แบ่งปัน 9
วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2565
วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2565
เสียงสะท้อน (feedback)
การให้เสียงสะท้อน (feedback) ไม่ใช่แนวคิดสมัยใหม่จากทางตะวันตกเสียทีเดียว หากแต่เป็นเสาหลักในพระวินัยมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว พระวินัยให้แนวทางชัดเจนว่าพระภิกษุพึงว่ากล่าวตักเตือนกันและกันด้วยความเคารพและระมัดระวัง อีกทั้งสอนให้ยินดีรับฟังคำตักเตือนจากหมู่สงฆ์โดยไม่จำกัดอาวุโส การให้และการรับฟังเสียงสะท้อนอย่างมีวิจารณญาณมุ่งให้เกิดการถ่วงดุลที่จำเป็นอย่างยิ่งกับหลักพระวินัยในด้านความสามัคคีในหมู่สงฆ์
คุณค่าอันดับแรกของความสามัคคีในหมู่สงฆ์อยู่ที่การสร้างสภาวะที่เอื้อต่อความก้าวหน้าในธรรม ฉะนั้น เมื่อใดก็ตามที่ความสามัคคีในหมู่คณะกลายเป็นเป้าหมายแทนที่จะเป็นวิธีการ และเมื่อใดก็ตามที่ละเลยความมุ่งมั่นในการว่ากล่าวตักเตือนกันอย่างจริงใจและปรารถนาดีต่อกันและกัน ความฉ้อฉลย่อมย่างกรายเข้ามา ผู้ที่อยู่ในหมู่คณะจะไม่พยายามช่วยให้เพื่อนเห็นจุดบอดและแก้ไขจุดอ่อนของตนเองอีกต่อไป แต่จะมีข้อตกลงที่รู้กันอยู่ในใจมาแทนว่า “ผมจะไม่ว่าอะไรคุณ ตราบใดที่คุณไม่ว่าอะไรผม” การทำแบบนี้อาจก่อให้เกิดสันติสุขแบบเปลือกนอกขึ้นได้ แต่จะส่งผลเป็นความสามัคคีของคนพาล
เมื่อให้ความสำคัญกับศีล สติ เมตตากรุณาและปัญญา เราจะสามารถหลีกเลี่ยงการแตกสามัคคีในหมู่คณะและความสามัคคีของคนพาล และเข้าถึงความปรองดองของบัณฑิตได้
ธรรมะคำสอน โดย พระอาจารย์ชยสาโร
แปลถอดความ โดย ปิยสีโลภิกขุ
*******
Cr.https://www.facebook.com/100064337808864/posts/pfbid0hNiugRtZM9vSifMoHtwgfGQXTkSNrmEx9t7gXnGBHmUZfFYHwKTCcETQj3cYg6N3l/
วันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2565
ขอจากไปอย่างสงบ..
Cr.fwd.line
*****
~ อยากรู้ไหมว่า ถ้าเลือกได้...พวกหมออยากตายแบบไหน
ขอบคุณ อ churdchoo กก แพทยสภา ที่ได้แปลเรียบเรียบเป็นภาษาไทย
หมอในทุกประเทศ เราคงคิดเหมือนกัน
เราเห็นมามากเกินพอแล้วครับ
งานวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงของโรคเรื้อรังต่างๆ ที่ยาวนานที่สุดในโลก โดยกลุ่มผู้เข้าร่วมงานวิจัย คือ บรรดาแพทย์ที่จบจาก Johns Hopkins University ตั้งแต่ปี 1946-1964 จำนวน 1,337 คน
โดยคำถามที่ส่งไปให้แพทย์เหล่านี้จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทุกปี ช่วงแรกๆ จะเป็นคำถามเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังต่างๆ แต่พอผ่านไปได้ 50 ปี
~ คุณหมอเหล่านี้ก็อายุปาเข้าไป 70-80 กันแล้ว รูปแบบคำถามก็เปลี่ยนไป ครั้งนี้ถามว่า
~ ในฐานะแพทย์ ได้วางแผนอย่างไร เมื่อถึงวาระสุดท้ายของตัวเอง
~ โดยให้สถานการณ์สมมติว่า… ถ้าเกิดเจ็บป่วย…ด้วยโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หาย …และสมองเสียหาย …จนจำคนรู้จักไม่ได้ …สื่อสารกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง
(ตัวอย่างเช่นภาวะ Alzheimer รุนแรง หรือสมองเสื่อมมากๆ)
- แต่ไม่ตาย ถ้าประคับประคองไปเรื่อยๆ ก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้อีกนาน
~ ปรากฏว่า คำตอบที่น่าสนใจมาก
~ กล่าวโดยสรุปคือ
- ไม่ต้องการ CPR 90%(ไม่ต้องการให้ปั๊มหัวใจ 90%)
- ไม่ต้องการ เครื่องช่วยหายใจ 80%
- ไม่ต้องการสายให้อาหาร 80 %
- ไม่ต้องการ การฟอกไต 80%
- ไม่ต้องการ การผ่าตัด 80%
- ไม่ต้องการ invasive test 80% การตรวจอื่นๆที่ ต้องเจ็บตัว
- ไม่ต้องการเลือด 80%
- ไม่ต้องการสารน้ำ 60%
- ไม่ต้องการยาปฏิชีวนะ 60%
~ สรุปคือ ส่วนใหญ่ไม่ขออะไรเลย มีแค่เพียงสิ่งเดียว ที่หมอเหล่านี้ต้องการคือ...ยาแก้ปวดเพื่อจากไปอย่างสงบถึง 80%
ซึ่งคำตอบเหล่านี้…ครงกับคำตอบของกลุ่ม "ตื่นรู้ ก่อนตาย" "ฝึกตาย ก่อนตายจริง" "ฝึกตายอย่างสงบมีเกียรติ ไม่ต้องมีสายระโยงระยาง เป็นการตายตามธรรมชาติ"
~ ความเจ็บปวด จากหัตถการ…มักเจ็บปวดมากกว่า ความเจ็บปวดจากตัวโรคเอง และ
~ สิ่งที่ทำไปทั้งหมด มันเป็นเพียงยืดเวลาการตายออกไปอีกนิดเท่านั้น พร้อม ยืดระยะเวลาการเจ็บปวดก่อนตาย ให้นานมากขึ้น(prolonged suffering, not life)
และเมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เราทุกคนควรมีสิทธิ์เลือกว่าจะตายอย่างไร (autonomy)
เพราะการมีแค่ชีวิตอยู่ แต่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย แม้แต่ควบคุมการตัดสินใจของตัวเองก็ทำไม่ได้ มันอาจจะน่ากลัวกว่าตัวความตายจริงๆเสียอีก
สิ่งที่มนุษย์ผู้มีสติปัญญาจริงๆต้องการ เมื่อถึงเวลา คือการเสียชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี, สงบ และ ไม่เจ็บปวดเท่านั้นเอง
Cr:อ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา




