วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2558

สุปฏิบัติ ปฏิบัติดี


....ฯลฯ....

......และเมื่อว่าถึงคำว่าดีนี้ก็อาจจะกล่าวได้ว่ามี คือ ดี ที่เป็นโลกาธิปไตย คือ มีโลกเป็นใหญ่ อันหมายถึงว่าเมื่อชาวโลกว่าดี ก็รับว่าดีไปตาม เมื่อชาวโลกว่าชั่วหรือไม่ดี ก็รับว่าไม่ดีไปตาม เป็นดีไปตามโลก 
     อีกอย่างหนึ่งดีที่เป็น อัตตาธิปไตย มีตนเป็นใหญ่คือ ตนเองเห็นว่าดีก็ถือว่าดี ตนเองเห็นว่าไม่ดีก็ถือว่าไม่ดี 
    อีกอย่างหนึ่งดีที่เป็น ธรรมาธิปไตย คือ มีธรรมะคือ ความถูกต้องเป็นใหญ่ ตามเหตุและผลตามเป็นจริง เมื่อเป็นธรรมะคือเป็นคุณที่เป็นส่วนดีเป็นกุศลเป็นบุญที่แท้จริงก็ดี เมื่อเป็นอธรรมคือเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมอันถูกต้อง หรือเป็นอกุศลธรรมเป็นบาปตามเป็นจริงก็ไม่ดี ดีที่มีธรรมะคือมีความถูกต้องเป็นใหญ่ ดั่งนี้เรียกว่า ธรรมาธิปไตย
      ทั้ง นี้ ดีที่มีโลกเป็นใหญ่ นั้น บางทีก็ดีจริง บางทีก็ไม่ดีจริง สุดแต่ว่าคนส่วนใหญ่จะว่าดีหรือว่าไม่ดี และก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา สมัยนี้ว่าดีอีกสมัยหนึ่งว่าไม่ดี หรือว่าสมัยนี้ว่าไม่ดี อีกสมัยหนึ่งว่าดี เป็นสิ่งที่ไม่คงทนแน่นอน
     แม้ ดีที่มีตัวเองเป็นใหญ่ ก็เหมือนกัน เพราะตนเองนั้นเมื่อถูกใจชอบใจก็ว่าดี เมื่อไม่ถูกใจไม่ชอบใจก็ว่าไม่ดี ก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ ในคราวที่ถูกใจตนได้ประโยชน์ก็ว่าดี แต่ในคราวที่ไม่ถูกใจตนเสียประโยชน์ก็ว่าไม่ดี ก็เป็นดีที่ไม่แน่นอน
     ส่วน ดีที่มีธรรมะเป็นใหญ่ นั้นเป็นดีที่ถูกต้องแน่นอน แต่ว่าดีที่มีธรรมะเป็นใหญ่นี้ ทุกคนไม่อาจจะรู้เห็นได้ ในเมื่อจิตใจยังประกอบด้วยตัณหาความดิ้นรนทะยานอยาก ยังมีโลภมีโกรธมีหลง ซึ่งรวมเป็นตัวกิเลสที่ทำให้จิตใจเศร้าหมองไม่ผ่องใส ทำให้จิตนี้ไม่ได้ปัญญาคือความรู้ที่ถูกต้อง ยังมีโมหะคือความหลง ยังมีอวิชชาคือความไม่รู้ตามความเป็นจริง

      เพราะฉะนั้น คนทั่วไปจึงมักจะยึดถือว่าดีหรือไม่ดี ที่มีโลกเป็นใหญ่บ้าง มีตนเองเป็นใหญ่บ้าง แต่เมื่อได้ใช้ปัญญาได้รู้เห็นตามเป็นจริงตามเหตุผล ก็อาจจะได้พบดีหรือชั่ว ที่มีธรรมะเป็นใหญ่คือถูกต้อง หรือว่าได้ฟังคำสั่งสอนของท่านผู้รู้ เช่นลูกที่มีพ่อแม่สั่งสอนมาว่านี่ดีนี่ชั่วตั้งแต่เป็นเด็ก และที่ครูอาจารย์สั่งสอนว่านี่ดีนี่ชั่วเมื่อเข้าโรงเรียน หรือว่าได้มาฟังธรรมะที่เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าตรัสชี้ว่านี่ดีนี่ชั่ว แม้ว่าจะยังไม่มีปัญญาที่จะรู้ถึงรู้เท่าด้วยตนเองก็อาศัยศรัทธาคือความเชื่อ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน หรือตามท่านผู้รู้เช่นพ่อแม่ครูบาอาจารย์สั่งสอน ก็ได้ความรู้จักว่าอะไรดีอะไรชั่วอันถูกต้อง ดั่งนี้ก็เป็น ดีชั่วที่มีธรรมะเป็นใหญ่ คือ ถูกต้องเป็นใหญ่
....ฯลฯ....

