วันอังคารที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2560

การสอนศาสนา





การสอนทางศาสนามี ๔ แบบ
.............
แบบที่ ๑ สอนให้โง่อยู่เท่าเดิม โง่อยู่เหมือนเดิม
ให้งมงาย ให้ยึดมั่นอะไรอยู่ก็สอนให้งมงาย
ยึดมั่นแบบนั้นไว้ ไม่กล้าบอกให้เลิก

แบบที่ ๒ สอนให้โง่มากกว่าเดิม
พยายามปลูกฝังในสิ่งที่ไร้สาระมากขึ้น
อุปาทานในสำนักตน รูปแบบตนมากขึ้น
จนกลายเป็นทิฏฐิมานะมากขึ้น

แบบที่ ๓ สอนให้ฉลาดขึ้น
พยายามให้รู้หลักว่าอะไรควรทำ
อะไรไม่ควรยึด อะไรเป็นอะไร

แบบที่ ๔ สอนให้ฉลาดมากขึ้นกว่าเดิม
พยายามสอนให้อิสระ พ้นจากความยึดติด
มีตนเป็นที่พึ่ง มีพระธรรมเป็นที่พึ่ง

การสอนทั้ง ๔ แบบนี้
ขึ้นอยู่ที่สติปัญญาของผู้สอน
และวิบากของผู้ถูกสอนฯ

วัดพระมหาชนก บ้านพลังเพียร
8.21.2017

@@@@@@@@@
Cr.https://www.facebook.com/วัดพระมหาชนก-บ้านพลังเพียร

วันอาทิตย์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ไม่ใช่ปรัชญา


ภาพจาก http://www.thaiplumvillage.org

ไม่ใช่ปรัชญา

ครูมากมายหลายท่านตลอดจนนักปรัชญา เช่น เฮราคลิตุส (Heraclitus) และขงจื๊อ ต่างกล่าวถึงความเป็นอนิจจัง (ความไม่เที่ยง)

แต่อนิจจังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้นั้นไม่ใช่หลักปรัชญา แต่เป็นเครื่องมือเพื่อให้เธอได้ฝึกปฏิบัติการมองอย่างลึกซึ้ง ใช้อนิจจังนี้เป็นกุญแจไขประตูเพื่อเข้าสู่ความจริงแท้ ซึ่งก็คือธรรมชาติแห่งการเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง ธรรมชาติแห่งการไร้ตัวตน และธรรมชาติแห่งความว่าง

จึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใดเราจึงไม่ควรเห็นว่าอนิจจังเป็นความคิด ทฤษฎี หรือหลักปรัชญา แต่อนิจจังเป็นดั่งเครื่องมือที่พระพุทธองค์ทรงมอบไว้ให้ เป็นสิ่งที่พวกเราสามารถจะฝึกปฏิบัติการมองอย่างลึกซึ้ง เพื่อค้นพบธรรมชาติแท้แห่งความเป็นจริง

พระอาจารย์นัท ฮันห์
your true home

วันศุกร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ความเงียบที่น่ายกย่อง


ขอขอบคุณ  ภาพจากอินเตอร์เนต

ความเงียบที่น่ายกย่อง

"เบื้องหลังของความเงียบ
มันประกอบไปด้วยความอบอุ่นและความน่ายกย่อง
จากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสด้วยตัวเราเองในประเทศเยอรมันนี"

ในตอนเย็นวันหนึ่งของฤดูหนาว
เรากำลังเข้าแถวรอรถประจำทาง
มีคนรออยู่ในแถวห้าหกคน
ทุกคนล้วนยืนรอด้วยความสงบและเป็นระเบียบ

ในเวลาเดียวกัน มีคนจูงสุนัขเดินมาแต่ไกล
พอทั้งคู่เดินใกล้เข้ามา
ภาพที่ได้เห็นคือ 
ชายหนุ่มสูงใหญ่ หลังตรงงามสง่า
มีสุนัขที่เดินนำหน้า เป็นสุนัขที่ถูกฝึกมาเป็นพิเศษ
มันถูกฝึกมาสำหรับคนพิการทางสายตาโดยเฉพาะ
สังเกตเห็นได้จากสายรัดคอของสุนัข
เป็นสายรัดที่มีสัญลักษณ์โดยเฉพาะ

เขาเป็นชายหนุ่มที่พิการทางสายตา
ชายหนุ่มค่อยๆเดินตรงมายังป้ายรถประจำทาง
แล้วก็หยุดยืนอยู่ห่างจากแถวพวกเราเล็กน้อย

ไม่มีใครทักทายให้เสียงกับชายหนุ่มคนนั้น
เรากำลังคิดจะเดินไปนำพาเขามาเข้าแถว
แต่คุณผู้ชายวัยกลางคนที่อยู่หัวแถว
รีบเก็บพับหนังสือเล่มที่กำลังอ่าน
แล้วเดินตรงไปยืนอยู่หลังชายหนุ่ม
คนอื่นๆที่อยู่ในแถว ก็ทยอยเดินไปต่อแถวกันใหม่
ไม่มีเสียงแม้แต่นิดเดียว 

หญิงสาวผมสั้นสีแเดงที่ยืนติดกับเรา
มองหน้าสุนัขอย่างครุ่นคิด
คงเกรงว่ากลิ่นบุหรี่จะไปรบกวนโสดประสาทการดมกลิ่นของสุนัข
เธอลังเลอยู่แป๊บหนึ่ง
ก่อนจะดับบุหรี่ที่เพิ่งจุด
แล้วก็เดินตามกันไปต่อแถวใหม่

แถวใหม่เกิดขึ้นอย่างเรียบร้อย
เป็นแถวที่ชายหนุ่มกับสุนัขของเขาอยู่หัวแถว
เป็นการร่วมกันกระทำของกลุ่มคนแปลกหน้า
เป็นการกระทำที่ไม่ได้นัดแนะ 
เป็นการกระทำที่ไม่ต้องใช้เสียง
ทุกคนทำเหมือนเป็นหน้าที่
เรารู้สึกทึ่งอย่างบอกไม่ถูก

ทุกคนยังคงรอคอยด้วยความเงียบสงบ
แล้วรถประจำทางก็มาถึง
"รอสักครู่ ผมจะลงไปรับ......"
พนักงานขับรถกำลังขยับตัวจะลุกจากที่นั่งคนขับ
"ขอบคุณครับ ไม่ต้องรบกวนหรอกครับ"
ชายหนุ่มรีบปฏิเสธด้วยน้ำเสียงสุภาพ
ภายใต้การนำของสุนัขฝึกหัดตัวนั้น
ทั้งสองค่อยๆก้าวขึ้นรถไป

เวลานั้นเป็นเวลาหลังเลิกงาน
ผู้โดยสารก็เต็มคันรถอยู่แล้ว
แต่พอชายหนุ่มกำลังก้าวขึ้นรถ
ทุกคนรีบขยับตัวถอยร่นไปข้างหลัง
ทำให้มีพื้นที่ว่างที่บริเวณทางขึ้นทันที

ที่นั่งหลังคนขับ
มีเด็กผู้ชายอายุ 6-7 ขวบนั่งอยู่
คุณแม่รีบสะกิดลูกชายให้ลุกขึ้น
เพื่อสละที่นั่งให้ชายหนุ่ม
การกระทำที่ค่อนข้างกระทันหันของคุณแม่
ไม่ได้ทำให้เด็กผู้ชายงอแง
หนูน้อยรีบลุกขึ้นด้วยความเต็มใจ

สุนัขเห็นมีที่นั่งว่างอยู่
จึงนำพาเจ้าของเดินไปยังที่นั่ง
ส่วนตัวสุนัขเองก็นั่งตัวตรงอยู่ข้างๆบนทางเดิน
เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น
ชายหนุ่มไม่มีสิทธิ์ได้รับรู้ใดๆทั้งสิ้น

"สวัสดีครับ จะไปลงรถที่ไหนครับ"
"สวัสดีครับ ผมจะไปถนนมอร์ครับ"
"พะยะค่ะ ฝ่าบาท......"
ทุกคนหัวเราะในคำหยอกล้อด้วยอารมณ์ขันของคนขับ
แล้วรถประจำทางก็นำพาผู้คนเดินทางต่อไปด้วยบรรยากาศของความสดใส

ทุกคนบนรถเฝ้าสังเกตดูท่าทีอันสง่างามของสุนัข
แม้เวลาเลี้ยวรถ
สุนัขก็จะพยายามเอี้ยวตัวเพื่อรักษาการทรงตัวของตน
สายตาเพ่งมองไปข้างหน้าอย่างตั้งอกตั้งใจ
คงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับสุนัขที่เลี้ยงดูกันตามบ้าน

ไม่มีใครคิดจะยื่นมือไปลูบหัวสุนัข
ไม่มีใครนำเอามือถือออกมาถ่ายรูป
เด็กน้อยที่คิดจะยื่นขนมปังครึ่งชิ้นที่เหลืออยู่ในมือไปป้อนเขา
ก็ถูกคุณแม่ดึงมือกลับ
กระซิบข้างหูเด็กน้อยแบบเบาๆ
"เขากำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ มีงานต้องรับผิดชอบ อย่าไปรบกวน"
พอได้ยินคำว่า "ปฏิบัติหน้าที่"
เด็กน้อยพยักหน้าด้วยความเข้าใจ

เมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆ
ไม่นานนักก็มาถึงจุดหมาย
เมื่ออำลากับคนขับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มก็ก้าวลงจากรถไป
ภายใต้การนำทางของสุนัขฝึกของเขา

รถประจำทางเดินทางต่อไป
แต่ความเงียบสงบยังคงครอบครองอยู่เต็มคันรถ
เราได้รับรู้ถึงความรักและความห่วงใยที่เกิดขึ้นภายใต้ความเงียบ
เป็นความน่ายกย่องที่รับรู้ได้ด้วยความรู้สึก
ภายนอกรถ ลมหนาวเย็นยะเยือก
แต่ภายในใจ เต็มไปด้วยความอบอุ่น

เรื่องราวที่น่าประทับใจนี้
คงไม่ใช่เพียงเพราะผู้คนเดินไปต่อแถวใหม่หลังชายหนุ่ม
คงไม่ใช่เพียงเพราะผู้คนรีบขยับถอยร่นให้มีพื้นที่ว่างเกิดขึ้น
และก็ไม่ใช่เพียงเพราะเด็กน้อยสละที่นั่งให้
แต่สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือ
เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น
เป็นการกระทำที่ไร้เสียงแบบน่ายกย่องที่สุด

ความรัก ความห่วงใย ความเอื้ออาทรที่มีให้กับผู้อื่น
ไม่มีความจำเป็นต้องไปป่าวประกาศ
ไปเที่ยวบอกให้ผู้คนรับรู้ว่า
"พวกเรารักคุณ ห่วงใยคุณ"
บางเวลา
รักหรือห่วงใย ก็เป็นเรื่องเรียบๆง่ายๆ
แต่เป็นสิ่งที่เราสัมผัสได้ด้วยด้วยใจ ด้วยความรู้สึก

ความก้าวหน้าของประเทศ
คงไม่ได้วัดกันด้วยสภาพทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว

@@@@@@@@@@

Cr.ขอขอบคุณข้อมูล จาก  Fwd Line

วันพุธที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2560

เซน


คำเซน เป็นภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีนว่า “เสี้ยง”
และเสียงกลางว่า“ฉัน” คือ “ฌาน” นั่นเอง 

นิกายนี้เจริญมาก ทั้งในยุโรป อเมริกา
เมื่อพระโพธิธรรม ท่านตั๊กม้อ ชาวอินเดีย 
จาริกไปเผยแผ่ธรรมที่เมืองจีนสมัยต้นศตวรรษที่ ๑๐

