วันพุธที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2567
ผู้ทรงศีล
‘ไม่ผิดศีล’ กับ ‘ทรงศีล’ ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน รักษาศีลเพราะอยากได้หรืออยากเป็นอะไรสักอย่าง หรือเพราะความไม่อยากได้ไม่อยากเป็น ก็ไม่ถือว่าทรงศีล ยกตนข่มท่านด้วยข้อศีลธรรมก็ไม่ถือว่าเป็นกิริยาของผู้ทรงศีล ศีลธรรมของผู้ทรงศีล ย่อมตั้งอยู่บนฐานคือหิริโอตตัปปะ ย่อมเป็นเหตุให้เคารพนับถือตัวเองได้ และย่อมเอื้อต่อความสงบและปัญญา
พระอาจารย์ชยสาโร
*****
Cr.https://www.facebook.com/share/p/1pFw5TEZHCquiFGx/?mibextid=oFDknk
วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2567
Ame volunteer From Puerto Rico
Hi! My name is America, but people call me Ame!
I consider myself a highly enthusiastic, outgoing, and adventurous individual with high goals to create a long-lasting impact on the world.
"I was born and raised on the small island of Puerto Rico where I spent most of my time at the beach creating my relationship with my first love-nature. Here is where I felt my heart the calmest taking in the quiet crisp sunrises, experiencing the freeing swims in the vast oceans after a long day of surfing. Although I loved my time on the island in Puerto Rico reading history and learning of the great Arts invigorated my curiosity for new cultures, people, and beliefs.
Driven by this curiosity I decided to pack my bags during my last year of high school and leave my small island. Naive and broke I took on my first year abroad in Germany. This changed everything for me- impacted by the difference in culture, learning the language, and experiencing. During my time in Germany, I was first introduced to volunteering in a foster home for children. Teaching the children English and meeting new people in Germany I found immense joy -exchanging stories, learning of new cultures, and creating a connection that surpasses languages and borders.
Service and helping others is the core of who I am. It's through intentional actions to benefit others whether that's a small gesture for strangers, a non-profit program that I am interested in, or beautiful uplifting conversations that fill my heart with gratitude.
Currently, I am excited to continue creating connections, learning new cultures, and helping others" Ame
วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2567
ความเสียสละ
(ภาพประกอบนี้ไม่เกี่ยวข้องกับบทความแต่อย่างใด)
Cr.Fwd.line
"A society that can produce a 9-year-old who understands the concept of sacrifice for the greater good must be a great society, a great people"
เรื่องราวของเด็ก9ขวบที่สอนบทเรียนอันยิ่งใหญ่แก่สังคมโลก
มาฟังของจริงดีกว่าที่มีหลักฐานมั่นคงชัดแจ้งพิสูจน์ได้เลยครับคือเรื่องจากเมืองฟุคุชิมาที่โดนสึนามิถล่มเสียราบไปเลยนั่นแหละ
โดยตำรวจญี่ปุ่นแต่เป็นคนเวียดนามอพยพซึ่งได้สัญชาติญี่ปุ่นแล้วนะครับชื่อนายฮาหมิ่นถาน ได้เขียนจดหมายถึงเพื่อนที่เวียดนามเล่าถึงประสบการณ์ของการปฏิบัติหน้าที่ของเขาที่โรงเรียนประถมเล็กๆ แห่งหนึ่งซึ่งเรื่องนี่เผยแพร่โดยสำนักข่าวนิวอเมริกันมีเดีย (New America Media-NAM) ซึ่งเป็นสำนักข่าวที่ที่มีชื่อเสียงได้รับการยอมรับในทางเสนอข่าวทางชาติพันธุ์ที่ไม่ใช่ฝรั่งตะวันตกพูดง่ายๆ คือสำนักข่าวที่มุ่งเสนอข่าวสำหรับคนในโลกที่ไม่ใช่ฝรั่งนั่นเอง
ฮาหมิ่นถามเขียนเล่าว่า ตำรวจของเมืองฟุคุชิมาต้องทำงานกันวันละ 20 ชั่วโมง งานหลักคือการขนย้ายศพผู้ตายจากสึนามิแบบว่าลืมตาขึ้นมาก็เห็นศพ จนหลับพอตื่นขึ้นมาก็ขนย้ายศพต่อ
นายฮาหมิ่นถานบอกเพื่อนว่า น่าแปลกใจในความสงบและการปฏิบัติตัวที่สุภาพมีมารยาทของชาวญี่ปุ่นที่สูญสิ้นแทบทุกอย่าง อย่างมีศักดิ์ศรีตลอด 1 สัปดาห์ภายหลังสึนามิ แต่เขากังวลว่าหากนานไปอีกความอดอยากก็จะทำให้เกิดมีสัญชาติดิบของการเอาตัวรอดขึ้นมาได้เนื่องจากอาหารน้ำยังขาดแคลนอย่างสุดแสนในช่วงแรกทั้งๆ ที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้พยายามอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม
ฮาหมิ่นถานเขียนเล่าว่า เขาได้รับบทเรียนที่มีค่าที่สุดจากเด็กญี่ปุ่นอายุ 9 ขวบ ที่สอนให้เขาซึ่งเป็นผู้ใหญ่รู้ถึงการปฏิบัติตนว่ามนุษย์ควรจะปฏิบัติตนอย่างไร!
ฮาหมิ่นถานเล่าว่า เมื่อคืนที่แล้วเขาไปปฏิบัติหน้าที่ตำรวจในการดูแลความสงบของการแจกอาหารให้แก่ผู้ประสบภัยสึนามิที่โรงเรียนประถมเล็กๆ แห่งหนึ่งในเขตฟุคุชิมาโดยมีอาหารวางกองรวมกันอยู่เพื่อแจกให้ตามคิวที่จัดเป็นแถววกวนสลับกันเหมือนกับการเข้าคิวเข้าสวนสนุกซึ่งมีคนเป็นจำนวนมากและฮาหมิ่นถานเห็นเด็กนักเรียนชายใส่กางเกงขาสั้นและเสื้อยืดคอกลมตัวเล็กอายุประมาณ 9 ขวบ ยืนอยู่เป็นคนสุดท้ายซึ่งคะเนจากจำนวนคนแล้วอาหารที่กองอยู่อาจจะหมดเสียก่อนถึงคิวเด็กเสียด้วยซ้ำ
ฮาหมิ่นถานจึงเดินเข้าไปชวนเด็กคนนั้นคุยซึ่งก็ได้ความว่าในช่วงที่สึนามิโถมตัวเข้าฝั่งนั้นเด็กคนนี้อยู่บนชั้นสามของโรงเรียนมองเห็นรถยนต์ที่พ่อของเขาที่ขับมารับเขาที่โรงเรียนถูกน้ำพลัดหายไปต่อหน้าต่อตา
เมื่อถามถึงแม่เด็กก็บอกว่าบ้านเขาอยู่ใกล้ชายหาดแม่และน้องสาวก็คงตกเป็นเหยื่อของคลื่นสึนามิอย่างไม่ต้องสงสัย เด็กเบือนหน้าหนีในขณะที่เล่าถึงเรื่องเศร้าสลดของตนเพื่อเช็ดน้ำตาอย่างสงบ
เด็กเล็กคนนั้นเริ่มตัวสั่นเทาด้วยความหนาวเย็นในยามค่ำคืน ฮาหมิ่นถานจึงถอดเสื้อแจ๊คเก็ตของเขาคลุมไหล่ให้เด็กโดยที่กล่องอาหารที่ฮาหมิ่นถานได้รับแจกก่อนมาปฏิบัติงานที่ร่วงลงจากกระเป๋าเสื้อแจ๊คเก็ต ฮาหมิ่นถานก้มลงเก็บกล่องอาหารแล้วยื่นให้กับเด็กผู้นั้นพร้อมพูดว่า
"นี่เป็นอาหารส่วนของฉันซึ่งฉันกินเรียบร้อยแล้ว หนูเอาไปกินเถอะเพราะว่ากว่าจะถึงคิวหนูได้รับแจกอาหาร อาหารกองนั้นอาจจะหมดก่อนก็ได้"
เด็กอายุ 9 ขวบคนนั้นโค้งอย่างสุภาพแล้วรับเอากล่องอาหารไปพร้อมกับโค้งแล้วโค้งอีกเสร็จแล้วจึงเดินเอากล่องอาหารนั้นไปวางรวมไว้กับกองอาหารรวมที่เอาไว้แจกตามคิวทำให้ฮาหมิ่นถานประหลาดใจถามเด็กเมื่อเขากลับมาอยู่ท้ายคิวตามเดิมว่า
"ทำไมหนูไม่กินอาหารเสียเล่า? ไม่หิวหรือไง? ทำไมถึงเอากล่องอาหารไปรวมกับกองอาหารส่วนกลาง?"
เด็กญี่ปุ่นอายุ 9 ขวบคนนั้นตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า
"เพราะว่าผมเห็นว่ามีคนมากมายทีเดียวที่หิวมากกว่าผม ถ้าผมเอากล่องอาหารไปวางรวมเป็นส่วนกลางแล้วทุกคนก็จะได้รับแบ่งเฉลี่ยไปกินเท่าๆ กัน"
ฮาหมิ่นถานต้องหันหน้าไปอีกทางหนึ่งเพื่อไม่ให้ใครเห็นเขาร้องไห้ เขาสรุปในจดหมายถึงเพื่อนชาวเวียดนามของเขาว่า
A society that can produce a 9-year-old who understands the concept of sacrifice for the greater good must be a great society, a great people
พากษ์ไทยว่า "สังคมที่สามารถผลิตเด็กอายุ 9 ขวบให้เข้าใจในความหมายของการเสียสละเพื่อความไพบูลย์ของสังคมส่วนรวมได้ต้องเป็นสังคมที่ยิ่งใหญ่และเป็นผู้คนที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง"
โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์
มติชน
วันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 34 ฉบับที่ 12100 มติชนรายวัน
******
Cr.Fwd.line
ขังคอกกับบินไป
ธรรมวันนี้
“วิธีการสอนของพระพุทธองค์ คือ “ขังคอก” กับ “บินไป”
“ ลักษณะแห่งการบําเพ็ญประโยชน์ผู้อื่น ของพระพุทธองค์นั้น อาจแบ่งได้เป็นสองสถาน กล่าวคือ.. สําหรับสัตว์ที่ยังอ่อน พระองค์ทรง “ขังคอก” เอาไว้, ส่วนสัตว์ที่แก่กล้าแล้ว พระองค์ทรง “ชี้ทางให้บินไป”
ที่ว่า “ขังคอกไว้” ก็คือ.. ให้อยู่ใน “กรอบวงของศีลธรรม” อย่าให้พลัดออกไปนอกคอก จะเป็นเหยื่อของสัตว์ร้าย กล่าวคือ “อบาย”.
แต่แม้กระนั้น พระองค์ก็ทรงสอนให้กระทําไปด้วยความไม่ยึดถือ หรือติดแน่นในศีลธรรมนั้นๆ ถึงกับตรัสเปรียบว่า...
“ ธรรมะนี้เหมือนเรือแพ จะอาศัยมันเพียงที่ยังต้องข้ามทะเลเท่านั้น เมื่อถึงฝั่งแล้ว ไม่จําต้องแบกเอาเรือหรือแพขึ้นบกไปด้วย กล่าวคือ “ความยึดติด” ซึ่งจะทําให้ขึ้นบกไม่ได้.. ”
ที่ว่า “ทรงชี้ทางให้บินไป” ก็คือ.. ทรงสอนให้ละวางโลกนี้ โดยมองเห็นในด้านในตามที่เป็นอย่างไร แล้วไม่ยึดถือ ไม่ติดอยู่ในโลก ไม่ติดอยู่ในธรรม สามารถข้ามขึ้นสู่ “โลกุตตรสภาพ” ซึ่งทรงตัวอยู่ได้โดยปราศจากภพจากชาติ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยุ่งยากโดยประการทั้งปวง
.. ในขั้นที่สอนให้บุคคลหนัก “อยู่ในศีลธรรมนั้น มิใช่เพื่อให้ยึดถือ” เป็นเพียงให้เดินไปตามทางที่มีการอารักขาไปก่อน หรือ ให้อยู่ในคอกที่มั่นคง เพื่อใช้เวลาในขณะนั้น สร้างความสามารถให้แก่ตัวเองให้เข้มแข็ง
กลายเป็นเป็ดไก่ ที่ไม่ต้องอยู่คอกเล้า หรืออาศัยคนเลี้ยง เช่น ลูกเป็ด ไก่อ่อน แต่ให้เป็นเป็ดสวรรค์ ไก่สวรรค์ หรือ นกซึ่งโบกบินไปได้ในอากาศอย่างเป็นอิสระเสรี
เพราะฉะนั้น ! ผู้ใดถอนตนออกมาได้เพียงใด ขอจงกรุณาเอ็นดู สงเคราะห์ ช่วยเหลือ ให้เพื่อนสัตว์ถอนตัวออกมาเพียงนั้น เมตตาที่มีอยู่นั้น จักเป็นเครื่องช่วยกําลังสมาธิ หรือช่วยกําลังจิตให้ผ่องแผ้วกล้าหาญยิ่งขึ้น
และข้อที่ว่า.. “ส่งเสริมกําลังปัญญา” ก็คือ ข้อที่ตนถูกซักไซ้ไต่ถาม ย่อมทําให้ต้องพินิจพิจารณาในอรรถธรรมนั้นมากขึ้น ละเอียดขึ้น นี้เป็นผลสะท้อน(reaction) ที่กลับมาได้แก่ตัวเอง และส่งเสริมตัวเองให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีก
ในพระบาลี(พระบาลีไตรปิฎก) “วิมุตตายตนสูตร” มีข้อความที่กล่าวไว้ว่า.. บุคคลบางคนได้บรรลุมรรคผลในเบื้องสูงเด็ดขาดถึงที่สุดได้ ในขณะที่ตนกําลังพยายามตอบปัญหาเรื่องนั้นเองแก่ผู้อื่น
*****
Ct.https://www.facebook.com/share/p/654F99wcsKEzgt1G/?mibextid=oFDknk







.jpg)









.jpg)



















