วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2567

หนี้ศักดิ์สิทธิ์


 Cr.fwd.line

#หนี้ศักดิ์สิทธิ์

เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว (พิมพ์ พ.ศ. ๒๕๔๐) 


ย้อนหลังตอนที่ยังไม่ได้บวช 


อาตมาเชื่อว่าปัญญาเกิดจากประสบการณ์ 


จึงเดินทางออกจากบ้านเกิดเมืองนอนที่ประเทศอังกฤษ ระเหเร่ร่อนหาประสบการณ์ชีวิตทางยุโรปและเอเชีย 


ยิ่งลำบากยิ่งชอบ

 เพราะรู้สึกว่าความลำเค็ญ

ช่วยให้รู้จักตัวเองมากขึ้น ซึ่งเป็นกำไรชีวิต

.

แต่การเดินทางไปอินเดีย ผิดหวังนิดหน่อย

ไม่ได้ท้าทายอย่างที่คาดหวัง 


ขากลับจึงตัดสินใจลองเดินทางจากประเทศปากีสถานไปยังอังกฤษ โดยไม่ใช้เงิน 


โบกรถไปเรื่อยๆ 

อยากจะรู้ว่าเป็นไปได้ไหม 

อยากจะทราบความรู้สึกของผู้ไม่มีอะไร อย่างลึกซึ้ง

.

ผจญภัยเยอะเหมือนกัน 


และผ่านเหตุการณ์ที่ไม่มีวันลืม 


อย่างเช่น พอถึงเตหรานเมืองหลวงของประเทศอิหร่าน รู้สึกจะหมดแรงแล้ว 


ผอมแห้งบักโกรก 

เสื้อผ้าก็มอมแมม กระดำกระด่าง 

คงดูน่าเกลียดพอสมควร 

เห็นหน้าในกระจกห้องน้ำสาธารณะ ก็ตกใจ 


ส่วนใจ ก็เป็นเปรตมากขึ้นทุกวัน 

กังวลหมกมุ่น แต่ในเรื่องอาหารการกิน 


วันนี้เราจะมีอะไรทานไหมหนอ? 


แต่ละวันท้องจะอิ่ม จะว่าง

ก็แล้วแต่น้ำใจของเพื่อนมนุษย์ 


เราจำเป็นต้องพึ่งบารมี เพราะไม่มีอย่างอื่น

.

พอดีเจอผู้ชายอิหร่านคนหนึ่ง 

เขาคงสงสาร และอยากฝึกพูดภาษาอังกฤษด้วย 


เขาจึงพาไปกินน้ำชา 

แล้วให้สตางค์ไปเล็กๆ น้อยๆ 


กลางคืน พักข้างถนน ในซอยเงียบ 

กลัวว่าตำรวจเห็น จะซ้อม 


รุ่งเช้า เดินไปร้านขายซุปแห่งหนึ่ง 

ซึ่งจำได้ว่า ซื้อซุปหนึ่งจาน แล้วเขาให้ขนมปังฟรี 


ในขณะที่กำลังเดินไป 

โดยพยายามไม่มองร้านอาหารข้างทาง

ที่ดึงดูดตาเหลือเกิน ไม่ดมกลิ่นหอมที่โชยออกมา 


เราได้สวนทางกับผู้หญิงคนหนึ่ง 


เขาเห็นเรา แล้วเขาก็หยุดชะงัก 

จ้องมองเราอย่างตะลึง 


สักพักหนึ่ง แล้วเดินตรงมาหาหน้าบูดบึ้ง

แล้วสั่งให้ตามเขาไป โดยใช้ภาษามือ 


เราเป็นนักแสวงหา เลยยอมตามไป 


เดินไปสักสิบนาที ก็ถึงตึกแถว 

ขึ้นลิฟต์ไปถึงชั้นที่สี่ 


สันนิษฐานว่าคงเป็นบ้านเขา 

แต่เขาไม่พูดไม่จาอะไรเลย 

ยิ้มก็ไม่ยิ้ม หน้าถมึงทึงตลอด

.

พอเปิดประตูเข้าไป

ปรากฏว่าเป็นบ้านของผู้หญิงคนนี้จริงๆ 


เขาพาเข้าห้องครัว ชี้ไปที่เก้าอี้ให้นั่ง 

นั่งแล้วเขาเอาอาหารมาให้ทานหลายๆ อย่าง 


อาตมารู้สึกเหมือนกับขึ้นสวรรค์ 


ทำให้รู้ว่า อาหารที่อร่อยที่สุดในโลก

คือ อาหารที่ทานในขณะที่หิว

และท้องกำลังร้องจ๊อกๆ 


เขาเรียกลูกชายมา สั่งอะไรก็ไม่รู้เพราะฟังไม่รู้เรื่อง 

แต่สังเกตว่า ลูกดูจะอายุไล่เลี่ยกับเรา 


สักพักใหญ่ ลูกชายก็กลับมาด้วยกางเกง

และเสื้อเชิ้ตชุดหนึ่ง 


พอเห็นว่า เราอิ่มหนำสำราญแล้ว ก็ชี้ไปที่ห้องน้ำ 

สั่งให้อาบน้ำ เปลี่ยนผ้าชุดใหม่ 

(ของเก่าน่ากลัวเอาไปเผา) 


เขาไม่ยิ้ม ไม่แย้ม ไม่พูดจาอะไรเลย 

มีแต่สั่งอย่างเดียว 


ขณะอาบน้ำอยู่ ก็คิดสันนิษฐานว่า 

แม่คนนี้อาจเห็นอาตมา 

แล้ววาดภาพ นึกถึงลูกชายเขาเองว่า 


ถ้าสมมุติว่าลูกเราเดินทางไปต่างประเทศ

แล้วตกทุกข์ได้ยากอย่างนี้ 

อยู่ในสภาพน่าสมเพชอย่างนี้ มันจะเป็นอย่างไร 


ฉะนั้นอาตมาจึงคิดว่า 

เขาช่วยเราด้วยความรักของแม่ 


เลยคิดแต่งตั้งเขา

เป็นแม่กิตติมศักดิ์ ประจำเมืองอิหร่าน 

ยืนยิ้มหน้าบานอยู่ในห้องน้ำคนเดียว

.

เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว

เขาก็ไปส่งเรา ตรงจุดที่ได้เจอกัน 


แล้วเดินลุยเข้าไปในกระแสชาวเมือง

ที่กำลังเดินไปทำงาน 


อาตมายืนมองผู้หญิงอิหร่านคนนั้น

ถูกหมู่ชนกลืนไป 


รู้อย่างแม่นยำว่า ชาตินี้คงไม่มีวันลืมเขาได้ 


อาตมาประทับใจ และซาบซึ้งมาก 

น้ำตาทำท่าจะไหลคลอ 


เขาให้เรา ทั้งๆ ที่ไม่รู้จักกันเลย 


ตัวสูงๆ ผอมๆ เหมือนไม้เสียบผี 

จากป่าช้าที่ไหนก็ไม่รู้ เสื้อผ้าก็เหม็นสกปรก 

ผมก็ยาวรกรุงรัง 


แต่เขากลับไม่รังเกียจเลย 


มิหนำซ้ำยังพาเราไปที่บ้าน

และดูแลเหมือนเราเป็นลูกของเขาเอง

โดยไม่หวังอะไรตอบแทนจากเราเลย


แม้แต่การขอบคุณ 


เวลาผ่านมายี่สิบกว่าปีแล้ว (พิมพ์พ.ศ. ๒๕๔๐) 


อาตมาจึงอยากประกาศคุณของพระโพธิสัตว์หน้าบูดคนนี้ ให้ทุกคนได้ทราบว่า 


แม้ในเมืองใหญ่ๆ 

ก็ยังมีคนดี และอาจมีมากกว่าที่เราคิด

.

