วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

บทพระสังคิณี




๑ ธมฺมสงฺคณี 
กุสลาธมฺมา  ธรรมทั้งหลายเป็นกุศล คือไม่มีโทษอันบัณฑิต ติเตียน มีสุขเป็นวิบากต่อไป
อกุสลาธฒฺมา  ธรรมทั้งหลายเป็นอกุศล คือมีโทษอันบัณฑิต ติเตียน มีทุกข์เป็นวิบากต่อไป
อพฺยากตา ธมฺมา  ธรรมทั้งหลายที่เป็น อัพยากฤต คือท่านไม่พยากรณ์ว่า เป็นกุศล หรืออกุศล คือเป็นธรรมกลาง ๆ
กตเม ธมฺมา กุสลา  ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลเป็นไฉน
ยสฺมึ สมเย  ในสมัยใด
กามาวจรํ กุสลํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ โหติ  จิตที่เป็นกุศลอันหยั่งลงสู่กามย่อมเกิดขึ้น
โสมนสฺสสหคตํ ญาณสมฺปยุตฺตํ   เป็นไปกับโสมนัส ประกอบด้วยญาณ
รูปารมฺมณํ วา  ปรารภอารมณ์ คือรูป หรือมีรูปเป็นอารมณ์บ้าง
สทฺทารมฺมณํ วา  ปรารภอารมณ์ คือเสียง หรือมีเสียงเป็นอารมณ์บ้าง
คนฺธารมฺมณํ วา   ปรารภอารมณ์ คือกลิ่น หรือมีกลิ่นเป็นอารมณ์บ้าง
รสารมฺมณํ วา   ปรารภอารมณ์ คือรส หรือมีรสเป็นอารมณ์บ้าง
โผฏฺฐพฺพารมฺมณํ วา  ปรารภอารมณ์ คือโผฏฐัพพะ สิ่งทีกายถูกต้อง หรือมีโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์บ้าง
ธมฺมารมฺมณํ วา  ปรารภอารมณ์ คือ ธรรม เรื่องที่เกิดแก่ใจ หรือมี ธรรมเป็นอารมณ์บ้าง
ยํ ยํ วา ปนารพฺภ  ปรารภอารมณ์ใด ใด บ้างก็ดี
ตสฺมึ สมเย ในสมัยนั้น
ผสฺโส โหติ    ความประจวบต้องกันแห่งอายตนะภายในภายนอก และวิญญาณ ย่อมมี ฯลฯ
อวิกฺเขโป โหติ  ความไม่ฟุ้งซ่านย่อมมี
เย วา ปน ตสฺมึ สมเย อญฺเญปิ อตฺถิ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา อรูปิโน ธมฺมา
ก็หรือว่า ธรรมทั้งหลายอันไม่มีรูป ที่อาศัยกันเกิดขึ้นแม้เหล่าอื่นใดมีอยู่ในสมัยนั้น

อิเม ธมฺมา กุสลา   ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล
********
คำแปลพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์
(สมเด็จพระญาณสังวร-เจริญ สุวฑฺฒโน วัดบวรนิเวศวิหาร)
จาก http://www.watsacramento.org/w-article-074B-t.htm
********


******
....การสวดพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์นี้ ท่านโบราณาจารย์ทั้งหลาย เชื่อว่าหากได้สวดเองก็ดีหรือได้ฟังเสียงสวดก็ดี ด้วยจิตใจที่ที่มีศรัทธาเลื่อมใสอยู่เป็นประจำแล้ว จะได้รับอานิสงส์มากทำให้เป็นที่รักใคร่ของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย เป็นที่ยำเกรงแก่ภูตผีปีศาจ หรือช่วยป้องกันสิ่งอัปมงคลทั้งปวง และยังเป็นการช่วยสะเดาะเคราะห์ต่อชีวิต ซึ่งจะช่วยให้มีอายุยืนยาว สามารถรอดพ้นจากเคราะห์ภัยต่าง ๆ ได้แม้แต่ในยามเจ็บป่วยก็จะช่วยให้หายได้เร็ว ตลอดทั้งเมื่อสิ้นอายุขัยไปแล้ว ย่อมส่งผลให้ไปจุติอยู่ในสุคติภพสวรรค์ในที่สุด....

