วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557

เมื่อเห็นผิด...


ภาพจาก http://www.vet4polyclinic.com/th/article.aspx?id=86

       " พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ท่านเห็นไหมว่าเมื่อตอนเย็นวันนั้น หมาป่าตัวหนึ่งมันเดินอยู่ที่นี่ เห็นไหม มันจะยืนอยู่มันก็เป็นทุกข์ มันจะวิ่งไปมันก็เป็นทุกข์ มันจะนั่งอยู่ก็เป็นทุกข์ มันจะนอนอยู่ก็เป็นทุกข์ จะเข้าไปอยู่ในถ้ำก็ไม่สบาย มันก็เป็นทุกข์ เพราะมันเห็นว่า การยืนอยู่นี้ไม่ดี การนั่งไม่ดี การนอนไม่ดี พุ่มไม้นี้ไม่ดี โพรงไม้นี้ไม่ดี ถ้ำนี้ไม่ดี มันก็วิ่งอยู่ตลอดเวลานั้น ความเป็นจริงหมาป่าตัวนั้นมันเป็นขี้เรื้อน มันไม่ใช่เพราะพุ่มไม้นั้น หรือโพรงไม้ หรือถ้ำ หรือการยืน การเดิน การนั่ง การนอน มันไม่สบายเพราะมันเป็นขี้เรื้อน "
        ภิกษุทั้งหลายก็เหมือนกัน ความไม่สบายนั้นความเห็นผิดมีอยู่ ไปยึดธรรมที่มีพิษไว้มันก็เดือดร้อน ไม่สำรวมอินทรีย์ทั้งหลาย แล้วไปโทษแต่สิ่งอื่น ไม่รู้เรื่องของเจ้าของเอง  ไปอยู่วัดหนองป่าพงก็ไม่สบาย ไปอยู่อเมริกาก็ไม่สบาย ไปอยู่กรุงลอนดอนก็ไม่สบาย ไปอยู่วัดป่าบุ่งหวายก็ไม่สบาย ไปอยู่ทุกๆสาขา ก็ไม่สบาย ที่ไหนก็ไม่สบาย นี่ก็คือความเห็นผิดนั้นยังมีอยู่ในตัวเรานั่นเอง มีความเห็นผิดไปยึดมั่นถือมั่นในธรรมอันมีพิษไว้ในใจของเราอยู่ อยู่ใหนก็ไม่สบายทั้งนั้น  นั่นคือเหมือนกันกับสุนัขนั้น ถ้าหากโรคเรื้อนมันหายแล้ว มันจะอยู่ตรงไหนมันก็สบาย อยู่กลางแจ้งมันก็สบาย อยู่ในป่ามันก็สบาย เรานึกอยู่บ่อย ๆ แล้วเราก็นำมาสอนพวกท่านทั้งหลายอยู่เรื่อย เพราะธรรมตรงนี้มันเป็นประโยชน์มาก... ฯลฯ..." (หลวงพ่อชา สุภัทโท)
*******
จากหนังสือ ปฏิบัติกันเถิด " สัมมาทิฏฐิที่เยือกเย็น " พระธรรมเทศนา ของพระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)
*******



*****
หลวงพ่อชา " ปฏิบัติกันเถิด" (คลิก)

*****
ผู้เข้ากันโดยธาตุ(คลิก)

******

วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ใจเป็นนาย...


       การบริหารจิต ก็คือการรักษาคุ้มครองจิต การฝึกฝนอบรมจิต หรือการทำจิตให้สงบ ให้สะอาดปราศจากความวุ่นวายเดือดร้อน ให้เข้มแข็ง ให้มีสุขภาพจิตดีและให้นำมาปฏิบัติใช้งานได้ดี พูดง่าย ๆ ก็คือการพัฒนาจิตนั่นเอง
     ประเทศชาติที่ได้รับการบริหารดี ได้รับการพัฒนาแล้วย่อมเป็นประเทศที่เจริญรุ่งเรือง ประชาชนในประเทศนั้นย่อมอยู่ดีกินดี มีความสงบสุขได้ฉันใด จิตที่บริหารดีแล้วพัฒนาแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน คือย่อมมีความเกษมสงบสุข
      ทุกคนที่เกิดมาล้วนแต่รักสุขเกลียดทุกข์ด้วยกันทั้งสิ้นและความสุขที่มนุษย์ต้องการนั้น มีอยู่ ๒ อย่าง คือ
        ๑.ความสุขทางกาย
        ๒.ความสุขทางใจ
      ความสุข ๒ อย่างนี้ ต้องอาศัยกันและกันคือ กายเป็นสุขแล้ว ก็จะทำให้ใจเป็นสุขด้วย หรือถ้าใจเป็นสุขแล้ว ก็จะทำให้กายเป็นสุขด้วย เช่นเดียวกับเรื่องของความทุกข์ เพราะกายกับจิตมีความเกี่ยวเนื่องกัน แม้พระพุทธศาสนาจะยอมรับความสุขทั้งสองอย่างนี้ แต่ก็ยกย่องว่าจิตประเสริฐกว่ากาย เพราะกายรวมทั้งสมองเป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งของจิต จิตเป็นผู้นำ ดังพุทธภาษิตที่ว่า " มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา ซึ่งแปลว่า ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า " คือ การทำทุกอย่างของคนเรานั้น มีใจเป็นผู้นำหรือผู้สั่งการทั้งสิ้น ส่วนกายนั้นเป็นเสมือนคนรับใช้เท่านั้น ดังสุภาษิตไทยที่ว่า " ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว "  และทางพระพุทธศาสนายกย่องความสุขทางใจดีกว่าความสุขอย่างอื่น ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า " นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุข๋ " ซึ่งแปลว่า " ความสุขอย่างอื่นที่จะยิ่งกว่าความสงบไม่มี " นี้ก็แสดงให้เห็นว่าพระพุทธศาสนาให้ความสำคัญแก่การบริหารหรือการพัฒนาจิต
      แต่เป็นที่น่าสังเกตุว่า ทั้ง ๆ ที่จิตสำคัญกว่ากาย แต่คนเราก็เอาใจใส่กายและบำรุงร่างกายมากกว่าการเอาใจใส่จิตหรือการพัฒนาจิตของตน เช่น รับประทานอาหารวันละ ๓ ครั้ง อาบน้ำวันละ ๒ ครั้ง และยังมีเสื้อผ้าเครื่องประดับให้กับกาย นอกจากนี้ยังมีการออกกำลังกายด้วยการบริหารกาย เช่น ด้วยการเล่นกีฬา และการเดิน เป็นต้น แม้ยารักษาโรค มนุษย์ก็มุ่งรักษาโรคกายเป็นส่วนใหญ่  แต่ปล่อยจิตของตนไว้ให้เศร้าหมอง สกปรก ขุ่นมัว ไม่ค่อยได้รับการบริหาร ไม่ได้รับการฝึกฝน ไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร
      เพราะเหตุที่มนุษย์ปล่อยปละละเลยจิตของตน ไม่ให้ความสำคัญในการฝึกฝน ไม่บริหารจิตนี้เอง จึงปรากฏว่ามีคนในโลกเป็นจำนวนมาก ถึงแม้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง แต่จิตใจกับอ่อนแอ ไร้สมรรถภาพ เช่น ขี้กลัว ขี้โกรธ ตกใจง่ายหรือเป็นโรคประสาท เป็นต้น  ซึ่งก็ไม่อาจจะพบความสุขที่สมบูรณ์ได้ แม้จะมีเงินทองทรัพย์สินสมบัติและเกียรติยศชื่อเสียงก็ตาม เพราะจิตใจไม่ได้รับการบริหาร เป็นจิตที่อ่อนแอ ทำให้โรคคือกิเลสจับได้ง่าย โดยเฉพาะกิเลสประเภทนิวรณ์ ซึ่งเป็นตัวการขัดขวางการพัฒนาจิตเป็นอย่างมาก คือเป็นกิเลสที่กีดกันมิให้ใจมีความสงบสุขได้ แต่ทำให้เดือดร้อน หม่นหมอง หาความสุขได้ยาก เพราะจิตใจอ่อนแอขาดการบริหารนั่นเอง
       ฉะนั้น ทางพระพุทธศาสนาจึงมีวิธีฝึกจิต บริหารจิตของตน เพราะจิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมมีคุณภาพสูง ทั้งก่อให้เกิดความสุขแก่เจ้าของและสังคมส่วนรวมได้มาก
      .............
       การฝึกจิตตามหลักพระพุทธศาสนา เรียกกันว่า จิตตภาวนาหรือการทำกรรมฐาน เป็นความสุขที่สงบเยือกเย็น ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อใคร  เป็นความสุขที่ไม่ต้องอิงอาศัยกามคุณทั้ง ๕ คือ ไม่ต้องอาศัยรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสทางกาย ซึ่งความสุขชนิดนี้ ทางพุทธศาสนาเรียกว่า " นิรามิสสุข " คือ ความสุขที่ไม่ต้องอิงอามิสคือกามคุณ จัดเป็นความสุขที่แท้จริง.....
    ..............
(จากหนังสือ การบริหารจิต โดย พระเทพวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ ป.ธ. ๙,ศน.บ.M.A. วัดโสมนัสวิหาร )
********





