โปรดสละเวลา 2 นาทีอ่านข้อมูลนี้:
1. สมมุติว่าเป็นเวลา 19.25 น. คุณกำลังกลับบ้านตามลำพังคนเดียวหลังจากทำงานหนักเป็นพิเศษมาแล้วทั้งวัน
2. คุณอ่อนล้า อารมณ์ก็ไม่ดี
3. คุณรู้สึกปวดอย่างรุนแรงขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน เริ่มที่น่าอก ลามลงไปที่แขน แล้วย้อนกลับขึ้นไปที่ขากรรไกร
คุณอยู่ห่างจากโรงพยาบาลใกล้บ้านที่สุดประมาณ 5 ก.ม.
4. โชคร้ายที่คุณไม่รู้ว่าจะไปถึงหรือไม่
5. คุณผ่านการฝึกให้เป็นนักปั้มหัวใจกู้ชีพ (CPR) แต่ครูไม่ได้สอนวิธีทำกับตัวเอง
6. คุณจะเอาชีวิตรอดได้อย่างไรถ้าอยู่คนเดียว เนื่องจากมีคนจำนวนมากที่เผชิญภาวะหัวใจล้มเหลวขณะที่อยู่ตามลำพังโดยไม่มีคนช่วย คนที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะและเริ่มรู้สึกจะเป็นลมมีเวลาเพียง 10 วินาทีเท่านั้นก่อนที่จะหมดสติ
7. อย่างไรก็ตาม ผู้ตกเป็นเหยื่ออาการดังกล่าวสามารถช่วยตัวเองได้โดยไอแรงๆและถี่ๆ ก่อนไอให้หายใจเข้ายาวๆ ลึกๆ แบบเดียวกับเวลาจะขากเสมหะหรือเสลด การหายใจเข้าแรงๆ สลับขากเสมหะต้องทำอย่างต่อเนื่องทุกสองวินาทีจนกว่าจะมีคนมาช่วยหรือเมื่อรู้สึกว่าหัวใจเต้นเป็นปกติ
8. การหายใจเข้าแรงและลึกทำให้อ็อกซิเจนเข้าไปในปอด อาการไอบีบหัวใจและช่วยกระตุ้นระบบหมุนเวียนของโลหิต การนวดห้วใจช่วยให้จังหวะเต้นของหัวใจเป็นปกติเพื่อผู้ป่วยจะได้ไปถึงโรงพยาบาลทันท่วงที
9. โปรดบอกต่อให้ทราบทั่วกัน คุณอาจช่วยชีวิตพวกเขาได้
10. แพทย์โรคหัวใจบอกว่า ใครก็ตามที่ได้รับเมล์นี้ โปรดส่งต่อให้เพื่อน 10 คน รับรองได้ว่าคุณจะช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ได้อย่างน้อย 1 ชีวิต
11. แทนที่จะส่งเรื่องขำขัน... โปรดส่งข้อมูลนี้ซึ่งสามารถช่วยชีวิตคนได้
12. ถ้าข้อมูลนี้มาถึงคุณมากกว่า 1 ครั้ง โปรดอย่าเสียอารมณ์... คุณควรมีความสุขที่คุณมีเพื่อนผู้หวังดีที่คอยพร่ำเตือนคุณว่าต้องทำอย่างไรถ้าหัวใจเกิดล้มเหลว
เพื่อนๆช่วยกันหน่อยรู้แล้วก็ช่วยแชร์ต่อ เราสามารถช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ได้เป็นกุศล ตาแฉะขอร้อง !!!
