วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2558

อุ้มขึ้นสวรรค์...



พฤติกรรมที่เป็นบุญ ๔ อย่าง
ผู้ที่งดเว้นจากกายกรรมอันเป็นอกุศล ๓  อย่าง วจีกรรมอันเป็นอกุศล ๔ อย่าง มโนกรรมอันเป็นอกุศล ๓ อย่าง เท่านั้น จึงจัดว่าเป็นผู้ทำกุศลส่งผลให้ไปเกิดในสุคติก็หาไม่   แม้ผู้ที่ชักชวน ยินดี และพูดสรรเสริญ บุคคลอื่นในการประพฤติกุศลกรรมเหล่านั้น ก็จัดว่าเป็นกุศลกรรมนำไปสู่สุคติได้ทั้งสิ้น
   ดังนั้น ตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา จึงสรุปพฤติกรรมที่จัดเป็นกุศลได้ ๔ อย่าง คือ
   ๑.การทำ การพูด การคิดสิ่งที่เป็นกุศลด้วยตนเอง
   ๒.การชักชวนผู้อื่นให้ทำ ให้พูด ให้คิดสิ่งที่เป็นกุศล
   ๓.การยินดีกับบุคคล ผู้ทำ ผู้พูด ผู้คิดสิ่งที่เป็นกุศล
   ๔.การยกย่องสรรเสริญ ให้กำลังใจ ให้การสนับสนุน บุคคลผู้ทำ ผู้พูด ผู้คิดสิ่งที่เป็นกุศล
    สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในกัมปถวรรค อังคุตตรนิกาย ซึ่งขอยกมากล่าวแต่ใจความโดยย่อว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ย่อมได้ขึ้นสวรรค์ เหมือนมีคนอุ้มไปวางไว้  ธรรม ๔ ประการคือ
  ๑. เป็นผู้ทำเอง พูดเอง คิดเอง ๒.เป็นผู้ชักชวนผู้อื่นให้ทำ ให้พูด ให้คิด ๓.เป็นผู้ยินดีกับบุคคลผู้ทำ ผู้พูด ผู้คิด ๔.เป็นผู้สรรเสริญและผู้งดเว้นจาก  ปาณาติบาท  อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร  มุสาวาท  ปิสุณวาจา  ผรุสวาจา  สัมผัปปลาปะ  อภิชฌา  พยาบาท  มิจฉาทิฐิ  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล ย่อมได้ขึ้นสวรรค์ เหมือนมีคนมาอุ้มไปวางไว้
*******
(จาก หนังสือคู่มือ ธรรมศึกษาชั้นเอก ของสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง พ.ศ.๒๕๕๐)



วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2558

ผู้อยู่เป็นสุขทุกเมื่อ


....ฯลฯ....
....คราวหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ ที่ลาดด้วยใบไม้ (ปณฺณสนฺถเร) (ที่หล่นเอง โดยการกวาดมารวมกันเป็นกอง มีผ้าจีวรปูทับอีกทีหนึ่ง แล้วประทับนั่งบนนั้น) ในป่าสีสปา คือป่าประดู่ลาย(สีสปาวัน หรือ สิงสปาวัน) ใกล้ทางโค  เมือง อาฬาวี 
    ครั้นนั้น หัตถกราชกุมาร ชาวเมืองอาฬาวี เที่ยวเดินเล่นอยู่ ได้ทอดพระเนตรเห็นพระผู้มีพระภาคประทับนั่งอยู่ จึงเสด็จเข้าไปเฝ้า ทูลถามว่า "พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรทมเป็นสุขดีอยู่หรือ ? "  พระศาสดาตรัสตอบว่า " บรรดาผู้ที่นอนเป็นสุขทั้งหลาย เราเป็นผู้หนึ่ง "
     หัตถกราชกุมาร ทูลว่า " ตอนนี้เป็นราตรีฤดูหนาวระหว่าง ๘ วันแห่งสมัยหิมะตก อากาศหนาวจัด พื้นดินแข็งแตกระแหง กองใบไม้ที่ประทับนั่งก็แห้งบาง ต้นไม้มีใบห่าง ผ้ากาสายะของพระองค์ก็เย็น ลมหนาวก็พัดมาเสมอ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงบรรทมเป็นสุขอย่างไร ?"
      พระศาสดาตรัสยืนยันการบรรทมเป็นสุขเหมือนเดิม และตรัสถามเพื่อให้หัตถกกุมารตอบตามความเห็นตามความจริงว่า " คหบดีหรือบุตรของคหบดี นอนในเรือนยอดอันสวยงาม มีประตูหน้าต่างมิดชิด ลมเข้าไม่ได้ มีบังลังก์(ที่นั่ง) ซึ่งลาดด้วยผ้ามีขนยาว ลาดด้วยเครื่องลาดชนิดต่าง ๆ ข้างบนมีเพดาน มีหมอนสีแดงวางทั้งสองข้าง มีประทีปโคมไฟสว่างไสว มีปชาบดี(ภริยา)งาม ๆ ๔ นางบำรุงบำเรอให้เพลิดเพลินเจริญใจ พวกเขาพึงนอนเป็นสุข นั่งเป็นสุขหรือไม่ ? "
       " ต้องเป็นสุขแน่นอน พระเจ้าข้า " หัตถกะทูลตอบ
      พระศาสดาตรัสถามต่อไปว่า
       " ความเร่าร้อนทางกาย ทางจิตอันเกิดจาก ราคะ โทสะ โมหะ  อันเผาลนให้เขาเป็นทุกข์มีหรือไม่ ? "
       " มีแน่นอนพระเจ้าข้า "
       " ดูก่อนหัตถกะ  ราคะ โทสะ โมหะ อันเป็นเครื่องเผาลนทำให้เร่าร้อน  นั่งนอนเป็นทุกข์เราได้ตัดขาดแล้ว ถอนรากขึ้นได้แล้ว ไม่ให้เกิดไม่ให้มีขึ้นได้อีก เพราะเหตุนี้แหละเราจึงนั่งนอนเป็นสุขในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ "
       พระบรมศาสดาตรัสต่อไปว่า
        " พราหมณ์ (พระขีณาสพ,พระอรหันตฺ) ผู้ดับสนิทแล้วย่อมอยู่เป็นสุขทุกเมื่อ ผู้ใดไม่ติดในกามทั้งหลาย เย็นสนิท ไม่มีกิเลส ตัดเครื่องเสียดแทงใจออกได้หมดแล้ว นำความกระวนกระวายใจออกได้แล้ว ถึงความสงบแห่งใจ ย่อมอยู่เป็นสุข " ดังนี้
                                                           ๒๐/๑๗๓/๔๗๕
 ....ฯลฯ....
********
(จากหนังสือ ปกิณกธรรม เล่ม ๒  โดย วศิน อินทสระ )

วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2558

..เทศนาสามกาล..(๓)