********
จิต (คลิก)

*****
ใจ - ใจ - ใจ (คลิก)

วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2557

อุปาทาน


" อุปาทาน " เปรียบเหมือนงูที่แสวงหาเหยื่อ ในขณะที่จับกบได้และคาบไว้ในปาก เพื่อจะกลืนกินเป็นอาหารของตน ยากที่จะบังคับให้งูนั้นปล่อยกบออกจากปากได้  ฉันใด อุปาทาน ก็ยึดมั่น ถือมั่นในกามคุณอารมณ์ และในภพต่าง ๆ ฉันนั้นเหมือนกัน..
  อุปาทาน  แปลว่า ยึดมั่นอารมณ์ หมายความว่า ยึดมั่นอยู่ในกามคุณอารมณ์ ยึดมั่นอยู่ในกามภพ อรูปภพ ในขณะที่กำลังปรากฏเป็นอุปัตติภพของตน มี ๔ คือ  ๑. กามุปาทาน  ความยึดมั่นในกาม ยินดีในกาม 
         ( *** กาม ไม่ใช่เรื่องเพศอย่างเดียว แต่ กาม เป็นภาษาบาลี มี ๒ ความหมาย คือ
           (๑) กิเลสกาม คือ ความติดใจ หรือรุนแรงถึงขั้นอยากได้ในวัตถุกาม..
           (๒) วัตถุกาม  คือ วัตถุที่มีลักษณะ ๖ อย่าง คือ ๑.อิฏฐา(น่าปรารถนา) ๒.กันตา(น่าใคร่ ๓.มนาปา(ถูกใจ) ๔.ปิยรูปา (น่ารัก) ๕.กามูปสัญหิตา(ประกอบด้วยกาม) ๖.ระชะนียา (ยั่วยวนชวนให้ชอบมาก)***จากหนังสือ เทคนิคเพิ่มสุข  โดย ภิกษุณีรุ้งเดือน นันทญาณี)
           ๒. ทิฏฐุปาทาน  ความยึดมั่นในทิฎฐิ
           ๓. สีลัพพตุปาทาน ความยึดมั่นในการปฏิบัติผิด
           ๔. อัตตวาทุปาทาน ความยึดมั่นในขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัว เป็นตน

  (จาก หนังสือ เพชรในดวงใจ พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ ป.ธ.๙)


วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ครูแห่งแผ่นดิน


ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน




************
๕ ธันวาคม ๕๗ " เทิดไท้พระผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน "
นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
 เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 
๘๗ พรรษา 




