Cr.fwd.line
วันจันทร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2567
วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2567
ชีวิตหลังความตาย
ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่
.............................
#ถ้าเข้าถึงนิพพานสูงสุดจะหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด
#ซึ่งแนวทางการปฏิบัติพระพุทธเจ้าตรัสรู้สอนไว้ก็มีอยู่
#นิพพานมีอยู่
#ทางปฏิบัติที่จะไปสู่นิพพานก็มีอยู่
#ผู้ชี้ทางบอกทางคือพระพุทธเจ้าสั่งสอนไว้ก็มีอยู่
#ก็เหลือแต่ผู้ที่จะเดินทาง #ผู้ที่จะปฏิบัติตามคำสอนปฏิบัติตามแนวทาง
#ถ้าปฏิบัติตามคำสอนพระพุทธเจ้าก็จะถึงนิพพานพ้นทุกข์
อย่างพระพุทธเจ้าถึงแล้ว เสด็จไปดีแล้ว ถึงนิพพานแล้ว
พระอรหันต์ทั้งหลายถึงนิพพานไปจำนวนมาก พ้นหมดแล้ว พ้นทุกข์หมดแล้ว
หรือถ้าเป็นอริยบุคคลชั้นรองลงมาจากพระอรหันต์เรียกว่าพระอนาคามี
ก็จะไม่เกิดในมนุสสโลก ไม่เกิดในชั้นเทวดา
จะเกิดในพรหมโลก
เรียกว่าเป็นโอปปาติกะ
แล้วก็ปรินิพพาน คือเป็นพระอรหันต์ที่นั่น
ถ้าเป็นสกทาคามี อริยบุคคลชั้นรองลงมา
ก็มาเกิดอีกครั้งเดียวก็เป็นพระอรหันต์
ถ้ารองลงมา อริยบุคคลชั้นต้นเรียกว่าโสดาบัน
ก็จะเวียนว่ายตายเกิดโดยทั่วไปก็ไม่เกิน ๗ ชาติ
ก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์
แล้วก็ถึงแม้ว่ายังต้องเกิด ๗ ชาติ
ก็ไม่เกิดในนรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉานโดยเด็ดขาด
โสดาบันเกิดก็เกิดในมนุษย์ เทวดา
ปิดประตูอบายภูมิได้สนิท
เห็นไหมชีวิตที่จะต้องเวียนว่ายตายเกิดแบบนับไม่ถ้วนเหลือแค่ ๗ ชาติ
อริยบุคคลชั้นที่ ๑ โสดาบัน ได้เข้าไปถึงกระแสนิพพาน
แต่ว่ากิเลสยังตัดไม่หมดเกลี้ยง ยังมีเหลืออยู่
การเข้าถึงอย่างนี้ต้องปฏิบัติตามคำสอนพระพุทธเจ้าที่พระองค์สอนไว้บอกไว้
คือต้องเจริญสติปัฏฐาน ๔ เจริญวิปัสสนากรรมฐาน เจริญอริยมรรคมีองค์ ๘
ถ้าใครได้เจริญพากเพียรปฏิบัติก็จะมีโอกาสบรรลุธรรม
#ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายเป็นผู้หญิง
#เป็นพระเป็นฆราวาส
#เป็นเด็กเป็นผู้ใหญ่
#ก็มีสิทธิที่จะเข้าถึงได้ถ้ามีความพากเพียรปฏิบัติ
๗ ขวบก็เป็นอริยบุคคลได้ เป็นพระอรหันต์ได้
ในสมัยพุทธกาลก็มีหลายท่าน
เป็นสามเณรอายุ ๗ ขวบ เป็นพระอรหันต์แล้ว
บวชอายุ ๗ ขวบ บางคนแค่โกนหัวเป็นพระอรหันต์
นางวิสาขาเป็นมหาอุบาสิกาที่เราได้ยินชื่อเสียง
ที่บำรุงอุปัฏฐากพุทธศาสนาไว้อย่างมาก
สละทรัพย์สร้างวัดบุพพาราม
เป็นอริยบุคคลโสดาบันตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีที่เราเคยได้ยินชื่อก็เป็นโสดาบัน
พระเจ้าพิมพิสารเป็นพระราชา เป็นโสดาบันเหมือนกัน
พระเจ้าสุทโธทนะ พระราชบิดาของพระพุทธเจ้าก็เป็นอริยบุคคล
ก่อนจะปรินิพพาน กำลังอาพาธประชวรหนัก
พระพุทธเจ้าก็เสด็จไปเยี่ยม แล้วก็ไปแสดงธรรมโปรด
ก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ แล้วก็สวรรคต
หรือว่าไปโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
พระมารดาไปเกิดเป็นเทวดาหรือเป็นเทพบุตรอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต
ฟังธรรมแล้วก็บรรลุเป็นอริยบุคคล
เทวดาก็บรรลุเป็นอริยบุคคลได้
#ถ้าเราปฏิบัติตามคำสอนพุทธศาสนาก็เหมือนว่าเราได้ตัดกรรมได้
#กรรมที่จะนำไปสู่นรกเปรตอสุรกายสัตว์เดรัจฉานเป็นอันว่าตัดขาด
#ถ้าบรรลุแค่โสดาปัตติมรรคเกิดขึ้นมา
#ตัดกรรมที่จะนำไปเกิดในอบายภูมิได้ขาดเลย
#กรรมที่จะต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกนับไม่ถ้วนเหลือแค่๗ชาติ
#ถ้าบรรลุถึงอรหัตตมรรคเมื่อไรก็เป็นอันว่าตัดหมด
#ตัดกิเลสตัดภพชาติทั้งหลาย
#ยังมีชีวิตอยู่ก็เพียงเสวยวิบากเก่า
ตอนมีชีวิตอยู่ยังต้องเสวย
อย่างพระองคุลิมาลที่เป็นมหาโจรฆ่าคนเป็นพัน
ถ้าไม่ได้พบพระพุทธเจ้า ต้องไปตกนรกหนักเลย ฆ่าคนเป็นพัน
พอบรรลุเป็นอริยบุคคลก็ปิดประตูอบายได้หมด
โดยสุดท้ายท่านบรรลุเป็นพระอรหันต์
ท่านก็เสวยผลกรรมเฉพาะยังมีชีวิตอยู่
ไปบิณฑบาตเดี๋ยวโดนเขวี้ยง
เขาไม่ได้ตั้งใจก็โดน
คือบางทีเขาขว้างอะไรไปเขาก็ไม่ได้ตั้งใจ
ก็มาลงที่ศีรษะของท่านเลือดอาบมาเรื่อย
ไปบิณฑบาต จีวงจีวรขาด เลือดอาบมา
พระพุทธเจ้าก็ปลอบใจว่า เธอต้องอดทน
เพราะว่าเธอทำบาปกรรมไว้
แต่ว่าใช้กรรมตอนนี้ เธอไม่ต้องไปใช้ในนรกอีก
ที่สุดท่านสำเร็จเป็นพระอรหันต์
พอท่านปรินิพพานก็เป็นอันว่าดับรอบ
ไม่มีขันธ์ ๕ ไปอุบัติบังเกิด
ก็ไม่ต้องไปเกิดแก่เจ็บตายอีก
ชีวิตหลังความตาย (ธรรมสุปฏิปันโน ๘)
.............................
