วันเสาร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2564

เวทนา


เวทนามี ๓ คือสุข ทุกข์ และไม่ทุกข์ไม่สุข
ในชีวิตประจำวันนักปฏิบัติจงฝึกให้รู้เท่าทันเวทนา
ที่เกิดดับๆ ตลอดเวลา
เพราะถ้าเวทนาเกิดขึ้นในขณะที่เราขาดสติ
มันจะกลายเป็นตัณหา เหตุให้เกิดทุกข์
สุขเวทนาปรากฏในจิตที่ขาดสติแล้ว
ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ย่อมเกิดขึ้นทันที
ทุกขเวทนาปรากฏในจิตที่ขาดสติแล้ว
ความไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ย่อมเกิดขึ้นทันที
อทุกขมสุขเวทนาปรากฏในจิตที่ขาดสติแล้ว
โมหะ ความเพลิน ความประมาท ย่อมเกิดขึ้น
จิตรู้เวทนาว่าสักแต่ว่าเวทนา เห็นว่าไม่มีแก่นสารสาระอะไร
ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราจะเป็นผู้เสวยเวทนา
แต่ไม่เป็นทุกข์กับมัน
พระอาจารย์ชยสาโร
***********
Cr.https://www.facebook.com/jayasaro.panyaprateep.org/posts/3602298396545487


 

วันพฤหัสบดีที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2564

การใช้ชีวิตที่ไม่ประมาท

 



พระมหาวรพรต กิตติวโร
Cr.https://www.facebook.com/duenjitpage/posts/1787354794759066

รอยทางของเตี่ย

 


💌รอยทางของเตี่ย

🌸 มีแค่นี้

ในครอบครัวอาหมวย

ตั้งแต่ครั้งยังเด็ก อาหารบ้านเราคืออาหารที่อร่อยที่สุด

โดยเฉพาะ ฝีมือเตี่ย 

 มื้อเช้า จะเป็นอาหารง่ายๆ

เช่น ข้าวต้มหมู ข้าวผัด

หรือ ข้าวต้มขาวกินกับ เกี่ยมฉ่ายบ้าง กุนเชียงทอดบ้าง หรือ ไข่เจียวซึ่งทำง่าย รวดเร็ว 

บางวันก็อาจจะเป็นโจ๊ก

น้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋

(บ้านอาหมวยเรียก อิ่วจาก้วย) 

มื้อกลางวัน ถ้าเป็นวันหยุด

จะเป็นก๋วยเตี๋ยวเป็นส่วนใหญ่

ราดหน้า ผัดซีอิ้ว หรือ

เส้นใหญ่น้ำหมูสับ 

ส่วนมื้อเย็นจะเป็นแกงจืดอย่างนึง

ผัดเผ็ดอย่าง หรือแกง

ผัดผัก อย่างหรือของทอด

เรียกว่า ครบ ทั้งจืดทั้งเผ็ด 

และการกินอาหาร

เตี่ยก็สามารถนำมาสอนลูกได้ 

🌤 เย็นวันหนึ่งอาหมวยเปิดฝาชีบนโต๊ะอาหารแล้วทำหน้าเบ้ ร้องถามเตี่ย

" เตี่ยคะ ทำไมมีกับข้าวแค่นี้"

เตี่ยเงยหน้าจากหนังสือพิมพ์

"แค่นี้ คือแค่ไหน "

"ก็มีแค่จับฉ่าย"

"จับฉ่าย แปลว่า ผักสิบชนิด

มีตั้งสิบ ลื้อยังบอกแค่นี้หรือ" 

เตี่ยถามเสียงเรียบๆ

แต่อาหมวยรู้ว่าเตี่ยกำลังไม่พอใจจึงเงียบ ไม่ตอบโต้ 

เตี่ยพับหนังสือพิมพ์เก็บ

วางไว้บนชั้นวางหนังสือ

แล้วเดินมาหาอาหมวย 

" มานี่ซิ มาคุยกันหน่อย "

ลางไม่ดีมาแล้ว โดนดุแน่ๆ 

เตี่ยไม่ชอบให้ลูกฟุ่มเฟือย

เตี่ยไม่ชอบให้ลูกดูถูกสิ่งที่มี 

อาหมวยเดินตัวลีบลงไปนั่งข้างเตี่ย

" ไหนบอกเตี่ยซิว่าในจับฉ่าย มีอะไรบ้าง "

" ก็มีผักหลายๆชนิด มีซี่โครงหมูมีเต้าหู้ทอดค่ะ "

"อืม ครบห้าหมู่ไหม "

"ครบค่ะ 

เตี่ยถามเสียงเครียดขึ้น

" แล้วทำไมลื้อถึงพูดว่ามีแค่นี้"

ท้ายประโยค เตี่ยเน้นคำ 

" อั๊วหมายถึง มีแค่อย่างเดียว

ปกติมื้อเย็นมีสามสี่อย่าง นี่คะ"

"วันนี้ เราอยู่กันแค่สองคน

กินแค่นี้ก็พอ 

เตี่ยเคยสอนลื้อว่ายังไง

เรื่องกินอาหาร " 

อาหมวยจำได้

เพราะเตี่ยย้ำจนขึ้นใจ

" ของอร่อย ของแพงๆนอกบ้านต้องรอกินกันพร้อมหน้าค่ะ"

เตี่ยยิ้ม ที่ลูกจำได้

อาหมวยยังคงโอดครวญ

" แบบนี้ ถ้าอยู่กันสองคน

อั๊วก็ได้กินแค่นี้อย่างนั้นหรือคะ" 


สีหน้าของเตี่ยเปลี่ยนทันที

" อาหมวย ลื้อกำลังนึกถึง

แต่ตัวเอง ไม่นึกถึงพี่น้อง"

" อาหยี่เฮีย อาตั่วเฮีย

ไปบ้านปากน้ำโพกับอาแหมะ

ป่านนี้กินแต่ของดีดี อั๊วรู้ "

"อาหมวย"เตี่ยเอ่ยเสียงเข้ม

เตี่ยไม่ชอบให้ลูกเปรียบเทียบ

มากน้อยกันเอง 

"อาหมวยเตี่ยมีอะไรจะเล่าให้ฟัง " 

เตี่ยเทน้ำร้อนจากกระติกน้ำร้อนลงในกาน้ำชาใบเล็ก ปิดฝาแล้วรอเวลา ให้น้ำร้อนแทรกซึมใบชา จากนั้น ค่อยๆรินลงถ้วยชาใบน้อยๆ ก่อนจะยกขึ้นจิบ 

อาหมวยรู้ว่า เตี่ยกำลังใช้ความคิด

" สมัยที่อาม่า พาเตี่ยมาอยู่

แผ่นดินสยามแรกๆ 

พวกเราไม่มีบ้านอาศัยเช่าเรือนแพ

อาม่ารับจ้างตามสวน

พี่น้องสิบสามคน 

โตหน่อยก็ช่วยหางานรับจ้าง

เล็กลงมาก็อยู่บ้านทำงานบ้าน เลี้ยงน้อง 

ทุกๆเย็น ทุกคนได้ค่าแรงมา

เอามาให้อาม่าหมด

แต่ก็น้อยนิด

อาหารบางมื้อมีแค่ข้าวต้มใส่เกลือ

ก็ล้อมวงกินกัน 

ไม่เคยพูดว่า “มีแค่นี้ “

บางคืนกลางดึกตลาดริมฝั่ง 

มีรถส่งพวกถั่วมาลง มีทั้งถั่วลิสง ถั่วเขียวถั่วเหลือง ลูกเดือย

เตี่ยกับอาแปะ อาเจ็ก ของลื้อ

ออกไปช่วยขนลงจากรถ

ค่าแรงไม่ได้หรอกนะเพราะยังเด็ก 

ตัวเล็ก ขนได้ไม่มาก 

แต่ที่ไป ก็เพราะตามพื้นจะมีถั่วหล่น

พอช่วยขนเสร็จ

ก็ช่วยกันเอามือเก็บถั่วใส่กระป๋อง กลับบ้านแล้วค่อยมาคัดแยก 

ถั่วลิสงเอามาต้มใส่ข้าว

บางทีก็ใส่เอียเล้ง

ถั่วเขียวเอามาเพาะ

รอเป็นถั่วงอกมาผัด

ลูกเดือยก็หุงกินได้ " 

เตี่ยหยุดเล่า จิบชาอีกถ้วย

ก่อนจะถามว่า"ลื้อว่า พวกเตี่ยลำบากไหม"

อาหมวยพยักหน้า น้ำตาคลอ 

เตี่ยลำบากมากจริงๆ 

" แต่ลื้อรู้ไหม พวกเรา

กินข้าวด้วยรอยยิ้มทุกมื้อ

อาม่าสอนว่า อิ่มท้อง อุ่นใจ

ไม่ต้องกินอะไรแพงๆ

แค่กินข้าวพร้อมหน้ากัน

ก็ถือว่า เป็นความสุขแล้ว "

อาหมวยยิ้มรับ จริงของเตี่ย 

เวลาที่อากง อาม่าพาอาหมวยไปกินอาหารเหลา

อาหมวยแอบคิดถึงเตี่ยทุกที

คิดทุกครั้งว่าถ้าเตี่ยมาด้วย จะดีมาก 

" แล้ววันหนึ่ง อาม่า 

ก็แอบไปเห็น อาแปะของลื้อ

ไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวที่ตลาด "

" อาม่า ทำยังไงคะ"

"ลื้อคิดว่า อาม่าทำยังไง"

"อาแหมะของเตี่ย อั๊วไม่รู้

แต่ถ้าเป็นอาแหมะอั๊ว

มีหวังหัวอั๊วลงไปอยู่รวม

กับเส้นก๋วยเตี๋ยวในชาม" 

เตี่ยปล่อยเสียงหัวเราะ

ก่อนจะเล่าต่อ 

" อาม่า ลงไปนั่งตรงข้ามอาแปะนั่งมองลูกยิ้มๆ 

แต่อาแปะลื้อพอเงยหน้ามา ถึงกับอ้าปากค้างน้ำตาร่วง

อาม่าบอกว่าไม่ต้องร้อง

กินเสียให้หมด"

"อาม่า ใจดีเสมอ "

เตี่ยพยักหน้า

" อาม่าพูดว่า

อาเป้งกินให้อร่อย ไม่ต้องกลัว

เรื่องนี้พี่น้องของลื้อจะไม่รู้

แม่จะเก็บเป็นความลับ แม่เข้าใจลื้อ “

ตอนนั้นอาแปะเป้งของลื้อ

เป็นหนุ่มแล้ว รับจ้างลากรถ

บางทีก็เหนื่อยมาก กินแต่ข้าวต้มกับผัดผักคงไม่ไหว เพราะใช้แรงมาก

อาม่าถึงบอกว่า เข้าใจ" 

"แล้วทำไมเตี่ยรู้เรื่องนี่คะ"

"ตกเย็นวันนั้น อาแปะลื้อ

มาสารภาพกับพี่น้องเอง

สารภาพทั้งน้ำตา พี่น้องก็หัวเราะกัน

เสียงหัวเราะในวันนั้นก็เหมือนการให้อภัยกัน

ถามกันว่าอร่อยไหมเพราะไม่เคยกิน" 

อาหมวยถึงกับน้ำตาร่วง

เตี่ยจำความได้แล้ว แต่ไม่เคย

ได้กินก๋วยเตี๋ยว

" ร้องไห้ทำไม สงสารเตี่ยหรือ "

