วันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2557

สานสัมพันธ์ ๔๘ ปี นาวี ๐๙

(คลิกบนภาพเพื่อดูภาพขยายใหญ่ขึ้น)

       ...เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วจริง ๆ ..๔๘ ปีแล้ว ที่พวกเรามาพบกัน นรจ.รุ่น ๐๙ ...วันนี้พวกเราจบภารกิจทางราชการเกษียณอายุกันหมดแล้ว ยกเว้นเพื่อน ๆ บางท่านที่เปลี่ยนเส้นทางชีวิตจากราชการไปประกอบอาชีพอิสระบ้าง ทำธุรกิจบ้าง ก็ยังคงทำงานต่อไปตามเหตุปัจจัย หลายท่านทีเดียวที่มีภารกิจดูแลหลาน ๆ ตามประสาคุณปู่ คุณตา....
        งานพบปะสังสรรค์ " สานสัมพันธ์ ๔๘ ปี นาวี ๐๙ " ปีนี้ จัดเมื่อวันเสาร์ที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๗ ณ อาคารอเนกประสงค์ นย.หาดเตยงาม สัตหีบ ชลบุรี โดยการประสานงานของเพื่อนเสรี อ.พร้อมกับเพื่อน นย.ในฐานะเจ้าของพื้นที่อำนวยความสะดวกทุกประการ  เพื่อน ๆ และคุณครูที่มาร่วมงานต่างชื่นชมหากมีโอกาสคงได้มาจัดงานที่แห่งนี้อีกในปีหน้า...
ขออนุญาตเก็บภาพบรรยากาศในงานมาฝากนะครับ

เราจัดงานที่ห้อง " หาดเล็ก " ก่อนเข้าก็ต้องลงทะเบียนแจกป้ายชื่อกันก่อน เพราะบางท่านจำหน้าได้
แต่ลืมชื่อครับ !!
ท่านเหรัญญิกคงไม่ยอมให้ผ่านไปง่าย ๆ แน่นอน
สำหรับเสื้อยึดที่ระลึกของรุ่นเมื่อปีที่แล้ว 
ยังพอมีเหลืออยู่บ้างท่านใดต้องการ
ก็เปลี่ยนเสื้อกันหน้างานอย่างนี้แหละครับ

   ท่านประธานวิติ บ. กล่าววัตถุประสงค์ของการจัดงาน...
(คลิกบนภาพเพื่อดูภาพขยายใหญ่ขึ้น)
....ปีนี้คุณครูประสาร แก้วศรีสุข นายตอน ๓ และคุณครูเฉลิมศักดิ์ สุขประเสริฐ นายตอน ๖ ให้เกียรติมาร่วมงานอีกเช่นเคย 

มี นรจ.๐๙  หลายท่านครับถ้าไม่รับราชการเสียก่อน...
คงเป็นนักร้องชื่อดังแน่นอน
...ขออภัยอาจจะเก็บภาพเพื่อน ๆ มาไม่หมด...

(คลิกบนภาพเพื่อดูภาพขยายใหญ่ขึ้น)

ชาวชมรม Old Sharks ในเฟคบุ๊ค


ปีนี้อดีตประธานชลิต มีของฝากเพื่อน ๆ เช่นเคย...
..แต่มี "ลุ้น" ด้วยรหัสประจำตัว

เลขที่ออก ๙๔๒๖ ครับ....

มาเป็นคู่หลายคู่..
ขออภัยบางคู่ถ่ายภาพคู่ไม่ได้..
*****
******

...งานสังสรรค์ปีนี้สำเร็จสมความมุ่งหมาย..เพื่อน ๆ ๐๙ ไปร่วมงานกันเท่ากับปีที่แล้ว "ที่ปรึกษาที่บ้าน" ของท่านประธานและเหรัญญิกรุ่น ให้เกียรติมาช่วยดำเนินการ...เพื่อให้สมาชิกชมรม นรจ.๐๙ สังสรรค์กันได้เต็มที่..พบกันใหม่ปีหน้าขอบคุณครับ
*****

*****


วันศุกร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2557

สี่สิบแปด..๘๕..

(คลิกบนภาพเพื่อดูภาพขยายใหญ่ขึ้น)

...เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในวันพบปะสังสรร นรจ.รุ่น ๐๙ 
โดยปกติงานเลี้ยงจะมีในตอนค่ำ 
ในตอนกลางวันจะมีการทำบุญอุทิศ
ส่วนกุศลให้กับเพื่อน นรจ.๐๙ ที่ล่วงลับไปแล้ว..
ปีนี้เมื่อ ๕ เม.ย.๕๗ (ปีที่ ๔๘) พวกเราก็ไปร่วมทำบุญ
ที่วัดทุ่งโปรง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เช่นเคยปฏิบัติมา
ฝ่ายกำลังพล ตรวจสอบยอดกันหน่อย..ก่อนเริ่มพิธี..
*****
ประธานรุ่น พล.ร.ต.วิติ บัวศรี จุดธูปเทียน
คุณครูประสาน แก้วศรีสุข นายตอน ๓ ให้เกียรติร่วมงาน
นรจ.รุ่น ๐๙ พร้อมครอบครัวร่วมงานทำบุญอุทิศส่วนกุศล
ให้กับเพื่อน นรจ.๐๙ ที่ล่วงลับไปแล้ว
ญาติสนิทมิตรสหาย นรจ.๐๙ มาร่วมงานบุญ
...ปีหนึ่งมีครั้งหนึ่งที่จะมาร่วมทำบุญด้วยกัน...
ปีหน้ามาพบกันอีกนะเพื่อน..ฉันรู้ว่านายต้องมา..
*****








วันอังคารที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2557

เสียงข้างมาก

เสียงข้างมาก..!!??แบบนี้อยู่ห่าง ๆ ไว้ดีกว่า


นี่ก็เสียงข้างมาก..แบบนี้มีประโยชน์ช่วยประหยัด..

...เสียงเดียว..!! ผมมากับ"หลวงปู่"ครับ....
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมเยียนครับ

*********




วันพุธที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2557

ฉันวันนี้


(ชั้น ม.๓ (รุ่นสุดท้าย) ปี พ.ศ.๒๕๐๖ )
*****
...เห็นข่าวสารบ้านเมืองเราในปัจจุบันนี้แล้ว สำหรับฉันแล้วต้องบอกได้คำเดียวว่า ช่างเป็นเรื่อง"เหลือเชื่อ" จริงๆ ..เผลอหน่อยเดียวฉันกลายเป็น"เต่าล้านปี"ไปแล้ว...
    จำได้ว่าสมัยเป็นนักเรียนครูเคยบอกว่า สถาบันที่สำคัญของชาติเราคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มีสีเป็นสัญญาลักษณ์ดังที่เห็นในธงชาติของเราคือ แดง ขาว น้ำเงิน  และเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทุกคน ก็จำมาอย่างนี้จนถึงทุกวันนี้    ...สาเหตุหนึ่งที่ทำให้จดจำได้แม่นเพราะทั้งหมดนั้นอยู่ในวิชาที่เรียนซึ่งจะต้องจดจำไปทำข้อสอบในหลายวิชา เช่น วิชาหน้าที่พลเมืองและศีลธรรม วิชาประวัติศาสตร์ วิชาภูมิศาสตร์ เป็นต้น


ชายแดนไทย - พม่า ที่บ้านอีต่อง
ภาพจาก http://www.thailandoffroad.com

      ชาติ น่าจะหมายถึง แผ่นดิน และมีธงชาติเป็นสัญญาลักษณ์ หากไม่มีทั้งสองนี้ถึงจะมีชีวิตอยู่ก็คงหมดศักดิ์ศรี หมดความภูมิใจในความเป็นคนไทย  ท่านที่ไปเที่ยวชายแดนหรือไปต่างประเทศแล้วเดินทางกลับมาคงจะบอกถึงความรู้สึกนี้ได้เป็นอย่างดี
      ศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนาซึ่งอาจจะถือได้ว่าเป็นศาสนาประจำชาติก็ได้เพราะมีคนส่วนใหญ่นับถือศาสนานี้ อย่างไรก็ตาม ทุกศาสนาก็สามารถใช้ชีวิตร่วมกันอย่างร่มเย็นตลอดมาเพราะเราเชื่อว่าทุกศาสนาสอนให้ทุกคนเป็นคนดี
      พระมหากษัตริย์ นับตั้งแต่ในอดีตเป็นต้นมา ทุกพระองค์ทรงเป็นจอมทัพในการทำสงคราม สร้างบ้านสร้างเมือง รักษาอาณาเขต กอบกู้อิสรภาพให้กับชาติไทยมาโดยตลอด ทุกยุคสมัยตั้งแต่ราชอาณาจักรสุโขทัย เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันที่เราเคยเรียนกันมาในวิชาประวัติศาสตร์ก็คงจะยังคงจำได้เป็นอย่างดี....
           ฉันไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้โรงเรียนยังมีวิชาที่ฉันเคยเรียนเมื่อสมัยห้าสิบปีที่แล้วอยู่หรือเปล่า...ช่วงสองสามปีมานี่บ้านเมืองเปลี่ยนไปอย่างน่าแปลกใจ...แผ่นดินที่บรรพบุรุษได้เสียเลือดเนื้อชีวิตเข้าแลกไว้  จะมีใครมาแบ่งแยก  !!??
       

(ภาพจากอินเตอร์เนต)

...สองสามวันมานี้เห็นข่าวพระสงฆ์ถูกทำร้าย..สถานพยาบาล บุคคลากรทางการแพทย์ซึ่งต้องได้รับความคุ้มครองจากทุกฝ่ายเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ตามหลักสากล  ก็ยังถูกข่มขู่..ผู้คนในบ้านเมืองเราขณะนี้จิตใจช่างโหดร้าย ไร้ศาสนาจริง ๆ...


(ภาพจากอินเตอร์เนต)

(ภาพจากอินเตอร์เนต)

....ฉันยังอยากเห็นธงชาติไทย ที่มีสามสีคือ แดง ขาว น้ำเงิน ดังเช่นในอดีตที่ผ่านมา....
     ก็คงจะต้องเชื่อนิทานที่เล่าสู่กันฟังมานานแล้วว่า แผ่นดินนี้อุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติดีทุกอย่าง..ยกเว้นอย่างเดียวที่ไม่ดีคือคนไทย...(ฮา)...😭



      


วันอังคารที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2557

คนพาลที่เมืองพุทธ

*****
เห็นข่าวเหตุการณ์ที่คนไทยกลุ่มหนึ่งรุมทำร้ายพระสงฆ์ 
ที่หน้า ปปช.แล้ว  ในฐานะเป็นชาวพุทธคนหนึ่ง
รู้สึกสังเวชใจ...นี่หรือที่ผู้คนทั่วไปกล่าวว่าเป็น
ดินแดนของพุทธศาสนา...
พระสงฆ์รูปนั้นพยายามที่จะหลีกหนีไปให้พ้นคนใจบาป
กลุ่มนั้น แต่เนื่องด้วยสภาพเครื่องนุ่งห่มของพระทำให้
ท่านไม่สามารถจะหลีกหนีออกมาได้ทันที...
อย่างไรก็ตามท่านก็อยู่ในอาการอันสงบ 
ไม่ได้คิดจะต่อสู้กับคนใจบาปกลุ่มนั้นแต่ประการใด..
(ขออภัยไม่สามารถนำภาพที่สะเทือนใจนั้นมาลงให้ดูได้ในที่นี้)
******

มหิฬามุขชาดก...ชาดกว่าด้วยโทษของการคบคนพาล

         ในอดีตกาล ณ นครพาราณสี พระเจ้าพรหมทัตมีช้างพระที่นั่งชื่อ พลายมหิฬามุข เป็นช้างที่งดงาม สงบเสงี่ยมเรียบร้อย อยู่ในระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด พระองค์จึงโปรดปรานมาก  ต่อมามีโจรกลุ่มหนึ่งได้มาปลูกเพิงพักอาศัยอยู่ไม่ไกลจากโรงช้างนัก ทุกๆ คืนในเวลาดึกสงัด พวกโจรจะวางแผนปล้นสะดมชาวบ้านชาวเมือง ปรึกษาหารือกันต่างๆ เป็นต้นว่า จะขุดอุโมงค์อย่างไร จะซ่อนตัวที่ไหน จะข่มขวัญหรือฆ่าเจ้าทรัพย์อย่างไร ครั้นเมื่อปล้นกลับมาแล้ว จะเลี้ยงฉลองกันด้วยสุราอาหาร ต่างพูดถึงการปล้นราวกับไปสร้างวีรกรรมมา จากนั้นจะวางแผนปล้นฆ่ากันต่อไป เป็นเช่นนี้ทุกคืน  
            พลายมหิฬามุขได้ฟังพฤติกรรมที่ทารุณโหดร้ายอยู่ทุกคืนๆ ก็สำคัญผิดคิดว่าเขาต้องการสอนให้ตนทำเช่นนั้นด้วย จึงได้เปลี่ยนกิริยาอาการตามไป เริ่มแสดงท่าทางเกะกะเกเรขึ้นเรื่อยๆ ใช้งวงหวดซ้ายป่ายขวาบ้าง เห็นใครเดินเข้ามาใกล้ ก็จะเข้าทำร้าย แม้แต่ช้างด้วยกันยังไม่ละเว้น  จนกระทั่งในวันหนึ่งที่หลายมหิฬามุขตกมันก็ยิ่งแสดงอาการเกะกะเกเรอย่างน่ากลัว ถึงกับพังโรงช้างจนพินาศ เมื่อควาญช้างเข้าห้าม ก็ใช้งวงจับฟาดกับพื้นจนตาย แล้วยังอาวละวาดไล่ฆ่าควาญช้างอื่นๆ อีกหลายคน
           ความได้ทราบถึงพระเจ้าพรหมทัต พระองค์ทรงวิตกกังวลยิ่งนัก เพราะตามปกติแล้ว ช้างเป็นสัตว์ที่มีกตัญญูสูง การฆ่าควาญช้างที่เลี้ยงตนมา ช้างจะไม่ทำเด็ดขาด เว้นเสียแต่มันจะตกมันจนครองสติไม่อยู่ จำอะไรไม่ได้เท่านั้น แต่พลายมหิฬามุขเป็นช้างสงบเสงี่ยมเรียบร้อยมาก ถึงมันจะตกมันก็ไม่น่าจะร้ายกาจถึงเพียงนั้นได้ พระองค์จึงมีรับสั่งให้อำมาตย์บัณฑิตผู้หนึ่งไปตรวจดูอาการของพลายมหิฬามุข ท่านบัณฑิตตรวจดูแล้ว ก็เห็นว่าเป็นปกติดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บใดๆ จึงได้เรียกประชุมควาญช้างทั้งหมด เพื่อหาสาเหตุที่เกิดขึ้น
พลายมหิฬามุขอยู่ในวังตั้งแต่เล็กแต่น้อย เป็นช้างที่ว่านอนสอนง่าย ไม่เคยดื้อดึงเลยสักครั้งเดียว แล้วอยู่ดีๆ ทำไมถึงกลายเป็นช้างที่โหดเหี้ยมไปได้ ต้องมีคนคอยเสี้ยมสอนแน่ๆ พวกเจ้าที่อยู่ในนี้คงจะรู้ จงบอกมาเดี๋ยวนี้ บัณฑิตคาดคั้นถาม
ไม่มีใครสอนจริงๆ ท่าน ควาญช้างทั้งหลายต่างตอบเป็นเสียงเดียวกัน อำมาตย์บัณฑิตจึงรุกต่อ
พวกเจ้าไม่เห็นมีอะไรผิดสังเกตบ้างเลยรึ
ไม่มีจ๊ะท่าน ทุกอย่างเคยเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น เคยให้น้ำ ก็ให้เหมือนเดิม ถึงเวลาอาบน้ำก็อาบ เวลาฝึกก็ฝึก เวลานอนก็นอน อ้อ แต่หมู่นี้ พอตกกลางคืนจะมีเสียงหนวกหูน่ารำคาญเหลือเกิน ควาญช้างผู้หนึ่งสาธยาย
            อำมาตย์บัณฑิตซักถามได้ความว่าเป็นเสียงโจรที่มาซ่องสุมอยู่ใกล้ๆ จึงเชื่อว่าพลายมหิฬามุขมีนิสัยเปลี่ยนไปเพราะได้ฟังถ้อยคำของพวกโจร ครั้นตกเวลากลางคืน ท่านบัณฑิตได้มาพิสูจน์ความจริงด้วยตนเอง แล้วกราบทูลให้พระเจ้าพรหมทัตทรงทราบ พระองค์จึงมีรับสั่งให้จับโจรกลุ่มนั้นมาลงโทษ แล้วทรงปรึกษากับอำมาตย์บัณฑิตว่า
พลายมหิฬามุขฟังถ้อยคำของพวกโจรจนเป็นช้างเกเรไปแล้ว ท่านบัณฑิตคิดว่ามีทางใดบ้าง ที่จะทำให้กลับเป็นช้างที่ดีดังเดิมได้
อำมาตย์บัณฑิตกราบทูลเสนอแนะว่า
ขอเดชะ โดยนิสัยของพลายมหิฬามุขนั้น จะเชื่อฟังคำสั่งสอนเสมอ การที่จะให้กลับเป็นช้างที่ดีได้นั้น ควรจะเชิญผู้ทรงศีลทั้งหลายไปสนทนาธรรมใกล้โรงช้างนั้น เมื่อพลายมหิฬามุขได้ฟังบ่อยเข้าๆ จิตใจจะโอบอ้อมอารี กลับเป็นช้างที่ดีดังเดิมได้ พระเจ้าข้า
พระเจ้าพรหมทัตจึงโปรดให้กระทำตามคำแนะนำของอำมาตย์บัณฑิต พลายมหิฬามุขเมื่อได้ฟังถ้อยคำสนทนาของผู้มีศีลทั้งหลาย เป็นต้นว่า ควรมีความเมตตากรุณา ควรโอบอ้อมอารี มีความสำรวม ฯลฯ พลายมหิฬามุขได้ฟังธรรมอยู่เป็นประจำเช่นนั้นก็กลับเป็นช้างที่มีความสงบเสงี่ยมเรียบร้อยดังเดิม พระเจ้าพรหมทัตทรงดีพระทัยมาก จึงได้พระราชทานรางวัลมากมายแก่อำมาตย์บัณฑิตผู้นั้น