ความเป็นมาเมื่อครั้งพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฎ ทรงชูดอกไม้ขึ้นดอกหนึ่งท่ามกลางที่ประชุม โดยมิได้ตรัสอะไรเลย ที่ประชุมไม่มีผู้ใดเข้าใจความหมาย เว้นแต่พระมหากัสสปะที่เข้าใจทันที
พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า กัสสปะ ตถาคตมีธรรมจักษุได้ และนิพพาน
ตถาคตมอบหมายให้แก่เธอ ณ บัดนี้ เซนจึงเคารพพระกัสสปะว่า ผู้ให้กำเนิดนิกาย ต่อมาก็สืบเนื่องกันมา ถึงพระโพธิธรรม ท่านตั๊กม้อ ลำดับที่ ๒๘
เมื่อพระโพธิธรรมจาริกมาเผื่อแผ่ธรรมที่เมืองจีนแล้ว ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าเหลียงบูฮ่องเต้
พระเจ้าเหลียงบูฮ่องเต้ ตรัสถามว่า ข้าพเจ้าได้สร้างวัดบวชพระเป็นจำนวนมาก ไม่ทราบว่าจะมีอานิสงส์มากเพียงไร ท่านตั๊กม้อ ตอบว่าไม่มีเลย เพราะกุศลกรรมเหล่านั้นเป็นวัฏฏคามี
(วัฎฎคามีกุศล แปลว่า กุศลเป็นทางสู่วัฏฏะ
กุศลนี้ สิ้นสุดกันตรงสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ์ ในมนุษย์โลก)
ฮ่องเต้ไม่ทรงพอพระทัยจึงไม่ทรงอุปถัมภ์ พระโพธิธรรมจึงไปจำพรรษา ณ วัดเซียมลิ่มยี่ นั่งเข้าฌานหันหน้าเข้าฝาผนังอยู่ ๙ ปี ต่อมาท่านจึงได้มอบหมาย ลัทธิของท่านให้สมณะจีนตั้งเป็นนิกายเซนขึ้น เซน "ไม่ต้องอาศัยตัวอักษร ชี้ตรงไปที่ดวงจิตของมนุษย์ เห็นแจ้งในความจริงสำเร็จเป็นพุทธะ"
เซนถือว่า การบรรลุมรรคผลนั้น ไม่ใช่อยู่ที่ตัวบทอักษร หรือความรู้ในด้านปริยัติแต่ต้องอยู่ที่การขัดเกลาจิตของตนเป็นสำคัญ แม้ทรงพระไตรปิฎกก็ใช้ไม่ได้ ถ้าไม่เข้าถึงปฏิบัติ
เซน มุ่งสอนให้เป็นสุขโดยเห็นว่าการหลุดพ้นโดยใช้ปัญญา ใครก็ตามเข้าใจและรู้ถึงจิตใจของตนเองว่า
เป็นอะไร เขาก็หลุดพ้นแล้ว เพราะ รู้จิต รู้ใจ ก็จะรู้ว่าตอนไหน มีกุศล มีอกุศล ไม่มีกุศล ไม่มีอกุศล แยกแยะได้ รู้การทำให้จิต ให้ใจหลุดจากอกุศล ก็หลุดจากความทุกข์ได้
เซนจึงถือปัญญาเป็นสำคัญ ใครมีปัญญา ก็เข้าถึงเข้าใจได้
ดังนั้นคนที่จะเข้าถึงเซนได้ ต้องมีปัญญบารมีมา มีการสะสมปัญญามา
ระดับหนึ่ง จึงเรียนลัดได้
===========================================
เนื่องจากระดับปัญญาคนไม่เท่ากัน บางคนเรียนลัดได้ บางคนเรียนลัดไม่ได้
ก็ปฏิบัติไปตามลำดับได้ "อนุปุพพิกถา" จงพิจารณาตนเองและเลือกให้ถูกต้องเหมาะสมกับตนเอง ก็จะทำให้ไปถึงและถูกทางได้
วิวัฏฏคามีกุศล บุญกุศลที่ให้ถึงวิวัฏฏ์ คือพระนิพพาน กุศลนี้สิ้นสุดกันที่มรรคผลและนิพพานสมบัติ
วัฎฎคามีกุศล แปลว่า กุศลเป็นทางสู่วัฏฏะ กุศลนี้ สิ้นสุดกันตรงสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ์ ในมนุษย์โลก
การสร้างกุศลแบบวัฏฏคามี แม้จะเป็นการสร้างกุศลที่มีผลให้วนอยู่ในวัฏฏะ เพราะหวังผลตอบแทนต่อตนมากกว่าการสร้างกุศลเพื่อประดับจิต คือ เพื่อให้จิตเป็นสมาธิได้ง่ายขึ้น
เพื่อจิตเป็นสมาธิแล้วก็ไปพิจารณาธรรมเพื่อหลุดพ้นต่อไป แต่ก็จัดเป็นสัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นถูกเพียงแต่เป็นสัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกิยะ เพราะหากไม่เห็นว่า บุญมีผล จะเป็นมิจฉาทิฏฐิไป
เมื่อพระพุทธองค์สอนสัตว์ ทรงสอนตามระดับอินทรีย์ พวกที่ยังก้าวล่วงความรู้สึกว่าเป็นตนไปไม่ได้ ก็ทรงสอนให้สร้างบุญกุศล ซึ่งก็คือวัฏฏคามีนี้เอง แต่ก็ทรงชี้ให้เห็นความเศร้าหมองของกาม
อานิสงส์ของการหลีกออกจากกามด้วย เมื่อสัตว์พร้อม ก็ทรงยกอริยสัจสี่ขึ้นมาตรัส เพื่อให้สัตว์เห็นทางออกจากวัฏฏะ
เรียนไปตามลำดับ
"อนุปุพพิกถา" จึงเป็นวิธีเตรียมใจ เพื่อฟอกอัธยาศัยของสัตว์ให้หมดจดเป็นๆ จากง่ายไปหายาก
@@@@@@@@@@@@@@
(จาก Facebook ;
Bhuritatta Samaneri กับ ภูริทัตตา ธรรมทาน  )

วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2560