ธัมโมวาท โดยหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา
Cr.https://www.facebook.com/share/A4z7HiL69bdbx3EB/?mibextid=oFDknk
วันเสาร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2567
วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2567
โภชเนมัตตัญญุตา
การศึกษาเริ่มต้น
เมื่อคนเริ่มรู้จักดำเนินชีวิตด้วยปัญญา
ลักษณะของคนมีการศึกษา คือ
เป็นผู้ดำเนินชีวิตด้วยปัญญา
เพราะฉะนั้นการดำเนินชีวิตด้วยปัญญาจึงเป็นเครื่องแสดงว่าคนผู้นั้นเริ่มมีการศึกษา
ถ้าใครไม่ดำเนินชีวิตด้วยปัญญาก็แสดงว่ายังไม่มีการศึกษา
การดำเนินชีวิตด้วยปัญญา
ต้องเริ่มฝึกกันตั้งแต่ในชีวิตประจำวัน เช่น การกิน การนอน การเล่น เป็นต้น
พูดสั้นๆ ว่า ให้ฝึกการดำเนินชีวิตด้วยปัญญาเริ่มตั้งแต่การกินอยู่ประจำวัน
จะกินอาหารก็รู้จักกินด้วยปัญญา ถ้ามนุษย์รู้จักบริโภคปัจจัย 4
เริ่มแต่กินอาหารด้วยปัญญา การศึกษาก็เริ่มต้น
คือกินด้วยความรู้เข้าใจในวัตถุประสงค์ของการกินว่ากินเพื่ออะไร
ไม่ใช่กินแบบขาดสติหลงเพลินเรื่อยๆ เปื่อยๆ ไปตามรสอร่อย
แต่มีความตระหนักรู้ว่ากินเพื่อบำรุงร่างกายให้เจริญเติบโต
กินเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง หรือกินเพื่อคุณภาพชีวิต
เมื่อกินด้วยความรู้เข้าใจมีปัญญาแล้ว
ความรู้หรือปัญญานั้นก็จะมาจำกัดขอบเขตของการกินให้พอดี ทั้งในแง่ปริมาณของอาหาร
และประเภทของอาหาร เพื่อให้การกินเกิดประโยชน์แก่ชีวิตมากที่สุด
นี้คือศีลที่เรียกว่า “โภชเนมัตตัญญุตา” แปลว่า ความรู้จักประมาณในการบริโภค คือรู้จักกินให้พอดี
การกินพอดี ซึ่งเป็นการกินด้วยปัญญา จะพ่วงมาด้วยด้วยท่าทีแห่งการมองอาหารในความหมายว่าเป็นปัจจัย การมองอาหาร มองสิ่งของเครื่องใช้ มองวัตถุ มองเทคโนโลยี มองเงินทอง และมองเศรษฐกิจเป็น ปัจจัย คือเป็นเครื่องเกื้อหนุนชีวิตที่ดีงาม ไม่ใช่มองเป็นจุดหมาย จะมีผลสืบเนื่องในเชิงสร้างสรรค์อีกหลายอย่างกว้างไกล อย่างน้อยก็จะเป็นการบริโภคที่มีความมั่นใจด้วยปัญญา คนที่บริโภคด้วยปัญญารู้ว่าตนทำถูกต้องตรงตามความจริงแล้วจึงมีความมั่นใจด้วยปัญญา และจะไม่หวั่นไหวต่อค่านิยมโก๋เก๋ ใครจะชอบไปกินอาหารปรุงแต่งอย่างไรก็รู้ทัน ไม่สนใจ เพราะตนเองมั่นคงด้วยปัญญา นี้คือการศึกษาได้เริ่มต้นแล้ว และเป็นสิ่งที่สังคมไทยต้องการ
ปัจจุบัน
การกินอาหาร และการเสพบริโภคเทคโนโลยีต่างๆ ได้หวั่นไหวไปตามค่านิยม
ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง
ถูกเขาใช้เป็นเครื่องมือล่อเหยื่อหาผลประโยชน์กันได้เต็มที่
เพราะเป็นการบริโภคอย่างขาดปัญญา
*****
Cr.https://www.watnyanaves.net/en/book-reading/207/19
วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2567
Freedom
"Look into yourself and recognize the suffering in yourself. If you recognize, embrace, and transform your suffering and difficulties, then you are loving yourself. Based on that experience, you will succeed in helping another person to do the same, bringing a feeling of joy and happiness.
Letting go gives us freedom, and freedom is the only condition for happiness. The amount of happiness that you have depends on the amount of freedom you have in your heart."
- Thich Nhat Hanh
****
Cr.https://www.facebook.com/share/p/szLNcAjFf4KZgMtA/?mibextid=oFDknk




