แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โควิด 19 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โควิด 19 แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2566

ขอขอบพระคุณ...


 ...💝ในนามของ นรจ.รุ่น 09 ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงกับครอบครัวของเพื่อน นรจ.09 ผู้ล่วงลับไปแล้ว ที่ร่วมบริจาคเงินสมทบงาน"สานสัมพันธ์ 57 ปี นาวี 09"ใน 28 มกราคม 66 เวลา 1100 - 1500 น. ณ ร้านอาหารนภานาวี ชายหาดEOD อู่ตะเภา สัตหีบ ชลบุรี..ดังมีรายนามต่อไปนี้..

1.พล.ต.หญิง สราญจิตร์ สมบูรณ์ยิ่ง (ครอบครัว น.อ.ศักดิ์สิทธิ์ บำรุง) จำนวนเงิน 10,000.- บาท

2.คุณเนตรนภา จันทระ(ครอบครัว น.ท.ศักดิ์ บุญเจิม) บริจาค 2,500.- บาท

3.คุณลักษณพร เนื่องคำมา(ครอบครัว ร.ต.พยุง เนื่องคำมา) บริจาค 2,000.- บาท

4.คุณวันเพ็ญ (ครอบครัว น.อ.กิตติศักดิ์(เชื้อ)ประทุมวงษ์) บริจาค 2,000.- บาท

5.คุณลิปิกร พันธ์ไชยศรี(ครอบครัวเพื่อนพิชัย พันธุ์ไชยศรี)จัดหาของชำร่วยจำหน่ายนำรายได้เข้ากองทุนรุ่น 09 4,300.- บาท

..ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จงดลบันดาลให้ท่านประสบแต่ความสุขความเจริญคิดสิ่งใดสมความปรารถนาทุกประการเทอญ.

วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

เฝ้าระวังโควิด..ตระหนักแต่ไม่ตระหนก..

 



💚💚💚💚อาการของ  💛โรคภูมิแพ้ 💛 ไข้หวัด 💛 ไข้หวัดใหญ่ และ  💛โควิด-19 มีสิ่งที่คล้ายกัน คือ ลักษณะอาการ เพราะเป็นโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ มีตั้งแต่อาการเล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง การทำความรู้จักอาการของโรคทั้งหมดจะช่วยให้แยกอาการแตกต่างของโรคออกจากกันได้ เพื่อลดความวิตกกังวลและเฝ้าระวังโรคแบบตระหนักรู้และไม่ตื่นตระหนกเกินไป


 💛 โรคภูมิแพ้  

โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่เกิดจากการตอบสนองของร่างกายที่ไวต่อสารก่อภูมิแพ้มากกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการผิดปกติกับอวัยวะที่สัมผัสสารก่อภูมิแพ้นั้น ซึ่งผู้ป่วยโรคนี้แต่ละคนจะมีอาการแตกต่างกันและความรุนแรงไม่เท่ากัน เพราะชนิดของสารก่อภูมิแพ้ที่ได้รับและการตอบสนองของร่างกายแต่ละบุคคลต่างกัน

อาการของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้จะเกิดตามอวัยวะที่มีการอักเสบจากการกระตุ้นของสารก่อภูมิแพ้ ได้แก่ ผื่นคัน คันจมูก จาม มีน้ำมูก คัดจมูก ไปจนถึงไอ หอบ แน่นหน้าอก หายใจไม่คล่อง เป็นต้น ในคนที่เป็นภูมิแพ้อยู่แล้ว หากถามว่าเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 มากกว่าปกติหรือไม่ต้องบอกว่าไม่ได้มีความเสี่ยงมากกว่าปกติ แต่หากดูแลป้องกันตัวเองไม่ดีพอก็มีโอกาสติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้

  👉 อาการของโรคภูมิแพ้ ประกอบด้วย 

  🔘 จาม  

  🔘 น้ำตาไหล  

  🔘 คันตา  

  🔘 คัน/คัดจมูก  

  🔘 อาจมีน้ำมูกไหล  

  🔘 เกิดผื่นแพ้ต่าง ได้  

การรักษาควรดูแลตัวเอง หลีกเลี่ยงจากสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการแพ้ ใช้ยาตามแพทย์สั่ง อาจล้างจมูก พ่นยาจมูก เพื่อป้องกันไม่ให้อาการกำเริบได้ แต่หากเป็นภูมิแพ้และสงสัยว่าติดเชื้อโควิด-19 ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อปรึกษาความเสี่ยง

*****

  💛 หวัด  

ไข้หวัดเป็นโรคติดเชื้อที่พบได้บ่อย เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซึ่งมีหลายสายพันธุ์ มักพบในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง ความรุนแรงของโรคไม่มาก และสามารถหายเองได้ภายในไม่กี่วัน สามารถติดต่อผ่านทางน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะ โดยการหายใจเอาเชื้อที่กระจายจากการไอ จาม หรือมือที่เปื้อนเชื้อโรคสัมผัสจมูกหรือตา

  👉 อาการของโรคหวัด ได้แก่  

  🔘 คัดจมูก  

  🔘 น้ำมูกไหลลักษณะใส  

  🔘 ไอมีเสหะ

  🔘 จาม  

  🔘 เจ็บคอ  

  🔘 เสียงแหบ

  🔘 อาจมีไข้ต่ำ ปวดศีรษะเล็กน้อย  

ในผู้ใหญ่อาการจะน้อยมากอาจมีแค่คัดจมูกและน้ำมูกไหล (ยกเว้นผู้ที่มีโรคประจำตัวเป็นโรคทางการหายใจ) อาการของโรคมักเป็นไม่เกิน 2 – 5 วัน แต่อาจมีน้ำมูกไหลนาน 10 – 14 วัน กล่าวคือ ติดต่อโดยการหายใจเอาละอองน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะของผู้ป่วยที่ไอ หรือ จาม และการสัมผัสมือ หรือการใช้สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ร่วมกับผู้ป่วย

*****

   💛 ไข้หวัดใหญ่  

ไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) แบ่งเป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล เป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่พบกันมานานแล้ว อาการมักจะไม่รุนแรง และไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่ปัจจุบันได้กลายเป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่พบปะปนกับสายพันธุ์ต่าง ทั่วไป

  👉 อาการสำคัญของไข้หวัดใหญ่ คือ  

  มีไข้สูงติดกันหลายวัน  

  🔘 ปวดศีรษะ  

  🔘 ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ  

  🔘 ไอแห้ง ๆ 

  🔘 จามเจ็บคอ  

  🔘 บางครั้งมีน้ำมูก  

***อาการจะคล้ายกับการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ค่อนข้างมาก   แต่ที่แตกต่างคือมักจะไม่มีอาการทางเดินหายใจส่วนล่าง คือ หายใจลำบาก แน่นหน้าอก เมื่ออาการมีความคล้ายคลึงกัน ในระยะเริ่มต้นของอาการป่วยลักษณะนี้ เวลาที่ไปพบแพทย์ แพทย์จะทำการส่งตรวจเชื้อไข้หวัดใหญ่ก่อนอันดับแรก เพื่อตัดประเด็นความคล้ายคลึงกันของอาการออกไป

******

   💛💛💛 โรคโควิด-19    

การติดเชื้อโควิด-19 บางคนอาจมีอาการรุนแรงไม่มาก มีลักษณะเหมือนไข้หวัดทั่วไป ขณะที่บางคนมีอาการรุนแรงมาก ทำให้เกิดปอดอักเสบได้

   👉 อาการของผู้ป่วยโรคโควิด-19 จะเริ่่มจาก  

🔘 ไข้ 

🔘 รู้สึกเมื่อยล้า 

🔘 ไอแห้ง ๆ 

🔘 ได้ลำบาก 

🔘 บางครั้งอาจมีอาการเจ็บคอ 

  💚  ทั้งนี้โรคนี้สามารถหายได้เอง*** รูปแบบการรักษาเป็นไปตามอาการที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล การทำความเข้าใจเกี่ยวกับไวรัสชนิดนี้จะช่วยให้ดูแลสุขภาพ สุขอนามัย และสามารถป้องกันตนเองได้อย่างถูกวิธี  


   เนื่องจากไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือภูมิแพ้ เป็นโรคที่เคยเกิดขึ้นแล้ว และร่างกายของคนเรามีภูมิคุ้มกันในระดับหนึ่ง แต่โควิด-19 เป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ที่ร่างกายของมนุษย์ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ทำให้เวลาที่เชื้อเข้าไปในร่างกาย ในระบบทางเดินหายใจ เชื้อโรคจะลามเข้าไปสู่ปอด ส่งผลให้เกิดอาการปอดบวม ปอดอักเสบ ได้มากกว่าไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือโรคภูมิแพ้ โดยเฉพาะในคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ สุขภาพไม่แข็งแรง มีโรคประจำตัว เป็นต้น  

  การป้องกันโรคที่ดีที่สุดของทั้งภูมิแพ้  ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่  และโควิด-19 คือ ล้างมือบ่อย ไม่เอามือไปสัมผัสหน้าตา  หลีก   เลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีคน   แออัดใน  ช่วงที่มีการระบาด เว้นระยะห่าง (Social Distancing) ใส่   หน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย ในผู้สูงอายุละเด็กควรได้   รับ   การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้ห่าง  ไกลโรค  

  *******************

Cr.https://www.bangkokhospital.com/content/allergy-vs-flu-vs-influenza-vs-covid-19-separate-to-not-panic  

********************

ธรรมะนำชีวิตสู้โควิด (คลิก)                      

ธรรมะนำชีวิตสู้โควิด

 ในส่วนของการรักษาโรคทางกายนั้นมีวัคซีน เพื่อช่วยป้องกันและลดการเสียชีวิตจากโควิด-19 แต่ในทางจิตใจนั้น วัคซีนที่สำคัญที่สุด ก็คือ การมี “สติและปัญญา” เครื่องมือที่จะนำพาทุกชีวิตก้าวข้ามวิกฤตไปได้

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในระลอกที่ 3 นี้ ดูจะยาวนานและหนักกว่าครั้งก่อน ๆ ทุกชีวิต ทุกอาชีพ ล้วนได้รับผลกระทบด้วยกันทั้งสิ้น เมื่อปัญหาเศรษฐกิจส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ และปากท้องของผู้คน นำมาซึ่งความทุกข์ยาก ถึงแม้ร่างกายไม่ป่วย แต่จิตใจป่วย ก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน หากลองพิจารณาดูดี ๆ จะพบว่า ในความทุกข์ที่เกิดขึ้นมักแฝงไปด้วยแสงสว่างแห่งปัญญา ที่นำมาซึ่งทางออก วิธีการแก้ไข เพื่อให้เราได้ปรับตัว ปรับใจ ให้ตั้งรับกับทุกสถานการณ์ได้อย่างมีสติ

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดยานนาวา ได้ให้โอวาท ว่า เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ทรงประทานพระคติธรรม ความว่า “ไม่มีชีวิตใดประสบแต่ความเกษมสุข ปราศจากทุกข์ภัยไปได้ตลอด” เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว จึงจำเป็นต้องขวนขวายสั่งสมความรู้ สติ ปัญญา สำหรับเป็นอุปกรณ์บำบัดความทุกข์อยู่ทุกเมื่อ เพื่อให้สมกับที่เราดำรงอัตภาพแห่งความเป็นมนุษย์ ผู้มีศักยภาพต่อการพัฒนา ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาด ซึ่งก่อให้เกิดความหวาดหวั่นครั่นคร้ามกันทั่วหน้า ทุกคนมีหน้าที่แสวงหาหนทาง เพิ่มพูนสติและปัญญา พร้อมทั้งแบ่งปัน หยิบยื่นให้แก่เพื่อนร่วมสังคม อย่าปล่อยให้ความกลัวและความหดหู่ท้อถอย มาบั่นทอนความเข้มแข็งในใจ เรายังต้องอยู่ร่วมกันในบ้านเมืองเรา เราจะไม่ทิ้งกัน

ทุกศาสนาล้วนมีหลักธรรมะ คำสอนให้ใช้ “สติและปัญญา” เมื่อเจอภาวะวิกฤต ให้สามารถเผชิญหน้ากับความกลัวด้วยสติ โรคภัยเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา ขณะนี้เป็นภาวะวิกฤต เชื้อไวรัสแพร่ระบาดไปอย่างรวดเร็ว ในฐานะพุทธศาสนิกชน สามารถน้อมนำหลักธรรมมาปฏิบัติ เพื่อสร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่มากขึ้นในภาวะวิกฤต รวมทั้งฝึกจิตใจให้เข้มแข็งได้ นั่นคือ ทาน ศีล และภาวนา

1.ทาน คือ การให้วัตถุสิ่งของ ช่วยเหลือผู้ที่ลำบาก ให้ความรู้ ให้วิชาในการประกอบอาชีพ เมื่อต้องตกอยู่ในภาวะปรับตัวแบบกะทันหัน หากมีสิ่งใดช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ ก็ร่วมกันช่วยเหลือสนับสนุนอย่างเต็มกำลังความสามารถ

2.ศีล คือ การประพฤติชอบ ด้วยกาย วาจา ใจ ให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามคำแนะนำในการป้องกันโรคอย่าอย่างเคร่งครัด เคารพกติกาสังคม เพื่อความปลอดภัยทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น ย่อมจะช่วยให้สถานการณ์เป็นไปทิศทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

3.ภาวนา คือ การพัฒนาจิตใจ ใช้เหตุและผลพิจารณาอย่างรอบด้านในการดำเนินชีวิต ในสภาวะวิกฤต ดูแลสุขภาพและป้องกันตนเอง

******

Cr. https://www.thaihealth.or.th/Content/54665-%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%20%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%94-19.html

*******

เฝ้าระวังโควิด ตระหนักแต่ไม่ตระหนก (คลิก)

