วันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เมืองงามสามวัง(๑)


เมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านได้มีโอกาสไปเที่ยว"ชมวัง"ที่จังหวัดเพชรบุรีก็เลยขออนุญาตนำภาพที่ได้มาแบ่งปันกัลยาณมิตรที่เข้ามาเยี่ยมเยียนได้ชมกันนะครับ..
        .. เพชรบุรีถือได้ว่าเป็นเมืองที่มีผู้คนอาศัยมายาวนานตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน ที่เกี่ยวข้องกับวีรกษัตริย์ของไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา..ตามประวัติเล่ากันว่า เมื่อปี พ.ศ.๒๑๓๔ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช   ได้เสด็จพระราชดำเนินทางสถลมารคพร้อมด้วยสมเด็จพระเอกาทศรถไปยังตำบลสามร้อยยอดเพื่อเสด็จออกทรงเบ็ดตกปลาฉลามกลางทะเล ได้เสด็จประทับแรม ณ พระตำหนักตำบลโตนดหลวงเป็นเวลา ๑๒ วัน ทรงพอพระราชหฤทัยชายหาดนี้มาก ก่อนที่จะเสด็จเข้าเมืองเพชรบุรี  ชาวบ้านจึงเรียกชายหาดนี้ว่าหาดเจ้าสำราญ มาจนทุกวันนี้
         เมื่อปี พ.ศ.๒๒๔๖ สมเด็จพระเจ้าเสือ ได้เสด็จประพาสเมืองเพชรบุรี และได้ประทับแรม ณ พระตำหนักตำบลโตนดหลวง เช่นกัน จากนั้นได้เสด็จไปทรงเบ็ดที่ตำบลสามร้อยยอด
          รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระองค์ได้เสด็จยกทัพหลวงไปทางชลมารค เมื่อถึงตำบลบางทะเลหรือตำบลหาดเจ้าสำราญ เมืองเพชรบุรี เรือถูกพายุล่ม หลายลำ พระองค์จึงได้ประทับแรมและตั้งพิธีบวงสรวง ณ พลับพลาที่ตำบลบางทะเล ก่อนเสด็จต่อไปยังเมืองนครศรีธรรมราช
           และเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามชายฝั่งทะเลของจังหวัดเพชรบุรีตั้งแต่บริเวณหาดเจ้าสำราญอำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัด เพชรบุรีถึงอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีความยาว 200 กิโลเมตร ว่า"ชายฝั่งทะเลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช" ...เป็นประวัติพอสังเขปของเพชรบุรี..คราวนี้ก็ไป"ชมวัง"กันเลยครับ...


พระนครคีรี หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า เขาวัง  นั้น เป็นพระราชวังฤดูร้อนของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงโปรดให้สร้างเมื่อปี พ.ศ.2402   บน
ยอดเขา สมน หรือ เขาสมณ พระราชทานนามว่า เขามหาสวรรค์ โดยมีเจ้าพระยาศรีสุริยวศ์(ช่วง บุนนาค)เป็นแม่กองในการก่อสร้าง และผู้ทำหน้าที่นายงานก่อสร้างคือ พระเพชรพิไสยศรีสวัสดิ์ (ท้วม บุนนาค)   พระนครคีรี  เป็นพระราชวังแห่งแรกของไทยที่สร้างขึ้นบนยอดเขา และที่พิเศษคือ เป็นยอดเขาสามยอดติดต่อกัน
          ยอดเขาทางทิศตะวันออก เป็นที่ตั้งของวัดพระแก้วหรือวัดพระแก้วน้อย เป็นวัดประจำพระราชวัง จำลองแบบมาจากวัดพระแก้วที่พระบรมมหาราชวังที่กรุงเทพ พระอุโบสถ พระสุทธเสลเจดีย์ ศาลาและพระปรางค์ หอระฆัง
          ยอดเขาตรงกลาง เป็นที่ตั้งของ เจดีย์พระธาตุจอมเพชร ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
          ยอดเขาทางทิศตะวันตก เป็นที่ตั้งของหมู่พระมหามณเฑียรสถานและพระที่นั่งต่าง ๆ ปัจจุบันพระที่นั่งบางองค์เป็นอาคารจัดแสดงของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครคีรี

ยอดเขาทางทิศตะวันตก  เป็นที่ตั้งของหมู่มหามณเฑียรสถานและพระที่นั่งต่าง ๆ พระที่นั่งบางองค์เป็นอาคารจัดแสดงของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครคีรี

พระที่นั่งราชธรรมสภา

หอชัชวาลเวียงชัย หรือ หอดูดาว

ยอดเขาตรงกลาง เป็นที่ตั้งเจดีย์พระธาตุจอมเพชร ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

ยอดเขาทางทิศตะวันออก เป็นที่ตั้งของวัดพระแก้วหรือวัดพระแก้วน้อย เป็นวัดประ

จำพระราชวัง จำลองแบบมาจากวัดพระแก้วในพระบรมมหาราชวังที่กรุงเทพ ประกอบด้วย พระอุโบสถ พระสุทธเสลเจดีย์ ศาลาและพระปรางค์ หอระฆัง

 

เจดีย์พระธาตุจอมเพชร มองจากศาลาข้างพระปรางค์แดงยอดเขาทางทิศตะวันออก

...การเดินทางขึ้นเขาวังสะดวกสบายมากครับ..ขึ้นรถรางไฟฟ้าครับ..

ข้อควรระวังสุดท้าย..เมื่อเดินเที่ยวชมบน "เขาวัง" ขอได้ระมัดระวัง "ขาใหญ่"ที่อยู่ตามริมทางเดินเท้า..


..หลีกเลี่ยงการให้อาหาร เพราะถ้ายื่นอาหารให้เขาจะกรูกันเข้ามาหา..อาจจะเกิดอันตรายกับเราได้..ทราบจากแม่ค้าขายของว่า ปัจจุบัน ลิงบนเขาวัง มีด้วยกัน ๖ ฝูง มีประชากรลิงพันกว่าตัว ...

......................................................

มองจาก"เขาวัง" ลงไปในตัวเมืองเพชรบุรี จะเห็น "พระรามราชนิเวศน์" หรือ "พระราชวังบ้านปืน"....ครับ เดี๋ยวเราจะไปชมเป็นวังที่สอง...ครับ

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านครับ....

วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เยี่ยมค่ายโพธิ์สามต้น


(คลิกบนภาพเพื่อดูภาพขยายใหญ่)

          ค่ายโพธิ์สามต้นปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ของ ต.พุทเลา และ ต.โพธิ์สามต้น อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นรอยต่อของสองตำบล  ริมแม่น้ำโพธิ์สามต้นที่ไหลมารวมกับแม่น้ำลพบุรีที่บริเวณหัวรอซึ่งอยู่ทางด้านทิศเหนือของเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา
        ในประวัติศาสตร์เนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้อยู่ห่างจากกรุงศรีอยุธยาประมาณ  6 กม.จึงเป็นพื้นที่ที่อยู่ในเส้นทางเดินทัพของข้าศึกที่เข้าตีกรุงศรีอยุธยาตลอดมา เมื่อ พ.ศ.2091  พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้นำทัพหลวง  เสด็จยกทัพมาตั้งค่ายหลวง ณ ทุ่งพุทเลา ทรงช้างพระที่นั่งกระโจมทอง  นำกำลังกองหลวงข้าม โพธิ์สามต้น  มาตามทุ่งเพนียด และตั้งค่าย ณ วัดสามวิหาร  เตรียมเข้าตีกรุงศรีอยุธยา