ฯลฯ
ค.ปัจฉิมโพธิกาล  ทรงแสดงปัจฉิมเทศนาในที่ชุมชนพระอริยสาวก ณ พระราชอุทยานสาลวันของมัลลกษัตริย์ กรุงกุสินารา ในเวลาจวนปรินิพานว่า หนฺทานิ อามนฺตยามิ โว ภิกฺขเว ขยวยธมฺมา สังฺขารา อปฺมาเทน สมฺปาเทถ  เราบอกท่านทั้งหลายว่า จงเป็นผู้ไม่ประมาท พิจารณาสังขารที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมไป
    เมื่อท่านทั้งหลายพิจารณาเช่นนั้นจักเป็นผู้แทงตลอด พระองค์ตรัสพระธรรมพระเทศนาเพียงเท่านี้ก็ปิดพระโอษฐ์มิได้ตรัสอะไรต่อไปอีก
     จึงเรียกว่า ปัจฉิมเทศนา อธิบายความต่อไปว่า สังขารมันเกิดขึ้นที่ใหน อะไรเป็นสังขาร
      สังขารมันก็เกิดขึ้นที่จิตของเราเองเป็นอาการของจิตพาให้เกิดขึ้น สมมติทั้งหลายสังขารนี้แล เป็นตัวการสมมติบัญญัติสิ่งทั้งหลายในโลก
      ความจริงในโลกทั้งหลายหรือธรรมธาตุทั้งหลายเขามีเขาเป็นอยู่อย่างนั้น แผ่นดิน ต้นไม้ ภูเขา ฟ้า แดด เขาไม่ได้ว่าเป็นนั้นเป็นนี้เลย
       เจ้าสังขารตัวการนี้เข้าไปปรุงแต่งว่า เขาเป็นนั้นเป็นนี้จงหลงกันว่าเป็นจริง ถือเอาว่าเป็นตัวเรา เป็นของ ๆ เราเสียสิ้น
      จึงมีราคะ โทสะ โมหะ เกิดขึ้นทำจิตดั้งเดิมให้หลงตามไป เกิด แก่ เจ็บ ตาย เวียนว่ายไปไม่มีที่สิ้นสุด เป็นอเนกภพ อเนกชาติ เพราะเจ้าตัวสังขารนั้นแลเป็นตัวเหตุ จึงสอนให้พิจารณาสังขารว่า  สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา ให้เป็นปรีชาญาณอันชัดแจ้ง เกิดจากผลแห่งการเจริญปฏิภาคเป็นส่วนเบื้องต้น จนทำให้จิตเข้าภวังค์
        เมื่อกระแสแห่งภวังค์หายไป มีญาณเกิดขึ้นว่า " นั้นเป็นอย่างนั้นเป็สภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์ " เกิดขึ้นในจิตจริง ๆ จนชำนาญเห็นจริงแจ้งประจักษ์ ก็รู้เท่าสังขารได้
        สังขารก็มาปรุงแต่งให้จิตกำเริบอีกไม่ได้ ในคาถาว่า อกุปฺปํ สพฺพธมฺเมสุ เญยฺยธมฺมา ปเวสฺสนฺโต เมื่อสังขารปรุงแต่งจิตไมได้แล้ว ก็ไม่กำเริบรู้เท่าธรรมทั้งปวง สนฺโต ก็เป็นผู้สงบระงับถึงซึ่งวิมุตติธรรม ด้วยประการฉะนี้
        ปัจฉิมเทศนานี้เป็นคำสำคัญแท้ ทำให้ผู้พิจารณารู้แจ้งถึงที่สุด  พระองค์จึงได้ปิดพระโอษฐ์แต่เพียงนี้
        พระธรรมเทศนาใน  ๓  กาลนี้  ย่อมมีความสำคัญเหนือความสำคัญในทุก ๆ กาล  ปฐมเทศนาก็เล็งถึงวิมุตติธรรม
        มัชฌิมเทศนาก็เล็งถึงวิมุตติธรรม ปัจฉิมเทศนาก็เล็งถึงวิมุตติธรรม รวมทั้ง ๓ กาล ล้วนแต่เล็งถึงวิมุตติธรรมทั้งสิ้นด้วยประการฉะนี้ 
******
(จากหนังสือ มุตโตทัย จัดพิมพ์ครั้งที่ ๔ เพื่อเผยแพร่เป็นธรรมทาน เนื่องในงานอุปสมบทของคุณ วิทิต วรรณวิทยาภา )
******


วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2558

..สิ่งที่ไกลกันแสนไกล...