อาหมวยพยักหน้าแทนคำตอบ

สะอื้นจนตัวโยน

เตี่ยเอื้อมมือมาลูบหัว

" ไม่ต้องสงสารเตี่ยนะ

#ความลำบาก เป็นส่วนหนึ่ง

ของบทเรียนแห่งชีวิต

ความอดอยากสอนให้เรา

ไม่ฟุ่มเฟือย

ความขาดแคลนบางครั้ง

ก็สอนให้เราเป็นคนมีน้ำใจ

ความผิดหวังก็สอนให้เรา

รู้จักยอมรับ 

และความหิวก็สอนให้เรารู้ว่า

ข้าวเปล่าถ้วยเดียวก็อร่อยได้"

" ค่ะ เตี่ย " 

" อาหมวย อย่าดูถูกสิ่งที่เรามี

อย่าคิดว่าพี่น้องได้มากกว่า

อย่าคิดว่าคนอื่นได้ ลื้อต้องได้

อย่าโวยวายเรียกร้อง

หากสิ่งที่เคยมีนั้นหายไป

จะข้าวเปล่าหรือเนื้อมังกร

มันไม่มีความหมายหรอก

ถ้าลื้อต้องกินคนเดียว 

ถ้าลื้อต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว

ถ้าน้ำในใจลื้อมันเหือดหาย

น้ำตาจะมาสู่ชีวิตลื้อ " 

"อาหมวยรู้แล้วคะเตี่ย

ความสัมพันธ์อันดี

ความเอื้ออาทร

ของคนในครอบครัวนั้น

สำคัญกว่าอื่นใดค่ะ" 

" ไม่เพียงเท่านั้นถ้าลื้อฝึกตนเป็นผู้ให้เป็นผู้มีน้ำใจ

เริ่มจากคนในครอบครัว

ไปสู่คนรอบข้าง

ไปสู่สังคม

ฝึกแบบนี้กันทุกคน ทุกบ้าน

บ้านเมืองก็จะน่าอยู่ 

การให้ คือการลดอัตตา

คือการลด กิเลส

พอไม่มีอัตตา ไม่มีกิเลส

ลื้อก็จะพอใจในสิ่งที่มี

ในสิ่งที่เป็น

จะได้ไม่ต้องพูดอีกว่า

มีแค่นี้หรือ " 

🦋ด้วยความปรารถนาดี

อาหมวย : รอยทางของเตี่ย

07Mar2021

*********

Cr. Fwd. Line

วันอังคารที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2564

ยารักษาใจ(ต่อ)




     ยาของใจ ก็คือธรรมะโอสถ
     ธรรมะก็คือคำสอนของพระพุทธเจ้าที่สอนให้พวกเราสละ ให้เราหยุดการหาทรัพย์ หาลาภ หายศ หาความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ด้วยการทำทาน เวลาที่เราอยากจะเอาเงินไปซื้อความสุขก็ให้เอาเงินบนี้ไปทำบุญ จะทำให้ใจมีความสุขมากกว่าและเป็นความสุขที่ยาวกว่านานกว่า
     การทำทาน จะทำให้เราสบายใจ การรักษาศีลไม่ทำบาป ก็จะทำให้เราสบายใจและถ้าอยากจะให้สบายใจมากกว่านี้และนานกว่านี้ก็ต้องทำใจด้วยการนั่งสมาธิ ทำใจให้สงบเพราะเวลาใจสงบนี้จะได้ความสบายใจเต็มร้อย ความสบายใจจากการทำทานกับการรักษาศีลนี้ยังไม่เต็มร้อยเหมือนกับการทำใจให้สงบ เวลาทำใจให้สงบนี้ เชื้อโรคจะถูกกำลังของสมาธิกดเอาไว้ ทำให้ไม่สามารถออกมาสร้างความไม่สบายใจให้กับใจได้ แล้วถ้าอยากจะให้ความสงบนี้สงบอย่างถาวร เวลาออกจากสมาธิก็ต้องใช้ ปัญญา มาฆ่าเชื้อโรคให้หมดไป สมาธินี้ไม่สามารถทำลายเชื้อโรคได้อย่างถาวร ถ้าอยากจะทำลายเชื้อโรคอย่างถาวรต้องใช้ปัญญา ....ปัญญาจะบอกให้เรารู้ว่า ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นต้นเหตุของความทุกข์ใจ และสิ่งที่เราได้มาก็เป็นความทุกข์เพราะว่ามันไม่อยู่กับเราไปตลอด มันไม่เป็นเหมือนเดิมอยู่ตลอด เวลาได้มาใหม่ๆ มันก็ดีคลอด พออยู่กันไปไม่นานเดี๋ยวมันก็เปลี่ยนไป นี่คือปัญญาต้องคอยสอนใจอยู่เรื่อยๆ แล้วต่อไปพอเห็นว่าเป็นทุกข์ก็จะไม่อยากจะโลภ ไม่อยากจะโกรธ ไม่อยากจะหลวง พอไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ความสงบความสุขใจก็จะอยู่กับใจไปตลอดไม่มีวันสิ้นสุด นี่คือใจของพระพุทธเจ้า ใจของพระอรหันตสาวก และใจของพวกเราถ้าพวกเราหมั่นชำระความโลภ ความโกรธ ความหลงให้หมดไปด้วยการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้านี่คือหน้าที่ของพวกเราที่ควรปฏิบัติ
     ถ้าเราอยากจะรู้ว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร เราก็เกิดมาเพื่อรักษาใจที่ไม่สบายนี้ให้หายจากการไม่สบายใจ เพราะเมื่อใจหายแล้วใจก็จะอยู่อย่างเป็นสุขไปตลอด ใจจะไม่หลงไปกับการไปเกิดใหม่ เพราะการเกิดนี้ย่อมเป็นการหาความทุข์ นี่คือหน้าที่ของพวกเรา คือเกิดมาเพื่อที่จะมารักษาใจให้หายขาดจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ แล้วจะรักษาได้ก็ต้องเมื่อมีหมอมียา ถ้าไม่ได้เจอพระพุทธศาสนาก็เหมือนกับไม่ได้เจอหมอเจอยา ก็จะไม่มีโอกาสที่จะรักษาใจให้หายได้ แต่ชาตินี้ภพนี้ พวกเราโชคดีได้มาเจอพระพุทธศาสนาเหมือนกับได้เจอหมอเจอยา..หมอก็คือพระพุทธเจ้า พระสาวกทั้งหลาย  ยา คือคำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าเราเอายาที่พระพุทธเจ้ามอบให้กับเรามารับประทาน เราก็จะหายจากโรคไม่สบายใจ ยาก็คือ การทำทาน รักษาศีล นั่งสมาธิ และเจริญปัญญา ขอให้พยายามรับประทานยา ๔ ชนิดนี้ให้บ่อยๆ และมากๆ แล้วต่อไปเรื่องของความไม่สบายใจจะไม่มีอยู่ในใจของเราแน่นอน
.....................
Cr.ธรรมะในศาลา ชุดในพรรษา ปี พ.ศ.๒๕๕๘ พระอาจารย์สุชาติ อภอชาโต วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร จังหวัดชลบุรี
......................
......................

 

วันเสาร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2564

ยารักษาใจ

 


