วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2557

สิริมงคลของชีวิต


       ชีวิตของทุก ๆ คนที่ผ่านพ้นไปในรอบปีหนึ่ง ๆ นับว่าเป็นลาภอย่างยิ่ง เมื่อถึงวันเกิด บรรดาผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาจึงถือเป็นปรารภเหตุทำบุญน้อยหรือมาก เพื่อฉลองอายุที่ผ่านมาและเพื่อความเจริญอายุ พร้อมทั้งวรรณะ สุขะ พละ ยิ่งขึ้น
       ความเจริญอายุ วรรณะ สุขะ พละ เป็นพรที่ทุก ๆ คนปรารถนา แต่พรเหล่านี้หาได้เกิดขึ้นด้วยลำพังความปรารถนาเท่านั้นไม่ ย่อมเกิดจากการทำบุญ ฉะนั้น คนไทยเราส่วนมากจึงยินดีในการทำบุญ และยินดีได้รับพรอนุโมทนาจากพระสงฆ์หรือผู้ใหญ่ ยินดีประพรมน้ำพระพุทธมนต์ในที่สุดแห่งการทำบุญ ถือว่าเป็นสิริมงคล
       พิจารณาดูพฤติกรรมในเรื่องนี้โดยตลอดแล้ว จะเห็นว่าพึงเป็นสิริมงคลจริง เพราะสาระสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ว่าได้ทำบุญแล้ว คำอวยพรต่าง ๆ จึงตามมาทีหลัง สนับสนุนกันให้จิตใจมีความสุขขึ้นในปัจจุบันทันที ความสุขอันบริสุทธิ์นี้แหละคือบุญดังมีพุทธภาษิตตรัสไว้แปลความว่า " ท่านทั้งหลายอย่ากลัวต่อบุญเลย คำว่าบุญนี้เป็นชื่อแห่งความสุข " หมายถึงความสุขที่บริสุทธิ์ คือความสุขอันเกิดจากกรรมที่บริสุทธิ์ ซึ่งก็เรียกว่าบุญเช่นเดียวกัน พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้แปลความว่า " ผู้ที่ได้ทำบุญไว้บันเทิงเบิกบานเพราะเห็นความบริสุทธิ์แห่งกรรมของตน ผู้ที่ทำบาปไว้อับเศร้า เพราะเห็นความเศร้าหมองแห่งกรรมของตน "
       อันกรรมบริสุทธิ์เกิดจากจิตใจที่บริสุทธิ์ เพราะสงบความโลภโกรธหลง ประกอบด้วยธรรมมีเมตตากรุณาเป็นต้น จะเห็นได้จากจิตใจของผู้ที่ได้ทำการบริจาคในการบุญต่าง ๆ ของผู้รักษาศีลและอบรมจิตใจกับปัญญา ใคร ๆที่เคยทำทาน รักษาศีล และอบรมจิตกับปัญญาดังกล่าว ย่อมจะทราบได้ว่ามีความสุขอย่างไร
       ตรงกันข้ามกับจิตใจที่เร่าร้อนจากกิเลสต่าง ๆ และแม้จะได้อะไรมาด้วยกิเลสมีความสุขตื่นเต้น ลองคิดดูให้ดีแล้วจะเห็นว่าเป็นความสุขจอมปลอม เพราะเป็นความสุขของคนที่หลงไปแล้ว เหมือนความสุขของคนที่ถูกเขาหลอกลวงนำไปทำร้าย ด้วยหลอกให้ตายใจด้วยเครื่องล่ออย่างใดอย่างหนึ่ง คนที่ตายใจเสียเพราะเหตุนี้คือคนที่ประมาทไปแล้ว ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า " คนประมาทเหมือนคนตาย " ไม่อาจจะเห็นสัจจะคือความจริงตามธรรมของพระพุทธเจ้า อาจคัดค้านคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้ อย่างที่คิดว่าตนฉลาด ไม่มีอะไรจะช่วยบุคคลประเภทนี้ได้   นอกจากการทำบุญ   เพราะการทำบุญทุกครั้งไปย่อมเป็นการฟอกชำระจิตใจให้บริสุทธิ์สะอาดขึ้นทุกที เหมือนอย่างการอาบน้ำชำระร่างกาย ซึ่งทำให้ร่างกายสะอาดสบาย เมื่อจิตใจมีความสะอาดบริสุทธิ์ขึ้นตามสมควรแล้ว จะมองเห็นได้เองว่า ความสุขที่บริสุทธิืแท้จริงนั้นเกิดจากกรรมที่บริสุทธิ์เท่านั้น   จะได้ปัญญาซาบซึ้งถึงคุณพระทั้งสามว่า..... " ความเกิดขึ้นของพระพุทธคุณทั้งหลายให้เกิดสุขจริง การแสดงพระสัทธรรมให้เกิดสุขจริง ความพร้อมเพรียงของสงฆ์คือหมู่ให้เกิดสุขจริง ความเพียรของหมู่ที่พร้อมเพรียงกันให้เกิดสุขจริง "
         ผู้ที่มีจิตใจ กรรม และความสุขที่บริสุทธิ์ดังนี้ ชื่อว่าผู้มีบุญอันได้ทำแล้วในปัจจุบัน เป็นผู้มีความมั่นคงในตนเองอย่างที่ใคร ๆ หรืออะไรจะทำลายมิได้ และจะเจริญพร คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ยิ่ง ๆ ด้วยเดชบุญ..
*******
จากหนังสือ โลกและชีวิตในพุทธธรรม พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศ
********

วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2557

พระวรคติธรรม


...ผู้เป็นคนดีย่อมสามารถฝึกตนไปสู่ความดีงามได้ นำตนไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้ และสามารถนำผู้อื่นไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้ด้วย  ท่านจึงกล่าวว่า...ตนที่ฝึกดีแล้วย่อมเป็นเครื่องยังชีวิตให้สว่าง
...ทำดีแล้วต้องได้ดีเสมอไป ทำดีไม่ได้ดีไม่มีอยู่ในความจริง มีอยู่แต่ในความเข้าใจผิดของคนทั้งหลายเท่านั้น ทำดีแล้วต้องได้ดีแน่นอนเสมอไป ที่มีเหตุการณ์ต่าง ๆ นา ๆ ปรากฏขึ้น เหมือนทำดีไม่ได้ดีนั้นเป็นเพียงปรากฏสลับซับซ้อนแห่งการให้ผลของกรรมเท่านั้น เพราะกรรมนั้นไม่ได้ให้ผลทันตาทันใจเสมอไป แต่ถ้าเป็นเรื่องภายในใจแล้ว กรรมให้ผลทันทีที่ทำแน่นอน เพียงแต่ว่าบางทีผู้ทำไม่สังเกตด้วยความปราณีตเพียงพอจึงไม่รู้เห็น ขอให้สังเกตใจตนให้ดีแล้วจะเห็นว่าทันทีที่ทำกรรมดีผลจะปรากฏขึ้นในใจเป็นผลดีทันทีทีเดียว
...คำนินทาใด ๆ ไม่อาจทำให้คนดีเป็นคนไม่ดีไปได้ คนจะดีก็เพราะกรรม คนจะเลวก็พราะกรรม หาใช่ดีเพราะสรรเสริญ หรือเลวเพราะนินทาก็หาไม่...
พระวรคติธรรม  สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

********
จากหนังสือ จิตตนคร  สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
*********

วันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ลม..


.....ฯลฯ......

...หน้าที่ของเราในการทำสมาธิมีอยู่ ๔ อย่าง คือ
     ๑.รู้ลมเข้า ออก
     ๒.รู้จักปรับปรุงลมหายใจ
     ๓.รู้จักเลือกลมอย่างใหนสบายอย่างใหนไม่สบาย
     ๔.ใช้ลมที่สบายสังหารเวทนาที่เกิดขึ้น
...ลม เป็นชีวิตของกาย สติเป็นชีวิตของใจ
...ลม ปราบเวทนา สติ ปราบนิวรณ์
...ลม เหมือน สายไฟ 
   สติ เหมือน ดวงไฟ
   ถ้าสายไฟดี ดวงไฟก็สว่างแจ่ม
.....ฯลฯ......
จากหนังสือ เรื่องของลม พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม
*******

วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2557

กรรมฐานอยู่ที่ใหน


...เหตุใด จึงเรียกว่า " กรรมฐาน "
    คำว่า " กรรมฐาน " คือที่ตั้งแห่งการทำงานของจิต กรรมฐานนี้มี ๒ อย่าง ประกอบด้วยสมถกรรมฐานและวิปัสนากรรมฐาน  สมถะเป็นบัญญัติ วิปัสสนาเป็นปรมัตถ์  บัญญัติอยู่ที่ใหน สมถะกรรมฐานอยู่ที่นั่น ปรมัตถ์อยู่ที่ใหน วิปัสสนาอยู่ที่นั่น 
    คำว่า " สมถะ " เป็นมรดกของใคร ก็ตอบได้ว่าเป็นมรดกของพวกอาภัสราพรหม ซึ่งติดมากับอภัสราพรหมตั้งแต่เริ่มมาถือปฏิสนธิเป็นโอปปาติกะในโลกยุคแรกโน้นแล้ว  สมถะทั้ง ๓๖ ประเภท มีมาตั้งแต่นั้น  แต่พระพุทธเจ้าทรงเพิ่มเติมอีก ๔ ประการ คือ พุทธานุสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ และอุปสมานุสสติ จึงเป็นสมถกรรมฐาน ๔๐ ประการ
   หากถามว่า " วิปัสสนากรรมฐานเป็นมรดกของใคร " ก็ตอบได้ว่า " เป็นมรดกของพระพุทธเจ้า " เพราะพระองค์ทรงค้นพบด้วยพระองค์เอง วิปัสสนากรรมฐานเกิดเฉพาะในยุคที่พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นมาในโลกนี้เท่านั้น หากพระพุทธเจ้าไม่ทรงอุบัติขึ้นมาในโลก คำว่า " วิปัสสนากรรมฐาน " ก็ไม่มี..
......ฯลฯ.......
( จากหนังสือ ทางเดินสู่พระนิพพาน หลวงพ่อธี วิจิตฺตธมฺโม เขียน พระมหายาจินต์ ธมฺมธโร แปล )
***********


วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2557

กลิ่นศีล


*****
    วันหนึ่ง พระอานนทเถระอยู่ในที่อันสงัดในเวลาเย็นคิดว่า พระพุทธเจ้าเคยทรงแสดงกลิ่นของไม้ไว้ ๓ อย่าง คือ กลิ่นที่เกิดจากดอก เกิดจากแก่น และเกิดจากราก กลิ่นเหล่านั้นฟุ้งไปตามลมได้เท่านั้น ฟุ้งไปทวนลมไม่ได้ กลิ่นอะไรหนอที่ฟฟุ้งไปทวนลมได้ ท่านได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์เพื่อทูลถามข้อสงสัย
    พระพุทธเจ้าตรัสตอบปัญหาพระอานนทเถระ โดยใจความพระพุทธพจน์ว่า
    " อานนท์ หญิงหรือชายก็ตามถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง เว้นปาณาติบาท อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท สุราเมรัย  เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม ยินดีในการจำแนกทาน มีอัธยาศัยน้อมไปในทางเสียสละ คนเช่นนี้ย่อมได้รับการกล่าวสรรเสริญจากสมณพราหมณ์ที่เป็นบัณฑิตทั้งหลาย กลิ่นแห่งความดีของเขาย่อมฟุ้งไปได้ทั้งตามลมและทวนลม "
    ดังนี้แล้ว ได้ตรัสคาถาแปลความว่า
   " กลิ่นดอกไม้ลอยไปทวนลมไม่ได้ กลิ่นจันทร์ กลิ่นกฤษณา หรือกลิ่นกะลำพัก ก็ลอยทวนลมไม่ได้ ส่วนกลิ่นของสัตบุรุษ ลอยไปทวนลมได้ เพราะสัตบุรุษฟุ้งไปได้ทุกทิศ บรรดากลิ่นหอมทั้งหลาย เช่น กลิ่นของไม้จันทน์ กฤษณา อุบล และมะลิ เป็นต้น  กลิ่นแห่งศีลเป็นเยี่ยม " (อัง.เอก-ติก.๒๐/๕๑๙/๒๙๐)
******
(จากหนังสือ โลกสงบร่มเย็นด้วยศีล โดย สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พรหมคุตตฺโต) วัดบวรนิเวศวิหาร)