ไม่ใช่เพียงแค่นี้คนเดียว 


ตอนสมัยที่อาตมาแสวงหาประสบการณ์ชีวิตนั้น 

ได้รับความเมตตาอารี ความช่วยเหลือเจือจาน

จากคนหลายๆ ชาติ 


ทั้งๆ ที่เราไม่ได้ขออะไรจากใคร 


ทำให้ตั้งใจว่า มีโอกาสเมื่อไร 

ต้องช่วยเหลือคนอื่นบ้าง 

ต้องมีส่วนในการสืบอายุของน้ำใจในหมู่มนุษย์


แม้สังคมทั่วไป 

จะอัตคัดกันดารคุณงามความดีเพียงไร


แต่ขอให้เราพยายาม เป็นแหล่งเขียวเล็กๆ 

แก่เพื่อนร่วมโลกก็ยังดี

.

ต่อมาอาตมาได้กลับไปอยู่อินเดียอีกครั้งหนึ่ง 


พักปฏิบัติธรรมกับครูบาอาจารย์สายฮินดูองค์หนึ่งท่านน่าเลื่อมใสมาก 

มีข้อวัตรปฏิบัติคล้ายกับของพุทธ 


อยู่กับท่าน 

มีเวลานั่งคิดไตร่ตรองชีวิตของตนเองมาก 


ตอนบ่ายชอบเดินขึ้นเขา ไปนั่งใต้ต้นไม้เก่าแก่ท่ามกลางสายลม ดูทะเลสาบข้างล่าง 

และทะเลทรายที่เหยียดยาวออกไปถึงขอบฟ้า


ความคิดก็ปลอดโปร่งดี 


แล้ววันหนึ่ง ก็นั่งนึกแปลกใจตัวเองว่า 

เมื่อไหร่ที่เราระลึกในความมีน้ำใจของผู้ที่เคยเกื้อกูลการเดินทางของเรา ให้อาหารบ้าง ให้ที่พักสักคืนสองคืนบ้าง เราจะรู้สึกทึ่งทุกครั้ง 


แต่ทำไม พ่อแม่เลี้ยงเรามา ๑๘ ปี 

ให้อาหารทุกวัน ไม่เคยขาด 

วันละสามมื้อบ้าง สี่มื้อบ้าง 

และยังเป็นห่วง ว่าจะไม่ถูกปากเราอีก 

ท่านให้ทั้งเสื้อผ้า และที่นอน 

ยามป่วยไข้ ท่านก็พาไปหาหมอ 

และเหมือนว่าท่านจะเป็นทุกข์มากกว่าเราเสียอีก


ทำไมเราไม่เคยซึ้งในเรื่องนี้เลย? 


มันไม่ยุติธรรม และน่าละอาย 


สำนึกตัวว่าประมาทเหลือเกิน 


ในขณะนั้นเหมือนเขื่อนพัง 


ตัวอย่างความดีของพ่อแม่

ไหลทะลักเข้ามาในจิต จนตื้นตันใจมาก 


นี่คือจุดเริ่มต้น

ของการรู้จักบุญคุณของพ่อแม่ ในชีวิตของอาตมา

.

เราคิดต่อไปว่า 

ตอนคุณแม่ท้องก็คงลำบาก 

ในช่วงแรกคงแพ้ท้อง 

ต่อมาการเดิน การเหิน 

การเคลื่อนไหวทุกประเภทคงไม่สะดวกไปหมด ปวดเมื่อย 


แต่ท่านก็ยอม 

เพราะเชื่อว่าความทุกข์ที่เกิดขึ้น มีความหมาย 


และความหมายนั้น คือ เรา

.

ตอนเด็ก เราต้องอาศัยท่านหมดทุกสิ่งทุกอย่าง 


ทำไมเรารู้สึกเฉยๆ 

เหมือนกับว่า เป็นหน้าที่ของท่าน

ที่จะต้องให้และเป็นสิทธิของเราที่จะรับ 


ต่อมาเลยสำนึกว่า 

ที่มีโอกาสปฏิบัติธรรมเป็นที่พึ่งของตน 

ก็อาศัยที่ว่า คุณพ่อคุณแม่ เคยเป็นที่พึ่งอันมั่นคงแก่เราในกาลก่อน ทำให้จิตใจเรามีฐานที่เข้มแข็งพอ

ที่จะสู้กับกิเลสของเราได้

.

