฐาน ...
       ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม  ทรงสอนให้พระภิกษุทั้งหลาย ให้ละกิเลสอันเป็นเสมือนตะปูที่ตอกตรึงจิต ๕ ประการ และกิเลสที่ผูกพันจิต ๕ ประการ ซึ่งหากภิกษุไม่สามารถถอนกิเลสที่เปรียบเสมือนตะปูที่ตอกตรึงจิต และกิเลสที่ผูกพันจิต รวม ๑๐ ประการนี้ได้  ก็จะไม่มีความเจริญงอกงามไพบูลย์ในพระธรรมวินัย
       ตะปูตอกตรึงใจ ๕ ประการ เรียกสั้นว่า เจโตขีละ อันได้แก่มีกังขา  คือ
      ๑.สงสัยในพระศาสดา
      ๒.สงสัยในพระธรรม
      ๓.สงสัยในพระสงฆ์
      ๔.สงสัยในสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
      ๕.มักโกรธ ขัดใจใน สพรหมจารี คือผู้ประพฤติธรรมทั้งหลาย
       และกิเลสอันเป็นเครื่องผูกพันจิต ๕ ประการ คือ
      ๑.ความติดใจ ยินดีในกาม ทำให้จิตไม่มีสมาธิ
      ๒.ความติดใจ ยินดีในกายของตน  มุ่งที่จะทำนุบำรุงกายให้มีความสุข จะต้องอยู่ในที่ที่มีความสุขทางกาย
      ๓.ความติดใจ ยินดีในรูปภายนอกต่าง ๆ มุ่งแต่จะประดับตกแต่งให้วิจิตรพิสดาร จนไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม
      ๔.ความที่กินและก็นอน ไม่ได้ทำอะไรให้เป็นประโยชน์ เสียทั้งทางโลกและทางธรรม
      ๕.ความปรารถนาที่จะไปสวรรค์ เป็นความปรารถนาที่สวนทางกับมรรคผลนิพพาน
*****
       และพระพุทธองค์ทรงสอนธรรมที่จะทำให้ไปสู่ความสำเร็จมรรคผล นิพพานคือ อิทธิบาท ๔ อันได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะและวิมังสา และตรัสเพิ่มอีกข้อหนึ่ง คือ ขันติ อันหมายถึงความอดทน อดกลั้น  ซึ่งหากภิกษุทำกิจให้สำเร็จรวม ๑๕ ข้อ ข้างต้นที่กล่าวมาแล้ว  ก็จะทำให้การปฏิบัติทางสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน ได้บรรลุถึงความสำเร็จได้....
*****
(เรียบเรียงจาก ธรรมะบรรยาย อบรมจิต ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช และพระไตรปิฎกฉบับประชาชน)
*****


********

*******
นิวรณ์  (คลิก)

*********

วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2558

มือแห่งบุญ

....ฯลฯ...
     เป็นที่เห็นกันอยู่  ว่าทุกคนมีชีวิตที่มิได้ราบรื่นเสมอไป ไม่มีสุขตลอดชีวิต ไม่มีทุกข์ตลอดชีวิต ไม่พบแต่สิ่งดีงามตลอดชีวิต ไม่พบแต่สิ่งชั่วร้ายตลอดชีวิต   แต่ละคนพบอะไร ๆ ทั้งดีทั้งร้ายหนักบ้างเบาบ้าง โดยที่บางทีก็ไม่เป็นที่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นเช่นนั้น เช่น บางคนเกิดในครอบครัวที่ต่ำต้อย ลำบากยากจน พอเกิดได้ไม่นาน เงินทองจำนวนมากก็เกิดขึ้นในครอบครัว เป็นลาภลอยของมารดาบิดาบ้าง เป็นความได้ช่อง ได้โอกาสทำธุรกิจการงานบ้าง ใคร ๆ ก็จะต้องพูดกันว่าลูกที่เกิดใหม่นั้นเป็นผู้มีบุญ ทำให้บิดามารดามั่งมีศรีสุข ถ้าไม่คิดให้ดี ก็เหมือนจะเป็นการพูดไปเรื่อย ๆ ไม่มีมูลความจริง และทั้งพูดและผู้ฟังก็มักจะไม่ใส่ใจพิจารณาให้ได้ความรู้สึกลึกซึ้งจริงจัง
     แต่ถ้าพิจารณา ด้วยคำนึงถึงเรื่องกรรม และการให้ผลของกรรมก็น่าจะเชื่อได้ว่าเด็กที่เกิดใหม่นั้นเป็นผู้มีบุญมาเกิด ผู้มีบุญคือผู้ที่ทำบุญทำกุศล ทำคุณงามความดีไว้มากในอดีตชาติ อันความเกิดขึ้นของผู้มีบุญนั้น ย่อมเกิดขึ้นพร้อมกับมีบุญห้อมล้อมรักษา แม้ชนกกรรมจะนำให้เกิดลำบาก แต่เมื่อบุญที่ทำไว้มากกว่า กรรมไม่ดีที่นำให้ลำบากก็ต้องถูกตัดรอนด้วยอำนาจของกุศลกรรม คือ บุญอันยิ่งใหญ่กว่า คือเกิดมาบิดามารดายากจน "มือแห่งบุญ " ก็จะต้องเอื้อมมาโอบอุ้มให้พ้นจากความลำบากยากจน ให้มั่งมีศรีสุขควรแก่บุญที่ได้ทำไว้
       ผู้ที่เกิดในที่ลำบากยากจน แต่เมื่อมีบุญเก่าได้กระทำไว้มากมายเพียงพอ " มือแห่งบุญ " ก็จะเอื้อมมาโอบอุ้มให้พ้นความยากลำบากได้อย่างรวดเร็ว พ้นจากความยากจนดังปาฏิหาริย์ มีตัวอย่างให้เห็นอยู่ เด็กบางคนทำบุญทำกุศลไว้ดี แต่ชนกกรรมนำให้ไปเกิดกับบิดามารดาที่ยากแค้นแสนสาหัส พอเกิดมารดาบิดาก็หาทางช่วยให้ลูกพ้นความเดือดร้อน นำไปวางไว้หน้าบ้านผู้มั่งมีศรีสุข ที่รู้กันว่าเป็นผู้มีเมตตา แล้วเด็กนั้นก็ได้เป็นสุขอยู่ในความโอบอุ้มของ " มือแห่งบุญ " ควรแก่บุญที่เขาทำไว้....
   ....ฯลฯ....
(จากหนังสือ ชีวิตนี้น้อยนัก พระนิพนธ์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก)
******

******

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2558

จิตเป็นธาตุรู้


.......
    คำว่า จิต นี้เป็นภาษาบาลี มีคำเรียกสิ่งที่เป็น จิตใจ อีก ๒ คำ คือ วิญญาณ มโน หรือ มนะ  คำว่า จิต วิญญาณ มโน ทั้งสามนี้เอามาใช้ในภาษาไทย จนคนไทยได้ยินได้ฟังและเข้าใจในคำภาษาไทยว่า ใจ แต่ว่ามีความหมายต่างกันตามที่ใช้ในภาษาธรรม
     ในภาษาธรรมนั้นส่วนใหญ่
     คำว่า จิต ใช้หมายถึงตัว ธาตุรู้ ที่เป็นภายใน  
     คำว่า วิญญาณใช้หมายถึงวิญญาณในขันธ์ ๕ ที่เป็นขันธ์ข้อที่ ๕ วิญญาณขันธ์ กองวิญญาณ คือเมื่อตากับรูปประจวบกัน เกิดความรู้คือเห็นรูปขึ้น ก็เรียกว่า จักขุวิญญาณ รู้ทางตา ดั่งนี้เป็นต้น
     คำว่า มโน นั้นใช้เป็นอายตนะภายในข้อที่ ๖  คือ ตา หู จมูกลิ้น กายและมโนหรือมนะ คือใจ อันเป็นอายตนะข้อที่ ๖
    ในพระสูตรที่ ๒ ของพระพุทธเจ้า คืออนันตลักขณสูตร พระสูตรที่ว่าด้วยลักษณะคือเครื่องกำหนดหมายขันธ์ ๕ ว่าเป็นอนัตตา มิใช่ตัวตน ก็ทรงแสดงขันธ์ทั้ง ๕ คือ รูปขันธ์ กองรูป เวทนาขันธฺ กองเวทนา วิญญาณขันธ์ กองวิญญาณ ว่าเป็นอนัตตามิใช่ตัวตน และเมื่อผู้พิจารณาเห็นขันธ์ ๕ ว่าเป็นอนัตตา พร้อมทั้งเป็นอนิจจะคือไม่เที่ยง เป็นทุกข์คือเป็นสิ่งที่ทนอยู่ไม่ได้ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไป ก็หน่ายในขันธ์ ๕ หน่ายในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ เมื่อหน่ายก็สิ้นกำหนัด ติดยินดี และเมื่อสิ้นติดใจยินดี จิตก็วิมุติ คือ หลุดพ้น จากอาสวกิเลสเป็นเครื่องดองจิตทั้งหลาย อันนี้แสดงว่า จิต ต่างจากวิญญาณ จิต นั้นจะเป็นผู้ที่วิมุตติหลุดพ้น
      ในพระสูตรที่ ๓ อาทิตตปริยายสูตร พระสูตรที่แสดงว่าสิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน ซึ่งสิ่งทั้งปวงนั้นก็ทรงยกเอาอายตนะภายในภายนอก  อายตนะภายในคือ ตา หู จมูก ลิ้น กายและ มนะ คือใจ ว่าเป็นของร้อน ร้อนด้วย ราคะ โทสะ โมหะ ร้อนด้วยความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศรก เป็นต้น และเมื่อเห็นว่าเป็นของร้อน จิตก็หน่าย เมื่อหน่ายก็สิ้นความติดใจยินดี เมื่อสิ้นความติดใจยินดี จิต ก็วิมุตติหลุดพ้นเช่นเดียวกัน
       ก็แสดงว่า วิญญาณ ก็ดี มโนก็ดี เป็น สังขาร คือ สิ่งผสมปรุงแต่ง ซึ่งต้องเป็นอนัตตาและต้องเป็นของร้อนดังกล่าว เพราะฉะนั้น จึงต่างกับคำว่า จิต
...ฯลฯ...
(จากหนังสือ จิตวิญญาณในพระพุทธศาสนา พระนิพนธ์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช)
******