วันจันทร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2556

สัมมาทิฏฐิสูตร(๑๓)


  ....รู้จักตัณหา นั้นก็คือรู้จัก รูปตัณหา ตัณหาในรูป สัททตัณหา ตัณหาในเสียง คันธตัณหา ตัณหาในกลิ่น รสตัณหา ตัณหาในรส โผฏฐัพพตัณหา ตัณหาในสิ่งที่ถูกต้อง ธรรมตัณหา คือตัณหาในธรรมารมณ์ อันได้แก่เรื่องราว  และท่านได้แสดงอธิบายต่อไปว่า รู้จักเหตุเกิดตัณหานั้น ก็คือรู้จักว่าความเกิดขึ้นแห่งตัณหามีขึ้น ก็เพราะความเกิดขึ้นแห่งเวทนา  และได้แสดงถึงความดับตัณหาว่า ความดับตัณหามีขึ้นก็เพราะดับเวทนา  แสดงทางปฏิบัติให้ถึงความดับตัณหาว่า มีมรรคมีองค์ ๘ คือมรรคมีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิความเห็นชอบ เป็นต้น...(สมเด็จพระญาณสังวร)

วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2556

สัมมาทิฏฐิสูตร(๑๒)


...สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่ากายของตน ....สักกายทิฏฐิ ๒๐ ...เป็น ๒๐ อย่างไร ก็คือ เห็นว่าขันธ์ ๕ เป็นตน คือเห็นว่า รูปเป็นตน เวทนาเป็นตน สัญญาเป็นตน สังขารเป็นตน วิญญาณเป็นตน ก็ได้ ๕ ข้อ เห็นว่าตนมีขันธ์ ๕ คือเห็นว่า ตนมีรูป ตนมีเวทนา ตนมีสัญญา ตนมีสังขาร ตนมีวิญญาณ ก็ได้อีก ๕ เห็นขันธ์ ๕ ในตน คือเห็นรูปในตน เห็นเวทนาในตน เห็นสัญญาในตน เห็นสังขารในตน เห็นวิญญาณในตน ก็เป็นอีก ๕ เห็นตนในขันธ์ ๕ คือเห็นตนในรูป เห็นตนในเวทนา เห็นตนในสัญญา เห็นตนในสังขาร เห็นตนในวิญญาณ ก็เป็นอีก ๕ ห้าสี่หนก็เป็น ๒๐ จึงเรียกว่าสักกายทิฏฐิ ๒๐ ความเห็นว่ากายของตน ๒๐ ...(สมเด็จพระญาณสังวร)

วันเสาร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2556

สัมมาทิฏฐิสูตร(๑๑)


...อัตตวาทุปาทาน ยึดถือหรือถือมั่นวาทะว่าตน.... สมมติบัญญัติว่าอัตตาตัวเราของเรา ตัวเราก่อน แล้วก็มีของเรา แล้วก็จะมีตัวเขาของเขา และเมื่อพิจารณาให้รู้จักที่ตั้งแห่งสมมติบัญญัติ โดยเฉพาะที่ตัวเรานี้ตามความเป็นจริง โดยไตรลักษณ์ดั่งนี้แล้ว ก็จะทำให้หายหลง หายยึดถือ แต่เมื่อยังไม่ได้เห็นแจ้งจริง ก็ย่อมจะต้องมีความยึดถืออยู่ เป็นอัตวาทุปาทาน อนึ่ง เมื่อมีอุปาทานนี้ ยังเป็นเหตุให้ถือเราถือเขา ด้วยอำนาจมานะ จนเป็นเหตุถือพวก เป็นเหตุให้เกิดความแก่งแย่ง วิวาท และอกุศลกรรมต่าง ๆ อีกมากมาย...(สมเด็จพระญาณสังวร)

วันศุกร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2556

สัมมาทิฏฐิสูตร(๑๐)


...สีลัพพัตตุปาทาน ความยึดถือศีลและวัตร หรือศีลและพรต ....พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงทางสุดโต่ง ๒ ทาง ที่บรรพชิตผู้มุ่งจะตรัสรู้ไม่ควรที่จะส้องเสพปฏิบัติ คือ กามสุขัลลิกานุโยค ความประกอบตนด้วยความสุขสดชื่นในทางกาม และ อัตตกิลมถานุโยค ความปฏิบัติทรมานตนให้ลำบาก คือทำทุกรกิริยาต่างๆ เหล่านี้ก็ชื่อว่าเป็นศีลและวัตร ซึ่งศาสดาในภายนอกพุทธศาสนาสั่งสอนกัน.... (สมเด็จพระญาณสังวร) 

วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2556

สัมมาทิฏฐิสูตร(๙)


...คือความยึดถือทิฏฐิ คือความเห็น..ความเห็นผิดต่าง ๆ ...มิจฉาทิฏฐิ...
   ...อกริยทิฏฐิ  ความเห็นว่าไม่มีบุญ ไม่มีบาป...
   ...อเหตุกทิฏฐิ   ความเห็นว่า  ไม่มีเหตุ..ผลที่ได้ต่าง ๆ บังเกิดขึ้นตามกาลแห่งโชคเคราะห์...
   ...นัตถิกทิฏฐิ  ความเห็นว่าไม่มี เป็นการปฏิเสทสมมติสัจจะ  ความจริงโดยสมมติ..ปฏิเสทคติธรรมดา คติกรรม ผลของกรรม  ความเห็นที่ผิดหลักพุทธศาสนาสิ้นเชิง...
   ...ความเห็นผิดทั้งสามนี้...ข้ามทั้งสุขคติ..ข้ามทั้งมรรคผลนิพพาน.....(สมเด็จพระญาณสังวร)