วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2565

แบ่งปัน 9

 









เสียงสะท้อน (feedback)

 


การให้เสียงสะท้อน (feedback) ไม่ใช่แนวคิดสมัยใหม่จากทางตะวันตกเสียทีเดียว หากแต่เป็นเสาหลักในพระวินัยมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว พระวินัยให้แนวทางชัดเจนว่าพระภิกษุพึงว่ากล่าวตักเตือนกันและกันด้วยความเคารพและระมัดระวัง  อีกทั้งสอนให้ยินดีรับฟังคำตักเตือนจากหมู่สงฆ์โดยไม่จำกัดอาวุโส การให้และการรับฟังเสียงสะท้อนอย่างมีวิจารณญาณมุ่งให้เกิดการถ่วงดุลที่จำเป็นอย่างยิ่งกับหลักพระวินัยในด้านความสามัคคีในหมู่สงฆ์


คุณค่าอันดับแรกของความสามัคคีในหมู่สงฆ์อยู่ที่การสร้างสภาวะที่เอื้อต่อความก้าวหน้าในธรรม ฉะนั้น เมื่อใดก็ตามที่ความสามัคคีในหมู่คณะกลายเป็นเป้าหมายแทนที่จะเป็นวิธีการ และเมื่อใดก็ตามที่ละเลยความมุ่งมั่นในการว่ากล่าวตักเตือนกันอย่างจริงใจและปรารถนาดีต่อกันและกัน ความฉ้อฉลย่อมย่างกรายเข้ามา ผู้ที่อยู่ในหมู่คณะจะไม่พยายามช่วยให้เพื่อนเห็นจุดบอดและแก้ไขจุดอ่อนของตนเองอีกต่อไป  แต่จะมีข้อตกลงที่รู้กันอยู่ในใจมาแทนว่า “ผมจะไม่ว่าอะไรคุณ ตราบใดที่คุณไม่ว่าอะไรผม” การทำแบบนี้อาจก่อให้เกิดสันติสุขแบบเปลือกนอกขึ้นได้ แต่จะส่งผลเป็นความสามัคคีของคนพาล


เมื่อให้ความสำคัญกับศีล สติ เมตตากรุณาและปัญญา เราจะสามารถหลีกเลี่ยงการแตกสามัคคีในหมู่คณะและความสามัคคีของคนพาล และเข้าถึงความปรองดองของบัณฑิตได้


ธรรมะคำสอน โดย พระอาจารย์ชยสาโร

แปลถอดความ โดย ปิยสีโลภิกขุ

*******

Cr.https://www.facebook.com/100064337808864/posts/pfbid0hNiugRtZM9vSifMoHtwgfGQXTkSNrmEx9t7gXnGBHmUZfFYHwKTCcETQj3cYg6N3l/

ซองขาว..


 

วันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2565

ขอจากไปอย่างสงบ..

 

(ภาพนี้ไม่เกี่ยวข้องกับบทความแต่ประการใด)


Cr.fwd.line

*****

~ อยากรู้ไหมว่า ถ้าเลือกได้...พวกหมออยากตายแบบไหน

ขอบคุณ อ churdchoo กก แพทยสภา ที่ได้แปลเรียบเรียบเป็นภาษาไทย

หมอในทุกประเทศ เราคงคิดเหมือนกัน

เราเห็นมามากเกินพอแล้วครับ


งานวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงของโรคเรื้อรังต่างๆ ที่ยาวนานที่สุดในโลก โดยกลุ่มผู้เข้าร่วมงานวิจัย คือ บรรดาแพทย์ที่จบจาก Johns Hopkins University ตั้งแต่ปี 1946-1964 จำนวน 1,337 คน


โดยคำถามที่ส่งไปให้แพทย์เหล่านี้จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทุกปี ช่วงแรกๆ จะเป็นคำถามเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังต่างๆ แต่พอผ่านไปได้ 50 ปี


~ คุณหมอเหล่านี้ก็อายุปาเข้าไป 70-80 กันแล้ว รูปแบบคำถามก็เปลี่ยนไป ครั้งนี้ถามว่า


~ ในฐานะแพทย์ ได้วางแผนอย่างไร เมื่อถึงวาระสุดท้ายของตัวเอง


~ โดยให้สถานการณ์สมมติว่า… ถ้าเกิดเจ็บป่วย…ด้วยโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หาย …และสมองเสียหาย …จนจำคนรู้จักไม่ได้ …สื่อสารกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง


(ตัวอย่างเช่นภาวะ Alzheimer รุนแรง หรือสมองเสื่อมมากๆ)


- แต่ไม่ตาย ถ้าประคับประคองไปเรื่อยๆ ก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้อีกนาน

~ ปรากฏว่า คำตอบที่น่าสนใจมาก

~ กล่าวโดยสรุปคือ


- ไม่ต้องการ CPR 90%(ไม่ต้องการให้ปั๊มหัวใจ 90%)


- ไม่ต้องการ เครื่องช่วยหายใจ 80%


- ไม่ต้องการสายให้อาหาร 80 %


- ไม่ต้องการ การฟอกไต 80%


- ไม่ต้องการ การผ่าตัด 80%


- ไม่ต้องการ invasive test 80% การตรวจอื่นๆที่ ต้องเจ็บตัว


- ไม่ต้องการเลือด 80%


- ไม่ต้องการสารน้ำ 60%


- ไม่ต้องการยาปฏิชีวนะ 60%


~ สรุปคือ ส่วนใหญ่ไม่ขออะไรเลย มีแค่เพียงสิ่งเดียว ที่หมอเหล่านี้ต้องการคือ...ยาแก้ปวดเพื่อจากไปอย่างสงบถึง 80%


ซึ่งคำตอบเหล่านี้…ครงกับคำตอบของกลุ่ม "ตื่นรู้ ก่อนตาย" "ฝึกตาย ก่อนตายจริง" "ฝึกตายอย่างสงบมีเกียรติ ไม่ต้องมีสายระโยงระยาง เป็นการตายตามธรรมชาติ"


~ ความเจ็บปวด จากหัตถการ…มักเจ็บปวดมากกว่า ความเจ็บปวดจากตัวโรคเอง และ


~ สิ่งที่ทำไปทั้งหมด มันเป็นเพียงยืดเวลาการตายออกไปอีกนิดเท่านั้น พร้อม ยืดระยะเวลาการเจ็บปวดก่อนตาย ให้นานมากขึ้น(prolonged suffering, not life)


และเมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เราทุกคนควรมีสิทธิ์เลือกว่าจะตายอย่างไร (autonomy)


เพราะการมีแค่ชีวิตอยู่ แต่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย แม้แต่ควบคุมการตัดสินใจของตัวเองก็ทำไม่ได้ มันอาจจะน่ากลัวกว่าตัวความตายจริงๆเสียอีก


สิ่งที่มนุษย์ผู้มีสติปัญญาจริงๆต้องการ เมื่อถึงเวลา คือการเสียชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี, สงบ และ ไม่เจ็บปวดเท่านั้นเอง

Cr:อ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา