วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

มีสติเป็นอาหาร


"...คนเรามีอาหารเป็นเครื่องอยู่  เรามีชีวิตอยู่เพราะอาหาร ส่วนการปฏิบัติธรรมก็มีอาหารเหมือนกัน  อาหารของธรรม อาหารเก่า อาหารใหม่... ธรรมใหม่ ธรรมเก่าซึ่งอาศัยซึ่งกันและกัน เป็นอาหารของธรรม  ธรรมอันใดเป็นอาหาร...พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีธรรมาหาร....เริ่มต้นคือ สติสัมปชัญญะ..ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ ...เอาสติไปตั้งที่ กาย เวทนา จิต ธรรม....สัมปชัญญะ การรู้สึกตัวอยู่เสมอ  มีสติสัมปชัญญะ เป็นอาหาร  มีแล้วก็จะมีหิริและโอตตัปปะ เป็นปัจจัยที่จะเกิดขึ้นอีก หิริโอตตัปปะ นั้นได้แก่ความละอายแก่ใจ ก็จะมีขึ้นมา  ความเกรงกลัวบาป ก็จะมีขึ้นมา ...อันนี้ก็เนื่องมาจากเรามี สติสัมปชัญญะ แล้ว...อินทรีย์สังวร ก็จะมีขึ้น อินทรีย์แปลว่าความเป็นใหญ่ อินทรีย์ ๖ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ  ความสำรวมอินทรีย์ก็มีขึ้น...เมื่ออินทรีย์มีแล้ว...ตัวศีลสังวรก็มีขึ้น  เมื่อศีลสังวรมีขึ้น...สัมมาสมาธิก็มีขึ้น  ตั้งมั่นโดยชอบ  เมื่อสมาธิธรรมมีขึ้นแล้ว ยถาภูตญาณ ก็จะมีขึ้น...จะรู้ตามความเป็นจริง ..เมื่อรู้ตามความเป็นจริงแล้วจะเบื่อหน่าย และคลายกิเลส..นิพพิทา  วิราคะ มีแล้ว..คลาย...วิมุตติญาณทัสสนะ ก็จะมีขึ้น  จะเห็นความหลุดพ้นจากกิเลส อันเป็นธรรมที่สูงสุด..
    ...ความหลุดพ้น เป็นยอดแห่งธรรมทั้งหลาย  พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทะเจ้าจะมีมากมาย ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ รวมอยู่ที่ ก็คือความต้องการจะให้เกิดความวิมุตติ หลุดพ้นจากกิเลส ทั้งหลายทั้งปวง หลุดพ้นจากกังวล...วิมุตติธรรม เหมือนน้ำในมหาสมุทร น้ำในมหาสมุทรจะมีมากมายเท่าใดก็ดี แต่ก็มีรสเค็มอย่างเดียว  เราปฏิบัติธรรมตั้งแต่ สติปัฏฐานมา  จะเดินวิปัสสนามา ยอดแห่งวิปัสสนาญาน ก็คือตัว วิมุตติธรรม..
      ขอให้เราพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งหลาย พ้นจากทุกข์ทั้งปวง พ้นจากวัฏฏะสงสาร อันนี้เป็นจุดหมายปลายทางของหมู่พวกเราทั้งหลาย...ขอให้เราทั้งหลายจงตั้งใจ...เข้าสู่วิมุตติธรรมด้วยการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน..เอาสติปัฏฐานเป็นที่ตั้ง..เมื่อมีสติสัมปชัญญะแล้วคุณธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นทุกวัน ๆ เป็นอาหารอยู่ ....เราก็จะถึงที่สุดแห่งทุกข์..."
             (จากซีดี MP3 เผยแพร่เป็นธรรมทาน ธรรมะบรรยาย  หลวงปู่ทอง  สิริมังฺคโล วัดพระศรีจอมทองวรวิหาร)
******

วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ภาวนาญาณ


"...ความรู้ด้าน ภาวนาญาณ นี้ เราจะศึกษาหาจากตำรับ ตำราอะไรไม่ได้ทั้งนั้น ความรู้ใด ๆในตำรับ ตำรา แม้แต่ความรู้ในด้านปริยัติ ที่พระไตรปิฎก ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์พระคาถา 
นี้ถือว่าเป็นความรู้ด้านปริยัติ เป็น จินตาญาณ ...เป็น สุตาญาณ.. ยังไม่ถึงขั้น ภาวนาญาณ...."
"....ความรู้เรื่อง ภาวนา เราเรียนจากใหน เราเรียนจากร่างกาย ยาววา หนาคืบ เรียนที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ .....เราบอกกันไม่ได้ ถ้าบอกมันก็เป็นปริยัติ เป็น สุตาญาน เป็น จินตาญาณ  แต่นี่เราต้องการ ภาวนาญาณ ...มันจะเห็นเอง รู้เอง เข้าใจเอง แทงตลอดเอง เรียกว่า ภาวนาญาณ ...ความรู้ ขั้นนี้ ในขณะเรากำหนดจิตของเรา  คิดหนอ ๆ ๆ เราจะเห็นอาการคิดของเรา มันคิดเรื่องอะไร มีอะไรแฝงในจิตในใจของเรา ความคิดที่เกิดโดยอัตโนมัตินี้เรืยกว่า ภาวนาญาณ..."

                  (บางส่วนบางตอนจากธรรมะบรรยาย ของ พระราชปริยัตยากร)

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ควรเชื่อใครดี..