******
Cr.Fwd line
วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2563
รักษาใจไว้
มีคนถามฉันว่า "ท่านไม่กังวลกับสถานการณ์โลกบ้างหรือ” ฉันตามลมหายใจแล้วจึงตอบว่า "สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่ายอมให้หัวใจของเธอเต็มไปด้วยความวิตกกังวลต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในโลก หากหัวใจของเธอเต็มไปด้วยความวิตกกังวล เธออาจจะป่วยและเธอจะไม่สามารถช่วยอะไรได้ "มีสงคราม - ทั้งใหญ่และเล็กในหลาย ๆ พื้นที่ และนั่นอาจเป็นเหตุให้เราสูญเสียสันติสุขในตัวเรา ความวิตกกังวลคือโรคภัยในยุคสมัยของเรา เรากังวลเกี่ยวกับตัวเรา ครอบครัว เพื่อน และงานของเรา และยังกังวลกับสถานการณ์โลก ถ้าเราปล่อยให้หัวใจของเราเต็มไปด้วยความกังวล ไม่ช้าก็เร็วเราก็จะป่วย
พระอาจารย์ติช นัท ฮันห์
Someone asked me, "Aren't you worried about the state of the world?" I allowed myself to breathe and then I said, "What is most important is not to allow your anxiety about what happens in the world to fill your heart. If your heart is filled with anxiety, you will get sick, and you will not be able to help." There are wars - big and small - in many places, and that can cause us to lose our peace. Anxiety is the illness of our age. We worry about ourselves, our family, our friends, our work, and the state of the world. If we allow worry to fill our hearts, sooner or later we will get sick.
- Thich Nhat Hanh
********
Cr.https://www.facebook.com/164494073612711/posts/2975107529218004/
วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2563
ปล่อยวาง..
ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่
...................................
แนวทางของการฝึกจิตในทางของวิปัสสนา
การฝึกจิตไม่ให้ยินดียินร้ายต่ออารมณ์
เจออารมณ์ดี มีความสุขความสงบก็วางเฉย
เจออารมณ์ร้าย มันเป็นทุกข์ มันเดือนร้อนก็วางเฉย แนวทางมันเป็นอย่างนั้น
แต่เป็นความวางเฉยที่ไม่ใช่เฉยเมย
ไม่ใช่เฉยแบบไม่รู้ไม่ชี้ เฉยแบบนั้นมันก็มีทั่วไป
.
คนบางคนสติฟั่นเฟือนมันก็เฉย
ไปไหนมันก็เฉยของมัน
ใครจะมาใครจะไปมันเฉย ไม่เดือดร้อนด้วย
อันนี้มันเฉยแบบโมหะ
แต่ว่าเฉยในทางวิปัสสนามันต้องเฉยอย่างผู้รู้
มันต้องมีความรู้ตื่นในความเฉย
.
คำว่าเฉยในที่นี้หมายถึงไม่ยินดียินร้ายต่ออารมณ์
แต่พิจารณาในธรรมได้อยู่ เข้าใจในธรรม
พิจารณาในธรรม สอดส่องพิจารณาในสภาวธรรม
มันมีการเปลี่ยนแปลง มันมีความแตกดับ
มันมีความหมดไป มันเป็นเหตุเป็นปัจจัย
อันนี้มันต้องมีการพิจารณา
.
ถ้าไม่พิจารณา เฉยแบบไม่รู้ไม่ชี้
หรืออย่างดีก็ได้แค่สมาธิ
ได้ความนิ่ง ได้ความเฉย ได้ความสงบ
แต่ไม่มีปัญญารู้แจ้ง
มันก็จะเป็นแค่สมถกรรมฐาน
ซึ่งมันยังไม่หลุดพ้นจากสังสารวัฏได้
สงบก็ชั่วระยะที่มีสมาธิ
พอเจออารมณ์กระทบกระทั่ง
กิเลสมันก็ฟูขึ้นมาได้อีก
.
เราจะต้องฝึกให้เข้าถึงปัญญา
รู้แจ้งแทงตลอดในสัจธรรม
เราจึงจะสงบจากกิเลส
ความสงบจากกิเลสคือใจไม่วุ่นวาย ใจไม่เศร้าหมอง
แม้จิตใจจะต้องรับรู้อารมณ์ต่างๆ
ต้องเห็น ต้องได้ยิน ต้องรู้กลิ่น
รู้รส รู้สัมผัส คิดนึก
แต่ว่าจิตไม่วุ่นวาย จิตไม่เศร้าหมอง
นี่เรียกว่าสงบเหมือนกัน สงบจากกิเลส
แต่ไม่สงบจากอารมณ์
เพราะยังรับอารมณ์ต่างๆ
.
