วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2565

สี่วันในเสียมราฐ(๒)


...วันที่สองเรามีแผนการเดินทางคือ เช้ามืดไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่นครวัด  แต่ยังไม่เข้าไปข้างในเราจะกลับมาชมนครวัดอีกครั้งในตอนบ่ายจนถึงค่ำ จากชมแสงแรกของวันนี้ที่นครวัด เราจะไปชมปราสาทบันทายศรี "ปราสาทสีชมพู" (Prasat Banteay Srei) สร้างในรัชสมัยของพระเจ้าราเชนวรมันที่ 2 (พ.ศ.1315 - 1511) ปราสาทแห่งนี้น่าจะมีอายุราว 1,000 ปี สร้างจากหินทรายว่ากันว่าเป็นปราสาทหินทรายสีชมพูแห่งเดียวในกัมพูชา  แต่น่าประหลาดใจมากว่าลวดลายต่างๆยังคงงดงามน่าชมมาก...


รุ่งอรุณที่นครวัด

     การไปชมแสงแรกที่นครวัดต้องออกแต่เช้ามืดที่สำคัญคือ"ไฟฉาย" เพื่อส่องให้เห็นทางเดินเข้าที่จุดชมวิว  โดยทั่วไปในพื้นที่ไม่มีไฟฟ้าและไม่อนุญาติให้เข้าชมในเวลากลางคืน โบราณสถานปราสาทต่างๆไม่มีการติดตั้งไฟฟ้าเลย เนื่องจากชาวเสียมราฐไม่ให้มีการติดตั้งไฟฟ้าในพื้นที่โบราณสถานต่างๆ เพราะเชื่อว่า จิตวิญญาณในโบราณสถานเหล่านี้ต้องการความสงบเงียบในเวลากลางคืน และทางวิทยาศาสตร์ก็มีการกล่าวกันว่าแสงไฟฟ้าในตอนกลางคืนที่ส่องสว่างไปในโบราณสถานจะเป็นตัวทำลายโบราณนั้นด้วย...


     นครวัดจะเปิดให้เข้าชมได้ตั้งแต่เวลา 0530 - 1730  ....หลังจากเห็นแสงแรกรุ่งอรุณที่นครวัดแล้ว เราจะเข้าไปทานอาหารเช้าที่ร้านอาหารในนครธมเนื่องจากเป็นทางผ่านที่เราจะต้องเดินทางไปชมปราสาทสีชมพูซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองเสียมราฐขึ้นไปทางทิศเหนืออีกประมาณ 37 กม.


ร้านอาหารในนครธม


ร้าน No.36 - 37



Chet คนขับรถแท๊กซี่/ไกด์ 





มื้อเช้านี้ต้องหนักหน่อยเพราะเดินทางไกลกว่าจะกลับมาตอนบ่าย
เราใช้บริการที่ร้าน No 36 - 37
ถ้าไม่ต้องการให้ใส่ผงชูรส เราต้องย้ำกับเขานะครับว่า...
"โน อายิโน๊ะโม๊ะโต๊ะ"!!!!!

