วันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2562

แม่ก็คือแม่...



เก็บมาฝากจากไลน์... เรื่องของ"แม่"  .....

**********
แม่ผู้แก่เฒ่าเดินไม่ได้คนหนึ่ง เป็นที่รำคาญใจของลูกชายเหลือเกิน
สมัยนั้นยังไม่มีสถานสงเคราะห์คนชรา จึงไม่รู้ว่าจะเอาแม่ไปฝากใครให้เลี้ยงแทน
ชายหนุ่มจึงตัดสินใจแบกเอาไปปล่อยป่าให้อยู่ตามยถากรรม
... ระหว่างทาง แม่ไม่วอนขอ ไม่ถามไม่ว่าอะไร ตั้งใจหักกิ่งไม้ตามทาง เรื่อยไป เข้าป่าลึก
ไกลมากแล้ว ลูกชายวางแม่ลงบนโขดหิน แล้วหันหลังเดินกลับทางเดิมไป ...
ตอนนี้เอง ที่แม่ตะโกนตามหลังลูกชายไปว่า ...
"ลูกเอ๋ย เดินตามรอยกิ่งไม้ที่แม่หักไว้ให้นะจะได้ไม่หลงทาง..."
******
Cr.Fwd.Line

วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2562

เก็บมาฝากจากfacebook

“ขอม”
หาใช่ใครอื่น แท้จริงคือ คนไทยโบราณ
............................................................................
วันก่อนผมลงบทความนี้ แล้วมีคนที่ยังยึดติดกับความรู้เดิมมาค้าน ถ้าเรายังคงยึดติดกับความรู้เดิม จนถึงปัจจุบัน ก็คงทำให้เราก็ยังคงบอกว่าโลกแบน

ส่วนการคิดต่างก็มีข้อดีข้อเสีย คือมีทั้งหลงผิดและคิดถูก

ขัอดีหนึ่งของการคิดต่างคือ การที่ทำให้เราหาหนทางที่แตกต่างในการหาคำตอบ บทความของผมก็แสดงความคิดต่างเช่นกัน

ส่วนใครจะเห็นด้วยเห็นต่างก็แล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละคน

วันนี้ขอเอาบทความนั้นมาลงซ้ำ พร้อมคลิปของ อ.มิกกี้ นักวิชาการชาวพม่า ตามลิงค์นี้

https://youtu.be/GAX7Pk5j8c8

ไทยเราไม่ได้เคลมว่าเราคือขอม แต่จากหลักฐานของพม่า บอกว่าไทยโบราณคือ ขอม รวมทั้งหลักฐานประกอบอีกหลายอย่างของพม่าก็ชี้ว่า ขอม คือ ไทยโบราณ

............................................................................
ขอม เป็นใครกันแน่?

ในวิชาประวัติศาสตร์ไทย ที่สอนกันมาตลอดชั่วนาตาปี บอกว่า “ขอม” คือ “เขมร”

แต่ประวัติศาสตร์ของเขมรโบราณ ไม่เคยเรียกตัวเองว่า “ขอม”

มีการค้นพบศิลาจารึกในพม่า ที่มีอายุนับพันปี เป็นศิลาจารึกที่เขียนด้วยอักษรขอม แต่เมื่ออ่านแล้ว ไม่ได้เป็นอักขรวิธีที่เขียนแบบภาษาบาลีหรือภาษาเขมร

แต่เป็นอักขรวิธีแบบไทย

ศิลาจารึกแผ่นนี้ มีอายุเก่าแก่กว่าศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงแห่งกรุงสุขโขทัย

ซึ่งเมื่ออ่านลงไปแล้ว สามารถอ่านออกมาเป็นภาษาไทยได้ตรงๆ เลย

............................................................................
ศิลาจารึกอันนั้น เขียนด้วยอักษรขอม แต่อ่านออกเสียงเป็นภาษาไทย

น้องอิงนั่งอยู่ในใกล้ๆ ได้ยินที่ผมดูคลิปรายการนี้ เลยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย ว่า มันแปลว่าอะไร ไม่เข้าใจว่า

เขียนด้วยอักษรขอม แต่อ่านออกเสียงเป็นภาษาไทย มันคืออะไร

............................................................................
ผมอธิบายแบบนี้ครับ เผื่อมีเพื่อนๆ ไม่เข้าใจเหมือนน้องอิง

ผมบอกน้องอิงว่า เขียนชื่อจริงน้องอิงออกมาให้พ่อดูซิ

น้องอิงเขียนภาษาไทยไม่ได้ครับ ไม่เคยเรียน แต่พูดและฟังภาษาไทยไทยได้ดี

น้องอิงก็เขียนชื่อตัวเอง เป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษลงมาว่า

Silpa Yommanak

ผมก็บอกน้องอิงว่า มองด้วยตา เราก็เห็นอย่างชัดเจน ว่ามันคือตัวอักษรภาษาอังกฤษ ใช่มั้ย

เพราะฉะนั้น ถ้าผ่านไปพันปี มีคนมาเห็นที่น้องอิงเขียนอันนี้ คนอีกพันปีข้างหน้า อาจจะบอกว่า คนฝรั่งเป็นคนเขียน

แต่ถ้าบังเอิญมีคนที่รู้ทั้งภาษาอังกฤษ และภาษาไทยมาอ่าน คนๆ จะอ่านชื่อน้องอิงที่เขียนด้วยตัวอักษรอังกฤษว่าอะไร

เขาก็จะอ่านว่า “ศิลป ยมนาค”

เห็นมั้ยว่า ตัวอักษรอังกฤษ แต่อ่านออกเสียงเป็นภาษาไทย เข้าใจแล้วใช่มั้ย

ตัวอักษรภาษาอังกฤษ แต่อ่านออกเสียงเป็นภาษาไทย เพราะคนไทยเป็นคนเขียน

เช่นเดียวกัน
ตัวอักษรขอม แต่อ่านออกเสียงเป็นภาษาไทย เพราะคนไทยเป็นคนเขียน

เข้าใจแล้วใช่มั้ยครับ

(จริงๆ แล้วตัวอักษรที่เราเรียกว่า เป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษนั้น มันคือตัวอักษรโรมัน)

............................................................................
ในสมัยพระเจ้าอนิรุทธิ์แห่งอาณาจักรพุกาม ได้มีการบันทึกไว้ว่า ขอมได้ยกทัพมาตีหงสาวดี พระเจ้าพระเจ้าอนิรุทธิ์จึงยกทัพมาต่อสู้

และก็บอกว่า “ขอม” ที่ว่านี้ก็คือ “คนไทยโบราณ” นั่นเอง

มีชนชาติที่พูดภาษาไต หรือภาษาไทย อยู่ทั่วไปในดินแดนแทบนี้ แต่คนที่พูดภาษาไต หรือไทย ที่อยู่ทางเหนือ เช่น ไทยใหญ่ ล้านนา สิบสองปันนา เรียกคนที่พูดภาษาไทย ที่อาศัยอยู่ทางใต้ (ใต้ของคนทางเหนือ) และอยู่ใกล้ๆ ทะเล ว่า “ขอม”

แม้แต่ในบันทึกของอาณาจักรพม่าโบราณก็เรียก คนที่พูดไทยและอาศัยอยู่ในภาคกลางของไทยในปัจจุบันว่า “ขอม” เช่นกัน

............................................................................
สมัยโบราณ ไม่มีเส้นแบ่งพรมแดนที่ชัดเจน ในเมืองแต่ละเมืองอาจมีคนหลายเผ่าพันธุ์ หลายเชื้อชาติ อาศัยปะปนกันอยู่

เวลาเราจะระบุว่าใครเป็นใคร เขามักจะระบุว่า คนนั้นคนนี้ เป็นชาวสุโขทัย เป็นชาวลพบุรี เป็นชาวเชียงตุง แต่เขาจะไม่ได่ระบุว่า คนนั้นคนนี้ เป็นคนไทย เป็นพม่า เป็นมอญ

นึกภาพออกมั้ย คนไทยภาคกลาง พม่า มอญ ลาว คนไทยทางเหนือ(ล้านนาเชียงใหม่) คนไทยอีสาน หรือแม้แต่เขมร มีรูปร่างหน้าตาที่คล้ายคลึงกันมาก จนบางทีแยกไม่ออกด้วยซ้ำ แต่เราสามารถแยกได้ว่า เป็นชาวโคราช เป็นชาวเชียงใหม่ เป็นชาวสุพรรณบุรี  เป็นชาวกรุงเทพ ตามถิ่นที่อยู่

