วันอังคารที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2556

สิบสองวันในอินเดีย(๗)


(คลิกบนภาพเพื่อดูภาพขยายใหญ่ขึ้น)

      วันที่ห้าของสิบสองวันแล้วครับรับประทานอาหารเช้าที่วัดไทยสิริราชคฤห์ เพื่อเข้าชมและสักการะสถานที่สำคัญจุดหมายปลายทางวันนี้คือนาลันทา เมืองปาฏาลีบุตร เมืองไวสาลีเมืองหลวงของแคว้นวัชชีซึ่งมีคณะกษัตริย์ลิจฉวีปกครองและถือว่าเป็นศูนย์กลางการเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง และคณะเราจะเข้าพักที่วัดไทยไวสาลี ครับ..
     ขออนุญาตเก็บภาพยามเช้าระหว่างทาง...รัฐพิหารเป็นพื้นที่ทำการเกษตรเหมือนบ้านเรา ปลูกข้าว ปลูกอ้อย และยังเห็นวัว ควาย ไว้ใช้งานเหมือนบ้านเรา  ผมเห็นมี"ตลาดนัดโคกระบือ"...ที่เห็นอยู่ทั่วไปเชื้อเพลิงที่ทำด้วยขี้วัวขี้ควายที่เอามาผสมกับดินเหนียวและฟางข้าวหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วเอามาตากแดดโดยแปะไว้ตามข้างฝาผนังบ้านพอแห้งแล้วมันก็หล่นลงมา  เขาก็เก็บเอาไว้ใช้เป็นเชื้อเพลิงต่อไป...
      เมืองนาลันทาอยู่ห่างจากราชคฤห์ประมาณ ๑๖ กม.เป็นบ้านเกิดพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตร มีมหาวิทยาลัยนาลันทา มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของพระพุทธศาสนาและเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่รุ่งเรืองที่สุดในโลก

     จุดแรกคือไปสักการะหลวงพ่อดำนาลันทา พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อายุนับพันปี เป็นพระพุทธรูปที่สร้างจากหินดำ ทางการพยายามที่จะย้ายท่านออกไปแต่ก็เกิดอาเพศเป็นประจำ ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ด้านหลังมหาวิทยาลัยนาลันทา เนื่องจากเส้นทางแคบรถบัสของเราไม่สามารถเข้าไปได้จึงต้องนั่งรถม้าเข้าไป

     หลังจากสักการะและปิดทองหลวงพ่อดำ แล้วก็นั่งรถม้ากลับออกมาเพื่อเข้าชมมหาวิทยาลัยนาลันทาต่อไป  ช่วงนี้ก็ต้องใช้"ขันติ"กับพ่อค้าขายของที่ระลึกสักหน่อย..สำหรับหนู ๆ ที่วิ่งเกาะท้ายรถม้านี่มีความพยายามมากเลยวิ่งแข่งกับรถม้า...พร้อมกับคำว่า "๑๐รูปี ๆๆๆ" ไปตลอดทาง....
         เรื่องราวของมหาวิทยาลัยนาลันทาในสมัยโบราณได้จากจดหมายเหตุของหลวงจีนฟาเหียน ต่อมาพระเจ้าศักราทิพย์ แห่งราชวงศ์คุปตะเป็นผู้สถาปนาและขยายพระอารามแห่งนี้ให้กว้างใหญ่มากขึ้น ถือได้ว่าเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกและพระถังซัมจั๋งก็เคยมาศึกษาที่สถาบันแห่งนี้เป็นเวลานานถึง ๑๕ ปี นาลันทาถูกทำลายอย่างสิ้นเชิงใน พ.ศ.๑๗๔๓ โดยกองทัพต่างศาสนา...
     สถานที่สำคัญในนาลันทาแห่งหนึ่งคือ สถูปพระสารีบุตร ที่ว่ากันว่าเป็นบ้านเกิดและสถานที่ที่ประชุมเพลิงพระสารีุบุตร "ก่อนที่ท่านจะนิพพาน ท่านพระสารีบุตรพิจารณาเห็นว่าอายุสังขารจวนจะสิ้นแล้ว ปรารถนาจะไปโปรดมารดา นางสารีพาหมณี ที่ยังเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่ เมื่อท่านไปถึงบ้านเดิมแล้ว ได้เกิดปักขันทิกาพาธขึ้นในคืนนั้น ในเวลาที่พระสารีบุตรกำลังอาพาธอยู่นั้น ท่านได้เทศนาโปรดมารดา จนนางสารีได้บรรลุโสดาบันคืนนั้นเป็นวันเพ็ญเดือนสิบสอง พระสารีบุตรก็ปรินิพพานในห้องที่ท่านเกิด รุ่งขึ้นพระจุนทะได้ทำฌาปนกิจสรีระพระเถรเจ้า เสร็จแล้วเก็บอัฏฐิธาตุ นำไปถวายพระบรมศาสดา ณ พระเชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี พระพุทธองค์โปรดให้ก่อเจดีย์ บรรจุอัฏฐิธาตุของพระสารีบุตร ไว้ ณ ที่นั้น การที่บุตรได้ชักนำบุพการี ให้นับถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะ จนได้มรรคผล นับเป็นการตอบแทนคุณอย่างยอดเยี่ยม"(วิกีพีเดีย)
      เราออกจากนาลันทาตอนบ่าย ๆ เพื่อเดินทางไปไวสาลีเมืองหลวงของแคว้นวัชชีในพุทธกาลและเป็นศูนย์กลางเผยแพร่พุทธศาสนาที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งจะต้องเดินทางประมาณ ๔ - ๕ ชั่วโมง...
บรรยายกาศข้างทางนาลันทา - ไวสาลี