      เราแวะไปทานอาหารเช้ากันก่อนที่จะเดินทางไปชมปราสาทบันทายศรี  ร้านอาหารนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่นครธมจะเป็นแหล่งขายของที่ระลึก ห้องน้ำ และร้านอาหาร จะก่อสร้างเป็นเพิงชั่วคราว ยกเว้นห้องน้ำเป็นอาคารถาวร....ร้านอาหารดูข้างนอกคล้ายๆกับร้านอาหารที่ตั้งตามริมทางบ้านเรา  แต่ที่นี่อาหารนั้นส่วนใหญ่บริการนักท่องเที่ยว ข้าวผัดข้างบนนี้ ราคา 7 US ดอลล่าร์ มะพร้าวอ่อน 1 US ดอลล่าร์  ลูกใหญ่มากน้ำเยอะ แต่สู้มะพร้าวน้ำหอมบ้านเราไม่ได้...มะพร้าวน้ำหอมที่กัมพูชายังไม่มี Chet บอกว่าคนกัมพูชาอยากได้มะพร้าวน้ำหอมไปปลูก  แต่ว่านำพันธ์ออกไปปลูกที่กัมพูชาไม่ได้เพราะเป็นพันธ์ไม้หวงห้ามของไทย....คิดว่าคงจะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งขยายพันธุ์จากที่นำออกไปได้บ้างทีละลูกสองลูก....สำหรับ Chet วันนี้มาทำหน้าที่ขับรถอย่างเดียว ปกติถ้าทำหน้าที่ไกด์ภาษาสเปน เขาจะได้รับค่าแรงวันละ 70 ภาษาอังกฤษ 40 US ดอลล่าร์ ปกติเขารับงานเป็นไกด์ภาษาสเปน...แต่ถึงแม้ว่าวันนี้จะทำหน้าที่ขับรถแต่เขาก็บริการเราอย่างดี เขาพูดภาษาอังกฤษได้ดี และพูดไทยได้บ้าง...ถ้าติดขัดเขาจะเปิดมือถือทันทีเพื่อแปลภาษา สมัยนี้ง่ายไปหมด 
        หลังจากทานอาหารเช้าเรียบร้อยเราออกเดินทางไปชมปราสาทบันทายศรี ที่รู้จักกันดีในชื่อ "ปราสาทสีชมพู"....
 

บริเวณทางเข้าที่นี้จะมีทางเข้าและทางออกคนจะทางกัน 
แวะเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยก่อน
และดูเส้นทางเดินภายในปราสาท คำแนะนำ/ข้อห้ามในการเข้าชม


สถานที่แห่งนี้ได้รับการจัดตั้งเป็นมรดกโลกในปี พ.ศ.2535(1992)


ตรวจตั๋วกันก่อนเข้าชม..ต้องไม่ลืมพกตั๋วเข้าชมอันนี้สำคัญมาก
เขาจะดูตั๋วว่าเราเป็นเจ้าของตั๋วตรงตามรูปถ่ายในตั๋วหรือไม่






















...มาเสียมราฐ ต้องมาชมความงดงามของ"ปราสาทสีชมพู"

....เป็นปราสาทขนาดเล็กในศาสนาฮินดู "ปราสาทสีชมพู" (Prasat Banteay Srei) สร้างในรัชสมัยของพระเจ้าราเชนวรมันที่ 2 (พ.ศ.1315 - 1511) ปราสาทแห่งนี้น่าจะมีอายุราว 1,000 ปี สร้างจากหินทรายว่ากันว่าเป็นปราสาทหินทรายสีชมพูแห่งเดียวในกัมพูชา  แต่น่าประหลาดใจมากว่าลวดลายต่างๆยังคงงดงามน่าชมมาก...


ที่นี่จัดระบบการเข้าชมทางเข้า-ออกคนละทางกัน พอเดินชมทั่วแล้วเราก็เดินตามทางออกมาด้านหลังก็จะได้ยินเสียงดนตรีบรรเลงโดยผู้ได้รับผลกระทบจากสงครามร่างกายพิการ รวมตัวกันมาบรรเลงเพลงก็เหมือนกับดนตรีไทยบ้านเรา..
ได้ยินเสียงเพลงลอยกระทงเลยละ...
ก็ช่วยเหลือแบ่งปันกันไปครับ..ตามที่เราจะแบ่งปันกันได้..
ใช้แบงค์ดอลล่าร์ แบงค์บาทไทยฯลฯ
ผมเห็นมีแบงค์วางอยู่หลายสกุลเงินจากนักท่องเที่ยว...






เดินตามทางออกเพื่อกลับมาที่จอดรถก็จะมีจุดชมวิว เป็นหนองน้ำใหญ่ ทุ่งนา
ศูนย์บริการข้อมูลความเป็นมาของปราสาท ร้านอาหาร ห้องน้ำ ของที่ระลึก



ก็เป็นอันว่าจบการชมปราสาทสีชมพู...
สถานที่นักท่องเที่ยวถ้ามาที่นครวัด นครธมต้องไม่พลาดจุดนี้..
ระหว่างเดินทางกลับไปชมนครวัดในภาคบ่าย..
....เรายังคงมีเวลาแวะพักชม พิพิธภัณฑ์ทุ่นระเบิด
ดำเนินงานโดยเอกชนผู้ที่เคยวางทุ่นระเบิดในสงคราม..
เห็นความทุกข์ทรมานจากผลของทุ่นระเบิด
จึงมาจัดตั้งพิพิธภัณฑ์พร้อมทั้งประสานงานหาทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ที่บาดเจ็บ...
ขณะนี้การเก็บกู้ก็ยังคงดำเนินการอยู่ โดยเฉพาะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา















ชายผู้นี้คือผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ฯหาทุนช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิด
(ในอดีตเคยเป็นทหารและทำหน้าในการวางทุ่นระเบิด)
ขณะนี้(ธ.ค.2565)เขายังคงทำงานเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา












พิพิธภัณฑ์ฯ นี้เสียค่าเข้าชมคนละ 5 US ดอลล่าร์
ได้เวลากลับไปชมนครวัดกันแแล้วครับ...

ขอบคุณที่เข้ามาชมครับ...


**********

























 

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2565

สี่วันในเสียมราฐ

 


    ....ปีนี้เราจะไปฉลอง"วันพ่อ"(คลิก)ที่เสียมราฐ กันนะพ่อ...!!อาจารย์ป้อมบอก..พร้อมกับได้เตรียมการทกอย่างให้พร้อมตั้งแต่วันออกเดินทางจนกระทั่งวันเดินทางกลับ..."สี่วันในเสียมราฐ"
         
       **************
        ตอนเป็นเด็กนักเรียนหลายสิบปีมาแล้วก็รู้จักในตำราเรียนว่า เสียมราฐ ศรีโสภณ พระตะบอง เป็นดินแดนของไทยเรามีนครวัด นครธม เป็นสิ่งมหัศรรย์ของโลก..มาหลังๆ ไม่กี่ปีมานี้เราจะคุ้นกับชื่อเสียมเรียบ อังกอร์วัด อังกอร์ธม....พอจะไปชมของจริงเลยต้องค้นดูความเป็นมาอย่างคร่าวๆ เพื่อจะไปชมปราสาทได้ทราบซึ้งขึ้นอีกหน่อย....
        ในราวปี พ.ศ.1683 พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 กษัตริย์แห่งอาณาจักรขอม ทรงมีบัญชาให้สร้างปราสาทนครวัด เพื่อเป็นศาสนสถานประจำพระนครถวายแด่พระวิษณุ และเป็นที่ฝังพระศพของพระองค์เอง กล่าวกันว่าการก่อสร้างนั้น ใช้เวลาประมาณ 40 ปี (ดูเมือนว่ายังสร้างไม่เสร็จด้วย..??!!) ใช้หินทั้งหมดรวม 600,000 ลูกบาศก์เมตร ใช้ช้างลากหิน 5,000 เชือก และแรงงานในการก่อสร้างนับล้านคน ....ถ้าจะเทียบช่วงเวลากับอาณาจักรของไทยก็คงใกล้เคียงอาณาจักรสุโขทัย ราว พ.ศ. 1781 – 2006  ซึ่งนครวัดก็สร้างก่อนสุโขทัยเราราวๆ 90 - 100 ปี   สำหรับนครธมนั้น พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1724-1762) เป็นผู้สร้าง  สร้างหลังนครวัดราว 40 ปี อาณาจักรขอมหรืออาณาจักรพระนครนี้มีมายาวนาน ตั้งแต่ราว พ.ศ.1333 - 1974 อายุราว 641 ปี...(สำหรับอาณาจักรอยุธยาเราเริ่ม ราว พ.ศ.1893 - 2310 ) ...ต่อไปก็เริ่มเดินทางกันได้แล้วครับ...
          วันแรกเราเดินทางด้วยเครื่องบินจากดอนเมือง ถึงเสียมเรียบ(เสียมราฐ) ตอนบ่าย ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง เนื่องจากเรามีเวลาน้อยเลยวางแผนชมเฉพาะที่เป็นจุดเด่นเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวโดยทั่วไป ...การเที่ยวชมปราสาทต้องซื้อตั๋วเป็นตั๋วรวม สามารถเข้าชมปราสาทในเสียมเรียบได้ทุกแห่ง มีขนาดตั๋ว 1 วัน 3 วัน 5 วัน  เราค่อนข้างโชคดีเนื่องจากช่วงนี้ทางเขมรกำลังโปรโมทการท่องเที่ยว ซื้อตั๋วประเภท 1 วัน เที่ยวได้ 3 วัน เท่าที่ทราบมาโปรโมชั่นนี้มีจนถึงสิ้นปีนี้เท่านั้น(ตามคำบอกเล่าของ"Chet"ผู้นำทางของเรา)..ตั๋วนี้สำคัญมากนะครับจะมีรูปถ่ายเราติดอยู่ต้องพกติดตัวตลอดเวลาที่เดินทางชมปราสาทต่างๆ...



...เราไปซื้อตั๋วล่วงหน้าเพื่อจะเริ่มเข้าชมพรุ่งนี้ได้ตั๋วพร้อมแผนที่มาเรียบร้อย จุดแรกที่จะได้ชมคือ พระอาทิตทิตย์ตกดินที่ปราสาทพนมบาแค็ง เนื่องจากเป็นเวลา 1700 แล้ว ไม่มีการตรวจตั๋วเราเลยได้กำไรไปหนึ่งวัน ..ช่วงเวลานี้เริ่มค่ำแล้วบริเวณปราสาททุกปราสาทไม่มีไฟฟ้าเปิดให้แสงสว่าง  นักท่องเที่ยวจะชมได้เฉพาะเวลากลางวันจนถึงเวลา 1730 เท่านั้น ยกเว้นปราสาทบาแค็งนี้ให้ถึงเวลา 1830 เพื่อให้ชมพระอาทิตย์ตกดิน ขากลับเดินลงมาจะมืดไม่เห็นทางเลย...ต้องเตรียมไฟฉายไปด้วยนะครับ



   ปราสาทบาแค็งนี้มีอายุเก่าแก่กว่านครวัด สร้างโดยพระเจ้ายโสวรมันที่ 1 (พ.ศ.1432 -1453) ตั้งอยู่บนเนินเขาระยะทางเดินขึ้นประมาณ 800 เมตร พอถึงที่ลานที่ตั้งปราสาทแล้วต้องขึ้นบันไดไม้สูงประมาณ 5 เมตร ค่อนข้างชันพอสมควร กลับลงมาก็มืดค่ำพอดี..สำหรับผมได้ขออาศัยมอเตอร์ไซค์เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่ที่นั่นเนื่องจากเดินขึ้นไม่ไหว...โดยปกติที่นี่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเดินขึ้นไปเท่านั้น...หมดไปหนึ่งวัน....พรุ่งนี้จะต้องตื่นแต่เช้ามืดเพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้นที่นครวัด..





สนามบินเสียมเรียบ
ราวๆ กลางปี 2566 เสียมราฐจะมีสนามบินนานาชาติแห่งใหม่สร้างโดยประเทศจีน
ห่างจากตัวเมืองราว 40 กม."Chet"ผู้นำทาง(taxi)เล่าให้ฟัง..และบอกว่าคงจะทำให้
ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้น...
********
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านครับ...