แต่ถ้าสงบจากอารมณ์นั้นมันเป็นแนวของสมถะ
คือนิ่งอยู่ในอารมณ์เดียว ไม่รับรู้อะไรทั้งหมด
นิ่ง ดิ่งดับ อย่างนี้เรียกว่าสงบจากอารมณ์
สมถะก็จะเป็นอย่างนั้น
แต่วิปัสสนาไม่ใช่สงบจากอารมณ์
ต้องรับรู้อารมณ์ต่างๆ แต่ว่าสงบจากกิเลสได้
ไม่เร่าร้อนใจ อันนี้ถ้าเราฝึกเป็น
เราก็เอาไปใช้กับชีวิตจริง ชีวิตประจำวัน
โดยที่เราตาเห็นรูป หูฟังเสียง
ยืน เดิน นั่ง นอน ทำการงาน
เรามีสติรักษาจิตไม่ให้ยินดียินร้าย ใจเราก็สงบ
แต่ก็ยังทำงานได้อยู่ ยังคิดยังนึก
แต่ว่าสงบจากราคะ โทสะ โมหะได้
.
เพราะฉะนั้น ให้ไม่ประมาทในชีวิต
ไม่ประมาทในความเป็นหนุ่มเป็นสาว
ว่าเรายังหนุ่มยังสาวอยู่ เรายังไม่แก่ชรา
เรายังไม่ตายง่าย
เมื่อประมาท มันก็จะพลาดไปทำความชั่ว
ทำชั่วทางกาย ทำชั่วทางวาจา ทำชั่วทางใจ
ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ทุจริตฉ้อโกง
ล่วงละเมิดทางเพศ โกหกหลอกลวง
ส่อเสียด หยาบคาย เพ้อเจ้อ
พอประมาทแล้วมันจะพลาดไปทำชั่ว
...................................
ธัมโมวาท โดยพระวิปัสสนาจารย์
#ท่านเจ้าคุณ #พระภาวนาเขมคุณ
(หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี)
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา
................................
cr.https://www.facebook.com/545668525590453/posts/1526236644200298/
วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2563
เดินจิต
เดินจิตคืออะไร ?
คำว่าเดินจิต ก็คือการเจริญสติ
จนเข้าสู่สภาวธรรมต่างๆ
จนหลุดออกจากทุกข์ทั้งปวงได้
.
วิธีของการเดินจิตมาจากพระไตรปิฎก
ก็คือเป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสอน
.
ลักษณะที่พระพุทธองค์ทรงสอน
จะเป็นเรื่องของการเดินสภาวธรรมต่างๆ
.
อย่างที่เรารู้จักพระสูตรหลักๆ
เช่น #อานาปานสติ16ขั้น
ก็คือการเดินเข้าสู่สภาวธรรมต่างๆ 16 ระดับ
ที่เกิดขึ้นจนหลุดออกจากทุกข์ทั้งปวง
.
หรือแม้กระทั่งใน #สติปัฏฐานสูตร
ก็เป็นบรรยายสภาวธรรม
.
หรือแม้กระทั่ง #อริยมรรคมีองค์8
สัมมาสติระลึกรู้ที่ถูกต้อง เข้าสู่
สัมมาสมาธิความตั้งมั่นที่ถูกต้อง
.
สงัดจากกามและอกุศลธรรมเข้าถึงปฐมฌาน
สภาวะของปฐมฌานในพระพุทธศาสนา
ก็คือ #ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
.
ขณะที่เราทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อมได้
เราจะพบว่ากามและอกุศลธรรมไม่ก่อตัวขึ้น
เป็นสภาวะปกติ มีความตั้งมั่นที่ถูกต้องอยู่
.
และก็จะทรงตรัสต่อไปว่า
เมื่อวิตกวิจารระงับไป
เหลือแต่ปีติ สุข เอกัคคตา
เข้าถึงทุติยฌาน
เป็นฌานภายในที่ผ่องใส
มีธรรมอันเอกปรากฏขึ้น
.
นั่นคือ เมื่อเราทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อมได้ดี
จนเกิดความแผ่ซ่านทั่วทั้งตัว
ความแผ่ซ่านเป็นปีติที่เรียกว่าผรณาปีติ
เกิดจากความรู้สึกทั่วกาย
ปีติจะทำให้รู้สึกได้ทั่วกาย
.
ส่วนความสุขเบาสบายเกิดจากใจ
จะมีปีติแผ่ซ่านด้วย มีความสุขเบาสบายด้วย
และธรรมอันเอกคือความตื่นรู้จะเริ่มปรากฏขึ้น
ก็จะไล่สเตปไปอย่างนี้
.