(คลิกบนภาพเพื่อดูภาพขยายใหญ่ขึ้น)
(คลิกบนภาพเพื่อดูภาพขยายใหญ่ขึ้น)
(สะพานมหาตะมคาธี  ภาพจากอินเตอร์เนต)
        กว่าจะข้ามสะพานมหาตมะคานที(Mahatama Ghandhi Setu) เป็นสะพานที่ถือว่ายาวที่สุดในบรรดาสะพานข้ามแม่น้ำคงคา ความยาวจากจุดเริ่มต้นจนสุดสะพาน ๑๒ กม.เฉพาะช่วงแม่น้ำยาว ๖ กม. น่าเสียดายที่เราถึงค่อนข้างค่ำไปหน่อยเลยไม่มีภาพสวย ๆ มาฝากครับ...ค่ำนี้จุดหมายปลายทางเราเข้าที่พักวัดไทยไวสาลี ครับ 

...ยามเช้าที่ไวสาลี...โรงเรียนกลางหมู่บ้าน...
เครื่องสับฟางข้าว..กองข้าว...

        เช้าวันที่หกวัดไทยไวสาลี  เราตื่นกันแต่เช้าเข้าเมืองไวสาลี นครหลวงของแคว้นวัชชี ซึ่งมีคณะกษัตริย์วัชชีปกครอง หลายท่านคงเคยอ่านเรื่องราวของวัสสการพราหมณ์ ในสามัคคีเภทคำฉันท์นะครับ เราจะไปนมัสการปาลวาลเจดีย์ และกูฏาคารศาลาป่ามหาวัน..


      ปาลวาลเจดีย์ พระสถูปเจดีย์พระบรมสารีริกธาตุ สถูปโบราณขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๓ เมตร มีสังกะสีมุงเป็นเหมือนศาลาแปดเหลี่ยมล้อมรอบฐานเจดีย์โบราณ  ซึ่งได้รับการยืนยันว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุที่ได้ขอแบ่งจากกุสินารา ในสมัยเดียวกันกับเมืองราชคฤห์ของพระเจ้าอชาตศัตรู ราชามัลละแห่งเมืองกุสาวดี ราชาโกลิยะแห่งรามคาม ราชาโมลีราชาศากยะแห่งกบิลพัสดุ์..ที่นี่เราเดินเวียนเทียนสักการะพระบรมสารีริกธาตุ

     จากนั้นไปต่อกันที่ กูฏาคารศาลาป่าสาลวัน สถานที่นี้เป็นที่พระพุทธเจ้าประทับจำพรรษาที่ ๑๕ และพรรษาสุดท้ายก่อนเสด็จปรินิพพาน ในพรรษาที่ ๑๕ มีเหตุการณ์สำคัญคือ บวชพระภิกษุณีให้พระน้านางปชาบดี พระนางยโสธราบวชเป็นพระภิกษุณีบรรลุเป็นพระอรหันต์ พระนางรูปนันทา (พระธิดาพระน้างนางปชาบดี)ออกบวชำเร็จเป็นพระอรหันต์  พระพุทธองค์ทรงบัญญัติกาลเข้าพรรษา..ที่นี่มีเสาหินพระเจ้าอโศกค่อนข้างสมบูรณ์ หัวเสามีรูปสิงห์ หันหน้าไปทางทิศเหนือประหนึ่งว่าทอดอาลัยตามเสด็จพระพุทธองค์ครั้งเสด็จผ่านเมืองนี้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนเสด็จปรินิพพาน ณ เมืองกุสินารา...
        พอเดินออกมาด้านนอกของกูฏาคารศาลาป่ามหาวัน ก็จะมีสินค้าขายของที่ระลึก คงจะต้องใช้ความสามารถในการ"ต่อรอง"ราคา..ใจแข็งๆ หน่อยนะครับ...
.....


    ...เรากลับไปให้พระอาจารย์วิทยากรฉันภัตตาหารเพลที่วัดไทยไวสาลี พร้อมกับพวกเราก็ถือโอกาสเป็นลูกศิษย์วัดด้วย จากนั้นร่วมกันถวายจตุปัจจัยแด่พระภิกษุสงฆ์และสามเณรชาวอินเดียซึ่งจะเป็นพุทธบุตรสืบทอดพระพุทธศาสนาของเราต่อไป....ลาก่อน"ไวสาลี"มุ่งหน้าไป "กุสินารา.." ครับ
       ขอบคุณที่เข้ามาอ่านครับ





วันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2556

สิบสองวันในอินเดีย(๖)

(คลิกบนภาพเพื่อดูภาพขยายใหญ่)
......หลังจากรับประทานอาหารกลางวันที่วัดไทยสิริราชคฤห์เรียบร้อยแล้ว เราเดินทางไปที่ ตโปธราม สายธารน้ำร้อนที่เชื่อกันว่ารักษาโรคได้ ชาวเมืองมาอาบน้ำตั้งแต่สมัยพุทธกาล พระเจ้าพิมพิสารก็เคยมาสรงน้ำที่นี่ และทำให้เกิดพุทธบัญญัติที่ห้ามอาบน้ำก่อนครบ ๑๕ วัน เนื่องจากพระองค์มาสรงน้ำที่ตโปธารามแต่พบพระสงฆ์กำลังสรงน้ำอยู่พระองค์ก็รอคอยจนประตูเมืองปิด พระองค์ทรงเคร่งครัดในคำสั่งมาก  เวลาปิดเปิดประตูนั้นจะเปิดปิดตามเวลา พระองค์ก็เลยต้องบรรทมนอกพระนคร เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบจึงกำหนดบัญญัติสิกขาบท  
        ปัจจุบันตโปธารามถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู ซึ่งมาอาบน้ำชำระบาปตามความเชื่อ...การอาบน้ำจะแบ่งตามวรรณะ  วรรณะสูงจะอยู่ชั้นบนและลดหลั่นกันลงมาตามระดับจนถึงระดับล่าง...

...ที่คุมขังพระเจ้าพิมพิสาร เป็นสถานที่พระเจ้าอชาติศัตรูพระโอรสนำพระราชบิดามาอยู่ที่คุกนี้ตามคำยุยงของพระเทวทัต พระเจ้าพิมพิสารถูกทรมานเพื่อให้สวรรคต มีเรื่องเล่าว่าพระองค์ทรงมีจิตใจที่อิ่มเอิบ  เนื่องจากพระองค์สามารถมองเห็นจีวรสีเหลืองของพระพุทธเจ้าที่อยู่บนยอดเขาคิชกูฏ ทำให้พระองค์สวรรคตอย่างสงบ ณ สถานที่แห่งนี้...
    
...ชีวกัมพวัน "สวนมะม่วงของหมอชีวก" หลังจากหมอชีวกได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์จนบรรลุเป็นพระโสดาบันแล้ว ได้มีจิตศรัทธาถวายสวนมะม่วงของตนให้เป็นอารามและเป็นโรงพยาบาลสงฆ์...


...บ่ายคลายร้อนแล้วได้เวลาที่เราจะขึ้นเขาคิชกูฏเพื่อไปสักการะพุทธสถานที่สำคัญ..ตามถนนพระเจ้าพิมพิสาร ระยะทางประมาณ ๙๐๐ เมตร เส้นทางลาดชันเล็กน้อยเดินได้อย่างสบาย ๆ ระหว่างทางจะมีสถานที่สำคัญคือ มัททกุจิ เป็นสถานที่พระนางโกศลเทวี พระมเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร ตัดสินใจจะทำลายพระโอรสในพระครรภ์ ตามคำทำนายที่ว่าพระโอรสจะทำปิตุฆาต แต่ไม่สำเร็จตามความประสงค์ พระโอรสคือพระเจ้าอชาตศัตรู ในเวลาต่อมา..บนถนนเส้นนี้ยังมีเหตุการณ์ที่พระเทวทัตกลิ้งหินลงมาเพื่อปลงพระชนม์พระพุทธเจ้า..ก่อนจะถึงยอดเขาซึ่งเป็นที่ตั้งของพระคันธกุฎี  ก็จะพบ "ถ้ำพระโมคคัลลานะ" "ถ้ำสุกรขาตา"หรือถ้ำคางหมู ที่พระสารีบุตรได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ขณะถวายงานพัดให้พระพุทธเจ้าที่กำลังทรงแสดงธรรมให้กับทีฆนขปริพพาชก หลานของพระสารีบุตร..จากนั้นก็จะมีบันไดขึ้นสู่ยอดเขาที่ตั้งพระคันธกุฏี ซึ่งจะพบกุฏิพระอานนท์ ก่อนที่จะถึงพระคันธกุฎี

......

...พระอาจารย์นำสวดมนต์และนั่งสมาธิภาวนา  พร้อมกับเดินเวียนเทียนรอบพระคันธกุฎี ปิดทองพระคันธกุฎีและที่กุฏิพระอานนท์..ได้เวลาพระอาทิตย์อัสดงพอดีเราก็เดินทางกลับที่พัก..
..
.......

...บนเขาคิชกูฏใกล้ ๆ พระคันธกุฎี จะมีสถูปขนาดใหญ่ ก่อสร้างโดยพระเถระชาวญี่ปุ่น ซึ่งจะใช้กระเช้าขึ้นสู่พระสถูปองค์นี้..มีคนเข้าคิวเพื่อขึ้นกระเช้าเยอะมาก..แต่สำหรับชาวไทยเราจะเดินตามถนนพระเจ้าพิมพิสารขึ้นไปสักการะพระคันธกุฎีเป็นส่วนใหญ่ เพราะสามารถแวะสักการะถ้ำสุกรขาตาและถ้ำพระโมคคัลลานะได้ และระยะทางก็ไม่ไกลมากนัก สำหรับผู้สูงอายุสามารถขึ้นกระเช้าที่มีคนหามขึ้นไปได้ครับ คนละ ๑,๒๐๐ รูปี ครับ
.....

      ..ค่ำพอดีหลังจากลงจากลงจากเขาคิชกูฏ เรากลับไปพักที่วัดไทยสิริราชคฤห์ พรุ่งนี้เช้าจะเดินทางต่อไปที่นาลันทา ครับ...

