วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ปฏิบัติอยู่แค่ใหน ?

ปฏิบัตติปุจฉาวิสัชนา
*********************
ก.ถามว่า ผู้ปฏิบัติศาสนาโดยมากปฏิบัติอยู่แค่ใหน?
ข.ตอบว่า ปฏิบัติอยู่ภูมิกามาพจรกุศลโดยมาก

ก.ถามว่า ทำไมปฏิบัติอยู่เพียงนั้น?
ข.ตอบว่า อัธยาศัยของคนโดยมากยังกำหนัดอยู่ในกาม เห็นว่ากามารมณ์ที่ดีเป็นสุข ส่วนที่ไม่ดีเห็นว่าเป็นทุกข์ จึงได้ปฏิบัติในบุญกิริยาวัตถุ มีการฟังธรรมให้ทาน รักษาศีล เป็นต้น หรือภาวนาบ้างเล็กน้อย เพราะความมุ่งเพื่อจะได้สวรรค์สมบัติ มนุษย์สมบัติ เป็นต้น ก็คงเป็นภูมิกามาพจรกุศลอยู่นั่นเอง เบื้องหน้าแต่กายแตกตายไปแล้วย่อมถึงสุคติบ้าง ไม่ถึงบ้าง แล้วแต่วิบากจะจัดไป เพราะไม่ใช่นิตยบุคคล คือยังไม่ปิดอบาย เพราะยังไม่บรรลุโสตปัตติผล

..ฯลฯ..
(จากหนังสือ ปฏิปัตติปุจฉาวิสัจชนา ปุจฉา:พระธรรมเจดีย์(จูม พนฺธโล) วิสัชนา:พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ)

วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

การเพ่งโทษ


...ฯลฯ...

การเพ่งโทษตนเอง เป็นการฝึกตนที่ได้ผลจริง
      บัณฑิตไม่มีความเพ่งโทษผู้อื่น บัณฑิตจะเพ่งโทษตนเอง การเพ่งโทษตนเองนั้นเป็นการฝึกตนเองอย่างหนึ่งที่จักเกิดผลจริง การเพ่งโทษผู้อื่นเป็นวิสัยของผู้ไม่ใช่บัณฑิต ผู้ที่เพ่งแต่โทษผู้อื่น ไม่เพ่งโทษตนเอง ย่อมไม่เห็นโทษของตนเอง ย่อมไม่เห็นความบกพร่องที่จะต้องแก้ไขให้ดีขึ้น ย่อมไม่รู้ว่ามีโทษเพียงไรในแง่ใด ไม่มีโอกาสจะแก้ไขตนเอง แต่จะมุ่งไปแก้ผู้อื่น ซึ่งจะไม่เป็นประโยชน์แก่ตนอย่างใด ผู้อื่นนั้นไม่ใช่ว่าจะยอมให้แก้ เพราะถ้าเป็นผู้อื่นที่เป็นบัณฑิต ก็ย่อมแก้ตนเองอยู่แล้ว ฝึกตนเองอยู่แล้ว ส่วนผู้ที่ไม่เป็นบัณฑิตก็ย่อมไม่สนใจที่จะแก้ตนเองฝึกตนเองอยู่แล้ว ผู้อื่นจะไปแก้จึงเป็นไปได้ยาก ทุกคนจะดีหรือชั่ว...สำคัญที่ตนเอง ตนเองมีความดีพอจะยอมรับความไม่ถูกต้องไม่ดีงามของตน ย่อมยินดีฝึกตน ย่อมยินดีแก้ไขตน ย่อมมีโอกาสเป็นคนดียิ่งขึ้น...
...ฯลฯ...
............................
(จากหนังสือ การให้ธรรมะชนะการให้ทั้งปวง พระนิพนธ์ 

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก)
*******************************
เช่นนั้นเอง(คลิก)


วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

กายคตานุสติกรรมฐาน

  ..ฯลฯ..
     กายคตานุสติกรรมฐาน บางทีเรียกกันง่ายๆ ว่า "กายคตาสติกรรมฐาน" เป็นกรรมฐานที่มีอนิสงค์มาก เพราะทำให้ละ"สักกายทิฐิ" อันเป็นสังโยชน์ข้อต้น ได้โดยง่ายและเป็นกรรรมฐานที่พิจารณาร่างกาย ให้เห็นสภาพตามความเป็นจริง ซึ่งมักพิจารณาร่วมกับอสุภกรรมฐาน  มรณัสสติกรรมฐาน ซึ่งพระอริยเจ้าทุกๆ พระองค์ที่จะบรรลุพระอรหัตผลได้ จะต้องผ่านการพิจารณากรรมฐานทั้ง ๓ กองนี้เสมอ มิฉะนั้นจะเป็นพระอรหันต์ในพระพุทธศาสนามิได้ ทั้งนี้เพราะสรรพกิเลสทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นความโลภ ความโกรธ และหลง ต่างก็เกิดขึ้นที่กายนี้ เพราะความยึดมั่นถือมั่นด้วยอำนาจอุปาทาน ว่าเป็นตัวตนและของตน จึงได้เกิดกิเลสดังกล่าวขึ้น
     การพิจารณาละกิเลส ก็ต้องพิจารณาละที่กายนี้เอง มรรค ผล และนิพพาน ไม่ต้องไปมองหาที่ไหนเลย แต่มีอยู่พร้อม ให้รู้แจ้งเห็นจริงได้ที่ร่างกาย อันกว้างศอก ยาววา และหนาคืบ นี่เอง
..ฯลฯ..
(จาก หนังสือวิธีสร้างบุญบารมี พระนิพนธ์ใน สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก องค์ที่ ๑๙ วัดบวรนิเวศวิหาร)
........................


วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เทวธรรม

   มีพระภิกษุสองรูป คือ อาจารย์กับลูกศิษย์ เดินจาริกไปด้วยกัน พอตกเย็นทั้งสองแวะพักที่ศาลาริมป่าช้าแห่งหนึ่ง ในศาลามีพระพุทธรูปคงจะเก่าแก่พอสมควร ประชาชนพอทราบข่าว ต่างก็แห่งกันมา  บางคนก็ขอเลขหวย บางรายขอวัคถุมงคล ฯลฯ
   อุบาสกที่เป็นหัวหน้าได้ปรารภขึ้นว่า 
   "พระพุทธรูปในศาลาองค์นี้ มีเทวดารักษา ชาวบ้านพอมีปัญหาเดือดร้อน ก็มักจะมาบนบานและแก้บนด้วยการเซ่นบวงสรวงเป็นประจำ"
   พระอาจารย์จึงพูดให้ฟังว่า
   "เทวดาที่คุ้มครองเราได้จริง คือ หิริโฮตัปปะ เรียกว่า เทวธรรม หมายถึง ธรรมที่ทำให้ผู้ปฏิบัติให้เป็นเทวดา เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ธรรมเป็นโลกบาล คือ คุ้มครองโลก"
.................
(จากหนังสือ นิทานพุทธะ พระคัมภีรญาณ อภิปุญโญ)