วันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เลาะริมชล ยลของเก่า(๕)


เมื่อบันทึกที่แล้วเราเดินผ่านอุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จย่า ไปไหว้ศาลเจ้ากวนอูที่ริมน้ำ หลังไหว้ศาลแล้วเรากลับเข้ามาที่อุทยานเพื่อเข้าชมภายใน...



(คลิกบนภาพเพื่อดูภาพขยายใหญ่ขึ้น)



    ภายในอุทยานมีพิพิธภัณฑ์สองหลัง แสดงพระราชประวัติ พระกรณียกิจ งานฝีพระหัตถ์ของสมเด็จย่า และยังจัดแสดงภาพพิธีพระบรมศพอีกด้วย


เมื่อปลายปี ๒๕๕๕ ในหลวงทรงเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ไปที่อุทยาน ฯ..เป็นที่ปลาบปลื้มใจแก่ชาวชุมชนหลังวัดอนงคฯเป็นอย่างยิ่ง




ประตูแขก..ก่อนถึงอุทยานเฉลิมพระเกียรติ


บ้านจำลองที่ประทับสมเด็จย่าเมื่อทรงพระเยาว์..




ภายในอุทยานร่มรื่น ยังคงเห็นร่องรอยสภาพเก่าครั้งในอดีตได้..


                       ..บ่อน้ำโบราณ ซึ่งยังคงใช้การได้ในปัจจุบัน...



...หลังชมพิพิธภัณฑ์และเดินชมภายในแล้ว ก็ถือโอกาสกินข้าวห่อมื้อเที่ยงที่อุทยาน จากนี้เราจะเดินไปไหว้พระที่วัดอนงคารามและวัดพิชยญาติ ที่อยู่ไม่ไกลมากนัก...



                             .....ชุมชนหลังวัดอนงคาราม..




    วัดอนงคาราม เดิมชื่อวัดน้อยขำแถม โดยท่านผู้หญิงน้อย ในสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ(ทัด บุนนาค)เป็นผู้สร้างในสวนกาแฟของท่าน แล้วน้อมเกล้า ฯถวายรัชกาลที่ ๓ ภายในวัดยังรวบรวมพระพุทธรูปสำคัญและข้าวของเครื่องใช้ของสมเด็จพุฒาจารย์พุทธมหาเถระ (นวม) ซึ่งวัดจะเปิดให้เข้าชมและสักการะในวันเข้าพรรษาและวันขึ้นปีใหม่เท่านั้น...
พระแก้วขาว...วัดอนงคาราม



....จากวัดอนงคาราม เพียงข้ามถนนสมเด็จเจ้าพระยาไปก็ถึงวัดพิชยญาติ เราจะคุ้นกันกับชื่อวัดพิชัยญาติ นะครับ



    วัดพิชยญาติ ฯ เดิมเป็นวัดร้างสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ(ทัด บุนนาค) ได้ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ.๒๓๘๔ ในรัชกาลที่ ๓  เนื่องจากท่านมีเรือกำปั่นค้าขายกับต่างประเทศหลายลำ วัสดุก่อสร้างส่วนใหญ่มาจากจีน ลักษณะการก่อสร้างก็เป็นสถาปัตยกรรมแบบจีน พระอุโบสถหลังคาแบบเก๋งจีน ระเบียงโดยรอบพระอุโบสถมีศิลาสลักเรื่องสามก๊ก...



....ห้องนี้เป็นตอนที่ ขงเบ้งตีขิมลวงสุมาอี้...



    ภายในพระปรางค์ประดิษฐานพระพุทธรูปพระพุทธเจ้าสี่พระองค์ คือ พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสปะ และพระโคตมะ  รอบผนังเป็นที่บรรจุอัฐิของบรรพบุรุษสายสกุลบุนนาค  ปรางค์องค์เล็กด้านข้างประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง และพระศรีอาริยเมตไตร
    หลังจากไหว้พระที่วัดพิชัยญาติ แล้วเราก็จะย้อนกลับไปเดินเลาะริมน้ำอีกเช่นเคย ช่วงนี้อยู่ในเขตคลองสานยังมีมรดกวัฒนธรรมที่น่าติดตามชมอีกหลายที่ครับ...