............................................................................
ลองนึกง่ายๆ ในปัจจุบัน เวลาเราไปถามคนที่อยู่ในกรุงเทพว่าเป็นคนที่ไหน เด็กรุ่นใหม่จะตอบว่า ตัวเองเป็นคนกรุงเทพ ทั้งๆ ที่เขามีหน้าตาไม่เหมือนคนกรุงเทพ และเขาก็มีพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ที่อาจจะเป็นคนเหนือ อีสาน ใต้ เป็นคนจีน เป็นแขก เป็นฝรั่ง เป็นลูกครึ่ง ที่เพิ่งย้ายมาอยู่กรุงเทพ แล้วก็ให้กำเนิดลูกในกรุงเทพ เด็กที่เกิดมาใหม่ ก็บอกว่าตัวเองเป็นคนกรุงเทพ นึกออกมั้ย

............................................................................
อักษรขอมไทย หรืออักษรที่เขียนด้วยตัวอักษรขอมแต่อ่านเป็นอักขรวิธีแบบไทยนี้ ถูกยกเลิกการเรียนการสอน ไปเมื่อ พ.ศ.2490 มานี่เอง ท่านรู้หรือไม่

ปัจจุบันมีการขุดพบหลักฐานมากมาย รวมทั้งค้นพบโครงกระดูกมนุษย์อายุนับหมื่นปีในดินแดนแทบนี้

คนไทย พม่า มอญ เขมร ลาว และอีกหลายชนชาติ เริ่มต้นกันมาบนดินแดนนี้ ไม่เคยอพยพย้ายถิ่นมาจากที่อื่นใดเลย พวกเราอยู่ตรงนี้มากันนับเป็นหมื่นปีแล้ว

............................................................................
แล้ว “ขอม” ที่เราเรียกและสอนกันมาตลอดว่า คือชาวเขมรโบราณ จริงๆ คือ คนไทยโบราณ ที่มีสร้างบ้านเมืองอยู่ในทั้งที่ ละโว้(ลพบุรี) (ที่นักประวัติศาสตร์มักเรียกว่าขอมละโว้) และ สุวรรณภูมิ(สุพรรณบุรี) ที่เป็นอาณาจักรเก่าแก่โบราณ 2 แห่งนั้น ก็คือคนไทยในสมัยโบราณนั่นเอง

และคนละโว้และสุวรรณภูมิ คือชนชาติที่มาร่วมกันสร้าง กรุงศรีอยุธยา ดังปรากฎในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่า มีทั้งราชวงศ์ลพบุรีและสุพรรณบุรีผลัดกันขึ้นมามีอำนาจปกครองอยุธยาให้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรมาได้ 4 ร้อยกว่าปี

มีนักประวัติศาสตร์บางคน ค้นพบว่าพระเจ้าอู่ทอง ปฐมกษัตริย์ที่ก่อสร้างอยุธยามา เป็นขอม

............................................................................
และเพราะเหตุผลที่เราสอนกันมาว่า ขอมคือเขมร ทำให้มีคนตีความว่าพระองค์อพยพหลบหนีมาจากดินแดนเขมร แล้วก็มีอีกคนว่า ทำไมอพยพมาตั้งบ้านเมืองไกลขนาดนั้น

แต่คนไม่เคยรู้และไม่เคยคิดว่า พระองค์เป็นขอมละโว้-สุวรรณภูมิ

เพราะมีหลักฐานว่าพระองค์ท่าน เป็นลูกหลานที่เกิดจากการแต่งงานกันไปมาของราชวงศ์ละโว้และสุวรรณภูมิ

ทำให้กรุงศรีอยุธยาในยุคต้น มีราชวงศ์ละโว้และสุวรรณภูมิผลัดกันเป็นใหญ่ ก่อนที่ราชวงศ์สุโขทัยจะมาครองอยุธยา

สุโขทัยที่เราถูกสอนมาว่า เป็นอาณาจักรแรกของไทยเรียกคนภาคกลางว่า ขอม

แต่สุดท้ายก็มาปกครองขอมที่อยุธยา และผสมผสานกันจนกลายเป็นไทยอยุธยา

และที่สำคัญ ความจริงของ ขอมละโว้-สุวรรณภูมิ คือต้นตระกูลไทยสายอยุธยา ที่เป็นอาณาจักรเก่าแก่อายุเป็นนับพันปีก่อนอยุธยาและสุโขทัยเกิดด้วยซ้ำ

แต่คนไทยเราเป็นคนไม่ชอบจดบันทึก เราจึงไม่เคยมีประวัติศาสตร์ตรงนี้ แต่เพื่อนบ้านเรา ทั้งพม่า มอญ เขมร แม้แต่จีน มีบันทึกโบราณเหล่านั้นอยู่

............................................................................
ละโว้-สุวรรณภูมิ คือขอมไทย ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่บนที่ราบลุ่มภาคกลาง มานานนับพันปี ก่อนจะพระเจ้าอู่ทอง ลูกหลานของราชวงศ์ละโว้-สุวรรณภูมิ จะก่อตั้งเมืองอโยธยาขึ้นอยู่ตรงข้ามเกาะอยุธยา

แล้วในที่สุดก็ข้ามฝั่งแม่น้ำ ไปสร้างเมืองใหม่ขึ้นบนเกาะที่มีแม่น้ำ 3 สายล้อมรอบเป็น กรุงศรีอยุธยา อันเป็นบ้านเมืองของคนไทยที่ยิ่งใหญ่สืบเนื่องต่อมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน

............................................................................
สรุป คนโบราณที่อาศัยอยู่ในดินแดนแหลมทอง หรือแหลมอินโดจีน นับตั้งแต่ฝั่งพม่าทางตะวันตก ผ่านมาดินแดนสิบสองปันนาทางเหนือ ไปจนสุดลุ่มแม่น้ำโขงทางตะวันออก

เรียกคนที่พูดภาษาไต หรือไทย ที่อาศัยอยู่ในลุ่มแม่น้ำตอนกลางของดินแดนสุวรรณภูมิ ที่อยู่ใกล้กับทะเล ซึ่งก็คือภาคกลางของประเทศไทยในปัจจุบัน เหล่านี้ว่า “ขอม”

ซึ่ง “ขอม” ในที่นี้ ก็คือ “คนไทยในสมัยโบราณ” นั้นเอง

............................................................................
ใครกำลังโต้เถียงกับเขมรคลั่งชาติ เอาข้อมูลนี้ไปเถียงได้เลย ว่า ขอม ไม่ใช่เขมร แต่ทั้งเขมรและไทยล้วนเป็นหนึ่งในชนชาติที่ถูกเรียกว่าขอม

ขอมนครวัดเคยรุ่งเรืองเมื่อพันกว่าปีก่อน และสูญหายไปนานมากแล้ว

และเขมร 400 ปีหลังมานี้ รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมมาจากไทย เพราะเขมรเป็นเมืองขึ้นของไทยมา 400 ปี

............................................................................
ที่มา: อ.มิกกี้ ฮาร์ท
นักวิชาการประวัติศาสตร์ชาวพม่า
รายการโยเดีย ที่คิดถึง ทาง Thai PBS

อัษฎางค์ ยมนาค
รวบรวม เรียบเรียง และอธิบายเพิ่มเติม

วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2562

เก็บมาฝากจากFacebook


สิ่งที่เราสอนคนอื่นไม่ได้อยู่ในเนื้อหาที่พูดอยู่เสมอ หากอยู่ที่ตัวเราผู้พูดมากกว่า บางทีเราพูดอย่างหนึ่ง ผู้ฟังประทับใจและจำไว้อีกอย่างหนึ่ง อาจจะตรงกันข้ามกับสิ่งที่อยากสื่อ พ่อแม่สอนลูกในสิ่งที่ตัวเองไม่ทำคงทราบเรี่องนี้ดี

หลวงพ่อสุเมโธเล่าว่า ตอนไปอยู่วัดหนองป่าพงใหม่ๆ หลวงตารูปหนี่งชอบไปสนทนาธรรมกับท่าน วันหนึ่งหลวงพ่อชาถามพระสุเมโธว่าหลวงตารูปนั้นสอนอะไรบ้าง
พระสุเมโธตอบว่า "สอนเรื่องข้อวัตรปฏิบัติครับ"
หลวงพ่อชาพูดว่า "ไม่ใช่ ไม่ใช่"
พระสุเมโธลองไหม่ "หลวงตาสอนเรื่องอริยสัจสี่ครับ"
หลวงพ่อชาพูดว่า "ไม่ใช่! ไม่ใช่!"
พระสุเมโธงงไม่เข้าใจ จึงถาม "หลวงตาสอนผมเรื่องอะไรครับ"
หลวงพ่อชายิ้ม "หลวงตาสอนสุเมโธเรื่องความแก่"

พระอาจารย์ชยสาโร
.........
Cr.https://www.facebook.com/318196051622421/posts/2177004979074843/

วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

เก็บมาฝากจากไลน์...