ประชุมชาดก
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประชุมชาดกว่า
พลายมหิฬามุข              ได้มาเป็นพระภิกษุรูปนี้
พระเจ้าพรหมทัตพระองค์นั้น ได้มาเป็นพระอานนท์
อำมาตย์บัณฑิต             ได้มาเป็นพระองค์เอง

ข้อคิดจากชาดก
๑ . การคลุกคลีใกล้ชิดกับคนพาลเป็นโทษอย่างยิ่ง ฉะนั้นไม่ว่ากาลไหนๆ ควรหลีกให้ห่างไกลจากคนพาล และไม่คบคนพาลโดยเด็ดขาด
สำหรับคำว่า คบ นั้น ได้แก่ การมีพฤติกรรมต่อไปนี้
๑ . มีการไปมาหาสู่กัน
๒ . หมั่นเข้าไปนั่งใกล้ ( ตีสนิท )
๓ . มีความจริงใจรักใคร่กันจริง
๔ . เลื่อมใสนับถือ
๕ . เป็นเพื่อนร่วมคิดเห็น
๖ . เป็นเพื่อนร่วมกินร่วมอยู่
๗ . ร่วมถ่ายทอดความประพฤติ
๒ . ลักษณะของคนพาล ได้แก่
๑ . ชอบคิดเรื่องชั่วต่ำเป็นปกติ
๒ . ชอบพูดชั่วต่ำเป็นปกติ
๓ . ชอบทำชั่วต่ำเป็นปกติ
๓ . โทษของการคบคนพาล มีโดยย่อดังนี้
๑ . ทำให้พลอยแปดเปื้อนเป็นมลทิน ทั้งจะติดความเป็นพาลและมีวินิจฉัยเสียตามไปด้วย
๒ . ทำให้ถูกติเตียน ถูกมองในแง่ร้าย และไม่ได้รับความไว้วางใจจากคนทั่วไป
๓ . ทำลายประโยชน์ของเรา ก่อให้เกิดความหายนะ การงานล้มเหลวเพราะคนพาลชอบก้าวก่ายงานของผู้อื่น
๔ . ภัยทั้งหลายจะไหลเข้ามาหาเรา เพราะคนพาลเป็นอัปมงคล อยู่ที่ไหนก็มีแต่เรื่องเดือดร้อน เราจึงพลอยได้รับความเดือนร้อนไปด้วย
๕ . ทำให้เราเอาตัวไม่รอด คุ้มตัวเองไม่ได้
๖ . มีอบายภูมิเป็นที่ไป

โบราณท่านว่า

ผ่านสุนัขให้ห่างศอก ผ่านวอก ( ลิง ) ให้ห่างวา
ผ่านพาลา ( คนพาล ) ให้ห่างร้อยโยชน์ พันโยชน์ หมื่นโยชน์

       แม้อำมาตย์บัณฑิตในอดีตกาลเมื่อพิจารณาเห็นโทษของการคบคนพาลว่ามีมากมายยิ่งนัก จึงอธิษฐานจิตว่า

ขอข้าพเจ้า อย่าพึงได้เห็น อย่าพึงได้ยินคนพาล แม้แต่คำว่า คนพาลอยู่ที่โน้น อย่าพึงอยู่ร่วมกับคนพาล อย่าพึงทำ และอย่าพึงพอใจการสนทนาปราศรัยกับคนพาลเป็นอันขาด

(ขอบคุณที่มาจาก  http://www.kalyanamitra.org/th/)

******