เมื่ออายุ ๒๐ ปี อาตมาเดินทางมาเมืองไทย 

เพื่อบวชในบวรพระพุทธศาสนา 


โยมพ่อโยมแม่ ก็ไม่ขัดข้อง 


เพราะต้องการให้ลูกดำเนินชีวิต

ในทางที่พอใจ และมีความสุข 

ได้ชนะความหวังส่วนตัวในใจของท่าน


ปีที่แล้วนี้เอง ที่โยมแม่สารภาพกับอาตมาว่า 


วันที่ลูกจากบ้านไป

เป็นวันที่แม่เศร้าโศกที่สุดในชีวิต 


อาตมาประทับใจมาก ที่ท่านพูดอย่างนั้น 


แต่ที่ประทับใจยิ่งกว่านั้นคือ 

การที่โยมแม่อดทน ไม่พูดให้เราทราบความทุกข์นี้ตั้ง ๒๐ ปี เพราะกลัวเราจะไม่สบายใจ

.

พอบวชแล้ว

บางครั้งอดที่จะตำหนิตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่า ตอน


อยู่กับพ่อแม่ มีโอกาสตอบแทนบุญคุณท่านทุกวันแต่ไม่ค่อยได้ทำอะไร 


เดี๋ยวนี้อยากทำ แต่ทำไม่ได้ 

เพราะอยู่ห่างไกลและเป็นพระ 


จึงรู้สึกเสียดาย ต้องตั้งใจแผ่เมตตาแก่ท่านทุกวัน

.

ในภาษาอังกฤษคำว่า 


“บุญคุณของพ่อแม่” ไม่มี 


ที่เมืองนอก 

ความรักและความผูกพันระหว่างพ่อแม่กับลูก 

มีอยู่เหมือนกัน เป็นเรื่องธรรมดา 


แต่ความรู้สึกว่า 

สมาชิกครอบครัวมีหน้าที่ต่อกัน มีน้อยกว่าที่นี่ 


ชาวตะวันตก ชอบเป็นตัวของตัวเอง 

ไม่ชอบการก้าวก่าย

ไม่ค่อยเชื่อความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก

มีความลึกลับอะไร 


ไม่เห็นว่าพ่อแม่มีสิทธิ์อะไรพิเศษ 

ที่จะได้กำหนดแนวทางชีวิตของลูก....

.

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า 


ลูกคนไหนเชิญคุณพ่อคุณแม่ไปนั่งบนบ่าคนละข้าง แล้วแบกไป แบกมา ตลอดร้อยปี 


อาบน้ำนวดเส้นให้ท่าน 

แม้จนกระทั่ง ปล่อยให้ถ่ายปัสสาวะ 

และอุจจาระราดบ่า 


หรือไม่อย่างนั้น 

มอบเงินให้ท่านเป็นจำนวนล้าน หรือสิบๆ ล้าน 

ตั้งท่านไว้ในตำแหน่งมีเกียรติยศและอำนาจ 


ทำถึงขนาดนี้ 

ก็ยังยากที่จะตอบแทนบุญคุณท่านได้หมด

.

แต่ว่าลูกคนใด สามารถปลูกฝัง

หรือชักนำให้พ่อแม่ ผู้ไม่มีศรัทธาในหลักธรรม 

หรือมีศรัทธาน้อย ได้มีศรัทธามากขึ้น 


พ่อแม่ผู้ไม่มีศีล หรือมีศีลที่ขาดตกบกพร่อง

ได้มีศีลมากขึ้น พ่อแม่ตระหนี่ 

ให้กลายเป็นผู้ยินดีในทาน 

และการช่วยเหลือเกื้อกูล 


พ่อแม่ผู้ไม่มีปัญญาชนะกิเลส 

และดับความทุกข์ ได้มีปัญญา


 ลูกที่ทำอย่างนี้ได้สำเร็จ 

ก็ถือว่าตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่ได้สมบูรณ์

ได้ใช้หนี้อันศักดิ์สิทธิ์ได้หมด


พระธรรมพัชรญาณมุนี 

(พระอาจารย์ชยสาโร) 🙏


✔️ พุทโธ ร่มโพธิ์แก้ว  🙏

วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2567

ตนแลเป็นที่พึ่งของตน


*****
 พุทธภาษิต อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ นี้ ถ้าจำได้เต็มคาถา จะเป็น ประโยชน์อย่างยิ่ง เป็นคาถา ธรรมบท ดังนี้ (ขุ.ธ.๒๕/๒๒/๓๖) ว่า

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ โก หิ นาโถ ปโร สิยา

อตฺตนา หิ สุทนฺเตน นาถ์ ลภติ ทุลลภ์

แปล. “ตนแลเป็นที่พึ่งของตน คน อื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งจริงได้ บุคคลมีตนที่ฝึกดีแล้ว จะได้ที่พึ่ง ซึ่งหายากได้.

จะพึ่งตน ก็ต้องมีตนเป็นที่พึ่งได้ ตนนั้นจะพึ่งได้ ก็ต้องฝึกตนนั้นขึ้น มาให้ดี จะฝึกตนได้ดี ก็ต้องพัฒนา ให้มีธรรมขึ้นมามากๆ ทั้งวิริยะ สติ สมาธิ ฯลฯ จนถึงปัญญา แล้วพึ่ง ธรรมเหล่านั้นโดยปฏิบัติหรือใช้มัน ก็จะพึ่งตนได้ดี

หนังสือ ดู “ธรรมกาย” แท้ของ พระพุทธเจ้า เข้าใจ “อนัตตา” ให้ ตรงตามจริง

โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)

พิมพ์ครั้งที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๖๑ 

วันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2567

ผัสสะ...เวทนา


 #คอร์สปฏิบัติธรรม 2 - 9 เมษายน 2567 

#เช้าวันนี้ 

.

#เวลาผัสสะกับอะไรแล้วมันเกิดอารมณ์มั้ย  มันเกิดอารมณ์เพราะผัสสะ ผัสสะคือมันกระทบกัน ตากระทบรูป หูกระทบเสียง เราเกิดอารมณ์พอใจ ไม่พอใจ เพราะอะไร เพราะได้ยินคนนี้พูดเรื่องราว เรื่องของเรา เรื่องพรรคพวกของเรา เรื่องญาติของเรา เรื่องตัวตนของเรา เราก็เลยเป็นทุกข์ อันนี้เขาเรียกว่ามันมีเหตุปัจจัยทำให้เกิด 


.

แต่บางทีเวทนา เราเดินจงกรมอยู่คนเดียว อย่างเรามาอยู่วัดนี่ เราไม่ได้ทำอะไรเลยที่บ้านที่วัดเราก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับใคร แต่อารมณ์เรามันจะขึ้นมา เดี๋ยวพอใจเดี๋ยวไม่พอใจ เดี๋ยวเฉย เราจะเลือกเอาอันไหนล่ะ เอาพอใจ พอใจเดี๋ยวมันก็ไม่พอใจ มันไม่พอใจเดี๋ยวมันก็ดับหายไป ตัวกลางคืออทุกขมสุขเวทนา เฉย ๆ จะสุขก็ไม่ใช่ ทุกข์ก็ไม่เชิง สักแต่ว่ารู้อย่างเดียว 


.

อย่างเรายกมือสร้างจังหวะนี่ จิตมันจะว่าง ๆ แต่ไม่ได้ทำให้จิตว่างนะ บางคนรักษาความว่างปัญญาจึงไม่เกิดไง  ไม่ได้มารักษาความว่างไม่รักษาจิตว่าง แต่ว่าให้รู้สึกตัว  ให้รู้สึกตัวเวลาเรายกมือนี่มันรู้มือมั้ย เอาเข้าเอาออกอย่างนี้มีสติระลึกรู้มั้ย ชำเรืองดูจิต ดูเวทนาสักสิบเปอร์เซ็นต์ ดูอันนี้สักเก้าสิบเปอร์เซ็นต์การเคลื่อนไหวนี่ ให้มันอยู่กับกาย เวทนาสักแต่ว่าเวทนา ถ้าเราไม่ไปยุ่งกับมัน มันเกิดขึ้นแล้วมันก็ดับไป


.

ทุกอย่างมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แต่ปริมาณของการตั้งอยู่นี่มันตั้งนิดเดียวเดี๋ยวมันก็ดับ  แต่ถ้าคนไม่มีสติ เวทนามันปรากฏเกิดขึ้นมันจะตั้งอยู่นาน พอตั้งอยู่นานมันจะเริ่มเป็นตัวเป็นตน เป็นรูปเป็นร่างเขาเรียกว่านามรูป 


.

นามรูปคือมันเริ่มเป็นความคิดที่มันเป็นตัวเป็นเรื่องเป็นราว แวบขึ้นมารูปพ่อ รูปแม่ รูปบ้านเรานี่ ถ้ามันตั้งอยู่นาน เราไม่เจริญสติระลึกรู้ไม่กลับมาจิตเราจะหลงเข้าไปทันที เขาเรียกว่ามันสร้างกล่องความคิดให้เรา เราก็ไหลเข้าไปแล้วก็ไปถึงบ้านถึงเรือน คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ยืดยาวไป สุดท้ายก็ดับ คิดไปไกลขนาดไหน สุดท้ายมันก็ดับ ดับแล้วมันก็วกกลับมาเริ่มต้นใหม่ รู้สึกตัวใหม่ 


.

แต่การปฏิบัติธรรม พอมันกำลังจะสร้างตัวนี่ให้ดับก่อนเลย อย่าไหลไปตามมัน ไปอดีต ไปอนาคตอย่างนี้ อดีตอนาคตเกิดขึ้นที่ปัจจุบันเฉย ๆ นะ  มันเกิดที่จิตเราปัจจุบันขณะหนึ่ง ๆ  มันเกิดขึ้น แล้วมันก็กลายเป็นอดีต เกิดขึ้นเป็นอนาคต มันไปอนาคต อะไรที่มันประทับใจมันก็ไป


.

อะไรที่มันจะหาเรื่องมาประทับใจอย่างข้างนอกนี่ ข้างนอกมันจะไปไหน ไปหาอยู่หากินตอนเช้าจะเป็นยังไง จะนุ่งชุดแบบไหน จะไปหาผู้หญิงผู้ชาย อารมณ์สนุกสนานเพลิดเพลิน ความรักความชังยังไง จิตมันไปแบบนั้น แต่พอเห็นว่ามันเกิดขึ้น เราก็กลับมาอยู่กับปัจจุบัน 


.

.*.หลวงตาสุริยา มหาปัญโญ.*.

วัดป่าโสมพนัส คำตอบชีวิต

*****

Ct.https://www.facebook.com/share/QTCcQyGU1NBK1oA4/?mibextid=oFDknk

วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2567

ปาฏิหาริย์


 พระพุทธองค์ทรงสอนว่ามีปาฏิหาริย์สามประการ คือ

(๑) อิทธิปาฏิหาริย์ แสดงฤทธิ์ได้เป็นอัศจรรย์ เช่น เดินบนน้ำได้ หรือเหาะได้ 

(๒) อาเทศนาปาฏิหาริย์ อ่านจิตผู้อื่นได้เป็นอัศจรรย์

(๓) อนุสาสนีปาฏิหาริย์ แสดงคำสอนอันส่งผลได้จริงเป็นอัศจรรย์


พระองค์ทรงยืนยันว่ามีพุทธสาวกมากมายที่แสดงปาฏิหาริย์ทั้งสามอย่างนี้ได้  ทว่า ในปาฏิหาริย์ทั้งหมดนี้ พระพุทธองค์ตรัสสรรเสริญอนุสาสนีปาฏิหาริย์ว่าประเสริฐสุด  พระอรรถกถาจารย์อธิบายพุทธวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า  ปาฏิหาริย์สองข้อแรกอาจนำไปสู่ประโยชน์สุขอันยิ่งๆ ขึ้นไปของสรรพสัตว์หรือไม่ก็ได้  แต่ปาฏิหาริย์ข้อที่สามมีธรรมชาติที่จะนำไปสู่ประโยชน์สุขนั้นอยู่ในตัว


คำสอนที่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในจิตของผู้ศึกษาเป็นปาฏิหาริย์อันแท้จริง เพราะยากนักที่จะบรรลุผลเช่นนั้นได้  ดังพระพุทธองค์ทรงตั้งข้อสังเกตว่า คนทั้งหลายหลงใหลในความยึดมั่นถือมั่น การมีมานะ ความตื่นเต้นเพลิดเพลิน และอวิชชา  เนื่องจากยินดีพอใจในสิ่งเหล่านี้  แต่กระนั้น เมื่อพระตถาคตหรือพระสาวกรูปใดรูปหนึ่งแสดงธรรมอันเป็นไปเพื่อละความยึดมั่นถือ ถอดถอนซึ่งมานะ เข้าถึงความสงบ และขจัดอวิชชา  ก็ยังมีผู้ปรารถนาจะฟัง ให้ความสนใจ และมุ่งมั่นทำความเข้าใจในหลักธรรมเหล่านั้น


ทุกวันนี้ คงมีผู้ปฏิบัติธรรมน้อยมากที่สามารถแสดงฤทธิ์หรืออ่านจิตอ่านใจคนได้  แต่ปาฏิหาริย์ประการที่สามซึ่งประเสริฐสุดกลับเข้าถึงได้มากกว่า  เราทั้งหลายอาจมีส่วนเกื้อกูลให้เกิดปาฏิหาริย์อันแท้จริงนี้ได้  ด้วยการประพฤติตนเป็นแบบอย่างอันดีงาม หรือแบ่งปันธรรมะในโอกาสที่เหมาะสมด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน   ไม่มีอะไรในโลกนี้จะน่าอัศจรรย์ไปกว่า จิตที่เปิดรับต่อ ‘การรู้เห็นตามความเป็นจริง’


ธรรมะคำสอน โดย พระอาจารย์ชยสาโร

แปลถอดความ โดย ศิษย์ทีมสื่อดิจิทัลฯ

******

Cr.https://www.facebook.com/share/8p7jcUcvCi1umJRE/?mibextid=oFDknk

มิจฉาทิฐิ


 “ มิจฉาทิฐิ ”

 

  ร่างกายกับใจนี้เป็นคนละคนกัน  เหมือนสามีภรรยา เป็นคนละคนกัน ร่างกายไม่มีความรู้สึกนึกคิด ไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไร ผู้ที่รู้ก็คือใจ ถ้าใจมีธรรมะ มีสัมมาทิฐิ มีปัญญา ก็จะรู้ว่าร่างกายเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ถ้ามีมิจฉาทิฐิ ก็จะมีอุปาทานไปยึดไปติด ว่าเป็นตัวเราของเรา ก็จะเป็นทุกข์  รูปังอนิจจังก็คือร่างกายไม่เที่ยง  มีการเกิดขึ้น  ตั้งอยู่  แล้วดับไป รูปังอนัตตาก็คือร่างกายไม่ใช่ใจ เป็นเครื่องมือของใจ ที่พวกเราสนทนากันได้ ก็เพราะมีร่างกาย มีปากมีหู ใจอาศัยปากพูด อาศัยหูฟังเสียง ให้วิญญาณรับรู้ ให้สัญญาแปลความหมาย ใจของปุถุชนคือผู้ที่ไม่ได้บรรลุธรรม จะมีมิจฉาทิฐิ ความเห็นผิด คือไม่เห็นอนัตตา ความไม่มีตัวตนในขันธ์ ๕ คือรูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ ไม่เห็นว่าเป็นอนิจจังไม่เที่ยง จึงมีความทุกข์ใจ เพราะไปหลงยึดติดกับขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวเราของเรา จึงมีความอยากให้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ พอไม่ได้เป็นไปตามความอยากก็เกิดความทุกข์ใจขึ้นมา เช่นอยากให้ร่างกายไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ให้อยู่ไปนานๆ พอไม่เป็นไปอย่างที่อยาก พอเริ่มเจ็บไข้ได้ป่วย ก็เกิดความทุกข์ใจ ความกังวลใจ ความหวาดกลัวขึ้นมา เวลาตายก็จะมีความทุกข์ทรมานใจ เพราะมีมิจฉาทิฐิ ความเห็นผิดเป็นชอบ เห็นว่าขันธ์ ๕ คือรูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ เป็นตัวเราของเรา ที่เราควบคุมบังคับได้ ที่ให้ความสุขกับเรา ถึงรักถึงหวงกันมาก 