การสิ้นชีวิตอันไม่เลวทราม


" ท่านจะได้ทราบว่า แม้พระเจ้ามหานามผู้เป็นพระสกทาคามี แต่เพราะไม่ได้ฟังธรรมเรื่องการสิ้นชีวิตอันไม่ต่ำทราม จึงยังมีความกังวลว่า ถ้าสิ้นชีวิตในขณะที่ไม่ได้ใส่ใจในพระพุทธ หรือพระธรรม หรือ พระสงฆ์ จะไปเกิดที่ใหน ?  "  พระอาจารย์นันทญาณี ภิกขุณี
******* 
          การสิ้นชีวิตอันไม่เลวทราม  มหานามสูตรที่ ๑ 
           ข้าพเจ้า ได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ นิโครธาราม ใกล้พระนครกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ครั้งนั้นพระเจ้ามหานามศักยราชเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ทรงถวายบังคมพระู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทรงกราบทูลว่า..." ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระนครกบิลพัสดุ์นี้เป็นพระนครมั่งคั่ง เจริญรุ่งเรืองมีผู้คนมาก แออัดไปด้วยมนุษย์ มีถนนคับแคบ หม่อมฉันนั่งใกล้ผู้มีพระภาคหรือนั่งใกล่ภิกษุทั้งหลาย ผู้เป็นที่เจริญใจแล้ว เมื่อเข้าไปยังพระนครกบิลพัสดุ์ในเวลาเย็นย่อมไม่ไปพร้อมกับ ช้าง ม้า รถ เกวียน และแม้กับบุรุษ สมัยนั้นหม่อมฉันลืมสติที่ปรารภถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรม พระสงฆ์ หม่อมฉันมีความดำริว่า....ถ้าในเวลานี้เราทำกาละลงไป คติของเราจะเป็นอย่างไร อภิสัมปรายภพของเราจะเป็นอย่างไร ? "
      พระผู้มีพระภาคตรัสว่า..." ขอถวายพระพรมหาบพิตร อย่ากลัวเลย ๆ การสวรรคตอันไม่เลวทรามจักมีแก่มหาบพิตร การสิ้นชีวิต(กาลกิริยา)อันไม่เลวทรามจักมีแก่มหาบพิตร ดูกรมหาบพิตร จิตของผู้ใดผู้หนึ่งที่อบรมแล้วด้วย ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ตลอดกาลนาน กายนี้ของผู้นั้น มีรูปประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ มีมารดาบิดาเป็นแดนเกิดเจริญด้วยข้าวสุกและขนมสด มีความไม่เที่ยง ต้องขัดสี  นวดฟั้นและมีอันแตกกระจัดกระจายไปเป็นธรรมดา พวกกา แร้ง นกตะกรุม สุนัขจิ้งจอกหรือสัตว์ต่างชนิดย่อมกัดกินกายนี้แหละ ส่วนจิตของผู้นั้นอันศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา อบรมแล้วตลอดกาลนาน ย่อมเป็นจิตที่ประกอบด้วยคุณธรรมอันเป็นไปในเบื้องบนถึงคุณอันวิเศษ"
        "ขอถวายพระพร ปรียบเหมือนบุรุษลงไปยังห้วงน้ำลึกแล้ว พึงทุบหม้อเนยใสหรือหม้อน้ำมัน สิ่งใดที่มีอยู่ในหม้อนั้น จะเป็นก้อนกรวดหรือกระเบื้องก็ตามสิ่งนั้นจะจมลง สิ่งใดเป็นเนยใสหรือน้ำมันสิ่งนั้นจะลอยขึ้น ถึงความวิเศษฉันใด จิตของผู้ใดผู้หนึ่งอันที่อบรมแล้วด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา  ตลอดกาลนาน กายของผู้นั้นมีรูป ประกอบด้วย มหาภูตรูป ๔...ส่วนจิตของผู้นั้นซึ่งอบรมแล้วด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ย่อมเป็นคุณชาติไปในเบื้องบน ถึงคุณวิเศษ ฉันนั้นเหมือนกัน ขอถวายพระพร มหาบพิตรอย่ากลัวเลย ๆ การสวรรคตอันไม่ลามกจักมีแก่มหาบพิตร กาลกิริยาอันไม่ลามกจักมีแก่มหาบพิตร "
********
(จากหนังสือ "ปิดอบายง่ายหรือ" น้อมถวายเป็นอาจริยบูชา แด่ท่านอาจารย์ภิกษุณีรุ้งเดือน นันทญาณี เนื่องในวาระ คณะศิษย์รำลึกถึงคุณพระอาจารย์กาล ๖๐ ปี ๒๔ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๗)
*******

วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

มีสติเป็นอาหาร


"...คนเรามีอาหารเป็นเครื่องอยู่  เรามีชีวิตอยู่เพราะอาหาร ส่วนการปฏิบัติธรรมก็มีอาหารเหมือนกัน  อาหารของธรรม อาหารเก่า อาหารใหม่... ธรรมใหม่ ธรรมเก่าซึ่งอาศัยซึ่งกันและกัน เป็นอาหารของธรรม  ธรรมอันใดเป็นอาหาร...พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีธรรมาหาร....เริ่มต้นคือ สติสัมปชัญญะ..ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ ...เอาสติไปตั้งที่ กาย เวทนา จิต ธรรม....สัมปชัญญะ การรู้สึกตัวอยู่เสมอ  มีสติสัมปชัญญะ เป็นอาหาร  มีแล้วก็จะมีหิริและโอตตัปปะ เป็นปัจจัยที่จะเกิดขึ้นอีก หิริโอตตัปปะ นั้นได้แก่ความละอายแก่ใจ ก็จะมีขึ้นมา  ความเกรงกลัวบาป ก็จะมีขึ้นมา ...อันนี้ก็เนื่องมาจากเรามี สติสัมปชัญญะ แล้ว...อินทรีย์สังวร ก็จะมีขึ้น อินทรีย์แปลว่าความเป็นใหญ่ อินทรีย์ ๖ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ  ความสำรวมอินทรีย์ก็มีขึ้น...เมื่ออินทรีย์มีแล้ว...ตัวศีลสังวรก็มีขึ้น  เมื่อศีลสังวรมีขึ้น...สัมมาสมาธิก็มีขึ้น  ตั้งมั่นโดยชอบ  เมื่อสมาธิธรรมมีขึ้นแล้ว ยถาภูตญาณ ก็จะมีขึ้น...จะรู้ตามความเป็นจริง ..เมื่อรู้ตามความเป็นจริงแล้วจะเบื่อหน่าย และคลายกิเลส..นิพพิทา  วิราคะ มีแล้ว..คลาย...วิมุตติญาณทัสสนะ ก็จะมีขึ้น  จะเห็นความหลุดพ้นจากกิเลส อันเป็นธรรมที่สูงสุด..
    ...ความหลุดพ้น เป็นยอดแห่งธรรมทั้งหลาย  พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทะเจ้าจะมีมากมาย ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ รวมอยู่ที่ ก็คือความต้องการจะให้เกิดความวิมุตติ หลุดพ้นจากกิเลส ทั้งหลายทั้งปวง หลุดพ้นจากกังวล...วิมุตติธรรม เหมือนน้ำในมหาสมุทร น้ำในมหาสมุทรจะมีมากมายเท่าใดก็ดี แต่ก็มีรสเค็มอย่างเดียว  เราปฏิบัติธรรมตั้งแต่ สติปัฏฐานมา  จะเดินวิปัสสนามา ยอดแห่งวิปัสสนาญาน ก็คือตัว วิมุตติธรรม..
      ขอให้เราพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งหลาย พ้นจากทุกข์ทั้งปวง พ้นจากวัฏฏะสงสาร อันนี้เป็นจุดหมายปลายทางของหมู่พวกเราทั้งหลาย...ขอให้เราทั้งหลายจงตั้งใจ...เข้าสู่วิมุตติธรรมด้วยการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน..เอาสติปัฏฐานเป็นที่ตั้ง..เมื่อมีสติสัมปชัญญะแล้วคุณธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นทุกวัน ๆ เป็นอาหารอยู่ ....เราก็จะถึงที่สุดแห่งทุกข์..."
             (จากซีดี MP3 เผยแพร่เป็นธรรมทาน ธรรมะบรรยาย  หลวงปู่ทอง  สิริมังฺคโล วัดพระศรีจอมทองวรวิหาร)
******

วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ภาวนาญาณ


"...ความรู้ด้าน ภาวนาญาณ นี้ เราจะศึกษาหาจากตำรับ ตำราอะไรไม่ได้ทั้งนั้น ความรู้ใด ๆในตำรับ ตำรา แม้แต่ความรู้ในด้านปริยัติ ที่พระไตรปิฎก ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์พระคาถา 
นี้ถือว่าเป็นความรู้ด้านปริยัติ เป็น จินตาญาณ ...เป็น สุตาญาณ.. ยังไม่ถึงขั้น ภาวนาญาณ...."
"....ความรู้เรื่อง ภาวนา เราเรียนจากใหน เราเรียนจากร่างกาย ยาววา หนาคืบ เรียนที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ .....เราบอกกันไม่ได้ ถ้าบอกมันก็เป็นปริยัติ เป็น สุตาญาน เป็น จินตาญาณ  แต่นี่เราต้องการ ภาวนาญาณ ...มันจะเห็นเอง รู้เอง เข้าใจเอง แทงตลอดเอง เรียกว่า ภาวนาญาณ ...ความรู้ ขั้นนี้ ในขณะเรากำหนดจิตของเรา  คิดหนอ ๆ ๆ เราจะเห็นอาการคิดของเรา มันคิดเรื่องอะไร มีอะไรแฝงในจิตในใจของเรา ความคิดที่เกิดโดยอัตโนมัตินี้เรืยกว่า ภาวนาญาณ..."

                  (บางส่วนบางตอนจากธรรมะบรรยาย ของ พระราชปริยัตยากร)

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ควรเชื่อใครดี..