จากนั้น เข้าถึงตติยฌาน
ก็ทรงตรัสไว้ว่า มีสุขด้วยนามกาย
เป็นฌานที่พระอริยเจ้าสรรเสริญว่า
เป็นผู้มีสติ สัมปชัญญะมีอุเบกขา
.
สภาวะของฌานที่สาม
เพียงแค่เราอยู่กับความรู้สึกตัวทั่วพร้อมไปเรื่อยๆ
พอสติมีความละเอียดพอ
จะเกิดความสุขเบาสบาย
แล้วก็จะโปร่งโล่งเบาสบายขึ้นเรื่อยๆ
ความคิดปรุงแต่งหายไป
ประดุจสมองหายไป
จะเหลือแต่ความสุขเบาสบายที่ประณีตขึ้นเรื่อยๆ
.
มีแต่ดื่มด่ำกับความสุขเบาสบาย
แล้วจะรู้สึกถึงนามกายที่มันใสโปร่งเบาอยู่ภายใน
นั่นคือสภาวะของฌานที่สาม
.
ซึ่งสภาวะตรงนี้สติ สัมปชัญญะจะมีกำลังที่สูงมาก
และถ้าเราสามารถเข้าถึงจิตในจิตระดับนี้ได้
เราจะเห็นการเกิดดับของจิตในทุกๆขณะจิตได้
.
สติระดับนี้มีความละเอียดพอ
ที่จะเห็นการเกิดดับของจิตในทุกๆขณะจิตได้
.
ธรรมดาจิตมีความเกิดดับที่รวดเร็วมาก
ไม่สามารถนับได้
แต่ถ้าเราพัฒนาสติได้มีความละเอียดพอ
เราสามารถรู้เท่าทันการทำงานในทุกๆขณะจิตได้
.
แล้วจะนำไปสู่เรื่องของจิตตานุปัสสนา
รู้การทำงานของจิต ทั้งจิตตนและจิตท่าน
.
แล้วจะนำไปสู่เรื่องของวิชชาญาณต่างๆ
เรื่องของรูปนามที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน
รูปนามใกล้ รูปนามไกล
รูปนามหยาบ รูปนามละเอียด
ก็สามารถรู้ได้...
อย่างที่ฝึก มีเด็กเล็กๆ อายุเพียงแค่ 10 ขวบ มาฝึกด้วย
ด้วยความที่เป็นเด็ก ใจใส ฝึกง่าย
ก็ฝึกเข้าถึงสภาวะโปร่ง เบาสบายตรงนี้ ได้ดี
สติมีความละเอียด
ฝึกไม่นานก็เข้าถึงสภาวะนี้ได้อย่างรวดเร็ว
เค้าสามารถเห็นการเกิดดับของจิต
ตรงนี้เป็นสิ่งที่เรียกว่า ธรรมารมณ์
มันจะผุดมาจากใต้ลิ้นปี่
ถ้าเราเคยเรียนมา ที่เรียกว่า อภิธรรม
ที่เรียกว่าจิตเกิดที่หทัยวัตถุ
จริงๆ มันเป็นกระแสธรรมารมณ์ ที่ผุดจากใต้ลิ้นปี่ขึ้นมา
ถ้าสภาวะเรา สติมีความโปร่ง โล่ง เบาสบายได้ดี
เราจะเห็นถึงกระแสตรงนี้ ที่มันผุดออกมาได้
มันจะเป็นกระแสพลังงานที่มันผุดขึ้นมาๆๆ ในทุกๆ ขณะจิตที่เกิดขึ้นมา
ความโลภ ความโกรธ ความหลง กิเลสต่างๆ ที่มันเกิดขึ้นมา จะผุดมาจากตรงนี้ทั้งสิ้น
ถ้าใครเริ่มปฏิบัติ เริ่มละเอียดขึ้น จะรู้สึกถึงกระแสการทำงานตรงนี้ได้
และตรงนี้มันสามารถในเรื่องของการเรียนรู้ ธาตุขันธ์ต่างๆ ได้ด้วย
อย่างที่สอนเด็กคนนี้ไป ก็คือ ให้เค้านำไปใช้ในการเรียน
เพราะว่า ฝึกมันสามารถดึงขันธ์ที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบันมาได้
เค้าก็นำไปใช้ในการสอบจริง
เวลาเค้าไปสอบจริง เค้าลืมข้อสอบ
เค้าลืมสูตร วิชาคณิตศาสตร์ที่เค้าเรียนมา
แล้วเค้าจำไม่ได้