******
จากข้อความบางส่วนใน " กาลามสูตร " อํ.ติ. ๓๔/๕๐๕/๓๓๗
...เมื่อใดท่านรู้ด้วย(ปัญญา)ตนเอง ว่า...
๑.สิ่งเหล่านี้ เป็นกุศล (ฉลาด) คือ ไม่โลภ ไม่โกรธ และรู้แจ้งอริยสัจ ๔
๒.สิ่งเหล่านี้ ไม่มีโทษ
๓.สิ่งเหล่านี้ ท่านผู้รู้(บัณฑิต)ไม่ติเตียน
๔.สิ่งเหล่านี้ ถ้าประพฤติเต็มที่แล้ว เป็นไปเพื่อ..ประโยชน์  เป็นไปเพื่อ..ความสุข
    เมื่อนั้น ท่านพึงเจริญ ธรรมเหล่านั้น (หรือคือ สิ่งที่..ควรเชื่อ)
******
...เมื่อใดท่านรู้ด้วย(ปัญญา)ตนเอง ว่า...
๑.สิ่งเหล่านี้ เป็นอกุศล (ไม่ฉลาด) คือ โลภ โกรธ และไม่รู้แจ้งอริยสัจ ๔
๒.สิ่งเหล่านี้ มีโทษ
๓.สิ่งเหล่านี้ ท่านผู้รู้(บัณฑิต) ติเตียน
๔.สิ่งเหล่านี้ ถ้าประพฤติเต็มที่แล้ว เป็นไปเพื่อ..สิ่งไม่เป็นประโยชน์  เป็นไปเพื่อ..ความทุกข์
    เมื่อนั้น ท่านพึง ละ ธรรมเหล่านั้นเสีย  (หรือคือ สิ่งที่..ไม่ควรเชื่อ)
******
     คนโดยส่วนมากมักเข้าใจผิดอ้างหลักการเชื่อ ตามหลักกาลามสูตร เพียง ๑๐ ข้อ ที่พระพุทธเจ้าสอนว่า..อย่าเชื่อโดยอาการ ๑๐ อย่าง ซึ่งไม่ใช่ประเด็นสำคัญของหลักการเชื่อที่พระพุทธเจ้าทรงชี้สอน ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่า..พระพุทธเจ้าสอนไม่ให้เชื่อใคร..แค่นั้น  แต่ไม่รู้หลักการเชื่อที่ถูกต้อง..เลยกลายเป็นคนไม่เคารพเชื่อถือใคร  แต่กลับเชื่อถือความคิดของตนเองเป็นใหญ่ หรือกลายเป็นคนหัวดื้อไม่เชื่อถือผู้ใหญ่ หรือไม่เคารพต่อคำสอนของพระศาสดา ทำให้เกิดปัญหาดำเนินชีวิตผิดพลาดมากมาย
      อันทีจริงแล้ว หากศึกษาจากพระไตรปิฎกตามหลักฐานที่ปรากฏข้างต้นนั้น จะพบว่า ยังมีข้อความปรากฏเป็นประเด็นสำคัญของหลักการเชื่อที่ชัดเจนอีก ๔ ข้อ ต่อจากข้อความทั้ง ๑๐ ข้อนั้น จึงขอให้ท่านศึกษาหลักการตัดสินว่า..สิ่งใดควรเชื่อ หรือสิ่งใดไม่ควรเชื่อ ตามหลักกาลามสูตรแบบสมบูรณ์ชัดเจน ดังที่ยกมาแสดงไว้ ณ ที่นี้ 
******
...สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จจาริกไปในโกศลชนบทถึงเกสปุตตนิคม ซึ่งเป็นที่อยู่แห่งหมู่ชนกาลามโคตร ชาวเกสปุตตนิคมได้พร้อมกันไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าและได้ทูลถามถึงการที่สมณะพราหมณ์ทุก ๆ หมู่บ้านที่มาถึงเกสปุตตนิคม ได้แสดงแต่ถ้อยคำของตนเชิดชูให้เห็นว่าดี ชอบ ควรจะถือตามโดยส่วนเดียว พูดคัดค้านข่มถ้อยคำของผู้อื่น จึงเกิดความสงสัยว่า.." สมณะพราหมณ์เหล่านี้ ใครพูดจริง ใครพูดเท็จ "
      พระผู้มีพระภาคเข้าได้ตรัสว่า...ควรแล้วที่ท่านจะสงสัย ความสงสัยของท่านเกิดขึ้นแล้วในเหตุควรสงสัยจริง
๑.ท่านอย่าได้ถือโดย ได้ฟังตามกันมา
๒.ท่านอย่าได้ถือโดย ลำดับสืบ ๆ กันมา
๓.ท่านอย่าได้ถือโดย ความตื่นว่าได้ยินอย่างนี้ ๆ
๔.ท่านอย่าได้ถือโดย อ้างตำรา
๕.ท่านอย่าได้ถือโดย เหตุนึกเดาเอา
๖.ท่านอย่าได้ถือโดย นัยคือคาดคะเน
๗.ท่านอย่าได้ถือโดย ความตรึกตามอาการ
๘.ท่านอย่าได้ถือโดย ชอบใจว่าตรงกับลัทธิของตน
๙.ท่านอย่าได้ถือโดย เชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้
๑๐.ท่านอย่าได้ถือโดย ความนับถือว่าสมณะผู้นี้เป็นครูของเรา
      จากนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงประเด็นสำคัญ ๔ ประการของหลักการตัดสินว่า...สิ่งใดควรเชื่อ หรือสิ่งใดไม่ควรเชื่อ ดังข้อความที่ปรากฏข้างต้นนี้...
(จากหนังสือ เทคนิคเพิ่มสุข โดย ภิกษุณี รุ้งเดือน นฺนทญาณี อารามภิกษุณี นิโรธาราม)
******

วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ใครคือคนดี.....