 

เรามาฟังเทศน์ฟังธรรมกันในวันนี้ เราจะได้สัมมาทิฐิ ความเห็นที่ถูกต้อง ที่ได้พิสูจน์แล้วโดยพระบรมศาสดา และรับรองโดยพระอรหันตสาวกทุกรูป ว่าเป็นความจริง ผู้ที่เห็นตามความจริงก็จะปล่อยวาง ถ้าเห็นว่าร่างกายเป็นเพียงดินน้ำลมไฟ ไม่ใช่ตัวเรา ตัวใครทั้งนั้น ไม่ใช่ตัวหลวงตา ไม่ใช่ตัวพ่อ ตัวแม่ ตัวพี่ ตัวน้อง ตัวเพื่อน ตัวญาติ เป็นเพียงดินน้ำลมไฟ ที่ต้องสลายกลับสู่ดินน้ำลมไฟ ไม่มีใครยับยั้งได้ ร่างกายของพระพุทธเจ้าก็เป็นอย่างนี้มาแล้ว ร่างกายของพระอรหันตสาวกทั้งหลาย ทั้งในอดีตและในปัจจุบัน ก็เป็นอย่างนี้ ให้เราเห็นกันชัดๆอยู่แล้ว ว่าเป็นเพียงธาตุ ๔ ดินน้ำลมไฟ ไม่มีธาตุรู้อยู่ในร่างกาย ธาตุรู้ที่เราเคารพกราบไหว้บูชา ที่เราเรียกว่าพระพุทธเจ้า พระอรหันต์  หลวงตา หลวงปู่ หลวงพ่อนี้ ไม่ได้แตกดับไปกับร่างกาย เพียงแต่ท่านไม่มีเครื่องมือ ที่จะติดต่อกับพวกเราเท่านั้นเอง ถ้ามีพลังจิตก็ยังจะสามารถติดต่อกับจิตดวงอื่นได้ เช่นผู้ที่เข้าสมาธิบางท่าน ก็จะสื่อสารกับจิตของผู้ที่ไม่มีร่างกายได้ เช่นพวกเทพหรือผี หรือพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ที่ปรินิพพานไปแล้ว ที่ไม่มีร่างกายแล้ว ก็ยังติดต่อกันได้ อย่างที่มีพระอรหันต์มีพระพุทธเจ้ามาแสดงธรรมโปรดหลวงปู่มั่น ที่ปรากฏอยู่ในประวัติของท่าน เป็นที่ถกเถียงระหว่างผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติ ว่าเป็นการเพ้อเจ้อหรือเปล่า เพราะในพระไตรปิฎกได้แสดงว่า เมื่อนิพพานแล้วก็เป็นอันว่าจบ 

 

ความจริงคำว่าจบหรือคำว่าสูญนี้ มีหลายความหมายด้วยกัน ผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติจะไม่เข้าใจ ว่าจบกับสูญเป็นอย่างไร ความจริงเป็นการจบของการเวียนว่ายตายเกิด สูญจากความโลภความโกรธความหลงความอยาก แต่จิตไม่ได้จบไม่ได้สูญ จบไม่ได้ สูญไม่ได้ เพราะธรรมชาติของจิตเป็นอย่างนี้ ไม่มีอะไรจบในสากลโลกนี้ ร่างกายก็ไม่จบ เพียงแต่เปลี่ยนสภาพไปเท่านั้นเอง ธาตุที่มาประกอบร่างกายนี้ก็ไม่ได้หายไป เพียงแยกออกจากกัน ออกจากร่างกายก็กลายเป็นธาตุเดิม น้ำก็ไปหาน้ำ ลมก็ไปหาลม ไฟก็ไปหาไฟ ดินก็ไปหาดิน เป็นดินบริสุทธิ์ เป็นน้ำบริสุทธิ์ เป็นไฟบริสุทธิ์ เป็นธาตุเดิมที่ไม่ได้ผสมกัน.


พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี

******

Cr.fwd.line