เค้าก็อยู่ในระดับตรงนี้ เค้าสามารถเรียก ขันธ์ที่เป็นอดีต สัญญาความจำอันนั้นกลับมาใหม่ได้
ทำให้เค้าสอบได้
เพราะฉะนั้นการพัฒนาสติ เป็นประโยชน์เกื้อกูลกับชีวิตเราในทุกๆ เรื่องได้เลย
ตรงนี้ที่พระพุทธเจ้าตรัสถึง รูปนามใกล้ รูปนามไกล รูปนามหยาบ รูปนามละเอียด รูปนามอดีต รูปนามอนาคต รูปนามปัจจุบัน
มันสามารถเรียนรู้ได้ทั้งหมด
ผู้ที่พัฒนาสติเข้าถึงความละเอียดระดับนี้
นอกจากจะมีความสุขที่ประณีตมากๆ แล้ว
ก็จะมีขีดความสามารถพิเศษต่างๆ ในการรับรู้จิตตน
รับรู้จิตผู้อื่น
รับรู้กระแสพลังงานต่างๆ
มันจะเป็นสิ่งที่ดีไหม ถ้าเราสามารถรับรู้กระแสคนได้ว่า คนนี้เราควรยุ่ง หรือ ควรไม่ยุ่ง
อย่างบางทีเราดูหน้า เราไม่รู้ใจ ว่าเค้าคิดดี หรือคิดไม่ดีกับเรา
แต่กระแสมันจะฟ้องเลย
กระแสจิตมันจะเป็นคลื่นพลังงานที่ส่งออกมาก่อนเลย
เราจะรู้ได้เลยว่า คนนี้เราควรยุ่ง หรือ เราไม่ควรยุ่ง
หรือ เราควรให้ความไว้วางใจอย่างไรบ้าง
เพราะฉะนั้น สติ มันเป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง แล้วมันทำให้เราไปพัฒนาชีวิตเราได้เยอะมากในทุกๆเรื่อง
สติระดับนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่เกินวิสัย
เพียงแค่โยมทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อมไปเรื่อยๆ
จะสามารถเข้าถึงสภาวะโปร่ง เบาสบายได้ในเวลาไม่นาน
โดย พระมหาวรพรต กิตฺติวโร
พระวิปัสสนาจารย์
******
Cr.Fwd.line
วันเสาร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563
สัจจะธรรม
Cr.Fwd line
*****
🌹ถ้าไม่อ่านข้อความนี้นับว่าพลาดอย่างแรง🌹เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องเล่าต่อ..ที่ฟังดูแล้วมีความเป็นเหตุ..เป็นผลแห่งพุทธ..อย่างแท้จริง..เรื่องมีอยู่ว่า
..สมัยพุทธกาล
มีคนถามพระพุทธองค์ว่า ปฏิบัติธรรมแล้ว สุดท้ายเราจะได้อะไร
พระพุทธองค์ตอบว่า"ไม่ได้อะไรเลย"
เขาจึงถามต่อไปว่า... ถ้าเช่นนั้นท่านจะปฏิบัติไปเพื่ออะไร
พระพุทธองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์ตรัสว่า ตถาคตสามารถบอกเธอถึงสิ่งที่หายไป นั้นก็คือ
ความโกรธได้หายไป
ความหม่นหมองวิตกกังวลหายไป
ความเศร้าท้อแท้หายไป
ความกังวลไม่สบายใจหายไป
ความเห็นแก่ตัว โลภะ โทสะ โมหะพิษร้ายทั้งสามก็หายไป
อวิชาคือความไม่รู้ที่ปิดกั้น ปุถุชนทั้งหลายก็ได้สูญสิ้นไป
พูดเหมือนง่าย... แต่เหตุผลนั้นมันลึกซึ้ง...
คนทั้งหลายที่มาสู่โลกนี้ มีเพียงสองเรื่องคือเกิดกับตาย
เรื่องแรกทำสำเร็จไปแล้ว ส่วนอีกเรื่องนั้นเราจะทุกข์ร้อนไปทำไม...
มีวาสนาก็มา ... ไม่มีวาสนาก็ไป... สิ่งใดที่สมควรแก่เหตุก็มาเอง... สิ่งใดที่ไม่สมควรแก่เหตุ จะแสวงหาก็ไม่พบ อ้อนวอนก็ไม่สำเร็จ...
มีวาสนาก็ไม่ปฏิเสธ ไร้วาสนาก็ไม่ต้องแสวงหา... สิ่งที่เข้ามาหาก็ต้อนรับ สิ่งที่จากไปก็ไม่ต้องอาลัย... ทุกสิ่งทุกอย่างแล้วแต่วาสนา ให้เป็นไปตามธรรมชาติที่ควรจะเป็น
ผู้มีปัญญาทั้งหลายไม่เอาชีวิตไปขึ้นอยู่กับปากและตาของผู้อื่น... ให้มองเห็นจิตและใจของตนเอง... มีสติ รู้จิต ไม่ฟุ้งซ่าน... ไม่ดิ้นรนแสวงหาในสิ่งที่หลอกลวงทั้งหลาย... ไม่ดิ้นรนแสวงหา ใจเป็นอิสระจากกิเลสทั้งปวง... จะร้อนจะหนาว จะลุกจะนั่ง จิตก็มีสติอยู่เสมอ นี่แหละคือการปฏิบัติธรรม
เกิดเป็นคน อย่าเป็นคนหลอกลวงไร้สัจจะ ถ้าเป็นคนหลอกลวงจะไม่สามารถเปิดใจต่อผู้อื่นได้... ความทุกข์ที่สุดของมนุษย์คือใจที่ไร้ที่พึ่ง...
ไม่ว่าจะรู้หรือไม่รู้ ยอมรับหรือไม่ยอมรับก็ตาม จิตที่ดีงามย่อมไม่มีเรื่องทุกข์ใจฺ...
จิตที่ประเสริฐ ย่อมไม่มีผู้ที่จะต้องเคียดแค้นชิงชัง... จิตที่เรียบง่าย ย่อมไม่มีเรื่องว้าวุ่นใจ... เป็นคนดี กายใจซื่อตรง ย่อมหลับเป็นสุข... ผู้ประกอบกรรมดี ฟ้าดินย่อมมองเห็น ผีสางเทวดาย่อมสรรเสริญ
ความสงบที่แท้จริงมิได้เกิดจากการนั่งนิ่งๆหลายชั่วโมง แต่เกิดจากการมองผู้คนและสิ่งทั้งหลายด้วยใจที่สงบ ได้ยินแม้แต่เสียงดอกไม้บาน... นั่งก็เป็นสมาธิ เดินก็เป็นสมาธิ
เหตุเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เหตุเกิดขึ้นแล้วก็ว่างเปล่า...ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของทุกคน ไม่มีใครสามารถเป็นเจ้าของได้ ได้แต่เพียงเกี่ยวข้องแล้วก็ผ่านไป... พวกเราทุกคนเป็นเพียงแขกผู้ผ่านกาลเวลาเท่านั้น... วันหนึ่งเราก็ต้องบอกลาทุกสิ่งไป
ทุกสิ่งที่ปรากฎต่อหน้าเรานั้นควรจะทนุถนอม... แต่สิ่งที่ผ่านไปแล้วก็ไม่ควรต้องอาลัย... สิ่งใดที่ควรได้ก็ให้รับเขาด้วยความยินดีแต่ไม่ยึดถือ..
ขออวยพรแด่ทุกคนที่มีวาสนาได้เกิดมาร่วมโลกกัน... เป็นครอบครัวเดียวกัน... เป็นญาติสนิทมิตรสหาย... รวมทั้งสรรพสัตว์ทั้งหลายขอจงมีความสุข เบิกบานใจทุกวันคืน...
ถ้าอ่านแล้วจะส่งต่อให้เพื่อนก็เป็นบุญ จะพิจารณาอยู่ก็เป็นคุณที่ดีเฉพาะตัว...
ขอบคุณสำหรับทุกๆ ท่านที่ช่วยแชร์ต่อๆ ไป... ขออำนาจกรรมดีความดีจงคุ้มครองให้ทุกทุกท่านวิวัฒน์สวัสดีตลอดกาลนาน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