*****

*****



*****

(คลิกบนภาพ )
*****




*****
ทุ่งมะขามหย่อง (คลิก)


วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ขนสมบัติ..ลอยน้ำทิ้ง


เนรัญชรา  พุทธคยา อินเดีย
....ฯลฯ.....
ขน"สมบัติของคนบ้า"ลอยน้ำทิ้ง 
       หลังจากที่บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว พระอุรุเวลกัสสปะจึงเรียกบริวารทั้งหลายมาแล้วกล่าวว่า "ท่านทั้งหลาย ชฏิล ๕๐๐ คนแต่เดิมนั้น เรียกว่า "คนบ้า" คือเป็นคนบ้าเพราะโลภะ โทสะ โมหะ ทิฐิ มานะ รวมเรียกว่า กิเลส ๑๐ ประการ " บริขารเครื่องมือเครื่องใช้ของชฏิลทั้งปวงที่เคยมีมาและยังคงอยู่ตามกุฏิ ศาลาที่พักต่าง ๆ นั้น จงนำไปลอยทิ้งเสียให้หมด จากนั้น พระอรหันต์ผู้เป็นบริวารของท่าน จึงได้พากันเก็บสมบัติของคนบ้าเหล่านั้นไปลอยทิ้ง สมบัติเหล่านั้นประกอบด้วย 
         ๑.ม้วนสายสิญจน์ สำหรับทำขวัญ
         ๒.ม้วนสายสิญจน์ สำหรับทำเทียนโชคลาภเครื่องรางของขลัง
         ๓.ม้วนสายสิญจน์ สำหรับไว้โยงรอบบ้านกันผี กันภัย
         ๔.ม้วนสายสิญจน์ สำหรับผู้ข้อมือและห้อยคอ
         ๕.ธงผ้าขาว ผ้าแดง ร่ม ห่อชา ยาเส้น สำลี หมากกล้วยมะพร้าว ข้าวเปลือก ข้าวสาร สำหรับไว้ทำเครื่องไหว้ครู
         ๖.ลูกประคำคล้องคออยู่ก็ปลดออก และที่เก็บไว้ในย่ามในถังต่างๆ ก็เก็บทิ้ง
         ๗.กระป๋องและถัง สำหรับเก็บบริขารเหล่านั้น
         ๘.บาตรหรือขัน สำหรับทำน้ำมนต์
         ๙.มัดหญ้าคา สำหรับทำน้ำมนต์
        ๑๐.กระดานพร้อมทั้งเครื่องขีดเขียน สำหรับเขียนคำนวณทายทักดวงชะตา ทำยันต์
        ๑๑.ไม้บรรทัด สำหรับวัดทำตารางยันต์ และดวง
        ๑๒.ขี้ผึ้ง สำหรับทำเทียนโชคลาภ โชคชะตา
        ๑๓.ไม้พันเทียน สำหรับทำเทียน
        ๑๔.หม้อข้าวหม้อแกง
        ๑๕.มีด พร้า จอบ เสียม
        ๑๖.เครื่องบด เครื่องปั็มและแบบ สำหรับทำเครื่องรางของขลังวัตถุมงคล ทำเหรียญพระราชา และรูปเทพเจ้าต่าง ๆ
       "สิ่งของเหล่านี้ จงนำไปลอยน้ำเสียให้หมด" พระผู้เป็นบริวารก็พากันนำไปใส่เรือลอยน้ำไป 
         ขณะนั้น คยากัสสปะ ผู้เป็นน้องซึ่งมีอาศรมอยู่ริมแม่น้ำพร้อมบริวาร ๓๐๐ รูป ได้พบเห็นบริวารเหล่านั้นลอยมา จึงกล่าวกับบริวารว่า " ท่านอุรุเวลกัสสปะผู้พี่เป็นอะไรไปไม่รู้จึงนำเอาบริขารสิ่งของทั้งปวงใส่เรือลอยน้ำมา ไป ไป พวกเราขึ้นไปหา เกิดอะไรขึ้นกับพี่เราไม่รู้ "  จากนั้น พวกเขาจึงพากันไปที่อาศรมของพระอุรุเวลกัสสปะ เมื่อไปถึงก็พบว่า ท่านเหล่านั้นมีอาการลักษณะไม่เหมือนวันก่อน ๆ ตือมีความสงบเงียบเป็นพิเศษ ทุกรูปพากันนั่งสงบนิ่ง ณ พระพักตร์  พวกเขาจึงทูลถามว่า " เกิดอะไรขึ้นพระเจ้าข้า" พระพุทธองค์จึงทรงแสดง"อนัตตา"ให้ฟัง เมื่อฟังจบลงก็บรรลุเป็นอรหันต์ทั้งหมด
          หลังจากที่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วจึงกลับไปที่อาศรมแล้วนำเอา สมบัติของคนบ้า ๑๖ ชนิดดังกล่าว ใส่เรือลอยน้ำไป ...
          นทีกัสสปะพร้อมบริวาร ๒๐๐ รูป ได้พบเห็นแล้วคิดว่า "สมบัติเหล่านี้เป็นของชฏิลผู้พี่ ๒ รูป พร้อมด้วยบริวารจำนวน ๘๐๐ รูป พวกเขาประสบเหตุใดกันหนอ จึงพากันทิ้งลอยน้ำมาเช่นนี้  มาเถิดพวกเราเดินทางไปดูให้เห็นกับตา " 
          เมื่อเดินทางมาถึงก็พบว่าชฏิลทั้ง ๘๐๐ รูป บวชเป็นพระภิกษุพากันนั่งสงบเย็นอยู่อย่างนั้น จึงทูลถามเรื่องนี้กับพระพุทธองค์ 
          พระพุทธองค์จึงตรัสเรื่องความเป็นมาทั้งหมดแล้ว แสดงอนัตตาให้ฟัง นทีกัสสปะพร้อมด้วยบริวารรวม ๒๐๐ รูปก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ แล้วขนสมบัติคนบ้า ๑๖ ชนิดนั้น ทิ้งลอยน้ำไปพร้อมกับกล่าวว่า " สมบัติของคนบ้ากิเลส บ้าโลภะ บ้าโทสะ บ้าโมหะ จงลอยตามน้ำไปเสียเถิด"
           ..........           
            สมบัติบ้าเหล่านั้นก็ลอยตามน้ำไป ชาวบ้านและพราหมณ์ไปพบเห็นเข้าจึงพากันเก็บเอาไปใช้ต่อกันอย่างแพร่หลาย ความเชื่อในสมบ้ติบ้าเหล่านี้กระจายไปอย่างกว้างขวางจนกระทั่งมาถึงเมืองไตและเมือง....
           ...........
          พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมคือ อนัตตา ครั้งที่สาม โปรดชฏิล ๓ พี่น้อง จบลงแต่เพียงนี้....
           ............
....จากหนังสือ อนัตตาสุดยอด  หลวงพ่อธี วิจิตฺตธมฺโม เขียน พระมหายาจินต์ ธมฺมธโร ป.ธ.๙ สส.ม. แปล
*********

*****