******
จากข้อความบางส่วนใน " กาลามสูตร " อํ.ติ. ๓๔/๕๐๕/๓๓๗
...เมื่อใดท่านรู้ด้วย(ปัญญา)ตนเอง ว่า...
๑.สิ่งเหล่านี้ เป็นกุศล (ฉลาด) คือ ไม่โลภ ไม่โกรธ และรู้แจ้งอริยสัจ ๔
๒.สิ่งเหล่านี้ ไม่มีโทษ
๓.สิ่งเหล่านี้ ท่านผู้รู้(บัณฑิต)ไม่ติเตียน
๔.สิ่งเหล่านี้ ถ้าประพฤติเต็มที่แล้ว เป็นไปเพื่อ..ประโยชน์  เป็นไปเพื่อ..ความสุข
    เมื่อนั้น ท่านพึงเจริญ ธรรมเหล่านั้น (หรือคือ สิ่งที่..ควรเชื่อ)
******
...เมื่อใดท่านรู้ด้วย(ปัญญา)ตนเอง ว่า...
๑.สิ่งเหล่านี้ เป็นอกุศล (ไม่ฉลาด) คือ โลภ โกรธ และไม่รู้แจ้งอริยสัจ ๔
๒.สิ่งเหล่านี้ มีโทษ
๓.สิ่งเหล่านี้ ท่านผู้รู้(บัณฑิต) ติเตียน
๔.สิ่งเหล่านี้ ถ้าประพฤติเต็มที่แล้ว เป็นไปเพื่อ..สิ่งไม่เป็นประโยชน์  เป็นไปเพื่อ..ความทุกข์
    เมื่อนั้น ท่านพึง ละ ธรรมเหล่านั้นเสีย  (หรือคือ สิ่งที่..ไม่ควรเชื่อ)
******
     คนโดยส่วนมากมักเข้าใจผิดอ้างหลักการเชื่อ ตามหลักกาลามสูตร เพียง ๑๐ ข้อ ที่พระพุทธเจ้าสอนว่า..อย่าเชื่อโดยอาการ ๑๐ อย่าง ซึ่งไม่ใช่ประเด็นสำคัญของหลักการเชื่อที่พระพุทธเจ้าทรงชี้สอน ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่า..พระพุทธเจ้าสอนไม่ให้เชื่อใคร..แค่นั้น  แต่ไม่รู้หลักการเชื่อที่ถูกต้อง..เลยกลายเป็นคนไม่เคารพเชื่อถือใคร  แต่กลับเชื่อถือความคิดของตนเองเป็นใหญ่ หรือกลายเป็นคนหัวดื้อไม่เชื่อถือผู้ใหญ่ หรือไม่เคารพต่อคำสอนของพระศาสดา ทำให้เกิดปัญหาดำเนินชีวิตผิดพลาดมากมาย
      อันทีจริงแล้ว หากศึกษาจากพระไตรปิฎกตามหลักฐานที่ปรากฏข้างต้นนั้น จะพบว่า ยังมีข้อความปรากฏเป็นประเด็นสำคัญของหลักการเชื่อที่ชัดเจนอีก ๔ ข้อ ต่อจากข้อความทั้ง ๑๐ ข้อนั้น จึงขอให้ท่านศึกษาหลักการตัดสินว่า..สิ่งใดควรเชื่อ หรือสิ่งใดไม่ควรเชื่อ ตามหลักกาลามสูตรแบบสมบูรณ์ชัดเจน ดังที่ยกมาแสดงไว้ ณ ที่นี้ 
******
...สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จจาริกไปในโกศลชนบทถึงเกสปุตตนิคม ซึ่งเป็นที่อยู่แห่งหมู่ชนกาลามโคตร ชาวเกสปุตตนิคมได้พร้อมกันไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าและได้ทูลถามถึงการที่สมณะพราหมณ์ทุก ๆ หมู่บ้านที่มาถึงเกสปุตตนิคม ได้แสดงแต่ถ้อยคำของตนเชิดชูให้เห็นว่าดี ชอบ ควรจะถือตามโดยส่วนเดียว พูดคัดค้านข่มถ้อยคำของผู้อื่น จึงเกิดความสงสัยว่า.." สมณะพราหมณ์เหล่านี้ ใครพูดจริง ใครพูดเท็จ "
      พระผู้มีพระภาคเข้าได้ตรัสว่า...ควรแล้วที่ท่านจะสงสัย ความสงสัยของท่านเกิดขึ้นแล้วในเหตุควรสงสัยจริง
๑.ท่านอย่าได้ถือโดย ได้ฟังตามกันมา
๒.ท่านอย่าได้ถือโดย ลำดับสืบ ๆ กันมา
๓.ท่านอย่าได้ถือโดย ความตื่นว่าได้ยินอย่างนี้ ๆ
๔.ท่านอย่าได้ถือโดย อ้างตำรา
๕.ท่านอย่าได้ถือโดย เหตุนึกเดาเอา
๖.ท่านอย่าได้ถือโดย นัยคือคาดคะเน
๗.ท่านอย่าได้ถือโดย ความตรึกตามอาการ
๘.ท่านอย่าได้ถือโดย ชอบใจว่าตรงกับลัทธิของตน
๙.ท่านอย่าได้ถือโดย เชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้
๑๐.ท่านอย่าได้ถือโดย ความนับถือว่าสมณะผู้นี้เป็นครูของเรา
      จากนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงประเด็นสำคัญ ๔ ประการของหลักการตัดสินว่า...สิ่งใดควรเชื่อ หรือสิ่งใดไม่ควรเชื่อ ดังข้อความที่ปรากฏข้างต้นนี้...
(จากหนังสือ เทคนิคเพิ่มสุข โดย ภิกษุณี รุ้งเดือน นฺนทญาณี อารามภิกษุณี นิโรธาราม)
******