ชอบมากๆ อ่านเถอะ


อ่านแล้วรู้สึกดีมาก ๆ
คุณอนุรุธ ประธานมูลนิธิว่องวานิช ได้กรุณาส่งบทความคติธรรมดีๆ มาฝากสมาชิกและคนคุ้นเคย

ความสุขเกิดขึ้นเมื่อใด
ความสุข เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง
ความสุข ไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทางที่ไปถึง

คุณบอกกับตัวเองว่า เมื่อได้แต่งงาน และมีลูก ชีวิตของคุณก็จะดีขึ้น
แต่เมื่อคุณมีลูก และลูกของคุณยังเล็กอยู่ คุณก็เกิดความรู้สึกว่า เมื่อเขาโตขึ้น เราคงมีความสุขและสบายขึ้น

แต่เมื่อลูกโตมากขึ้น จนย่างเข้าสู่วัยรุ่น
คุณกลับรู้สึกไม่ได้ดั่งใจอีกครั้ง
และเมื่อลูก ๆ ผ่านพ้นช่วงวัยรุ่นไปได้
คุณคิดว่า คุณจะมีความสุขมากขึ้น
แต่คุณกลับบอกกับตัวเองอีกว่า จะรอให้ลูก ๆ
จัดการกับตัวของเค้าเอง ให้เรียบร้อยดีเสียก่อน ก็น่าจะดีขึ้น

บางครั้ง คุณคิดว่า ถ้าคุณมีบ้าน มีรถ มีวันหยุดพักร้อนนาน ๆ และเมื่อถึงวันเกษียณอายุการทำงาน ชีวิตของคุณ น่าจะมีความสุขมากที่สุด
แต่เมื่อเกษียนแล้วก็จริง แต่ทำไมถึงยังไม่มีความสุขสักที

ความสุขของชีวิตอยู่ที่ไหนกัน ? หนอ
แท้จริงแล้ว ความสุขของชีวิต อยู่ ณ ช่วงเวลาขณะนี้ ช่วงเวลาปัจจุบันนี้ต่างหาก ไม่ต้องรอ ให้ความสุขมาหาเราในอนาคต
เราควรมีความสุข และพึงพอใจกับความสุขอยู่ในปัจจุบัน

ชีวิต ของมนุษย์ทุกคน ต้องมีสิ่งท้าทายเข้ามาอยู่ตลอดเวลา ทั้งอุปสรรคต่าง ๆ หรือบททดสอบชีวิต อันยากเข็ญ แต่ในที่สุด เราก็จะต้องก้าวผ่านไป อุปสรรคกับชีวิต เป็นของคู่กัน
ดังนั้น เป็นหน้าที่ของเรา ที่ต้องหาความสุข และความพึงพอใจ จากการเดินทางบนถนนแห่งชีวิตนี้ ซึ่งจะทำให้ชีวิตมีความสุขมากกว่า ที่จะรอให้ถึงจุดหมายปลายทางก่อน แล้วถึงจะมีความสุขได้

เริ่มหยุดพูดกับตัวเองเสียทีว่า
ถ้าฉันลดน้ำหนักได้สัก 5 กิโล ฉันถึงจะมีความสุข
ถ้าฉันได้แต่งงาน ฉันถึงจะมีความสุข
ถ้าผมได้ซื้อบ้าน ผมถึงจะมีความสุข
ถ้าผมได้เกิดเป็นลูกคนรวย ผมถึงจะมีความสุข
ถ้าคุณหยุดพูดถึงสิ่งเหล่านี้ได้ ชีวิตของคุณก็จะมีความสุข
และคุณจะรู้สึกพึงพอใจกับชีวิต

ตอบคำถาม ต่อไปนี้
1. บอกชื่อคน 3 คน ที่รวยที่สุดในโลก
2. บอกชื่อนางงามจักรวาล 3 คนล่าสุด
3. บอกชื่อ ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบล 3 คนล่าสุด
4. บอกชื่อนักแสดงนำชาย 3 คนล่าสุด ที่ได้รับรางวัลออสการ์

นึกไม่ออกใช่ไหม? ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย
ไม่มีใครหรอก ที่จะจดจำคนเหล่านี้ได้ทั้งหมด
คนที่ได้รับการยกย่อง สรรเสริญ ก็ล้วนล้มหายตายจาก ไปตามกาลเวลา
รางวัลต่าง ๆ เมื่อวางไว้นาน ก็จะถูกฝุ่นจับ แม้แต่ผู้ชนะ ก็จะถูกลืมในไม่ช้า

ตอบคำถาม ต่อไปนี้
1. บอกชื่ออาจารย์ 3 ท่าน ที่เคยช่วยเหลือคุณ ในเรื่องการเรียน
2. บอกชื่อเพื่อน 3 คนที่ช่วยเหลือคุณ ในยามที่คุณต้องการ
3. นึกถึงคน 3 คนที่ทำให้คุณรู้สึกว่า คุณได้เป็นคนพิเศษของเขาเหล่านั้น
4. บอกชื่อคน 3 คนที่คุณอยากใช้เวลาดี ๆ ด้วย

นึกออกง่ายกว่าใช่ไหม? นั่นเป็นเพราะว่า
คนที่มีความหมายต่อชีวิตคุณ ไม่ได้เป็นคนที่ต้องเป็นคนเก่ง ที่สุด หรือ สวย หล่อที่สุด
ไม่ได้มีเงินมากที่สุด ไม่ต้องได้รับรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะยังมีคนใกล้ตัวคุณ อีกหลายคน ที่ห่วงใยคุณ คอยให้การดูแลคุณ
และเวลาที่มีอะไรเกิดขึ้น ก็จะคอยอยู่เคียงข้างคุณ คอยปลอบโยนคุณ คอยให้กำลังใจคุณ

... ไม่มีช่วงเวลาไหน ที่จะมีความสุข
มากกว่าช่วงเวลา ณ ปัจจุบันนี้..
..จงใช้ชีวิตให้มีความสุขกับช่วงเวลาปัจจุบัน..

สูตรเกี่ยวกับบุคลิกของตัวเอง ที่ควรไปจะคู่กับสูตรสุขภาพ มีอย่างนี้

๑. อย่าเปรียบเทียบ ชีวิตของตัวเองกับคนอื่น คุณไม่รู้หรอกว่าคนที่คุณอิจฉานั้น เขามีความทุกข์ยิ่งกว่าคุณอย่างไรบ้าง

๒. อย่าคิดทางลบ เกี่ยวกับเรื่องที่คุณควบคุม หรือกำหนดไม่ได้ แทนที่จะมองโลกในแง่ร้าย, ก็ทุ่มเทกำลัง และพลังงานใ ห้กับความคิด ทางบวก ณ ปัจจุบันเสีย

๓. อย่าทำอะไร ๆ เกินกว่าที่ตัวเองจะทำได้ ...รู้ว่าขีดจำกัดของตัวเองอยู่ที่ไหน

๔. อย่าเอาจริงเอาจัง กับตัวเองนัก เพราะคนอื่นเขา ไม่ได้ซีเรียสกับคุณเท่าไหร่หรอก

๕. อย่าเสียเวลา และ พลังงานอันมีค่าของคุณ กับเรื่องหยุมหยิม หรือเรื่องซุบซิบ...นินทา... นอกเสียจากว่ามันจะทำให้คุณผ่อนคลายได้อย่างจริงจัง

๖. จงฝันตอนตื่น มากกว่าตอนหลับ

๗. ความรู้สึกอิจฉาริษยา เป็นเรื่องเสียเวลาเปล่าๆปลี้ๆ...เมื่อคิดให้ดีก็จะรู้ว่า คุณมีทุกอย่างที่คุณจำเป็นต้องมีแล้ว

๘. ลืมเรื่องขัดแย้งในอดีตเสีย และอย่าได้เตือนสามีหรือภรรยาคุณ เกี่ยวกับความผิดพลาดในอดีตของอีกฝ่ายหนึ่งเลย เพราะมันจะทำลายความสุขปัจจุบันของคุณ
๙. ชีวิตนี้ สั้นเกินกว่าที่เราจะไปโกรธเกลียดใคร ๆ ..จงอย่าเกลียดคนอื่น
๑๐.ประกาศสงบศึกกับอดีตให้สิ้น, จะได้ไม่ทำลายความสุขในปัจจุบันของคุณ

๑๑. ไม่มีใครกำหนดความสุขของคุณได้ นอกจากคุณเอง

๑๒. จงเข้าใจเสียว่า ชีวิตก็คือโรงเรียน คุณมาเพื่อ เรียนรู้ และ ปัญหาเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ของหลักสูตรซึ่งเมื่อมาแล้วก็หายไป...เหมือนโจทย์วิชาพีชคณิต...แต่สิ่งที่คุณเรียนรู้นั้นอยู่กับคุณตลอดชีวิต

๑๓. จงยิ้มและหัวเราะมากขึ้น

๑๔. คุณไม่จำเป็นต้องชนะทุกครั้ง ที่ถกเถียงกับคนอื่น หรอก... บางครั้งก็ยอมรับว่าเราเห็นแตกต่างกันได้...เห็นพ้องที่จะเห็นต่างก็ไม่เห็นเสียหายแต่อย่างไร

แล้วเราควรจะมีทัศนคติอย่างไรต่อชุมชนและคนรอบข้าง เราล่ะ ?

๑. อย่าลืมโทรฯหาครอบครัวบ่อย ๆ
๒. จงหาอะไรดี ๆ ให้คนอื่นทุกวัน
๓. จงให้อภัยทุกคน สำหรับทุกอย่าง
๔. จงหาเวลาอยู่กับคนอายุเกิน 70 และต่ำกว่า 6ขวบ
๕. พยายามทำให้อย่างน้อย 3 คนยิ้มได้ทุกวัน
๖. คนอื่นเขาคิดอย่างไรกับคุณ ไม่ใช่เรื่องของคุณสักหน่อย
๗. งานของคุณ ไม่ดูแลคุณตอนคุณป่วยหรอก แต่ครอบครัว และ เพื่อนคุณ ต่างหากเล่าที่จะดูแลคุณ ในยามคุณมีปัญหา สุขภาพ
ดังนั้น, อย่าได้ห่างเหิน กับคนใกล้ชิดเป็นอันขาด และ ถ้าหากสามารถดำรงชีวิต ให้มีความหมายได้ , ก็ควรจะทำ ดังต่อไปนี้
๑. จงทำ และทำในสิ่งที่ควรทำให้มีความสุข
๒. อะไรที่ ไม่เป็นประโยชน์, ไม่สวย, ไม่งาม, ไม่น่ารื่นรมย์, จงทิ้ง ไปเสีย...เก็บไว้ทำไม?
๓. เวลา ย่อมรักษาแผลทุกอย่างได้
๔. ไม่ว่าสถานการณ์จะดี หรือเลวปานใด,เดี๋ยวมันก็จะเปลี่ยน
๕. ไม่ว่าคุณจะรู้สึก อย่างไร ในตอนเช้าของทุกวัน, จงลุกจากเตียง, แต่งตัว และปรากฎตัวต่อหน้า คนที่เราร่วมงาน ด้วย...ความรู้สึกที่ดี
get up, dress up and show up.
๖. คิดเสมอว่าสิ่งที่ดี ที่สุดยังมาไม่ถึง รอต่อไป
๗. ถ้าคุณยังลุกขึ้นตอนเช้าได้, อย่าลืมขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุณนับถือเสียด้วย ที่ทำให้คุณ อยู่มาได้ถึงในวันรุ่งขึ้น
๘. เชื่อเถอะว่าส่วนลึก ๆ ในใจของคุณนั้นมีความสุข เสมอ...ดังนั้นส่วนนอกของคุณทุกข์โศกไปทำไมเล่า

และสุดท้ายที่สำคัญที่สุด

" ส่งบทความที่ต่อไปให้คน ที่คุณรักและห่วงหาอาทรด้วยนะครับ.."
............
Cr.Fwd Line