สุวิทูรสูตร

       [๔๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่ไกลกันแสนไกล ๔ ประการ  ๔ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฟ้ากับแผ่นดิน นี้เป็นสิ่งที่ไกลกัน แสนไกล ประการที่ ๑       ฝั่งนี้และฝั่งโน้นแห่งสมุทร นี้เป็นสิ่งที่ไกลกันแสนไกล ประการที่ ๒     พระอาทิตย์ยามขึ้นและยามอัสดงคตนี้เป็นสิ่งที่ไกลกันแสนไกลประการที่ ๓      ธรรมของสัตบุรุษและธรรมของอสัตบุรุษ นี้เป็นสิ่งที่ไกลกันแสนไกลประการที่ ๔    ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่ไกลกันแสนไกล ๔ ประการนี้แล ฯ
             นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า  
    ฟ้ากับดินไกลกัน   
    ฝั่งสมุทรก็ไกลกัน   
    พระอาทิตย์ส่องแสงยามอุทัยกับยามอัสดงคตไกลกัน                        บัณฑิตกล่าวว่า  
    ธรรมของสัตบุรุษกับธรรมของอสัตบุรุษไกลกันยิ่งกว่านั้น 
การสมาคมของสัตบุรุษ มั่นคงยืดยาว ย่อมเป็นอย่างนั้นตราบเท่ากาลที่พึงดำรงอยู่        
    ส่วนการสมาคมของอสัตบุรุษ ย่อมจืดจางเร็ว
เพราะฉะนั้น ธรรมของสัตบุรุษ จึงไกลจากธรรมของอสัตบุรุษ ฯ

******* 
พระไตรปิฏก เล่มที่ ๒๑  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓  อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2558

..เทศนาสามกาล..(๒)


...ฯลฯ...
ข.มัชฌิมโพธิกาล  ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ในชุมชนพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ องค์ ณ พระราชอุทยานเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน กรุงราชคฤห์ ใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า อธิจิตฺเต จ อาโยโค เอตํ พุทฺธาน สาสนํ พึงเป็นผู้ทำจิตให้ยิ่ง การที่จะเป็นผู้ทำจิตให้ยิ่งได้ต้องเป็นผู้สงบระงับ อิจฺฉา โลภ สมาปนฺโน สมโณ กึ ภวิสฺสติ เมื่อประกอบด้วยความอยากดิ้นรนโลภหลงอยู่แล้วจักเป็นผู้สงบระงับได้อย่างไร
     ต้องเป็นผู้ปฏิบัติ คือ ปฏิบัติพระวินัยเป็นเบื้องต้น และเจริญกรรมฐาน ตั้งต้นแต่การเดินจงกรม นั่งสมาธิ ทำให้มาก เจริญให้มาก
     ในการพิจารณามหาสติปัฏฐาน มีกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นเบื้องแรก พึงพิจารณาส่วนแห่งร่างกาย โดยอาการแห่งบริกรรมสวนะ คือพิจารณาโดยอาการคาดคะเน ว่าส่วนนั้นเป็นอย่างนั้นด้วยการมีสติสัมปชัญญะไปเสียก่อน เพราะเมื่อพิจารณาเช่นนี้ ใจไม่ห่างจากกายทำให้รวมง่าย
     เมื่อทำให้มากในบริกรรมสวนะแล้ว จักเกิดขึ้นซึ่งอุคคหนิมิตให้ชำนาญ ในที่นั้นจนเป็นปฏิภาค ชำนาญในปฏิภาคโดยยิ่งแล้วจักเป็นวิปัสสนา
     เจริญวิปัสสนาจนเป็นวิปัสสนาอย่างอุกฤษฏ์ ทำจิตเข้าถึง ฐีติภูตํ ดังกล่าวแล้วในอุบายแห่งวิปัสสนาชื่อว่า ปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติแล้ว โมกฺขํ จึงจะข้ามพ้น จึงพ้นจากโลกชื่อว่าโลกุตตระธรรม เขมํ จึงเกษมจากโยคะ(เครื่องร้อย)
    ฉะนั้น เนื้อความในมัชฌิมเทศนาจึงสำคัญเพราะเล็งถึงวิมุตติธรรม ด้วยประการฉะนี้แล ฯ
ค.ปัจฉิมโพธิกาล....  (ยังมีต่อ)
*****
(จากหนังสือ มุตโตทัย จัดพิมพ์ครั้งที่ ๔ เพื่อเผยแพร่เป็นธรรมทาน เนื่องในงานอุปสมบทของคุณ วิทิต วรรณวิทยาภา )

..เทศนาสามกาล..(๑)  (คลิก)
...เทศนาสามกาล..(๓)  (คลิก)