(จาก ซีดีธรรมอบรมจิต โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช และ http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/somdej/somdej-preach-index-page.htm)

วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เพื่อน


     เพื่อนนั้นมีหลายแบบหลายชนิด ครูบาอาจารย์บางองค์ท่านเล่าเกี่ยวกับเพื่อนไว้ก็มีเช่นเรื่อง ๓ เกลอ เพื่อนสนิทในเรื่อง ๓ เกลอนี้ มีอุปนิสัยไม่เหมือนกัน เราลองดูว่าถ้าเป็นเราควรเลือกคบกับเกลอคนใหนดีจึงจะมีประโยชน์อย่างแท้จริง หรือเกลอคนใหนเป็นประโยชน์จอมปลอมที่คบได้ยากและไม่มีความจริงใจในการช่วยเหลือเราอย่างแท้จริง เมื่อเราต้องเดินทางไกล คือเมื่อความตายเข้ามาเยือน นี้เป็นความจริงที่เราทั้งหลายต้องพบกันทุกคน
     เกลอที่ ๑ คือเมื่อเราตายแล้ว เจ้าเกลอที่ ๑ นี้มันไม่ยอมตามไปช่วยเราในโลกหน้า เจ้าเกลอที่ ๑ นี้คือทรัพย์สมบัติ แก้วแหวนเงินทอง เราต้องเหนื่อยยากลำบากทั้งกายและทางจิตใจกว่าที่จะหาและสะสมมันมาไว้เป็นของเรา แต่เมื่อเราตายแล้วไปสู่ภพภูมิใหม่ มันกลับไม่ยอมไปส่งหรือช่วยเหลือเราในช่วงที่ต้องผจญกับอันตรายต่าง ๆหลังจากที่ตายไปแล้ว
     เกลอที่ ๒ คือเมื่อเราตายแล้ว เจ้าเกลอที่ ๒ นี้มันจะไปส่งเราเพียงครึ่งทางแล้วเขาก็จะพากันกลับ เกลอที่ ๒ นี้คือลูก หลาน สามี ภรรยา หรือญาติพี่น้อง และเพื่อนที่รู้จัก ก็ยังไม่ยอมติดตามไปช่วยเหลือเราให้ถึงที่สุด ให้เราต้องผขญภัยไปในภพภูมิหน้าอย่างโดดเดี่ยว จะหาเพื่อนแท้ที่จะร่วมทุกข์ร่วมยากอย่างแท้จริงนั้นหาได้ยากมาก อย่างเก่งพวกเขาก็ไปส่งเราที่เชิงตะกอนเท่านั้น
     เกลอที่ ๓ คือเมื่อเราตายแล้ว เจ้าเกลอที่ ๓ นี้มันจะติดตามเราไปตลอด แต่เจ้าเกลอที่ ๓ นี้ มันมี ๒ หน้า คือหน้าฝ่ายบุญ และหน้าฝ่ายบาป มันก็แล้วแต่ว่าเราได้สะสมหน้าฝ่ายใหนไว้มากกว่ากัน ถ้าเป็นหน้าฝ่ายบุญเขาก็จะส่งเสริมเราให้ได้รับความสุขความเจริญในภพภูมิข้างหน้า นี้เป็นเพื่อนที่ดีเป็นเพื่อนที่แท้ที่เราคบหาแล้วไม่เสียหลาย เพราะถึงทุกข์ยากอย่างไรก็ติดตามช่วยเหลือกันจนถึงที่สุด ส่วนเกลอที่ ๓ ฝ่ายบาปนี้ต้องระวังมันให้ดี ถ้าเราสะสมมันไว้มาก มันก็จะตามไปเล่นงานเรา ให้ได้รับความทุกข็ความลำบากแสนสาหัสเลยทีเดียว จงอย่าคบมันให้มากนัก เพราะมันไม่ใช่เพื่อนที่แสนดีอะไร
     เกลอที่ ๔ นี้อาตมาเติมเอาเอง คือ สภาวะจิตวางบุญวางบาป เป็นโลกุตตรจิต ถ้าสามารถคบกับเพื่อนชนิดนี้ได้แล้ว ก็สบายใจได้ เพราะถึงเรายังมีชีวิตอยู่หรือเราตายไปแล้ว สภาวะจิตนี้ก็ยังคุ้มครองเราให้ได้รับความสงบเย็นในด้านจิตใจได้ จะไปกับเราทุก ๆ ที่   ที่เราไป ถ้าจะคบก็คบกับเจ้าเกลอที่ ๔ นี้จึงเป็นเกลอที่ดีที่สุดที่เราทั้งหลายต้องพยายามคบกับเขาให้ได้ จึงจะเป็นประโยชน์อันสูงสุดของเกลอทั้งหลาย
***********
(จากหนังสือ ปริศนาธรรมจากสวนป่า  อริโยภิกขุ)

วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ตะโกนต่อ....

ภาพจากหนังสืออนุสรณ์ นรจ.๐๘ - ๐๙

" สวัสดีครับ "
    " สวัสดีครับ "
        ฯลฯ
       ทุกเช้าหลังจากแตรปลุก พอลืมตาลุกจากที่นอน(เตียงล่าง) พวกเราชั้นปีที่หนึ่งก็จะต้องกล่าว " สวัสดีครับ " กับพี่ชั้นปีที่สองซึ่งนอนอยู่บนเตียงบน..เก็บที่นอนเสร็จรีบลงไปล้างหน้าที่ห้องน้ำชั้นล่างของกราบพัก ระหว่างทางไปห้องก็ต้องหยุด " สวัสดีครับ " กับพี่ ๆ ปีสอง.....เรื่องนี้เรื่องสำคัญนะครับ..พลาดพลั้งไปละก็.."ออกอากาศ"ตอนแถวใหญ่หน้า บก.เชียวละ !!
        ******
         นึกถึงความหลังเมื่อ ๔๙ ปีที่แล้ว เออ.เราผ่านมาได้อย่างไร...ปีหน้า ๒๕๕๙ จะครบรอบ ๕๐ ปีแล้ว...พวก"ขาประจำ" ตั้งความหวังไว้ว่าเลี้ยงรุ่น ครบ ๕๐ ปี นี่คาดว่าเพื่อน ๆ คงมาร่วมงานกันมากกว่าทุกครั้ง....
         จากข้อมูลของเพื่อน ๆ ก็มีบางท่านขาดการติดต่อไปนานมากบางท่านสี่สิบกว่าปีนี่ไม่ทราบข่าวกันเลย...แต่ด้วยความเจริญทางเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารที่มี ไลน์(Line) มีเฟสบุ๊ค (Facebook) โทรศัพท์มือถือ ก็ทำให้การติดต่อกันง่ายขึ้น....
          ก็ฝากเพื่อน ๆ ที่ทราบข่าวนี้ "ตะโกนต่อ" ไปยังเพื่อน ๆ ด้วยครับ..เหมือนกับที่เคยทำตอนเป็น นรจ.พอได้ยินเสียงนกหวีดประกาศเรื่องอะไรก็ตาม...ใครที่ได้ยินต้อง"ตะโกนต่อ"ด้วย  ไม่เช่นนั้นมีโทษ !!! (ฮา)
          ครับ ช่วยกัน ๆ "ตะโกนต่อ"กันไปด้วยนะครับ ปีหน้า ๒๕๕๙ ครบรอบ ๕๐ ปี นรจ.๐๙ เราจะคืนสู่เหย้า รร.ชุมพลทหารเรือ ในวันเสาร์ที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๙ ก็คงจะมีรายละเอียดจากคณะกรรมการของรุ่นมาให้พวกเราได้ทราบอีกครั้งหนึ่งครับ.....
       จาก  ๙๔๑๗
            ๘ สิงหาคม ๒๕๕๘

วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2558

วังจันทรเกษม


มุ่งสู่กรุงเก่า.." ราชธานีเก่า อู่ข้าว อู่น้ำ เลิศล้ำกานท์กวี 
คนดีศรีอยุธยา"


          พระราชวังจันทรเกษม ตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำป่าสักหรือที่เรียกว่า คูขื่อหน้าในอดีต ทางทิศเหนือ มุมตะวันออกของเกาะเมืองอยุธยา ใกล้ตลาดหัวรอ ตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
         หลักฐานตามพระราชพงศาวดารสันนิษฐานได้ว่า พระราชวังจันทรเกษมหรือวังหน้า สร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาประมาณ พ.ศ.๒๑๒๐ ด้วยมีพระราชประสงค์เพื่อให้ไว้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อทรงดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราชครองเมืองพิษณุโลก
         นอกจากนี้ยังเคยเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์และมหาอุปราชที่สำคัญถึง ๘ พระองค์ คือ
         ๑.สมเด็จพระนเรศวรมหาราช 
          ๒.สมเด็จพระเอกาทศรถ
         ๓.เจ้าฟ้าสุทัศน์(พระราชโอรสสมเด็จพระเอกาทศรถ)
         ๔.สมเด็จพระนารายณ์มหาราช 
         ๕.ขุนหลวงสรศักดิ์(พระเจ้าเสือ)
         ๖.สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ
         ๗.สมเด็จพระเจ้าบรมโกศ
         ๘.กรมพระราชวังบวรมหาเสนาพิทักษ์(เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศ)
         ภายหลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ พ.ศ.๒๓๑๐ พระราชวังจันทรเกษมได้ถูกทิ้งร้างไป จนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงได้มีการบูรณะและปรับปรุงพระราชวังจันทรเกษมขึ้นใหม่ เพื่อใช้สำหรับเป็นที่ประทับในเวลาที่พระองค์เสด็จประพาสพระนครศรีอยุธยา และพระราชทานนามว่า พระราชวังจันทรเกษม
           ******
          ปัจจุบัน คือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม.....

......


......

         หลังจากติดต่อสอบถาม จ่ายค่าเข้าชมคนไทย ๒๐ บาท ต่างชาติ ๑๐๐ บาท (ผมได้รับสิทธิ์ผู้สูงอายุเลยไม่ต้องจ่ายครับ)

         เริ่มที่ พลับพลาจตุรมุข เป็นห้องที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ จัดแสดงเครื่องใช้ส่วนพระองค์ที่มีอยู่ในพระราชวังแห่งนี้ ได้แก่ พระแท่นบรรทม พระราชอาสน์พร้อมเศวตฉัตร พระบรมฉายาลักษณ์ และเครื่องราชูปโภคต่าง ๆ ที่หาชมได้ยาก


.....
....
....
....
....
          ต่อไปเราจะไปชม พระที่นั่งพิมานรัถยา จัดแสดงโบราณศิลปวัตถุสมัยต่าง ๆ ที่พระยาโบราณราชธานินทร์เก็บรวบรวม ได้แก่ ประติมากรรมที่สลักจากศิลา เช่น เทวรูป และพระพุทธรูปนาคปรก ศิลปะสมัยลพบุรี กลุ่มพระพุทธรูปสำริดสมัยอยุธยา ที่พบในพระพาหาซ้ายของพระมงคลบพิตร รวมทั้งพระพิมพ์แบบต่าง ๆ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีเครื่องไม้จำหลักฝีมือช่างอยุธยาตอนปลายและรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่ประณีตงดงามหลายชิ้นจัดแสดงร่วมอยู่ด้วย

(ภาพบน)จากพลับพลาจตุรมุข มีทางเดินไปพระที่นั่งพิมานรัถยาด้านข้าง
(ภาพล่าง)พระที่นั่งพิมานรัถยามองจากด้านหน้า

....
....
....
....

ลงจากอาคารหลังใหญ่ ด้านหน้าของอาคาร
จะมีเรือนขนาบด้านข้างซ้ายและขวา


ปรัศว์ซ้าย(ปรัศว์ - ข้าง,สีข้าง) ภายในแสดง
เรื่องราวความเป็นมาของพระราชวังจันทรเกษม


.....


ปรัศว์ขวา(ปรัศว์ - ข้าง,สีข้าง) ภายในแสดง
ภาพถ่ายในอดีต


กลุ่มอาคารพระที่นั่งพิมานรัถยายังมีอีกหนึ่งหลังอยู่ด้านหลังคืออาคารเชิญเครื่อง 



        หลังจากชมพระที่นั่งพิมานรัถยา แล้วเดินอ้อมไปด้านหลัง ก็จะพบอาคารสโมสรเสือป่า ซึ่งพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ใช้เป็นที่ชุมนุมกองเสือป่าของมณฑลกรุงเก่า  อาคารนี้ได้รับพระราชทานรางวัลสถาปัตยกรรมไทยอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามโดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์พระราชทานรางวัล  ซึ่งไม่เปิดให้ชมภายใน


           ผ่านไปอีกนิดก็จะถึงพระที่นั่งพิสัยศัลลักษณ์(หอส่องกล้อง) เป็นอาคารทรงสูง ๔ ชั้น สูง ๒๒ เมตร  สันนิษฐานว่าสร้างครั้งแรกในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและได้พังลงตั้งแต่ก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างขึ้นตามแนวรากฐานเดิมที่มีมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เพื่อทรงใช้เป็นที่ศึกษาดาราศาสตร์

เราสามารถขึ้นไปชมภายในอาคาร
มีนิทรรศการพระราชกรณียกิจของ ร.๔ 
และชมทัศนียภาพดยรอบของวังจันทรเกษม ได้ครับ


           ลงจากหอส่องกล้องแล้วเราจะไปชมอาคารมหาดไทย (รูปตัวแอล) สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๖ ครั้งพระยาโบราณราชธานินทร์(พร เดชะคุปต์) เป็นสมุหเทศาภิบาลกรุงเก่า

      อาคารนี้มีนิทรรศการให้ชม คือ วิถีชีวิตชาวกรุงเก่ากับสายน้ำ เครื่องป้ันดินเผา อาวุธยุทธภัณฑ์ ศิลปวัตถุพุทธบูชา


....

....

....

....


อาคารนี้จะมีห้องที่ระลึกพระยาโบราณราชธานินทร์


....

....


....


            อาคารหลังสุดท้ายคือ โรงม้าพระที่นั่ง  สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๔ ในสมัย รัชกาลที่ ๕ พระยาโบราณราชธานินทร์ใช้เป็นที่ตั้ง โบราณพิพิธภัณฑ์

....
ภาพถ่ายมุมสูงจากพระที่นั่งพิศัยศัลลักษณ์(หอส่งกล้อง)
พลับพลาจตุรมุข พระที่นั่งพิมานรัตยา อาคารสโมสรเสือป่า

....
อาคารมหาดไทย โรงม้าพระที่นั่ง  พระที่นั่งพิมานรัตยา




ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมครับ
       ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือนำชม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม และแผ่นพับ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
*********



วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2558

กรับพวง

.....ห่างหายไปนาน กลับมาพร้อมกับของเก่า ๆ ครับ...ของเก่าที่ว่านี้คือ " กรับพวง " จริง ๆ แล้วผมเองไม่มีความรู้ทางดนตรีเลย..ออกตัวไว้ก่อนที่จะมีคนถามต่อ.."กรับพวง"อันนี้ผมจำความได้ก็เห็นวางอยู่ในตู้ที่บ้าน  ตอนแรกไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าเรียกอะไร     แต่เข้าใจว่าเป็นเครื่องดนตรีไทยชนิดหนึ่งเพราะหยิบมาฟาดกับฝ่ามือแล้วมีเสียงดัง...หลังจากคุณแม่เสียชีวิตไปแล้วเมื่อปีก่อน  ผมต้องกลับมาอยู่ที่บ้านเกิดอีกครั้งหนึ่งหลังเกษียณอายุเพื่อดูแลคุณป้าตอนนี้อายุ ๙๖ ปี   ก็ยังเห็น" กรับพวง " วางอยู่ในตู้ของแม่เช่นเคย  อายุของกลับพวงนี้ต้องไม่ต่ำ ๖๐ กว่าปีแน่นอน
        สิ่งที่สงสัยมานานคือกลับพวงนี้มีประวัติความเป็นมาอย่างไรเพราะบ้านเราไม่มีใครเล่นดนตรีเลย...  เมื่อต้นปีที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสพบกับ"พี่ต๊อย"ลูกสาวของลุง  พี่ต๊อยบอกว่าไปพบกับเพื่อนรุ่นเดียวกับแม่สมัยเรียนฝึกหัดครูด้วยกัน เพื่อนของแม่บอกพี่ต๋อยว่า สมัยที่แม่เรียนฝึกหัดครูนั้น   แม่เป็นแม่เพลงเรือของโรงเรียนฝึกหัดครู..........
         เสียดายจริง ๆ ที่ผมไม่ได้ยินเสียง"กลับพวง"และเสียงร้องเพลงเรือของ"แม่"..........(แม่จากไปอย่างไม่มีวันกลับมาอีกแล้วเมื่อ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๒)

**************

***************

.. ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๕..
งานฉลองศาลา ๑๐๐ ปี ชาตกาล
ของแม่ครูสดับ สุภานันท์..