ใครคือคนดี มีประโยชน์ ฉลาด และเป็นธรรม...
   ถาม ใครคือคนดี มีประโยชน์ ฉลาด และเป็นธรรม
   ตอบ  บุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นคนดี ก็ต้องเป็นบุคคลที่ ทำแต่สิ่งดี ๆ บ่อย ๆ มาก ๆ อย่างต่อเนื่อง  จนเป็นปกติ จนกลายเป็นอุปนิสัย
   ถาม  อะไร คือ สิ่งที่ดีมีประโยชน์ ฉลาด และเป็นธรรม
   ตอบ  ๑.สิ่งที่ดี(บาลีว่า สาธุ) นั้น นอกจากจะได้ชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดีแล้ว ยังได้ชื่ออื่น ๆ อีก ๑๐ ชื่อคือ
             ๒.เป็นสิ่งที่ประเสริฐ (อริยะ)
             ๓.สิ่งที่ฉลาด(กุศล)   ๔. สิ่งที่มีประโยชน์
             ๕.สิ่งที่เป็นธรรม        ๖.สิ่งที่ไม่มีอาสวะหมักหมม
             ๗.สิ่งที่ไม่มีโทษ        ๘.สิ่งที่ไม่ทำให้เดือดร้อน
             ๙.ไม่เป็นไปเพื่อสะสมกิเลส ทำให้บรรลุนิพาน
             ๑๐.มีสุขเป็นกำไร     ๑๑.มีสุขเป็นผลวิบาก
    สิ่งที่ดี ๆ เลิศ ๆ ทั้ง ๑๑ ข้อนี้ คือ อะไรบ้าง โปรดติดตามคำตอบที่มีในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ สาธุวรรค อังคุตรนิกาย ทสก เอกาทสกนิบาต ข้อที่ ๑๗๘ เป็นต้นไป...ขอเขียนสรุปประเด็นสำคัญ คือ
    * สิ่งที่ดี สิ่งที่ประเสริฐ...สิ่งที่..ฯลฯ ได้แก่
           ๑.เจตนางดเว้นจาก การฆ่าสัตว์
           ๒.เจตนางดเว้นจาก การถือเอาสิ่งของ ที่เจ้าของไม่ได้ให้แล้ว
          ๓.เจตนางดเว้นจาก การประพฤติผิดในกามทั้งหลาย แย่งของรัก ของหวงผู้อื่น
          ๔.เจตนางดเว้นจาก การพูดไม่จริง
          ๕.เจตนางดเว้นจาก การพูดส่อเสียดยุยงให้แตกแยก
          ๖.เจตนางดเว้นจาก การพูดหยาบคายด้วยจิตโกรธ
          ๗.เจตนางดเว้นจาก การพูดเพ้อเจ้อไม่มีหลักฐาน ไม่ถูกเวลา
         ๘.ไม่มีอภิชฌาความโลภเพ่งเล็งอยากได้ของผู้อื่นมาเป็นของตน
        ๙.ไม่มีความพยาบาท ปองร้าย
        ๑๐.สัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูกต้องชอบธรรม
      ที่น่าสนใจมาก ๆ ๆ ๆ คือในเล่มนี้พระพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องสิ่งที่ดี ๆ เลิศ ๆ นี้ไว้อีกหมวดหนึ่งใน สาธุวรรค ข้อ ๑๓๔ เป็นต้นไปดังนี้...
      * สิ่งที่ดี สิ่งที่ประเสริฐ..สิ่งที่..ฯลฯ ได้แก่
        ๑.สัมมาทิฏิฐิ       ความเห็น ถูกต้องชอบธรรม
        ๒.สัมมาสังกัปปะ ความคิด ถูกต้องชอบธรรม
        ๓.สัมมาวาจา      การพูดจา ถูกต้องชอบธรรม
        ๔.สัมมากัมมันตะ การกระทำทางกายถูกต้องชอบธรรม
        ๕.สัมมาอาชีวะ   การเลี้ยงชีวิต ถูกต้องชอบธรรม
        ๖.สัมมาวายะมะ  ความพากเพียร ถูกต้องชอบธรรม
        ๗.สัมมาสติ        ความระลึกรู้ ถูกต้องชอบธรรม
        ๘.สัมมาสมาธิ   ความตั้งใจมั่น ถูกต้องชอบธรรม
        ๙.สัมมาญาณ   ความรู้ ถูกต้องชอบธรรม
        ๑๐.สัมมาวิมุติ   ความหลุดพ้น ถูกต้องชอบธรรม
      นอกจากนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงไว้ใน ปุคคลวรรค ที่ ๑  ข้อที่ ๑๕๕  ว่า...
      บุคคลผู้มีสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรมทั้ง ๑๐ ประการข้างต้นนี้ ถือว่า  เป็นบุคคลที่ควรเสพ ควรคบ ควรนั่งใกล้ ควรบูชา ควรสรรเสริญ ควรเคารพ ควรยำเกรง เขาย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นผู้สามารถครอบงำ ความเย่อหยิ่ง ถือตัวได้ และเป็นผู้เจริญด้วยปัญญา
      ส่วนบุคคลใด ทำสิ่งที่ตรงกันข้าม กับ ๑๐ ประการข้างต้น นั้น... เขาก็เป็นบุคคลที่เรา...ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรนั่งใกล้ ไม่ควรบูชา ไม่ควรสรรเสริญ ไม่ควรเคารพ ไม่ควรยำเกรง เขาย่อมเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ เขาไม่สามารถครอบงำความเย่อหยิ่งถือตัวได้ และเป็นผู้ไม่เจริญด้วยปัญญา
*************
 (จากหนังสือ เทคนิคเพิ่มสุข โดย ภิกษุณี รุ้งเดือน นันทญาณี อารามภิกษุณี นิโรธาราม จอมทอง เชียงใหม่)
************************

วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ปล่อยวาง..ปล่อยปละละเลย


...เมื่อวันก่อน  กัลยาณมิตร อยู่ที่ปากน้ำพาไปไหว้พระที่วัดอโศกการาม  ไปสักการะอนุสาวรีย์พระเจ้าอโศกมหาราชที่ตั้งอยู่ภายในวัด...พระเจ้าอโศกมหาราช  ทรงเป็นมหาราชผู้ยิ่งใหญ่ที่เปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนา...
                                           ********
       ชาวพุทธ คือผู้ปล่อยวางได้ แต่ไม่ปล่อยปละละเลย  
      สำหรับปุถุชน ความไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นเครื่องฝึกตนเท่านั้น
      จึงจะต้องระวังมาก เพราะความไม่ยึดมั่นของปุถุชนที่เอามาปฏิบัตินั้น เรารับมาด้วยสัญญา ไม่ใช่ปัญญา  คือ  เราฟังคำ สั่งสอนของพระพุทธเจ้าว่า สิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง  เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จะไปยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ ถ้าเรายึดมั่นถือมั่นแล้ว มันเปลี่ยนแปลงไป เราก็เกิดความทุกข์บีบคั้นจิตใจ เพราะมันไม่เป็นไป ตามที่เราต้องการ เราฟังแล้วก็เลื่อมใส เห็นว่าเป็นความจริงอย่างนั้น และชอบใจ นำ มาปฏิบัติ
         ในกรณีอย่างนี้ เรียกว่าได้ ปัญญา มานิดหน่อย แต่ตัวหลักปฏิบัติ ที่รับมาเป็นเพียง สัญญา เท่านั้น และเราก็รับเอาหลักนั้นมาปฏิบัติตาม สัญญาว่า เอ้อ ต่อไปนี้เราจะไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรนะ กลับไปบ้านก็บอกว่า นี่ไม่ใช่ลูกของเรา นี่ไม่ใช่ภรรยาของเรา นี่ไม่ใช่เงินของเรา เราไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรทั้งนั้น ก็เลยไม่เอาเรื่องเอาราวอะไร นี่คือเกิดความประมาทแล้ว
         การที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว ไม่เอาเรื่องเอาราวอะไรนี้ เป็นเพียง ความยึดมั่นในความไม่ยึดมั่น เพราะความไม่ยึดมั่นตัวนี้ ไม่ใช่ความไม่ยึดมั่นที่แท้ มันเป็นเพียงความไม่ยึดมั่นที่เกิดจากสัญญา แล้วเราก็เอาตัวความไม่ยึดมั่นนี้มาจับยึดเข้าไว้อีกที่หนึ่ง เลยเป็นความยึดมั่นในความไม่ยึดมั่น จึงว่า ต้องระวังให้ดี ถ้าเป็นปุถุชน จะทำ ได้แค่นี้    ความไม่ยึดมั่นที่แท้นั้น เกิดจากปัญญา  เมื่อเราเห็นสิ่งทั้งหลายเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้ว เรารู้ทันสัจธรรมแล้ว ความเป็นไปของมันก็ไม่เข้ามาบีบคั้นจิตใจของเรา จิตใจของเราเป็นอิสระ ต่อจากนั้นเราจะปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้ตามเหตุตามผลด้วยปัญญา