แม่น้ำโพธิ์สามต้นบริเวณค่ายโพธฺ์สามต้น ในปัจจุบัน
        พ.ศ.2290  พระยารามัญสามคนคือ พระยาราม พระยากลางเมืองและพระยาน้อยวันดี พร้อมครอบครัวมอญประมาณสี่ร้อยเศษหนีภัยสงครามเข้ามาพึ่งบรมโพธิสมภารเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงศรีอยุธยา และทรงตรัสสั่งให้ครอบครัวมอญเหล่านี้ไปอยู่ที่ตำบลโพธิ์สามต้น
        พ.ศ.2309  ก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งทิ่ 2 พระเจ้ามังระกษัตริย์พม่าได้ส่งแม่ทัพพม่า 2 คน คือ เนเมียวสีหบดี  และ มังมหานรธาเข้าตีกรุงศรีอยุธยาทุกๆ ด้าน กองทัพของเนเมียวสีหบดียกกองทัพเข้ามาตั้ง “ค่ายใหญ่ที่โพธิ์สามต้น” ส่วนกองทัพมังมหานรธาตั้งค่ายที่บ้านสีกุก อยู่ทางด้านตะวันตก
         หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.2310 แล้ว " ค่ายโพธิ์สามต้น " ถือว่าเป็นกองบัญชาการใหญ่ของพม่าที่ควบคุมดูแลกรุงศรีอยุธยา พร้อมกับเป็นสถานที่รวบรวมเชลยศึกคนไทยและทรัพย์สินต่าง ๆ เพื่อส่งไปพม่า โดยมีสุกี้พระนายกอง เป็นแม่ทัพอยู่ที่ ค่ายโพธิ์สามต้น


ค่ายโพธฺ์สามต้นในปัจจุบัน
ในภาพเป็นที่ตั้งศาลสมเด็จพระเจ้าตาก
       สุกี้พระนายกอง หรือ สุกี้ เดิมชื่อนายทองสุก เป็นชาวไทยเชื้อสายมอญ มีถิ่นฐานอยู่ ณ บ้านโพธิ์สามต้น   ระหว่างสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง นายทองสุกเข้าเป็นฝ่ายพม่าช่วยทำการรบอย่างแข็งขันจนเนเมียวสีหบดีตั้งให้เป็นตำแหน่งสุกี้และให้เป็นนายทัพคุมพลมอญและพม่าที่ค่ายโพธิ์สามต้น คอยสืบจับผู้คนและทรัพย์สินสิ่งของต่าง ๆ ส่งไปพม่า....นายทองสุกหรือสุกี้พระนายกองได้สิ้นชีวิตในที่รบที่ค่ายโพธิ์สามต้น เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากยกทัพมายึดค่ายโพธิ์สามต้นเพื่อกอบกู้อิสรภาพ...












บริเวณศาลสมเด็จพระเจ้าตากที่บริเวณค่ายโพธิ์สามต้น

จุดที่ตั้งศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินนี้มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งที่มีการขุดหน้าดินบริเวณนี้ไปขาย รถขุดดิน(แบคโฮ)ไม่สามารถขุดต่อไปได้ จึงเหลือเป็นเกาะที่ตั้งศาลที่เห็นในปัจจุบัน


      ต่อมาเมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชทรงรวบรวมกำลังคน  ยกกองทัพเรือจากเมืองจันทบุรี  เข้าตีเมืองธนบุรีได้แล้ว  ก็ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาโดยเข้าตียึดค่ายโพธิ์สามต้น  คืนจากพม่า    ขณะนั้นมีคนและทรัพย์สมบัติที่สุกี้ยังมิได้ส่งไปพม่า จึงรวบรวมเก็บรักษาไว้ใน ค่ายโพธิ์สามต้น  และเมื่อพระองค์ทรงสำรวจดูสภาพกรุงศรีอยุธยาแล้วทรงเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาเสียหายเกินกว่าจะปฏิสังขรณ์ได้ จึงโปรดให้ไปตั้งราชธานีใหม่ที่กรุงธนบุรี.... 



                  อิฐเก่าที่ยังคงเหลือให้เห็นอยู่บ้าง หลังจากมีการขนลงเรือไปที่กรุงเทพเป็นจำนวนมากเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว...