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2563

ระยะห่างที่มีความหมาย

 เราต่างล้วนมีที่ว่าง ระยะห่าง และโลกอีกใบ พื้นที่เล็ก ๆ ที่เราปล่อยวางตัวตนทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ เพื่อพาตัวเองไปสู่อิสระ และเรียนรู้ความไม่คุ้นชินของชีวิต
.
เราให้โอกาสตัวเองได้พัก ลดความเข้มงวด และออกห่างจากกฏเกณฑ์บางอย่าง
.
เราใส่ใจดูแลตัวเองให้แข็งแรงทั้งกายและใจ เป็นผู้ให้ที่ฝึกให้ความสำคัญกับใจของตัวเอง
.
เราพักจากภาระหน้าที่ เว้นระยะห่างจากเป้าหมาย เปลี่ยนเวลางาน มาให้เวลากับคนที่รัก
.
เรารับรู้ความรู้สึกความคิดเกี่ยวกับชีวิต ค่อยเป็นค่อยไป สังเกตความว่าง มองเห็นความธรรมดาอย่างลึกซึ้ง มีความหมาย ด้วยใจที่เบาสบาย
.
เราลดช่องว่างของระยะห่างหรือพื้นที่ว่างลงบ้างเล็กน้อย ให้ตัวเองได้เข้าไปมีส่วนร่วมรับรู้ความรู้สึกบางห้วงเวลา
.
เราลองปล่อยตัวเองให้เผชิญหน้ากับความท้าทาย ความเปลี่ยนแปลง และความไม่แน่นอนของชีวิตที่ในบางครั้งเราก็ไม่ได้เตรียมรับมือไว้
.
เราให้พื้นที่ว่างกับใครสักคน แบ่งปันความทุกข์ ลดกำแพงภาพของความสุข และปล่อยน้ำตาให้เป็นอิสระ
.
เรามองเห็นมุมที่อ่อนโยนจากที่ว่างในใจ และฝึกส่งต่อพลังงานความอ่อนโยนนั้นออกไปให้คนใกล้ตัว
.
เราปลุกตัวให้ตื่นจากความหลับใหล ให้เวลาว่างกับงานที่สำคัญ งานที่รัก และงานที่มีคุณค่า
.
ไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนไปอย่างไร ชีวิตก็ต้องมีความว่าง ระยะห่าง และโลกอีกใบที่ทำให้เราได้เห็นมุมของชีวิตที่มีความหมายในแบบที่แตกต่างกัน
.
#SocialDistancing #QuarantineVibe

******
Cr.https://www.facebook.com/100009263247763/posts/2627930954192320/

วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

โควิด19


📊  สถิติสำคัญ เกี่ยวกับโรคโควิดในแต่ละประเทศทั่วโลก 
ข้อมูล ณ วันที่ 7 พฤษภาคม 2563

-จำนวนผู้ติดเชื้อรวม และต่อประชากร  
-จำนวนผู้เสียชีวิตรวม และต่อประชากร
-จำนวนผู้รักษาหายแล้วต่อผู้ติดเชื้อ
-อัตราการเสียชีวิตต่อผู้ติดเชื้อ

วิเคราะห์และประมวลข้อมูลโดย วช. กระทรวง อว. https://t.co/ycRPIVQYgO





Cr. สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) (@NRCTofficial): https://twitter.com/NRCTofficial?s=09

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2563

New Me

Cr.Fwd line
....การเตรียมตัวสู่ "New Normal" = New "Me"...👨‍⚕️💉🩺....

22 เมษายน 2563

โดย รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรศ.ดร.พญ.ภัทรวัณย์ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

New Normal ไม่ใช่แค่คำสวยหรูสำหรับการประกาศเชิญชวน

แต่เป็นสิ่งที่เราทุกคนในสังคมต้องตระหนักถึงความสำคัญที่จะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเราเองให้เปลี่ยนไปจากที่เคยทำประจำในอดีตให้ได้

แม้จะไม่ชอบ ไม่สะดวกสบาย หรือฝืนใจ

แต่หากเรารักตัวเรา รักพ่อแม่พี่น้องและคนใกล้ชิด ไม่อยากติดเชื้อจากใคร ไม่อยากแพร่ให้เค้า ไม่อยากเจ็บ ไม่อยากเสียชีวิต

ไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากทำให้เป็น New "Me"

ควรตั้งแง่สงสัยไว้เสมอว่า คนที่เราพบเจอในชีวิตประจำวันนั้น ไม่ว่าจะรู้จักคุ้นเคยกันดีเพียงใด ก็ล้วนอาจติดเชื้อโรค COVID-19 อยู่โดยไม่รู้ตัว

โรคนี้ยังไม่มีวิธีรักษามาตรฐาน

โรคนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน

แถมการตรวจก็ทรมาน และใช้ทรัพยากรมาก

ถ้าเป็น ต้องรักษาตัวอยู่นานหลายสัปดาห์ และมีโอกาสตาย ไม่ใช่หวัดธรรมดา

New "Me"...ประกอบด้วยขั้นตอนปฏิบัติในชีวิตประจำวันอย่างน้อยอีก 1 ปีถัดจากนี้ ดังนี้

หนึ่ง ตั้ง Default ของชีวิตว่า "อยู่กับบ้าน" ออกจากบ้านเมื่อยามจำเป็นจริงๆ เท่านั้น

สอง ต้องเช็คอาวุธประจำตัวก่อนก้าวเท้าออกไปจากบ้าน "ใส่หน้ากากผ้า/หน้ากากอนามัย พกเจลแอลกอฮอล์หรือสเปรย์แอลกอฮอล์" พร้อมวางแผนให้ชัดว่าจะไปไหน ทำอะไร เจอใคร และพยายามจัดการให้เสร็จโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อลดเวลาสัมผัสผู้คนภายนอก หากไม่จำเป็นจริงๆ อย่าไปลงแรงออกจากบ้านให้เสี่ยงเลย ใช้โทรหรือวีดิโอคอลล์ติดต่อแทนจะดีกว่า

สาม ล้างมือเป็นประจำทุกครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงขณะอยู่ข้างนอก แต่ถ้าเผลอไปจับสิ่งของสาธารณะ หรือจับหน้ากากตัวเองเมื่อไหร่ ให้ล้างมือเมื่อนั้น และระวังอย่าเอามือไปขยี้ตาและล้วงแคะแกะเกาจมูกปาก

สี่ ใช้ขนส่งสาธารณะเท่าที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น ถ้าจะใช้รถเมล์ รถไฟ รถตู้ ควรเช็คให้ดีว่าแออัดไหม ถ้าใกล้กันกว่าหนึ่งเมตร อาจต้องรับรู้ไว้ว่าเสี่ยงติดเชื้อนะ ไม่ไปจะดีกว่าไหม รอคันอื่น หรือเลือกเวลาที่ไม่แออัด แต่หากเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องคอยสังเกตอาการ ประเมินความเสี่ยงของตนเอง เมื่อสงสัยควรรีบไปตรวจที่สถานพยาบาลหรือปรึกษาแพทย์

ห้า ใช้บริการมอเตอร์ไซค์ นั่งซ้อนแล้วควรใส่หน้ากากอนามัยเสมอ และสังเกตด้วยว่าคนขับนั้นใส่หน้ากากและใส่หมวกกันน็อคไหม ถ้าไม่ ก็ควรบอกให้ใส่ ถ้าไม่ใส่ ไม่ควรใช้บริการ

ตอนนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์ ควรหันข้าง ไม่นั่งคร่อม คุณผู้หญิงคงจะชิน แต่ผู้ชายอาจลำบาก ถ้าจะนั่งคร่อม อาจต้องหันหน้าไปด้านข้าง จะดีกว่า เพื่อกันไม่ให้เราหายใจรดหลังคนขับ แม้จะใส่หน้ากากแล้วก็ตาม

หก อยู่ข้างนอก ระแวงคนอื่นไว้เยอะๆ จะได้อยู่ห่างๆ จากเค้า อย่างน้อย 1-1.5 เมตรเสมอ ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ชิดคุ้นเคย เจ้านายลูกน้อง หรืออื่นๆ เพื่อทั้งเราและเค้าจะได้ปลอดภัย

เจ็ด "ยืดอก...พกถุง" พกถุงผ้าไว้ติดตัว เวลาซื้ออาหารหรือของจิปาถะจะได้ใช้ได้เสมอ ไม่ต้องแชร์ หยิบจับภาชนะกับคนอื่นในสังคม ไม่ติดไม่แพร่ถ้าไม่แชร์

แปด จำไว้ว่า อย่าแชร์แก้ว แชร์ขวด แชร์ช้อนส้อมจานชาม หรือแม้แต่แชร์บุหรี่กับใครก็ตามที่ไม่ใช่ตัวเราเอง จำได้ไหมว่าแพร่กระจายกันกระจุยแถวทองหล่อ ดังนั้นต้องไม่ทำ ไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน

เก้า กลับถึงบ้านอย่าเพิ่งไปกอดหอมทักทายคนรักคนใกล้ชิด ล้างมือก่อนเข้าบ้าน เข้าบ้านแล้วไปอาบน้ำก่อนดีกว่า

สิบ หากรัฐเค้าจะปลดล็อคการใช้ชีวิตในสังคมในรูปแบบใดก็ตาม จะเสี่ยงมากเสี่ยงน้อยก็แล้วแต่ ขอให้ทุกคนที่พออยู่นิ่งๆ แบบที่ทำกันมาตลอดในเดือนมีนาคมและเมษายน จงอยู่นิ่งๆ กับบ้านต่อไปดีกว่าครับ เพราะทั่วโลกที่ปลดล็อคนั้น เค้าโชว์ให้เราเห็นแล้วว่า มีโอกาสระบาดซ้ำสูงมาก

ถ้าเราไหว ทำงานที่บ้านเยอะๆ อยู่นิ่งๆ ไปก่อน ดูลาดเลาเงียบๆ ตลอดเดือนพฤษภาคม

ถ้าเราเป็นเจ้านาย ให้ลูกน้องทำงานจากบ้านเยอะๆ ตลอดเดือนพฤษภาคม จะช่วยป้องกันเราและลูกน้องได้มาก

หากเกิดระบาดซ้ำ อย่างน้อยเราก็จะได้เป็นกำลังเสริมสำหรับสังคม ช่วยเหลือคนอื่นๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือ

ระบาดรุนแรงครั้งนี้ เราจะรอดกันได้ ถ้าเราวางยุทธศาสตร์การใช้ชีวิตอย่างรอบคอบ ห่วงตนเอง คนรัก คนใกล้ชิด ใช้ชีวิตพอเพียง

#อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ

#StayHome #อยู่บ้านกันนะครับ

#โรคติดต่อจะไม่ติดต่อถ้าเราไม่ติดต่อกัน

#ดูแลตนเองและคนใกล้ชิด

#ช่วยเหลือแบ่งปันคนเดือดร้อน

#อยู่นิ่งๆในเดือนพฤษภาคมหากเรายังไหวแล้วเราจะปลอดภัย

ไทยต้องทำได้ครับ...

วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2563

สวัสดีครับ..ที่นี่ประเทศไทย


Cr.Fwd Line

ไทยกระหึ่มโลก
ต่างชาติชูแก้โควิด-19 ได้ดีเยี่ยม  !!

หลังจากมวลมนุษยชาติรับรู้ถึงการเกิดขึ้นใหม่ของโรคโควิด-19
ที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน เมื่อปลายปีที่ผ่านมา
จนถึงวันนี้พบผู้ติดเชื้อทั่วโลกรวมแล้ว 2,331,892 ราย เสียชีวิตกว่า 160,892 ราย

ก่อนหน้านี้ประเทศไทยถูกคาดการณ์ อาจเป็นชาติแรก ๆ ที่มียอดผู้ติดเชื้อสูงสุดรองจากจีน
เนื่องจากนักท่องเที่ยวประเทศดังกล่าวเดินทางเข้ามามากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

แพทย์ที่มีชื่อเสียงของไทยคาดการณ์ อาจจะมีผู้ติดเชื้อในไทยมากถึง 3 แสนคนในช่วงเดือนเมษายน

ข้อมูลดังกล่าวได้สร้างความตกอกตกใจให้กับชาวไทยเป็นอย่างมาก

ซ้ำร้ายหมอบางคนยังให้ข้อมูลเพิ่มเติม หากตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันแตะที่หลักร้อยเมื่อไหร่
การกระจายตัวไปสู่หลักพัน หลักหมื่น หลักแสน จะเป็นอย่างรวดเร็ว

ถึงวันนี้ย่างเข้าสู่เดือนที่ 4 ของการแพร่ระบาด
แต่สถานการณ์ในประเทศไทยกลับไม่เดินไปถึงจุดที่หลาย ๆ ฝ่ายคาดการณ์

ยอดผู้ติดเชื้อรวม ณ วันนี้มีเพียง 2,765 ราย รักษาหายแล้ว 1,928 ราย เสียชีวิตแค่ 47 ราย

แม้เราจะเคยมีผู้ติดเชื้อแตะหลักร้อยสูงสุดคือ 188 ราย /วัน ในช่วงเดือนมีนาคม

แต่ยอดกลับไม่ทะยานขึ้นอย่างที่คาด หนำซ้ำยังลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

สวนทางกับประเทศอื่น ๆ ในชาติอาเซียนด้วยกัน อย่างญี่ปุ่นกับสิงคโปร์ ที่สถานการณ์ยังน่าเป็นห่วง
ยังไม่รวมชาติตะวันตกที่ประชากรเสียชีวิตเหมือนใบไม้ร่วงในแต่ละวัน และมีแนวโน้มที่หยุดไม่อยู่
จนต่างชาติเองต่างก็ทึ่งในความสามารถของประเทศไทย
ทึ่งในระบบสาธารสุขของประเทศกำลังพัฒนาอย่างเรา

วันนี้ จึงจะขอนำตัวอย่างคำชื่นชมเหล่านั้นมาให้อ่านกันให้ชื่นใจ
แล้วเราจะรู้สึกเชื่อมั่นในประเทศของเรามากขึ้น

เริ่มที่ผู้นำโลกอย่าง นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เอ่ยชื่อประเทศไทยที่ติดท็อป 10 สามารถป้องกันเชื้อโควิด-19ได้ดีที่สุดในโลก และเป็นประเทศกำลังพัฒนาเพียงชาติเดียวที่มีชื่อในระดับโลกเช่นนี้

รวมถึงนายไมเคิล จอร์จ ดีซอมเบร (H.E. Mr. Michael George DeSombre) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย มองว่ารัฐบาลไทยมีมาตรการที่เข้มแข็ง ชัดเจน ส่งผลให้มีแนวโน้มตัวเลขผู้ติดเชื้อเป็นแนวราบ

เจเรมี ฮันต์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของอังกฤษ

เสนอให้รัฐบาลอังกฤษดูตัวอย่างประเทศไทย ซึ่งเป็นชาติแรกหลังจากจีนที่ได้รับเชื้อ แต่ขณะนี้ตัวเลขกลับลดลง ๆ เนื่องจากบริหารจัดการระบบสาธารณสุขได้ดี

ศ.นพ.ลินคอล์น เชน ประธาน China Medical Board ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพระหว่างประเทศ และอดีตศาสตราจารย์ประจำวิทยาลัยสาธารณสุข มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด บอกว่า

ประเทศไทยนั้นยิ่งกว่าพร้อมในการรับมือปัญหาโรคระบาดด้วยสเกลขนาดนี้ เพราะมีระบบสาธารณสุขที่ดีเยี่ยมระดับโลก

เว็บไซต์Berliner Morgenpost สื่อของเยอรมัน ลงบทความชื่นชมมาตรฐานการป้องกันของไทยที่ดีเยี่ยม แม้แต่จังหวัดเล็ก ๆ ของเรายังมีมาตรการป้องกันโรคที่รัดกุมกว่าในกรุงเบอร์ลิน ของเยอรมนี

อากิระ โคดากะ ช่างภาพชาวญี่ปุ่น จากเว็บข่าวนิดเคอิ เอเซียน รีวิว ตระเวนเก็บภาพในกทม. ยังต้องอึ้งกับพวกเรา โดยบอกว่าปกติคนไทยรักสนุก แต่หลังจากมีโควิด-19 คนไทยกลับรักษาระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด รักษาระยะห่างทางสังคมตามคำแนะนำ เช่น การยืนรอรถเมล์ที่มีระยะห่าง กดเงินตู้เอ็มทีเอ็มตามเครื่องหมายที่กากบาทไว้ให้ แม้แต่พระสงฆ์ยังสวมใส่หน้ากาก รวมถึงตำรวจใช่โล่กำบังคุยกับประชาชน ถือเป็นเรื่องที่น่าทึ่งเป็นอย่างมาก

ด้าน The Japan News  สัมภาษณ์ชายชาวญี่ปุ่นวัย 36 ปี ย้ายมาทำงานที่ประเทศไทยแล้วติดเชื้อโควิด-19 และตอนนี้รักษาหายแล้ว  เขาบอกว่ารัฐบาลญี่ปุ่นต้องเอาไทยเป็นแบบอย่างด้วยการสั่งปิดกิจการ หรือพื้นที่สุ่มเสี่ยงทันที เพราะหากไม่มีมาตรการที่เข้มข้นเช่นนี้ ไม่มีทางจะเอาชนะโรคนี้ได้

ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวชื่นชมไทย มีระบบการดูแลสุขภาพระดับครอบครัวที่ดีเยี่ยม มีอสม. กว่า 1,040,000 คน ที่เป็นพลังงานเงียบที่ช่วยสู้โควิด-19 ของไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ยังไม่รวมคนไทยในต่างแดน อาทิ คนไทยในสหรัฐอเมริกา อิตาลี สเปน อังกฤษ ฯลฯ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน ณ เวลานี้ประเทศไทยทำได้ดีที่สุด ดีกว่าชาติอื่นที่เขาไปอาศัยอยู่ ขณะที่ชาวต่างชาติที่เดินทางมาประเทศไทยต่างก็ชื่นชมมาตรฐานการคัดกรอง การมีวินัยของคนไทยเช่นกัน ที่ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของทางการอย่างเคร่งครัด เช่นนักท่องเที่ยวสาวชาวสิงคโปร์รายหนึ่งถึงกับออกปากชื่นชมไทยทำดีกว่าบ้านตัวเองเสียอีก

นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของคำชื่นชม ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการที่เคร่งครัดของรัฐบาล
ประกอบกับมาตรฐานด้านสาธารณสุขระดับโลกของเรา

ที่สำคัญ ... มันมาจากความร่วมมือของพวกเราทุกคนที่จะช่วยกันก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปให้ได้
เรื่องนี้แสดงให้เห็นชัดเจน ... ลองคนไทยตั้งใจทำอะไรแล้ว ก็ไม่แพ้ชาติใดในโลก !!

#COVID-19
#โลกชื่นชมไทย
#โควิด-19

วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2563

วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2563

#อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ

.....อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ....
...กับนกตัวน้อยๆ ที่แวะมาทักทาย...


19 เมษายน 63 
"หิวเมื่อไหร่ก็แวะมา"






"รักใต้ร่มไทร"



"เสน่หา"



๑๔ เมษายน ๖๓ "วันครอบครัว"



















วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2563

โควิด19



Cr.Fwd line

ฉันไม่มีความสุข
ฉันเสียใจเพราะโคโรน่าไวรัส
ฉันไม่สามารถไปโรงเรียนได้
ฉันไม่สามารถพบกับเพื่อนได้
ไม่สามารถไปร้านอาหารที่ ฉันชอบได้
ฉันไม่สามารถไปงาน ปาร์ตี้ได้
ฉันไม่สามารถไป
ดีสนีย์แลนด์ได้
แต่ฉันก็รู้ว่า ทุกสิ่งที่ฉันทำ และต้องเสียสละไปนี้ มันจะมีผลดีในที่สุด
ฉันต้องอยู่บ้านมา 2 เดือนแล้ว
ฉันใส่หน้ากาก
ล้างมือ
ฉันไม่ไปในที่ที่มีคนมากมาย เพื่อป้องกันไม่ให้ไวรัสแพร่กระจาย
เพราะฉันรู้ว่าถ้าฉันไม่ทำดังกล่าวมาข้างต้นนี้
ฉันก็อาจติดเชื้อได้และก็จะติดไปถึงพ่อแม่และน้องชายของฉัน
และ ถ้าพวกเขา
ป่วย เขาอาจตายได้ และฉันก็จะไม่ได้เห็นพวกเขาอีกต่อไป
ฉันก็จะเสียใจไปมากกว่านี้อีก
โคโรน่าไวรัส คือเรื่องของความฉุกเฉินทางด้านสุขภาพของโลกใบนี้
คนทุกคนบนโลกใบนี้ ต้องช่วยกันรับผิดชอบที่จะให้หยุดยั้งการแพร่เชื้อให้ได้
มันไม่ควรจะเป็นปัญหาด้านการเมืองที่จะนำมาใช้ เพื่อต่อสู้กันระหว่างชาติต่างๆ
ฉันอายุแค่ 7 ขวบ ฉันยังเข้าใจมันเลย แต่ทำไมพวกผู้ใหญ่บางคนยังไม่เข้าใจอีก
ฉันขอฝากข้อความถึงนักการเมืองทั้งหลาย ว่าหยุดกล่าวโทษซึ่งกันและกัน และหยุดคิดถึงผลประโยชน์ทางการเมืองของตนกันเสียที
ไวรัสมันจะไม่หายไป จากการเอาชนะและถกเถียงกันทางการเมือง
เราควรจะรวบรวมพลัง เหตุผล และความกล้าทั้งหมด ที่มีของพวกเราเข้าด้วยกันเพื่อต่อสู้กับโรคติดต่อธรรมดาอย่างโคโรน่าไวรัสกันดีกว่า
ฉันเป็นเด็กยังคิดได้ ทำไมพวกท่านถึงคิดไม่ได้

วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2563

ทำไมญี่ปุ่นยังปกติ..!?



Cr. Fwd.line

ทำไมญี่ปุ่นถึงเป็นปกติ
*เมื่อโลกทั้งใบถูกปิด*

นี่เป็นประสบการณ์ที่เขียนโดย
นักเรียนชาวอินเดียในญี่ปุ่น

ฉันคิดอย่างต่อเนื่อง เมื่อญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกที่ได้รับผลกระทบจากโคโรนาไวรัสจากประเทศจีน เนื่องจากเรือ Diamond Princess มาเยือนในเดือนมกราคม โดยตอนนี้เหตุการณ์ของเรือลำนี้ไปถึงระดับที่ 4 เหมือนกับประเทศในยุโรปแล้ว

เมื่อญี่ปุ่นเริ่มถูกโจมตีด้วยไวรัส พ่อแม่ของฉันขอให้ฉันกลับไปที่อินเดียสักสองสามเดือน แล้วค่อยย้อนกลับไปเมื่อมันสงบลง

แต่ในญี่ปุ่น การใช้ชีวิตทุกอย่างยังเป็นปกติจนถึงทุกวันนี้

ฉันสามารถไปสำนักงานได้ทุกวัน ฉันยังไปใช้งานบริการที่จำเป็นได้ทั้งหมด

ไม่มีร้านอาหารปิด
ไม่มีห้างสรรพสินค้าปิด
รถไฟใต้ดินเคลื่อนที่ตามปกติ
รถไฟหัวกระสุนเคลื่อนที่ได้ตามปกติ
พรมแดนระหว่างประเทศทั้งหมดเปิด

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังมีคนชราจำนวนมากเช่นเดียวกับอิตาลี

โตเกียวมีชาวต่างชาติอาศัยอยู่มากที่สุด โตเกียวเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่ดีที่สุด ที่มีชาวต่างชาติจำนวนมาก และชาวต่างชาติก็ยังคงได้รับอนุญาตให้ท่องเที่ยวได้เหมือนปกติ

สิ่งที่หยุดให้บริการมีเพียง โรงเรียน และกิจกรรมสาธารณะ เท่านั้น

ฉันกำลังเล่าทฤษฎีทั้งหมดที่น่าจะทำลายการ Lockdown หรือ ฆ่ากระบวนการลูกโซ่สำหรับประเทศที่หนาแน่นอย่างเช่นอินเดีย

โตเกียวเป็นเมืองที่หนาแน่นที่สุดในโลก เขาควบคุมได้อย่างไร

ทุกคนยังใช้ชีวิตปกติเหมือนเช่นเคย

ส่วนฉันกลัวเฉพาะเมื่อฉันเห็นการอัปเดทข่าวจากอินเดีย

ฉันวิเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องนี้ และสรุปได้ว่าอาจเป็นเพราะวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่น ที่มีการแนะนำกฎเกณฑ์เพื่อป้องกันไวรัสโคโรนาตั้งแต่เด็ก ดังนี้

 1. คนญี่ปุ่นสวมหน้ากากเมื่อพวกเขาเดินทางหรือออกจากบ้าน โดยปกติเราเห็นคนญี่ปุ่น 60% สวมหน้ากากทุกวัน
ในวันปกติ  แม้พวกเขาจะเป็นหวัดน้อยมาก พวกเขาก็สวมหน้ากาก นี่คือวัฒนธรรมของพวกเขา ซึ่งช่วยหยุดการแพร่กระจายและตัดห่วงโซ่ได้

โดยทั่วไปแล้ว บุคคลที่ต้องทำงานกับประชาชนเสมอ เช่น พนักงานต้อนรับ,
เจ้าหน้าที่รัฐบาล, แพทย์, พยาบาล,
นายสถานี, พนักงานรถไฟ, ตำรวจ,
ภารโรง และอื่น ๆ มักสวมหน้ากากทุกวันในขณะทำงาน

ในช่วงฤดูหนาวเขาให้เด็กสวมหน้ากากทุกวันเมื่อพวกเขาเป็นหวัดเพื่อไม่ให้รบกวนผู้อื่น
ที่บ้าน เขามักมีกล่องหน้ากาก kodomo และกล่องหน้ากากปกติไว้เป็นประจำ
หน้ากาก Kodomo เป็นหน้ากากที่เหมาะสำหรับเด็ก

 2. คนญี่ปุ่นใช้ชีวิตที่พวกเขาไม่รบกวนคนอื่น  พวกเขาไม่ทิ้งขยะอะไรเลย
 พวกเขาใช้ถังขยะเท่านั้นที่จะทิ้งขยะหรือถ่มน้ำลาย

ความสะอาดเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่น พวกเขาได้รับการสอนวิธีทำความสะอาดและเข้าใจถึงพฤติกรรมสาธารณะก่อนเรียนตัวอักษรในโรงเรียน

 3. พวกเขาไม่จับมือ แต่โค้งคำนับเพื่อทักทาย

 4. ที่ญี่ปุ่น การล้างมือเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม เขามีสบู่และน้ำยาฆ่าเชื้อในห้องน้ำสาธารณะ ทางเข้าสำนักงานและมักจะอยู่ในพื้นที่สาธารณะทุกแห่ง
การใช้ sanitizers นั้นค่อนข้างเป็นเรื่องปกติธรรมดา ซึ่งทำให้ป้องกันการแพร่กระจายของไวรัส  ฉันเองไม่เคยใช้ sanitizers แต่ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมานี้ ฉันใช้ sanitizers ก่อนเข้าอาคารเสมอ

 5. ในห้องน้ำ ฉันสังเกตเห็นว่าผู้คนล้างมือและเช็ดอ่างล้างมือให้สะอาดด้วย เพื่อให้คนต่อไปใช้งานได้อย่างสะดวก
นี่เป็นวิธีปฏิบัติตามปกติ แม้ในสถานีรถไฟใต้ดิน

 6. พวกเขาพกพากระดาษทิชชู่เปียก
เพื่อทำความสะอาดมือเป็นครั้งคราวเมื่อออกไปข้างนอก

 7. พวกเขามักจะรักษาระยะห่างทางสังคมเสมอ

กฎเหล่านี้
เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่พวกเขาฝึกฝนอยู่แล้วอย่างสมบูรณ์แบบ

และนี่คือสิ่งที่น่าเรียนรู้จากประเทศญี่ปุ่น
**********

....."ญี่ปุ่นเจ้าแห่งหน้ากากอนามัย" ...(คลิก)
https://japantourlist.com/th/japan-mask_1041j



ขอขอบคุณ เรื่องและภาพจาก Fwd.line และ  https://japantourlist.com/th/japan-mask_1041j

********





Cr.#Masks4All

***********

วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2563

โควิด 19

Cr.Fwd.line
โลกใบนี้กำลังบอกอะไรเรา....?

สังคมที่เคยเจี๊ยวจ๊าว
บัดนี้สงบลงแล้ว

สังคมที่เคยเร่งรีบ
บัดนี้สงบลงแล้ว

สังคมที่เคยรุ่มร้อน
บัดนี้ก็เริ่มสงบลงแล้ว

สัตว์น้อยใหญ่
ที่เคยถูกมนุษย์จับขังในกรง
บัดนี้มันย้อนกลับมา
ทำให้มนุษย์ถูกขังในกรงสำเร็จแล้ว

สิ่งนี้เรียกว่า ..
‘เมื่อทำในสิ่งที่ไร้มโนธรรมไว้มาก
ภัยย่อมย้อนมาสู่ตน’

นี่คือ...
กฏเวียนแห่งสัจธรรมฟ้า ..

มวลมนุษย์
ได้ลดความเย่อหยิ่งลงแล้ว
และ เริ่มย้อนกลับมา
พิจารณาด้วยความสงบว่า ..