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านครับ

               ***สิบสองวันในอินเดีย(คลิก)








วันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2556

สิบสองวันในอินเดีย(๕)

(คลิกบนภาพเพื่อดูภาพขยายใหญ่ขึ้น)
...วันที่สี่แล้วครับ เราออกเดินทางกันแต่เช้ามืดจากพุทธคยาไปเมืองราชคฤห์ ระยะทางประมาณ ๘๐ กม. คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ ๓ ชม.ก็จะถึงเมืองราชคฤห์(Rajgir) 
    เมืองราชคฤห์ในอดีตเป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธ พระพุทธองค์ทรงจำพรรษาที่ ๒ - ๔ พรรษาที่ ๑๗ และพรรษาที่ ๑๙ รวม ๖ พรรษา จึงมีโบราณสถานต่าง ๆ มากมาย...โปรแกรมการเดินทางของคณะเรา คือ รอยเกวียนเก่าอายุนับพันปี  วัดเวฬุวัน ตโปธารามบ่อน้ำร้อนศักดิ์สิทธิ์รักษาโรคได้...บริเวณคุมขังพระเจ้าพิมพิสาร วัดชีวกัมพวัน เขาคิชกูฏซึ่งเป็นที่ตั้งของ ถ้ำพระโมคคัลลานะ ถ้ำสุกรขาตา มูลคันธกุฎี ...
    ..บรรยากาศยามเช้าบนเส้นทางในชนบทของรัฐพิหาร พุทธคยา - ราชคฤห์...


แปรงสีฟันด้วยไม้สะเดา  ห้องสุขากลางแจ้งริมทาง(ในวงกลมและลูกศรสีแดง)เด็กนักเรียนรอไปโรงเรียน 


.......เนื้อสัตว์เท่าที่เห็นมี ปลาและไก่ ไก่นั้นจะขังกรงไว้ก่อน..


ช่วง พ.ย. อากาศค่อนข้างเย็น ผักสดงามมากครับ


ตรงนี้เป็นร้านตัดผมครับ...


...ก่อนจะถึงเมืองราชคฤห์ เราหยุดพักที่วัดไทยธัมมิกราช เป็นวัดไทยที่ำกำลังก่อสร้าง  มีห้องน้ำซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่หายากในชนบทไว้สำหรับผู้เดินทางเป็นอย่างดี...

......
...ทิวเขาข้างหน้าคือเมืองราชคฤห์ เมื่อเข้าไปใกล้จะเห็นกำแพงเมืองโบราณทอดยาวไปตามแนวเขา..


  ..เมื่อผ่านช่องเขาผ่านกำแพงเมืองราชคฤห์โบราณเข้าแล้วก็จะพบหลักฐานโบราณทางวัตถุคือรอยเกวียนโบราณ ซึ่งเกิดจากกองคาราวานเกวียนครั้งละจำนวน ๕๐๐ เล่ม ของเศรษฐีพ่อค้าเมืองราชคฤห์ซึ่งมีอยู่หลายคน ที่สำคัญคือท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ของเมืองสาวัตถี...

...จากนั้นเราเดินทางต่อไปที่วัดเวฬุวัน เป็นวัดที่พระเจ้าพิมพิสาร ได้ถวายสวนไผ่ให้เป็นอารามแห่งแรกในพุทธศาสนา ซึ่งพระองค์ได้ทรงจำพรรษา ณ สถานที่แห่งนี้ถึง  ๖  พรรษา เป็นที่ทรงตั้งอัครสาวก คือพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ และเป็นสถานที่ที่พระอรหันต์จำนวน ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ในวันจาตุรงคสันนิบาต มาฆบูชา และพระองค์ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ แก่ภิกษุเหล่านั้น...


...พระอาจารย์วิทยากรนำคณะเราสวดมนต์และนั่งสมาธิที่วัดเวฬุวัน จนได้เวลารับประทานอาหารกลางวัน จึงกลับไปที่วัดสิริราชคฤห์ ซึ่งจะเป็นที่พักของคณะเราในคืนนี้ด้วย..


...หลังจากรับประทานอาหารกลางวันแล้ว เราจะไปที่น้ำพุร้อนบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ตโปธาราม สถานที่คุมขังพระเจ้าพิมพิสาร สวนมะม่วงหมอชีวกโกมาร์ภัจจ์ และจะไปเดินขึ้นเขาคิชกูฎในตอนบ่าย ๆ ซึ่งอากาศจะไม่ร้อนมากนัก...
     ขอบคุณที่เข้ามาอ่านครับ





วันอังคารที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2556

สิบสองวันในอินเดีย(๔)

