วันพฤหัสบดีที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2566

ฉลาดในทุกข์..


 ถ้าฝึกตนให้ฉลาดทางโลก แต่ละเลยการทำความรู้เกี่ยวกับตัวเราเอง ก็คงทำให้ประสบความสำเร็จทางด้านทรัพย์สมบัติเงินทอง ชื่อเสียง และอำนาจได้  แต่อาจล้มเหลวในงานชีวิตที่สำคัญที่สุด คือการนำจิตใจออกจากกองทุกข์  ตัวอย่างในสังคมมีให้เห็นเกลื่อนกลาด  ถ้าใครขาดความรู้ความเข้าใจในตัวเอง ไม่เคยฝึกจิตให้มีสติ ให้มีวินัย ความฉลาดแบบไอคิวมักจะนำไปสู่การหลอกตัวเอง หรือคิดเข้าข้างตัวเอง  คนที่ฉลาดไอคิวสูงๆ เวลาเขาคิดเข้าข้างตัวเองนี่มีเหตุมีผลพร้อมหมด ฟังแล้วน่าเชื่อถือ  คนที่ฉลาดในทางที่ขาดคุณธรรมกำกับ มักกลายเป็นอันตรายทั้งต่อตัวเองและต่อสังคม


พระอาจารย์ชยสาโร

*****

Cr.https://www.facebook.com/photo.php?fbid=689760956511825&set=a.410133041141286&type=3&mibextid=Nif5oz

วันพุธที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2566

วัดขุนแสน



“ ...เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จกลับมาจากเมืองแครงนั้น ได้มีชาวมอญนำโดยพระมหาเถรคันฉ่อง พระยาเกียรติและพระยารามติดตามมาด้วย สมเด็จพระมหาธรรมราชาโปรดเกล้าฯ ให้พระมหาเถรคันฉ่องมาจำพรรษาอยู่ที่วัดมหาธาตุส่วน พระยาเกียรติ และ พระยาราม ให้อยู่ ตำบลบ้านขมิ้น วัดขุนแสน ....” (พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา)..... 

#ตามรอยวิชาประวัติศาสตร์  #วัดขุนแสน  #พระนครศรีอยุธยา  #เล่าสู่กันฟัง

วัดขุนแสน ตั้งอยู่ริมถนนอู่ทอง ตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันเป็นวัดร้างสร้างขึ้นเมื่อใดนั้นไม่ปรากฏหลักฐานสันนิษฐานว่าน่าจะมีมาก่อนรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา(พ.ศ.๒๑๑๒ ) แห่งกรุงศรีอยุธยา  พ.ศ.๒๑๒๗ เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง และเสด็จกลับกรุงศรีอยุธยา  ได้มีชาวมอญนำโดยพระมหาเถรคันฉ่อง พระยาเกียรติและพระยารามติดตามมาด้วย ชาวมอญได้อยู่บริเวณวัดขุนแสน ซึ่งใกล้กับวังจันทรเกษมซึ่งเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อครั้งยังทรงเป็นพระมหาอุปราช   และมีตำนานจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้วัดเล่าว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชการที่ ๔ เสด็จมาประทับที่วังจันทรเกษม พระองค์ทอดพระเนตรเห็นแสงสว่างปรากฏที่บริเวณวัดขุนแสน พระองค์จึงทรงโปรดให้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดขุนแสน และปรากฏหลักฐานการบูรณะในสมัยรัชกาลที่ ๔ ปรากฏในประชุมพงศาวดาร  ความว่า วัดขุนแสนนั้น ทรงพระราชดำริว่า พระบุรพการีของพระบรมจักรีวงศ์ได้ตั้งนิวาสถานอยู่ใกล้เคียง เมื่อในแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรจึงโปรดให้พระยาราชสงครามเป็นนายงานสถาปนาอีกพระอาราม ๑ ได้ก่อพระเจดีย์ใหญ่สวมเจดีย์ของเดิม และสร้างพระวิหารหลวง ยังไม่ได้ยกเครื่องบนคงค้างอยู่เพียงนั้น

โบราณสถานที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน คือ เจดีย์ ๒ องค์  เจดีย์ประธาน  เจดีย์บริวาร ซากฐานวิหารหน้าเจดีย์ประธาน นอกจากนี้ยังมีศาลพ่อขุนแสน อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเจดีย์ประธาน

เจดีย์ประธาน เป็นเจดีย์ทรงระฆังขนาดใหญ่สร้างทับซ้อนกัน ๒ ชั้น เจดีย์องค์ในเป็นเจดีย์สมัยอยุธยาตอนกลาง องค์นอก สร้างพอกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ยังไม่แล้วเสร็จ และมีเจดีย์บริวารหนึ่งองค์ ริมถนนอู่ทอง..... 









*********


"พระยาเกียรติ พระยาราม นำชาวมอญตามเสด็จมาอยุธยาหลังประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง.."
Cr.ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

..............................


วัดราชบรรทม (คลิก)

































มุทิตา


*****




 

ธรรมะจากแม่ชีศันสนีย์


เราจะทำอย่างไรกับคนที่นั่งนินทา 
คนขี้นินทา คือ.. คนที่มีความทุกข์

Cr.แม่ชีศันสนีย์   เสถียรสุต
https://fb.watch/mVy-hqdJN7/?mibextid=Nif5oz
******


ทุกข์มีไว้แค่ให้เห็น ยืนดู ยืนรู้ 
และปล่อยวาง วางมันลงกันนะ

Cr.อาจารย์จารุช ตาทิพย์
*******


 #ธรรมะสอนใจ!! เกลียดใคร ก็ต้องให้อภัย 

มีเมตตา ไม่อาฆาต พยาบาท จองเวรกันนะ


Cr. แม่ชีศันสนีย์   เสถียรสุต

******

Cr.https://www.facebook.com/Wat4G?mibextid=ZbWKwL

วันจันทร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566

สติ


 สติไม่ใช่คุณธรรมที่ฝึกแยกออกมาต่างหากและไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรับรู้เฉยๆ  ต้องมีคุณธรรมอื่นๆ ประกอบกันไปด้วย นั่นคือ ปัญญาและความเพียร   คุณธรรมทั้งสองนี้มีชื่อในภาษาบาลีต่างกันไปแล้วแต่บริบทและหน้าที่ในการนั้นๆ  อย่างการเจริญสติปัฏฐาน คุณธรรมทั้งสองนี้จะเรียกว่า สัมปชัญญะ (มักแปลกันว่า ‘ความรู้ชัด ความเข้าใจชัด’) และ อาตาปี (‘ความเพียร’​)  ดังในสติปัฏฐานสูตร พระพุทธองค์ทรงสอนว่า ด้วยการรู้ชัด (ด้วยสัมปชัญญะ) ถึงความละโมบโลภหลงในโลกว่าเป็นอกุศลธรรม และด้วยการเจริญความเพียร (อาตาปี) เพื่อจะละอกุศลธรรมนั้น  ผู้ปฏิบัติย่อมพิจารณากาย เวทนา จิต และธรรมอย่างมีประสิทธิผล


ในอีกแห่ง คุณธรรมอันเชื่อมโยงกันสองประการนี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิและสัมมาวายามะ  ในมหาจัตตารีสกสูตร  สัมมาสติมีความหมายตามหลักอริยมรรคมีองค์ ๘   ทรงอธิบายสัมมาทิฏฐิว่าคือความรู้ในสัมมาทิฏฐิว่าเป็นสัมมาทิฏฐิและรู้ว่ามิจฉาทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ  รู้ในสัมมาสังกัปปะว่าเป็นสัมมาสังกัปปะและมิจฉาสังกัปปะว่าเป็นมิจฉาสังกัปปะ เป็นต้น  และทรงอธิบายสัมมาวายามะว่าเป็นเพียรในการละธรรมในฝ่าย ‘มิจฉา’ ๘ ประการ และเจริญในธรรมในฝ่าย ‘สัมมา’ ๘ ประการ  ส่วนสัมมาสตินั้นทรงหมายถึงการมีสติในการละธรรมฝ่าย ‘มิจฉา’ ๘ ประการ และมีสติในการเข้าถึงและทรงไว้ซึ่งธรรมอันเป็นฝ่าย ‘สัมมา’ ๘ ประการ


ธรรมะคำสอน โดย พระอาจารย์ชยสาโร

แปลถอดความ โดย ศิษย์ทีมสื่อดิจิทัลฯ

******

Cr.https://www.facebook.com/100064337808864/posts/pfbid0d1rigMeguEH5VbvsZiRKLSCXvaQdH31K9xUJGDoxiPyhSdUGymi8KKWGoFkpCKVAl/?mibextid=Nif5oz