‘เราเป็นผู้คุมโลกใบนี้จริงหรือ ??’

เพราะมวลมนุษยชาติ
เริ่มรู้ในอานุภาพ
การทำลายล้างของธรรมชาติ
ครั้งแล้วครั้งเล่า .. !!

ขณะที่มนุษย์
กำลังเผชิญกับการคุกคาม
ของความตาย

เราจึงเริ่มย้อน
พิจารณาอย่างแท้จริงว่า ..
เพราะเราขาดพร่อง
ในจิตเคารพผู้อื่นในสังคม
จึงต้องเผชิญกับการถูกทำลาย
และ ภยันอันตรายมากมาย

ความโลภ
กำลังถูก ‘ไวรัส’ กวาดล้าง
ปากที่ชอบกิน
ก็กำลังถูกไวรัสลงทัณฑ์

คนที่นั่งแช่
นอนแช่อยู่ในคลับบาร์
ก็ถูกไวรัสไล่ให้กลับบ้าน

คนที่หลงอยู่
กับโต๊ะไพ่ป๊อก โต๊ะเหล้า
และ โต๊ะกาสิโน
ต่างก็หาทางกลับบ้าน
อย่างไม่ลังเล ..

ผู้คนบนท้องถนน
ยิ่งมายิ่งลดน้อยลง
รถราวิ่งกันไม่กี่คัน
อากาศเริ่มปลอดโปร่ง
ความสลัวของหมอกควัน
ก็ไม่มีให้เห็นอีกแล้ว
ท้องฟ้ายิ่งมายิ่งสีครามใส

พระอาทิตย์ยิ่งมายิ่งสว่าง
ครอบครัวกลับมาอบอุ่น
และ กลมเกลียวมากยิ่งขึ้น
จิตใจของผู้คน
ยิ่งมาก็ยิ่งสงบสำรวม

คนที่ไม่เคย
หยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน
นานหลายปีก็หยิบหนังสือ
จากตู้ขึ้นมาอ่าน

ผู้ปกครอง
ที่ไม่เคยใส่ใจบุตรหลาน
ก็เริ่มสื่อสารกับบุตรหลาน
อย่างสนิทสนมรักใคร่

สามีภรรยา
ที่ปีหนึ่งพูดกันไม่กี่คำ
ก็เริ่มมีบทสนานากันมากขึ้น

ลูกหลาน
ที่ไม่เคยกตัญญูต่อพ่อแม่
ก็เริ่มกตัญญูรู้คุณ

‘ไวรัส’ ..
ให้บทเรียนชีวิต
ที่มีค่าแก่มนุษย์เรา

มันทำให้เรารู้จักคำว่า
ยำเกรง

มันก็ทำให้เรารู้ว่า ..
อะไรคือคำว่า .. ‘สงบสุข’

มันทำให้พวกเรา
สัมผัสถึงคำว่า ..
รักแท้(เสียสละ)บนโลกนี้

มันทำให้เรา
ค่อยๆ ‘หวนกลับ’
เส้นทางของคำว่า .. อาทร

#พวกเราควรขอบคุณข้าศึกผู้นี้

เพราะข้าศึกผู้นี้
ได้ตักเตือนพวกเรา
และ ปลุกพลังในตัวเราให้ตื่น

‘ไวรัส’ ..
ไม่หายไปจากพวกเรา
ในเวลาอันใกล้นี้
เพราะมันต้องการ
เห็นการหล่อเลี้ยง
อุปนิสัยที่ดีของมนุษย์

‘ไวรัส’ ..
จะไม่ขยายไปไกลมากกว่านี้
หากมนุษย์เรา
ต่างรวมพลังให้เกิดความรัก
ความอาทรที่ยิ่งใหญ่
เมื่อนั้นย่อมผลัก
ให้ไวรัสห่างไกลได้

#เวลาจะเป็นผู้แถลงทุกสิ่งให้กับเรา

และ เวลา
จะเป็นตัวบอกว่า ..
‘อะไรคือความถูกต้อง .. !!

ไวรัส ทำให้คนได้
' สงบ '.. ดีจริง

ได้เวลา
ที่เราทั้งหลายในโลกนี้
ควรย้อนกลับมาพิจารณา
ความคิด คำพูด
การกระทำของเราเสียที

#แอดขอบคุณบทความนี้ด้วยหัวใจ
จาก..
ผู้เขียน : 靜靜的中國 ☆作者:石梁
ผู้แปล  : nusonbooks 🙇🏻‍♂

โควิด19

Cr.Fwd.line
ศาสตราจารย์ในภาควิชาโรคระบาดวิทยา มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ สหรัฐอเมริกาเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ใFeนการสู้กับไวรัสโควิด19

Prof in infectious diseases at Johns Hopkins University, quite informative.

* The virus is not a living organism, but a protein molecule (DNA) covered by a protective layer of lipid (fat), which, when absorbed by the cells of the ocular, nasal or buccal mucosa, changes their genetic code. (mutation) and convert them into aggressor and multiplier cells.

* Since the virus is not a living organism but a protein molecule, it is not killed, but decays on its own. The disintegration time depends on the temperature, humidity and type of material where it lies.

ไวรัสไม่ใช่สิ่งมีชีวิตแต่เป็นโมเลกุลโปรตีน(DNA)หุ้มด้วยไลปิด(ไขมัน)ซึ่งเมื่อถูกเซลของตา หรือจมูกหรือสารคัดหลั่งในช่องปากก็จะกลายพันธ์ุให้รุนแรงขึ้นและแพร่ขยายเซล

เนื่องจากไวรัสไม่ใช่สิ่งมีชีวิตแต่เป็นโมเลกุลโปรตีน เราจึงฆ่ามันไม่ได้ แต่มันจะเสือมถอยหรือสลายไปเองขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ความชื้นและชนิดของพื้นผิวที่ไวรัสไปเกาะ

* The virus is very fragile; the only thing that protects it is a thin outer layer of fat. That is why any soap or detergent is the best remedy, because the foam CUTS the FAT (that is why you have to rub so much: for 20 seconds or more, to make a lot of foam). By dissolving the fat layer, the protein molecule disperses and breaks down on its own.

* ไวรัสนี้บอบบางมากเพราะถูกห่อหุ้มด้วยไขมันบางๆ

ดังนั้นการล้างด้วยสบู่หรือน้ำยาทำความสะอาดจึงเป็นวิธีแก้ที่ดีที่สุด เพราะฟองสบู่จะกัดไขมัน(เป็นเหตุผลทำไมต้องฟอกถูสบู่บนมือ 20 วินาทีหรือนานกว่าเพื่อให้เกิดฟองมากๆ) โดยการทำลายชั้นไขมันที่ห่อหุ้มอยู่ โมเลกุลโปรตีนจะแตกกระจายสลายไปด้วยตัวเอง

* HEAT melts fat; this is why it is so good to use water above 25 degrees Celsius for washing hands, clothes and everything. In addition, hot water makes more foam and that makes it even more useful.

* ความร้อนละลายไขมัน; จึงเป็นเหตุผลที่ดีจะใช้น้ำร้อนที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 25 องศาเซลเซียสล้างมือ เสื้อผ้าและสิ่งต่างๆ

* Alcohol or any mixture with alcohol over 65% DISSOLVES ANY FAT, especially the external lipid layer of the virus.

*แอลกอฮอล์หรือน้ำยาที่มีส่วนผสมแอลกอฮอล์มากกว่า 65% จะสามารถล้างไขมันทุกชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งไลปิดที่ห่อหุ้มไวรัสอยู่

* Any mix with 1 part bleach and 5 parts water directly dissolves the protein, breaks it down from the inside.

*น้ำยาที่มีส่วนผสมของสารฟอกขาว 1 ส่วนกับน้ำสะอาด 5 ส่วนจะละลายโปรตีนไวรัส ย่อยสลายมันจากภายในเลย

* Oxygenated water helps along with alcohol and chlorine, because peroxide dissolves the virus protein, but you have to use it pure and it hurts your skin.

*น้ำออกซิเจน แอลกอฮอล์ และคลอรีนมีเพอร์รอคไซด์จะสลายไวรัสได้ แต่จะต้องใช้แบบเพียวๆ ซึ่งจะทำให้ระคายเคืองผิว

* NO BACTERICIDE WORKS. The virus is not a living organism like bacteria; they cannot kill what is not alive with antibiotics, but quickly disintegrate its structure with everything said.

น้ำยาฆ่าแบคทีเรียไม่ช่วย เพราะไวรัสตัวนี้ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต ไม่เหมือนกับแบคทีเรีย เราจึงไม่สามารถใช้แอนตี้ไบโอติกทำลายไวรัส แต่โครงสร้างของมันจะถูกทำลายโดยสิ่งที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

* NEVER shake used or unused clothing, sheets or cloth. While it is glued to a porous surface, it is very inert and disintegrates only between 3 hours (fabric and porous), 4 hours (copper, because it is naturally antiseptic; and wood, because it removes all the moisture and does not let it peel off and disintegrates). ), 24 hours (cardboard), 42 hours (metal) and 72 hours (plastic).

But if you shake it or use a feather duster, the virus molecules float in the air for up to 3 hours, and can lodge in your nose.

*อย่าสะบัดเสื้อผ้าเด็ดขาด ไม่ว่าที่ใช้แล้วหรือยังไม่ใช้ ผ้าปู เพราะในขณะที่ไวรัสเกาะติดผืนผ้า ไวัรัสตัวนี้มันเฉื่อยมาก และจะสลายไปในเวลา 3 ชั่วโมง(กรณีเส้นใยที่มีรูพรุน) 4 ชั่วโมง(บนผิวทองแดง เพราะมันเป็นแอนตี้เซพติกโดยธรรมชาติ; และบนผิวไม้ เพราะมันคายความชื้นออกไปหมดและไม่ยอมให้เปลือกที่หุ้มอยู่ลอกออกมันจึงไม่ย่อยสลาย) 24 ชั่วโมง (บนกระดาษแข็ง) 42 ชั่วโมง(บนผิวโลหะ) และ 72 ชั่วโมง(บนผิวแผ่นพลาสติก)

แต่ถ้าเราสะบัดหรือใช้ไม้ขนไก่ปัดฝุ่น ไวรัสตัวนี้จะฟุ้งและลอยอยู่ในอากาศถึง 3 ชั่วโมงและเข้าจมูกเราได้

* The virus molecules remain very stable in external cold, or artificial as air conditioners in houses and cars. They also need moisture to stay stable, and especially darkness. Therefore, dehumidified, dry, warm and bright environments will degrade it faster.

*โมเลกุลของเจ้าไวรัสตัวนี้สามารถอยู่ได้สบายในอากาศเย็นนอกบ้าน หรือในบ้านและในรถที่มีเครื่องปรับอากาศ มันอยู่ได้ในที่ๆมีความชื้นและความมืด ดังนั้น สภาพที่ไม่มีความชื้น แห้ง อุ่นและสว่างจ้า จะทำให้ไวรัสนี้ย่อยสลายได้เร็วขึ้น

* UV LIGHT on any object that may contain it breaks down the virus protein. For example, to disinfect and reuse a mask is perfect. Be careful, it also breaks down collagen (which is protein) in the skin, eventually causing wrinkles and skin cancer.

* แสง UV จะทำลายไวรัสโปรตีน ดังนั้น จึงสามารถนำหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วมาใช้ซ้ำได้ แต่ต้องฆ่าเชื้อตากแดดเสียก่อน

ต้องระมัดระวังว่าแสง UV จะทำลายคอลลาเจน(ซึ่งเป็นโปรตีนเช่นกัน)บนผิวหนังของเรา และอาจเป็นสาเหตุให้ผิวเหี่ยวย่นและมะเร็งผิวหนัง

* The virus CANNOT go through healthy skin. * Vinegar is NOT useful because it does not break down the protective layer of fat.

ไวรัสไม่สามารถทะลุเข้าผิวหนังที่ไม่มีบาดแผล น้ำส้มสายชูไม่มีปะโยชน์เพราะไม่สามารถทำลายผิวไขมันที่ห่อหุ้มไวรัส

* NO SPIRITS, NOR VODKA, serve. The strongest vodka is 40% alcohol, and you need 65%.

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือว๊อดก้าไม่ช่วย เพราะว๊อดก้าที่แรงที่สุด มีแอลกอฮอล์แค่40% คุณต้องการแอลกอฮอล์อย่างต่ำ65%

* LISTERINE IF IT SERVES! It is 65% alcohol.

* น้ำยาบ้วนปากLISTERINEอาจช่วยได้เพราะมีส่วนผสมแอลกอฮอล์65%

* The more confined the space, the more concentration of the virus there can be. The more open or naturally ventilated, the less.

* สถานที่ยิ่งคับแคบไวรัสยิ่งเข้มข้น สถานที่ยิ่งโล่งไวรัสยิ่งน้อย

* This is super said, but you have to wash your hands before and after touching mucus organs, food, locks, knobs, switches, remote control, cell phone, watches, computers, desks, TV, etc. And when using the bathroom.

* สิ่งที่สำคัสุดคือ ต้องล้างมือก่อนและหลังทำสิ่งต่อไปนี้ สัมผัสสารคัดหลั่งในปากจมูก อาหาร กุญแจ ลูกบิดประตู รีโมทคอนโทรล โทรศัพท์มือถือ นาฬิกา คอมพิวเตอร์ โต๊ะ ทีวี หรือสิ่งของต่างๆ และการใช้ห้องน้ำ

* You have to HUMIDIFY HANDS DRY from so much washing them, because the molecules can hide in the micro cracks. The thicker the moisturizer, the better. * Also keep your NAILS SHORT so that the virus does not hide there.

* ต้องทำให้มือชุ่มชื้นหลังมือแห้งจากการล้างมือบ่อยๆ เพราะมือจะแห้งแตกหลังการล้างบ่อย โมเลกุลของไวรัสจึงอาจจะติดอยู่ตามรอยแตกของมือ ครีมมอยซ์เจอไรซ์เซอร์เนื้อครีมยิ่งเข้มข้นยิ่งดี *ควรตัดเล็บให้สั้นด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้ไวรัสไปแฝงตัวอยู่

From Michele Assaf จากมิแซล อาแซฟ
ศาสตราจารย์ Michele Assaf เขียนเพื่อเป็นข้อมูลสู้โควิด19

ดร.บรรจง ชมภูวงศ์ ถอดความเพื่อคนไทยใช้สู้โควิด19 ปกป้องผองไทยในการทำสงครามโลกโควิด19