วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2564

เมื่อเดินตามมรรค

 


เมื่อเดินตามมรรค


Cr.https://www.facebook.com/duenjitpage/posts/1788635504630995




ร่วมจิต ร่วมคิด ร่วมทำ นรจ.๐๙

 

รร.ชุมพลทหารเรือ เกล็ดแก้ว สัตหีบชลบุรี พ.ศ.๒๕๐๙


ร่วมจิต ร่วมคิด ร่วมทำ ในรอบปีที่ผ่านมา 


เหลือไว้ในความทรงจำ....








วันศุกร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2564

กายกับใจ

 


พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่า กาย กับ ใจ ของเรานี้เป็นคนละเรื่อง
และคุณค่าก็ผิดกัน
กายเป็นของช้าและเป็นของหนัก  
ใจเป็นสภาพที่เบาและเร็วมาก  
ตัวอย่างเช่น ถ้าเรานึกอยากจะไปกรุงเทพฯ
เวลานี้ใจมันก็แล่นปราดไปถึงกรุงเทพฯ ทันที
วันหนึ่งๆ ก็ไปได้ไม่รู้กี่หน
แต่ส่วนเจ้ากายนี่สิ เราอยากไปมันก็ไม่ไปถึงสักที
ยิ่งคนแก่ๆ เฒ่าๆ ด้วยแล้ว กว่าจะก้าวขาไปได้แต่ละก้าวก็แทบแย่
ความเร็วความช้าของใจและกายมันผิดกันอย่างนี้
ฉะนั้น จึงว่าใจเป็นสิ่งที่เร็วมากยิ่งกว่าอะไรในโลก
และเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในร่างกาย
ซึ่งเราจะต้องพากันเรียนให้รู้จักมันให้ดี
มิฉะนั้นเราก็จะไม่สามารถประสบกับความสุขได้
...........
พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า
"จิตใจของคนเรานั้น ถ้ามันตกไปในเรื่องดี มันก็สบายเป็นสุข
ถ้าตกไปในเรื่องชั่วมันก็ไม่สบายเป็นทุกข์"
.............
ฉะนั้น ท่านจึงสอนให้เอาไปนึกคิดแต่สิ่งที่ดีๆ 
ครูบาอาจารย์ท่านสอน เช่น นึก พุทโธๆ 
ดวงจิตจะได้สบาย เบิกบานไม่ทุกข์ 
,,,,,,,,,,,,,,
จากหนังสือ ท่านพ่อลี สอนศิษย์
ธรรมบรรณาการในงานบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
(ท่านพ่อลี ธมฺมธโร)
ครบมรณภาพปีที่ ๕๕


วันพฤหัสบดีที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2564

สมถะ วิปัสสนา วิมุติ

 


...คนเรามีขา ๒ ขาก็จริง แต่เราต้องเดินทีละขา  ถ้าใครเดินทีเดียว ๒ ขาก็ก้าวไปไม่รอด หรือจะเดินแต่ขาเดียวก็ไปไม่ได้ เมื่อขาขวาหยุด ขาซ้ายก็ต้องก้าว เมื่อขาซ้ายหยุด ขาขวาก็ต้องก้าว ต้องหยุดขาหนึ่งก้าวขาหนึ่ง จึงจะมีกำลัง เพราะกำลังอยู่ที่ขาข้างที่หยุด ขาที่ก้าวไปนั้นไม่มีกำลังดอก ต้องหยุดเสียข้างหนึ่งแล้วก้าวไปข้างหนึ่ง จึงจะช่วยประคับประคองกันได้ มิฉะนั้นก็ไม่มีหลัก ต้องล้มกลิ้ง ไม่เชื่อใครลองเดินพร้อมๆ กันทีละ ๒ ขาดูบ้างซิ ว่าจะไปได้ตลอดไหม ฉันใด สมถะ วิปัสสนา ก็ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน ดำเนินปฏิบัติเช่นเดียวกัน ต้องทำใจหยุดให้เป็น สมถะ เสียก่อน แล้วจึงก้าวไปพิจารณาเป็น วิปัสสนา อารมณ์ก็เกิดเป็นปัญญาปล่อยอารมณ์นั้นได้ก็เป็น วิมุติ การหยุดเหตุให้ได้กำลังเกิด วิชา เกิดปัญญา (อัปปนาจิต) รู้ได้ทั้งโลกและธรรมเป็นตัวอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ก็เข้าสู่โลกุตรธรรม
...ทำใจให้มันแคบเข้า หดเข้า สั้นเข้า จนเป็นจุดเล็กกลมกลืนอยู่ในเอกัคคตารมณ์
อย่าทำใจให้มันยื่นยาวออกไปหาสัญญาอารมณ์ภายนอก เพราะของอะไรที่มันยาวๆนั้น มันจับกันได้ง่าย ถ้าสั้นหรือกลมแล้ว มันก็จับยาก จับไม่ใคร่ติด เหมือนลูกฟุตบอลนี้นมีลักษณะกลมเราจึงจับยาก
     ฉันใดใจของเรานั้นถ้ามันสั้น แคบเข้า หดเข้า จนเกลี้ยงกลมเหลือนิดเดียวแล้ว กิเลสมันจะมาเกาะก็จับไม่ติด ต้องล่วงหลุดไปหมด   
**********
จากหนังสือ ท่านพ่อลี สอนศิษย์