(คลิกบนภาพเพื่อดูภาพขยายใหญ่ขึ้น)
  เดินทางกันต่อนะครับ...หลังจากแวะชมพิพิธภัณฑ์สารนาถและเยี่ยมชมผ้ากาสีของพาราณสีแล้ว เราก็ออกเดินทางสู่พุทธคยา จุดหมายปลายทางที่พักคือ วัดไทยพุทธคยา ระยะทางเกือบ ๓๐๐ กม.ก็คาดว่าจะถึงตอนค่ำๆพอดีกับเวลารับประทานอาหารเย็นซึ่งทางวัดได้จัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว...ในตอนเช้าเราก็ไปที่ อภิสัมพุทธสถาน มหาเจดีย์พุทธคยา เราจะได้สวดมนต์และนั่งสมาธิภาวนา ที่ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ และจะไปบ้านนางสุชาดา ซึ่งอยู่ใกล้กับแม่น้ำเนรัญชรา แม่น้ำแห่งการตรัสรู้ แล้วกลับมารับประทานอาหารกลางวันที่วัดไทยพุทธคยา คณะของเราจะพักอยู่ที่พุทธคยาสองคืน ซึ่งจะมีเวลาพอสมควรที่จะได้เยี่ยมชมวัดพุทธนานาชาติที่อยู่รอบ ๆ มหาเจดีย์พุทธคยา...ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังเมืองราชคฤห์


       วันที่สามของสิบสองวันแล้วครับ   หลังจากรับประทานเช้าที่วัดแล้ว เราออกเดินทางตามโปรมแกรมที่จัดไว้ครับ...มหาเจดีย์พุทธคยา...เนื่องจากเมื่อตอนต้นปีนี้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นที่พุทธคยา ทางการจึงมีการตรวจค้นอาวุธและห้ามพกโทรศัพท์มือถือเข้าภายใน สำหรับกล้องถ่ายรูปต้องค่าธรรมเนียม ๑๐๐ รูปี และไม่อนุญาตให้ค้างคืนภายในบริเวณมหาพุทธเจดีย์พุทธคยา...
................


  พุทธคยา เป็นสถานที่สำคัญที่สุดของพุทธศาสนิกชนทั่วโลกที่จะเดินทางมากราบไหว้สักการะบูชาองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเป็นสถานที่ที่พระองค์ตรัสรู้อริยสัจจ์สี่ที่ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ เมื่อวันเพ็ญวิสาขบูชา ๑๕ ค่ำ เดือน ๖


  พระอาจารย์นำพวกเราสวดมนต์ นั่งสมาธิ และเดินเวียนรอบมหาเจดีย์พุทธคยาพร้อมกับสวดมนต์ระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ จากนั้นก็ไปนมัสการหลวงพ่อพุทธเมตตา พระแท่นวัชรอาสน์ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และสัตตมหาสถาน..

.....


.....


.....


.....


.....


....ในช่วงเช้าคงจะมีเวลาภายในมหาพุทธเจดีย์  คณะจะกลับไปรับประทานอาหารเที่ยงที่วัด ช่วยบ่ายจะไปที่บ้านนางสุชาดา แม่น้ำเนรัญชรา "แม่น้ำแห่งการตรัสรู้ "และเยี่ยมชมนมัสการวัดพุทธนานาชาติที่อยู่รอบ ๆ พุทธคยา ...
.....


      นางสุชาดา  เป็นผู้ถวายข้าวมธุปายาสให้พระพุทธองค์ก่อนวันตรัสรู้ บ้านนางสุชาดาอยู่ห่างจากพุทธคยาไปทางทิศตะวันออกประมาณ ๑ กม.มีสะพานข้ามแม่น้ำเนรัญชรา ใช้รถยนต์วิ่งข้ามไปได้..
      เรากลับมาพุทธคยาอีกครั้งเพื่อเยี่ยมชมวัดพุทธนานาชาติ ที่อยู่รอบ ๆ พุทธคยา...

.....
......
วิถีชีวิตบนท้องถนนที่พุทธคยา

ญาติธรรมท่านนี้กรุณามอบลูกประคำให้เส้นหนึ่ง...

ขออนุโมทนากับคุณแม่พระภิกษุณีจากไต้หวัน สาธุ สาธุ  สาธุ
....................
ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านครับ