พื้นที่ค่ายโพธิ์สามต้นในปัจจุบันส่วนหนึ่งมีเอกชนครอบครอง
บางส่วนเป็นบึงน้ำเนื่องจากการขุดหน้าดินไปขาย


วัดโพธิ์อยู่ในพื้นที่ค่ายโพธิ์สามต้น


วัดโพธิ์(วัดร้าง)ที่มีผู้มีจิตศรัทธาจะปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่่


ขอบคุณที่เข้ามาอ่านครับ










วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เยี่ยมบ้านเกิดนายขนมต้ม




                   ศาลปู่ขนมต้ม ตั้งอยู่ที่หน้าโรงเรียนวัดจุฬามณี บางบาล อยุธยา

           ห่างจากทุ่งมะขามหย่อง ประมาณ ๖ กม.ตามเส้นทางหลวงหมายเลข ๓๔๗ ขึ้นทางเหนือแล้วเลี้ยวเข้าทางหลวงหมายเลข ๓๐๙ ไปทางอ.ป่าไมก ก็จะถึงทางแยกทางซ้ายมือเข้าวัดจุฬามณี ต.บ้านกุ่ม อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของชุมชน"บ้านกุ่ม"บ้านเกิดของนายขนมต้ม   สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี 
           ตามประวัติที่เล่าต่อกันมามีว่า  นายขนมต้ม เกิดเมื่อ พ.ศ.๒๒๙๓  ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ แห่งกรุงศรีอยุธยา ที่บ้านกุ่ม  มีพี่สาวคนหนี่งชื่อ เอื้อย นายขนมต้มต้องมาอยู่วัดปีกกาหรือวัดจุฬามณี  ตั้งแต่อายุ ๑๐ ขวบ เนื่องจากพ่อ แม่ และพี่สาวถูกพม่าฆ่าตายหมด เริ่มฝึกชกมวยมาตั้งแต่เป็นหนุ่ม พอเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง พ.ศ.๒๓๑๐ ก็ถูกพม่ากวาดต้อนไปพม่า

รูปปั้นนายขนมต้มภายในศาล

            ในพงศาวดารมีข้อความตอนหนึ่งว่า..."เมื่อพระเจ้ามังระโปรดให้ปฏิสังขรณ์และก่อเสริมพระเจดีย์ชเวดากองในเมืองย่างกุ้งเป็นการใหญ่นั้น ครั้นงานสำเร็จลงในปี พ.ศ.2317 พอถึงวันฤกษ์งามยามดี คือวันที่ 17 มีนาคม จึงโปรดให้ทำพิธียกฉัตรใหญ่ขึ้นไว้บนยอดเป็นปฐมฤกษ์ แล้วได้ทรงเปิดงานมหกรรมฉลองอย่างมโหฬาร ขุนนางพม่ากราบทูลว่า "นักมวยไทยมีฝีมือดียิ่งนัก" พระเจ้ามังระจึงตรัสสั่งให้เอาตัวนายขนมต้ม นักมวยดีมีฝีมือตั้งแต่ครั้งกรุงเก่ามาถวาย พระเจ้ามังระได้ให้จัดมวยพม่าเข้ามาเปรียบ
กับนายขนมต้ม โดยจัดให้ชกต่อหน้าพระที่นั่ง ปรากฏว่านายขนมต้มชกพม่าไม่ทันถึงยกก็แพ้ถึงเก้าคนสิบคนก็สู้ไม่ได้ พระเจ้ามังระทอดพระเนตรยกพระหัตถ์ตบพระอุระ

ตรัสสรรเสริญนายขนมต้มว่า “คนไทยนี้มีพิษสงรอบตัว แม้มือเปล่ายังเอาชนะคนได้ถึงเก้าคนสิบคน นี่หากว่ามีเจ้านายดี มีความสามัคคีกัน ไม่ขัดขากันเอง และไม่เห็นแก่

ความสุขส่วนตัว และโคตรตระกูลแล้ว ไฉนเลยกรุงศรีอยุธยาจะเสียทีแก่ข้าศึก ดั่งที่เห็นอยู่ทุกวันนี้.."