      พระพุทธเจ้าคือยารักษาใจ
      บุญกุศลนี้เหมือนเป็นยาที่จะรักษาโรคจิตโรคใจของเราให้หาย ให้จิตของเรานี้เป็นปกติ จิตของเราก็เป็นเหมือนร่างกาย เจ็บไข้ได้ป่วยเหมือนกับร่างกาย แต่การเจ็บไข้ได้ป่วยของจิตใจนี้ร้ายแรงกว่าความเจ็บไข้ได้ป่วยของร่างกาย เพราะร่างกายอย่างมากก็แค่ตายไป แต่ใจที่ความทุกข์ความไม่สบายใจนี้ จะต้องมีความทุกข์มีความไม่สบายใจต่อไปเป็นภพเป็นชาติในเวลาอันยาวนานหลังจากที่ร่างกายนี้ตายไปแล้ว
     ใจไม่ได้ตายไปกับร่างกาย ถ้าใจมีความทุกข์ติดตัวไป ใจก็ยังต้องทุกข์ต่อไป ต้องเป็นโรคภัยไข้เจ็บต่อไป ร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่กี่เดือนกี่วันก็ตาย โรคภัยไข้เจ็บก็หายหมด แต่โรคภัยไข้เจ็บของจิตใจนี้ไม่ได้หายไปกับการตายของร่างกาย ยังติดไปกับใจต่อไป เพราะใจเป็นสิ่งที่ไม่ตาย และสิ่งที่จะรักษาใจให้หายจากโรคภัยของจิตใจได้ ก็คือการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าเราปฏิบัติก็จะทำให้ใจของเรานี้มีความสุขมีความสบาย ถ้าเราไม่ทำตามคำสอน เราก็จะมีแต่ความทุกข์ มีแต่ความวุ่นวายใจ  ดังนั้นเราจึงต้องมาศึกษาว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราทำอะไร
     สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนนี้เป็นเหมือนยาที่จะมากำจัดเชื้อโรค  เชื้อโรคที่ทำให้จิตใจของเราไม่สบาย ก็คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง เวลาใดที่เรามีความโลภเราจะมีความไม่สบายใจ กระวนกระวาย กระสับกระส่าย กินไม่ได้ นอนไม่หลับ และเวลาที่เราโลภแล้วไม่ได้ดังใจอยากก็จะเกิดความโกรธขึ้นมา นี่เป็นเพราะมีความหลง...
    ตราบใดที่เรายังหาความสุขนอกตัวเราอยู่ เราจะไม่มีวันได้ความสุข เราจะได้แต่ความทุกข์ ได้แต่ความหิวความอยาก เหมือนกับคนที่ติดยาเสพติด คนที่ติดยาเสพติดนี้จะต้องหายาเสพติดมาเสพอยู่เรื่อยๆ เวลาใดที่หาไม่ได้ เวลานั้นก็จะทุกข์ทรมานใจอย่างมาก อาจจะถึงกับตายไปเลยก็มี ฤทธิ์ของการติดยาเสพติดมันร้ายแรง...ของต่างๆ ที่เราอยากได้ก็เหมือน ยาเสพติด เวลาอยากได้นี้ ใจเรากระวนกระวายไม่สบายใจกินไม่ได้นอนไม่หลับ ต้องมาเดือดร้อน มารบกวนพระกัน มาขอพรกัน ขอให้ได้สิ่งนั้น ขอให้ได้สิ่งนี้กัน ไม่เคยฟัง พรของพระเลย  พรของพระ ก็คือว่าอย่าไปอยากได้อะไร เพราะความอยากนี้เป็นเชื้อโรคของใจ ทำให้ใจไม่สบาย  ถ้าอยากจะสบายใจอยากจะมีความสุข อย่าไปอยากได้อะไรเพราะความสุขที่แท้จริงอยู่ในใจที่ไม่มีความอยากนั่นเอง ถ้าใจไม่มีความอยาก ใจจะมีความสุขมาก
     ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้พวกเรายุติการหาความสุขภายนอกใจ อย่าไปหาลาภ ยศ สรรเสริญ อย่าไปหา รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เพราะมันจะเป็นเหตุให้เราไม่สบายใจ ให้เรามาหาความสงบกัน ความสงบคือความสุขที่แท้จริงของใจ ความสงบจะทำให้ความอยากหายไป พอความอยากหายไปก็เหมือนกับเชื้อโรคหายไปจากใจ พอไม่มีเชื้อโรค ใจก็หายจากความทุกข์ความวุ่นวาย ใจก็มีแต่ความสุข..(ยังมีต่อ)..
...............................
Cr.หนังสือธรรมะในศาลา ชุดในพรรษา พ.ศ.๒๕๕๘ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต  วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร จังหวัดชลบุรี

................................

................................