         หลักการนี้สำคัญมาก ถ้าเรามีทรัพย์ ก็ปฏิบัติต่อทรัพย์ให้ถูกต้อง ตามเหตุผล ทรัพย์มีเพื่ออะไร ก็นำ ไปใช้ให้เกิดผลตามวัตถุประสงค์นั้น ไม่ใช่ไปมัวยึดมั่นถือมั่นให้เป็นเหตุบีบคั้นจิตใจให้มีความทุกข์  แต่ก็ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยไม่เอาใจใส่ไม่รับผิดชอบ ต้องใช้มันให้สมคุณค่า ให้ถูกต้องตามความหมายของมัน ทรัพย์ก็เกิดประโยชน์แท้จริง ถ้าทำ ได้อย่างนี้ ก็เรียกได้ว่าเป็น  ชาวพุทธแท้ คือ ผู้ปล่อยวางได้ แต่ไม่ปล่อยปละละเลย
         น่าจะถือเอาพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติ  ตามคตินี้  พระองค์ก็คงทรงพระดำริว่า ทรัพย์นี้เราจะไปยึดมั่นถือมั่นไม่ได้  และมันก็ไม่ใช่ความหมาย ไม่ใช่สาระที่แท้จริงของชีวิต มันไม่สามารถให้ความสุขที่แท้และยั่งยืนแก่ชีวิต เราเคยลุ่มหลงแสวงทรัพย์มาเป็นเครื่องแสดงความยิ่งใหญ่ และบำรุง บำเรอความสุขสบายของตนเอง ต่อไปนี้ไม่เอาแล้ว เราจะไม่ลุ่มหลงมัวเมากับมัน  แต่พระองค์ก็ไม่ได้ทิ้งทรัพย์นั้น แต่เปลี่ยนมาปฏิบัติต่อทรัพย์ด้วยเหตุผล โดยพลิกความหมายของทรัพย์ไปในทางใหม่ว่า ทรัพย์นั้นไม่ใช่มีความหมายที่จะเป็นเครื่องบำเรอให้เราเป็นสุข เพราะเรามีความสุขได้เองแล้ว  เราพัฒนาจิตใจด้วยการปฏิบัติตามคำสอนของ พระพุทธเจ้า  เรามีความสุขที่ประณีตกว่าแล้ว ทรัพย์สินสมบัติเหล่านี้ กับทั้งอำนาจ ไม่ใช่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตของเรา  แต่ถ้าเรารู้จักใช้ มันก็เป็นอุปกรณ์ในการสร้างสรรค์ประโยชน์สุข เป็นเครื่องมือของธรรมที่จะทำ ความดีให้แก่สังคม
        นับแต่นั้นมา พระเจ้าอโศกมหาราชก็ได้ทรงให้ความหมายใหม่แก่ทรัพย์และอำนาจ โดยตรัสว่า ยศ คือความยิ่งใหญ่ของพระองค์นี้ จะไม่มีความหมาย   ถ้าไม่ช่วยให้ประชาชนปฏิบัติธรรม และได้โปรดให้จารึกข้อความนี้ไว้ในศิลาจารึก  และพระองค์ก็ได้ใช้ทรัพย์และอำนาจนั้นในการสร้างสรรค์ประโยชน์สุขแก่ประชาชน  ทำความดีเป็นการใหญ่ตามนโยบาย...ธรรมวิชัย......

    (จากหนังสือ จากริกบุญ  จารึกธรรม   พระพรหมคุณาภรณ์  ..ปยุตโต )
********