เลาะริมชลยลของเก่า (๖) (คลิก)

วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2556

เลาะริมชล ยลของเก่า(๔)


     หลังจากไหว้พระที่วัดประยุรวงศ์ฯ แล้วก็เลาะริมเจ้าพระยาเช่นเคยไม่ไกลนักก็ถึงสะพานพุทธฯ เห็นป้ายบอกข้อมูลสองป้ายที่ใต้สะพานพุทธฯ



..ป้ายที่หนึ่ง...



(คลิกบนภาพเพื่อดูภาพขยายใหญ่ขึ้น)

"..ในอดีตบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ยาวลงมาจรดวัดอรุณราชวราราม เคยเป็นแผ่นดินผืนเดียวกันโดยไม่มีสายน้ำใด ๆ ไหลมาคั่นกลางอย่างเช่นทุกวันนี้..."  



...บริเวณหน้าวัดอรุณราชวราราม ปัจจุบันนี้....



...ในอดีตสมัยกรุงศรีอยุธยามีการขุดคลองลัดมาแล้วรวม ๓ ครั้ง...
....ป้ายที่สอง...



(คลิกบนภาพเพื่อดูภาพขยายใหญ่ขึ้น)


..พระะบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๑ ด้านฝั่งพระนคร...



...ภาพสะพานพุทธฯ ที่เปิดให้เรือรบผ่านราว พ.ศ.๒๕๐๘...ปัจจุบันทราบว่าไม่สามารถเปิดได้แล้ว...
....ตามที่วางแผนไว้เราจะเลาะริมชลต่อไป ครับ..


(คลิกบนภาพเพื่อดูภาพขยายใหญ่ขึ้น)

จากใต้สะพานพุทธ ฯ สะพานพระปกเกล้า ช่วงต่อไปนี้ไม่มีทางเดินเลียบแม่น้ำครับ..เดินตามถนนมาก็พบป้ายบอกสถานที่ที่เราจะไปพอดี...




ทางเข้าชุมชนหลังวัดอนงคาราม...สถานที่แห่งแรกคือศาลเจ้าพ่อเสือ..


..คุณอนันต์ บอกว่าศาลเจ้าพ่อเสือนี้บรรพบุรุษรุ่นอากง อาม่า เล่าให้ฟังว่าท่านเกิดมาท่านก็เห็นศาลเจ้านี้แล้ว จึงเชื่อได้ว่ามีอายุเกินกว่าร้อยปี ถือได้ว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวจีนในย่านนี้ พร้อมทั้งเชิญชวนให้ไปเที่ยวในเทศกาลตรุษจีนที่จะถึงนี้จะมีการจัดงานถนนคนเดินในบริเวณรอบ ๆ ศาลเจ้าด้วย..หลังจากไหว้ศาลเจ้าพ่อเสือแล้วก็เดินลงไปริมน้ำเจ้าพระยา ไปชมสถานี่เก่าแก่อีกแห่งของชาวมุสลิม..


  มัสยิดภูวดิลอิสลาม หรือ ตึกแดง ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตึกแดงเดิมเป็นสำนักพระคลังสินค้า ของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ ได้บริจาคที่ดินบริเวณนี้ให้สร้างมัสยิดราว พ.ศ.๒๔๐๒ มุสลิมในชุมชนนี้กลุ่มใหญ่มาจากปัตตานี เป็นช่างทอง ช่างนาค กับอีกกลุ่มหนึ่งเป็นเชื้อสายอินเดียประกอบธุรกิจการค้า ปัจจุบันมัสยิดนี้เป็นศาสนาสถานของมุสลิมนิกายสุหนี่




.. โต๊ะอิหม่าม น.ต.นาวิน ฯ ท่านเป็นทหารเรือด้วย  เลยสนทนากันสนุกสนานพร้อมได้ความรู้เกี่ยวกับความเป็นมาของตึกแดง...
...เราเดินย้อนขึ้นมานิดหนึ่งก็จถึงอุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จย่า ..แต่ขอไปริมน้ำก่อนครับ ไปไหว้ศาลเจ้ากวนอู..



     ศาลเจ้ากวนอูมีประวัติความเป็นมากว่า ๒๖๘ ปี โดยชาวจีนฮกเกี้ยนอัญเชิญมาจากมณฑลฮกเกี้ยน ในศาลมีเทพเจ้ากวนอู ๓ องค์ สำหรับอาคารริมน้ำสามชั้นประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิม...ไปไหว้ศาลกันเลยครับ...จุดธูป ๑๖ ดอก..







...ศาลเจ้ากวนอูแห่งมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพนับถือของชาวจีนในชุมชนนี้เป็นอย่างมาก..สำหรับเทพเจ้ากวนอูถือได้ว่าเป็นเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ว่ากันว่าสถานีตำรวจทุกสถานีในฮ่องกงจะมีรูปเทพเจ้ากวนอู..


..อาคารเก่าใกล้กับศาลกวนอู..



...ดังที่บอกไว้นะครับ ริมเจ้าพระยาช่วงนี้ไม่มีทางเดินเลียบริมฝั่ง เราจะเดินย้อนขึ้นไปนิดหนึ่ง..ก็จะถึงอุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จย่า  ผมถือโอกาสเข้าไปนั่งพักพร้อมกับทานข้าวกลางวันในอุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จย่า ด้วยครับที่นั่นร่มรื่นต้นไม้เยอะเย็นสบายครับ..ไปด้วยกันนะครับ....

เลาะริมชลยลของเก่า(๕) (คลิก)

เลาะริมชลยลของเก่า (๓) (คลิก)

วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2556

เลาะริมชล ยลของเก่า(๓)


..ไปกันต่อครับ..จากวัดกัลยาณมิตร เราเดินออกมาที่หน้าวัดริมแม่น้ำเจ้าพระยาจะมีทางเดินซึ่งสามารถใช้จักรยานได้ไปตลอดริมฝั่งเจ้าพระยาจนถึงสะพานพุทธ ฯ ประมาณ ๕๐ เมตร ก็จะถึงศาลเจ้าแม่กวนอิม...


         ซึ่งมีความเป็นมาตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่สอง ชาวจีนพระนครศรีอยุธยาได้ตามเสด็จสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมาที่กรุงธนบุรีด้วยและได้รับพระราชทานที่ดินตรงนี้เป็นที่อยู่ชาวจีนคงจะสร้างศาลเจ้าขึ้นจึงเรียกว่า บ้านกุฏีจีน พอรัชกาลที่ ๑ ย้ายไปฝั่งกรุงเทพ ชาวจีนก็ย้ายไปฝั่งกรุงเทพด้วย ศาลเจ้านี้จึงถูกปล่อยทิ้งร้าง จนถึงรัชกาลที่ ๓ พ.ศ.๒๓๖๘ ชาวจีนจากมณฑลฮกเกี้ยนซึ่งเป็นบรรพบุรุษของสกุล ตันติเวชกุล และสกุล สิมะเสถียร เดินจึงได้ทางมากราบไหว้บูรณะสร้างศาลขึ้นใหม่ดังที่เห็นในปัจจุบัน..ถ้าท่านไปไหว้ศาลก็จะอ่านรายละเอียดความเป็นมามากกว่านี้ครับ..(ภายในศาลห้ามถ่ายภาพครับ)
         หลังจากเข้าไปสักการะศาลเจ้าแม่กวนอิมแล้ว เดินไปไม่ไกลก็จะถึงวัดซางตาครู้ส หรือ วัดกุฏีจีน  เป็นวัดคาทอลิคของชาวโปรตุเกสที่ช่วยพระเจ้าตากสินในต่อสู้กับพม่าเมื่อ พ.ศ.๒๓๑๐ พอพระองค์มาตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานีที่พระราชวังเดิม ก็โปรดเกล้าฯให้สร้างโบสถ์ ในวันที่ ๑๔ กันยายน ซึ่งตรงกับวันเทิดทูนมหากางเขน(ซางตาครู้ส หมายถึง ไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์)โบสถ์ไม้หลังแรก สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๓๑๓ หลังนี้เป็นหลังที่ ๓ สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๖ พ.ศ.๒๔๕๙ โดยช่างจากอิตาลี ซึ่งน่าจะเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับการสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม..




     มาถึงวัดกุฏีจีน หากไม่ได้กิน ขนมฝรั่งกุฏีจีน ของชุมชนนี้ก็คงจะขาดอะไรไปอย่างหนึ่งนะครับ ว่ากันว่ายังคงเป็นขนมสูตรดั้งเดิมเมื่อสองร้อยกว่าปีมาแล้ว ปัจจุบันนี้เจ้าเก่ารุ่นที่ ๕ แล้ว..เลือกทานได้เลยมีอยู่ทั่วไปในชุมชนใกล้ ๆ โบสถ์ครับ...




  ขออนุญาตนั่งพัก"ชิม"ขนมฝรั่งกุฏีจีนที่ศาลาหน้าวัด พร้อมกับฟังเสียงคลื่นกระทบกับเขื่อนคอนกรีต....เดี๋ยวจะไปต่อไหว้พระที่"วัดรั้วเหล็ก"....ครับ

        วัดประยุรวงศาวาส อยู่ใกล้กับสะพานพุทธ ฯ มองเห็นเจดีย์สีขาวเด่น วัดนี้สร้างในรัชกาลที่ ๓ โดยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ ได้อุทิศสวนกาแฟสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๓๗๑ เป็นวัดแรกในสมัยรัตนโกสินทร์ที่สร้างเจดีย์ทรงลังกา พระวิหารประดิษฐานพระพุทธนาคน้อย หรือ หลวงพ่อนาค ซึ่งเรียกกันในหมู่ชาวจีนว่า ลักน้อย หรือ กลีบบัวหกชั้น เชื่อกันว่าเป็นพระพุทธรูปโบราณคู่กันกับพระศรีศากยมุนี ที่วัดสุทัศน์ ฯ ซึ่งอัญเชิญมาจากสุโขทัย 
   หลังจากไหว้พระประธานในโบสถ์  และหลวงพ่อนาคในวิหารแล้ว ก็ต้องไปลอดเจดีย์ ก่อนจะลอดก็เข้าชมพิพิธภัณฑ์เจดีย์เพื่อทราบความเป็นมา...

.....ลอดเจดีย์....
...ความเป็นมาของ"รั้วเหล็ก" ...
รั้วเหล็กนี้เดิมสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ สั่งเข้ามาจากประเทศอังกฤษ เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ ๓ เพื่อใช้เป็นกำแพงภายในพระบรมมหาราชวัง แต่รัชกาลที่ ๓ ไม่ทรงโปรด  ท่านสมเด็จเจ้าพระยา ฯ จึงขอพระราชทานมาใช้เป็นกำแพงวัด โดยใช้น้ำตาลทรายแลกเอา น้ำหนักต่อน้ำหนัก คือเหล็กมีน้ำหนักเท่าไรก็ใช้น้ำตาลทรายหนักเท่ากันมาแลก....


จุดสุดท้ายที่จะชมคือ เขามอ วัดประยูรวงศ์ ฯ
    เขามอ เป็นภูเขาจำลองขนาดใหญ่ตั้งอยู่การสระน้ำ มียอดเขาลดหลั่นกันไป ท่านสมเด็จเจ้าพระยา ฯได้แนวความคิดจากหยดเทียนที่เกิดจากน้ำตาเทียนขี้ผึ้งของรัชกาลที่ ๓ เมื่อประทับอยู่ในห้องสรง ภายในพระที่นั่งพระจักรพรรดิพิมาน เมื่อน้ำตาหยดทับถมกันเป็นเวลาหลายปีก็ก่อเป็นรูปมีลักษณะคล้ายภูเขา
      เขามอ นี้สมเด็จเจ้าพระยา ฯ ผู้สร้างวัดประยุรวงศ ฯ ได้น้อมนำพระราชนิยมของรัชกาลที่ ๓ เรื่องการสร้างเขามอให้เป็นรมณียสถานในพระอารามมาปฏิบัติ ซึ่งจะทำให้ผู้ที่เข้ามาในวัดสัมผัสธรรมชาติพร้อมกับเข้าวัดฟังธรรม ทำบุญ มีความสุขสงบร่มเย็น....

พระพุทธฉาย
มณฑปประดิษฐาน พระแขก

.....ขอบคุณท่านที่เข้ามาอ่านครับ....เราจะเลาะริมชล กันต่อไปนะครับ...

เลาะริมชลยลของเก่า (๔) (คลิก)