อนุสาวรีย์นายขนมต้มที่สร้างขึ้นใหม่ใกล้ๆ กับศาลเดิม ที่หน้าโรงเรียนวัดจุฬามณี

(คลิกบนภาพเพื่อดูภาพขยายใหญ่ขึ้น)




แม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณหน้าวัดจุฬามณี


              ลูกหลานนายขนมต้ม"สายเลือดนักสู้"แห่งบ้านกุ่ม บางบาล ปัจจุบันยังถือเป็นชุมชน"นักสู้แห่งสายน้ำ"หากเอ่ยชื่อเรือยาว "เรือศรีอยุธยา" และ"เรือศรีสุริโยทัย" เป็นที่รู้จักของสนามแข่งเรือยาวทุกภาคของประเทศไทย   เรือยาวทั้งสองลำเป็นของวัดจุฬามณี ชุมชนถิ่นกำเนิดของนายขนมต้น  
               หากท่านมีโอกาศไปอยุธยาอย่าลืมแวะไปเยี่ยมบ้านเกิดนายขนมต้มนะครับ..ถ้าจะเข้าไปไหว้พระทำบุญ ที่วัดจุฬามณีด้วย ก็จะเป็นสิริมงคลเป็นอย่างยิ่ง...ขอบคุณที่เข้ามาอ่านครับ...
.................................
หากยังพอมีเวลาก็ขอแนะนำไปไหว้  ศาลเจ้าแม่ช่อมะขาม  "คู่ใจ" นายขนมต้ม ที่อ.ป่าโมก อ่างทองด้วยนะครับ  ศาลเจ้าแม่ช่อมะขาม อยู่ที่วัดป่าโมกวรวิหาร  ครับ



ขอบคุณมากครับ


วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ทุ่งมะขามหย่อง

             สองวันมานี้ญาติสนิทมิตรสหายหลายท่านถามข่าวว่าไปรับเสด็จในหลวงที่ทุ่งมะขามหย่องหรือเปล่า...ก็เลยขออนุญาตบันทึกความรู้สึกที่ได้มีโอกาสไปพบเห็นมาเมื่อ  ๒๕ พ.ค.๕๕...เนื่องจากผมอยู่ไม่ไกลจากทุ่งมะขามหย่อง  พอวันที่ ๒๔ พ.ค.๕๕ ก็เลยถือโอกาสขับรถเข้าไปดูสถานที่พร้อมกับสำรวจเส้นทางก่อนเพื่อความแน่ใจ.. ทั้งๆที่เมื่อวันแม่ปีที่แล้วผมก็เข้าไปสักการะพระราชาสาวรีย์สุริโยทัยมาครั้งหนึ่งแล้ว (http://navy09.blogspot.com/2011/08/blog-post_25.html)..เพราะกลัวจะพลาด...




        เช้าวันที่ ๒๕ พ.ค.ผมขับรถไปจอดไว้ที่ภูเขาทอง แล้วนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปที่ทุ่งมะขามหย่อง ผมไปถึงประมาณเก้าโมงเช้าครับ ปรากฏว่าบริเวณตั้งแต่ประตูทางเข้าตามเส้นทางเสด็จจนถึงพลับพลาที่ประทับมีประชาชนจับจองที่นั่งเต็มหมดแล้ว ก็จะเหลือพื้นที่ริมบึงซึ่งใช้เป็นสถานที่จัดแสดง  แต่บริเวณนี้ก็สงวนไว้ให้เจ้าหน้าที่และผู้ร่วมแสดงจากอำเภอต่าง ๆ ในจังหวัดอยุธยา..เราเปลี่ยนสถานที่นั่งไปสามครั้ง..สุดท้ายเราก็ได้รับอนุญาตให้นั่งที่ริมบึงน้ำนี้ได้เมื่อเวลาประมาณเที่ยงวัน จากนี้ไปประมาณเจ็ดชั่วโมงผมไม่ได้ลุกจากที่นั่งไปใหนเลยจนกระทั่งพระองค์ท่านเสด็จกลับ..



            ช่วงเวลารอรับเสด็จนี้ทางผู้กำกับการแสดงแสงสีเสียง ได้ซักซ้อมชุดการแสดงขบวนช้างทรงและขบวนทหารกองเกียรติยศ ชุดเพลงเรือ ชุดแผ่นดินทอง ตลาดน้ำ..ทำให้ได้ภาพในช่วงที่ยังมีแสงสว่าง ดูสวยงามชัดเจนอีกแบบหนึ่ง ..ในเวลาแสดงจริงนั้นพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว....ขณะที่นั่งรออยู่นี้ผมก็สังเกตสภาพอากาศไปด้วย เพราะทางการแจ้งเตือนว่าภาคกลางจะมีฝนตก ก็เตรียมร่มกันไปกันฝนและยังมีหมวกกับผ้าขาวม้าไปอีกผืนหนึ่ง..แต่ปรากฏว่าช่วงบ่ายอากาศค่อนข้างร้อนไม่มีเมฆฝนเลย  เอาผ้าขาวม้าคลุมหัวไว้ตอนมีการซักซ้อมแสดง(เกรงใจคนข้างหลังเขาอยากได้ภาพสวย ๆกลัวร่มจะไปบังกล้องครับ)..ประมาณห้าโมงเย็นครับลมแรงขึ้นเมฆฝนครึ้มทางทิศ ตะวันออกฟ้ามืด(ทราบภายหลังจากพี่สาวที่ อ.อุทัยบอกว่าฝนตกหนัก)   แต่ผมสังเกตว่าทิศทางลมที่พัดแรงนั้นเคลื่อนตัวขึ้นไปทางเหนือ ท้องฟ้าทางทิศใต้และทิศตะวันตกของทุ่งมะขามหย่องยังไม่มีเมฆฝนเลย...





            เวลาประมาณหกโมงเย็น เสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีก็ดังขึ้น ในหลวงเสด็จถึงทุ่งมะขามหย่องแล้วทุกคนยืนตรงพร้อมกับโบกธง  รถพระที่นั่งเคลื่อนที่อย่างช้าๆ ทุกท่านคงจะได้เห็นภาพที่ถ่ายทอดทางโทรทัศน์แล้วนะครับ..ช่วงนี้เริ่มมีลมจากทิศตะวันออกพัดแรงขึ้น   ขณะที่รถพระที่นั่งวิ่งวนออกมาจากราชานุสาวรีย์สุริโยทัยเพื่อไปพลับพลาที่ประทับนั้นมีละอองน้ำฝนพรมลงมาเล็กน้อยแล้วก็หายไป(ช่วงเวลานี้ฝนตกหนักทางทิศตะวันออกของทุ่งมะขามหย่องบริเวณ อ.อุทัย นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ)...พอพระองค์เสด็จถึงพลับพลาที่ประทับทอดพระเนตรชุดการแสดงต่าง ๆ  สภาพอากาศตอนนี้เย็นสบายไม่มีฝนจนกระทั่งจบการแสดง

                                                                             


       พอเสียงสรรเสริญพระบารมีดังขึ้นอีกครั้งประชาชนยืนตรงส่งเสด็จพระองค์  รถพระที่นั่งกำลังเคลื่อนออกจากบริเวณพลับพลาที่ประทับ...ช่วงเวลานี้ลมกระโชกแรงขึ้นคราวนี้มีฝนพรมลงมาอีกครั้งช่วงเวลาสั้นๆ  พอผมคิดว่าจะหยิบร่มขึ้นกางฝนก็หายไป..
       ผมเดินออกจากทุ่งมะขามหย่อมมาขึ้นรถตุ๊กเพื่อไปที่จอดรถที่ภูเขาทอง จากนั้นก็ขับรถผ่านเข้าไปในเกาะเมืองอยุธยามีฝนตกบ้างแต่ไม่มาก ไปส่งหลานชายที่ อ.อุทัย เห็นบนถนนมีน้ำฝนเปียกโชกอยู่...ฝนหายตกแล้ว...เรื่องราวรายละเอียดของ"ทุ่งมะขามหย่อง"เมื่อ ๒๕ พ.ค.๕๕ คนไทยทุกคนคงได้ชมทางโทรทัศน์แล้ว.."บารมีพระมากพ้น  รำพัน"....ครับ....



...........................

วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

พ่อของแผ่นดิน


เส้นทางสู่ทุ่งมะขามหย่อง ๒๔ พ.ค.๕๕












ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนานเทอญ