ลอร์ด เนลสัน แม่ทัพเรือผู้ยิ่งใหญ่ เป็นคนเมาคลื่น
โฮเรชิโอ เนลสัน เป็นเด็กร่างผอมเล็ก ป่วยเป็นประจำ เมื่ออายุสิบสองขวบ พ่อจึงส่งไปเป็นลูกเรือ เนลสันใช้เวลาหลายปีไต่เต้าจนเป็นกัปตันเรือ
เมื่อ นโปเลียน โบนาปาร์ต ยาตราทัพไปทั่วยุโรป เนลสันก็เข้าสู่สงคราม สู้รบจนได้รับบาดเจ็บ ตาข้างขวาบอด และในสงครามครั้งถัดมา เขาก็เสียแขนขวา
หากเป็นกัปตันคนอื่น ก็คงเลิกประจำการไปแล้ว แต่เนลสันไม่ยอมเลิก เขาประจันหน้าทัพนโปเลียนที่อียิปต์ เอาชนะศัตรูอย่างงดงาม ในสงครามครั้งนี้ เขาบาดเจ็บที่ศีรษะ สมองถูกกระทบกระเทือน แต่เขายังคงไม่ยอมเลิก
ในสงครามใหญ่ครั้งหนึ่ง ผู้บัญชาการของเนลสันส่งสัญญาณให้เขาถอยหนีข้าศึก เนลสันหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นมามองด้วยตาข้างขวา และบอกว่า "ไม่เห็นมีสัญญาณอะไรเลยนี่หว่า!"
เมื่อยืนหยัดสู้ ทัพเรือของเขาก็ชนะข้าศึก
ในสงครามครั้งสุดท้ายของเขา เนลสันต่อกรกับกองทัพเรืออันเกรียงไกรของฝรั่งเศส-สเปน เนลสันถูกศัตรูนักแม่นปืนยิงบาดเจ็บสาหัส นอนรอความความตายอยู่หลายชั่วโมง แต่เขาก็ไม่ยอมตายจนกว่าจะได้ยินว่าทัพเรือของตนชนะ
………………..
นานมาแล้ว ผมอ่านจากหนังสือเล่มหนึ่งที่สอนว่า เวลาเผชิญปัญหาใด ๆ เช่น ความป่วยไข้ ความผิดหวัง ฯลฯ ให้บอกตัวเองว่า ปัญหานั้นก็เป็นเพียง "just a little inconvenience" (ก็แค่ความไม่สะดวกเล็ก ๆ)
ปัญหาในโลกนี้แบ่งออกเป็นสองอย่าง อย่างหนึ่งคือปัญหาจริง อย่างหนึ่งคือปัญหาที่ฝันขึ้นเอง (Imaginary problem)
หากพิจารณาดูตัวปัญหาของเราให้ดี อาจพบว่าบางปัญหาเป็นเพียงจินตนาการเชิงลบเท่านั้น เช่น
"ตายแน่เลย ถ้าเราขายงานนี้ไม่ผ่าน"
หรือ "หน้าตาอย่างเรา ใครเขาจะเหลียวแล"
ฯลฯ
ที่ตลกก็คือ แม้แต่ปัญหาจริงก็ยังมีการแบ่งออกเป็นระดับต่าง ๆ
ใบหน้ามีสิวสำหรับใครคนหนึ่ง อาจเป็นเรื่องใหญ่โตถึงขนาดจะฆ่าตัวตาย สำหรับอีกคนอาจเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่อง
การตกงานสำหรับคนหนึ่งคือความล้มเหลวเลวร้าย สำหรับอีกคนหนึ่งอาจเป็นประตูสู่ชีวิตใหม่
เมื่อพิจารณาปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน จะพบว่าส่วนหนึ่งเป็นปัญหาที่เราจินตนาการเอง และอีกส่วนหนึ่งเป็นปัญหาที่เราทำให้มันหนักหนากว่าตัวปัญหา หรือเห็นหมูเท่าช้าง
อาจเหลือปัญหาจริง ๆ ไม่ถึงหนึ่งในสิบ
ดังนั้นทัศนคติต่อปัญหา จึงสำคัญมากกว่าตัวปัญหาเอง
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าคุณคิดว่ามันเป็นปัญหา มันก็เป็นปัญหา
ถ้าคิดว่ามันเป็นปัญหาใหญ่ มันก็เป็นปัญหาใหญ่
และถ้าคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็ก มันก็รบกวนเราได้แค่ 'ความไม่สะดวกเล็ก ๆ'
(เขียนเมื่อตุลาคม 2547)
………………..
วินทร์ เลียววาริณ
https://www.facebook.com/winlyovarin/
วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2562
วันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2562
ใจเรา...ตัวเรา
ใจเราเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเรา
หลายครั้งเรามัวปรึกษาคนอื่น
หรือหมกมุ่นกับความคิดของตัวเอง
จนเหมือนจมลงไป
ลองถอยออกมาจากเหตุการณ์
ไปดูตอนที่ทุกอย่างสำเร็จ แล้วมองกลับมา
เราจะเห็นว่าเราจะเติบโตไปเป็นใคร
และต้องทำอย่างไรระหว่างทาง
เวลาที่คุณไม่รู้จะทำอย่างไรดี
ให้คิดถึงสิ่งดีๆ ที่ทำได้ตอนนี้
เวลาที่คุณไม่รู้จะพูดอย่างไรดี
ให้คิดถึงสิ่งดีๆ ที่พูดได้ตอนนี้
เวลาที่คุณไม่รู้จะคิดอย่างไรดี
ให้คิดถึงสิ่งดีๆ ที่คิดได้ตอนนี้
ลองพูดอะไรดีๆ ให้ตัวเองมีความสุขดูตอนนี้เลย
ขยายภาพความสุข ยืดไหล่ ยิ้ม
หัวเราะกว้างๆ ยืดตัวให้ตรง ตามองสูง
ให้สมองส่วนจินตนาการทำงาน
เราจะพบว่าตาสว่างขึ้น ใจโล่ง
หน้ายิ้มออก สารเคมีดีๆ หลั่ง คิดสิ่งดีๆ ออก
ลองทำดูแล้วจะรู้ได้ด้วยตัวเอง
ว่าการรู้สึกดีมันง่ายและมันยอดมากจริงๆ
เริ่มทำสิ่งดีๆ ให้ชีวิตต่อไปได้เลย
หยุดกังวลแล้วลุกขึ้นมาทำสิ่งที่ควรทำ
อย่างกล้าหาญ มีความสุข มีพลัง ดีกว่ากันเยอะเลย
----------------------------
ผู้สอนเป็นเพียงผู้บอกทาง ผู้เรียนต้องเป็นผู้ลงมือเดินทาง ทำด้วยตนเอง
...........
Cr.https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=2196282457158956&id=177844118922395
หลายครั้งเรามัวปรึกษาคนอื่น
หรือหมกมุ่นกับความคิดของตัวเอง
จนเหมือนจมลงไป
ลองถอยออกมาจากเหตุการณ์
ไปดูตอนที่ทุกอย่างสำเร็จ แล้วมองกลับมา
เราจะเห็นว่าเราจะเติบโตไปเป็นใคร
และต้องทำอย่างไรระหว่างทาง
เวลาที่คุณไม่รู้จะทำอย่างไรดี
ให้คิดถึงสิ่งดีๆ ที่ทำได้ตอนนี้
เวลาที่คุณไม่รู้จะพูดอย่างไรดี
ให้คิดถึงสิ่งดีๆ ที่พูดได้ตอนนี้
เวลาที่คุณไม่รู้จะคิดอย่างไรดี
ให้คิดถึงสิ่งดีๆ ที่คิดได้ตอนนี้
ลองพูดอะไรดีๆ ให้ตัวเองมีความสุขดูตอนนี้เลย
ขยายภาพความสุข ยืดไหล่ ยิ้ม
หัวเราะกว้างๆ ยืดตัวให้ตรง ตามองสูง
ให้สมองส่วนจินตนาการทำงาน
เราจะพบว่าตาสว่างขึ้น ใจโล่ง
หน้ายิ้มออก สารเคมีดีๆ หลั่ง คิดสิ่งดีๆ ออก
ลองทำดูแล้วจะรู้ได้ด้วยตัวเอง
ว่าการรู้สึกดีมันง่ายและมันยอดมากจริงๆ
เริ่มทำสิ่งดีๆ ให้ชีวิตต่อไปได้เลย
หยุดกังวลแล้วลุกขึ้นมาทำสิ่งที่ควรทำ
อย่างกล้าหาญ มีความสุข มีพลัง ดีกว่ากันเยอะเลย
----------------------------
ผู้สอนเป็นเพียงผู้บอกทาง ผู้เรียนต้องเป็นผู้ลงมือเดินทาง ทำด้วยตนเอง
...........
Cr.https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=2196282457158956&id=177844118922395
วันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2562
เก็บมาฝากจากไลน์...หลง..
ตัวหลงมักครอบงำใจเราอยู่บ่อย ๆ สังเกตไหม เวลากินข้าว ล้างหน้า ถูฟัน แล้วใจเผลอไปคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ นั่นแหละเรียกว่า “หลง””
“หลง” คือ ลืมตัว หรือไม่รู้ตัว คนเราถ้าหลงเข้าไปในความคิดแล้วก็จะออกมาได้ยาก สาเหตุที่ผู้คนทะเลาะกันไม่ว่าในบ้าน ที่ทำงาน ในเฟซบุ๊ค นั่นเพราะหลง หลงเข้าไปในความคิด พอได้ยินหรือได้อ่านสิ่งที่คนอื่นคิดไม่เหมือนเราก็เกิดความไม่พอใจ ความยึดมั่นที่เกิดขึ้นในใจก็จะสั่งให้เราตอบโต้ วิพากษ์วิจารณ์ โจมตี จนถึงขั้นด่าทอ อันนั้นเรียกว่าทำไปเพราะอานุภาพของความหลง สังเกตไหมเวลามันสั่งให้ด่าว่าคนที่คิดไม่เหมือนเรา แม้เป็นคนรู้จักกันแต่ความเห็นต่างกัน
เวลาประชุมกันเราพยายามหักล้างความคิดที่ต่างจากเรา แตกต่างจากที่เราคิด โดยไม่สนใจว่าเราพูดอะไรออกไป บางทีก็ด่าว่าเขา ทำให้เขาเจ็บช้ำน้ำใจหรือโกรธแค้น อันนั้นเป็นความหลง บางครั้งก็หลงถึงขั้นลงมือลงไม้ ยกพวกห้ำหั่นกันในนามของลัทธิที่แตกต่างกัน ยิ่งมีความเชื่อทางการเมืองที่แตกต่างกันก็ยิ่งทำร้ายกันหนักเข้าไปใหญ่ ถึงขนาดนี้ผู้คนก็ยังไม่รู้ว่านี้คือตัวหลง ให้เรารู้จักไว้ว่านี่คือ “ตัวหลง”
เวลาจมอยู่ในความคิด หลงในอารมณ์ ใจจะเตลิดเปิดเปิงไป ยากที่จะรู้เนื้อรู้ตัวได้ ยิ่งอารมณ์ครอบงำใจด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เราเมาเหมือนกับเมากิเลส เรียกว่าเมาอารมณ์ก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นความโศกเศร้า ความเสียใจ ความโกรธ เกิดขึ้นเมื่อใด ถ้าไม่รู้ตัวใจก็จมดิ่งเข้าไปในอารมณ์นั้น เป็นการยากที่จะรู้ทันอารมณ์ถ้าเราไม่ได้ฝึกสติมาเลย
สติช่วยให้เรารู้ทันความคิดและอารมณ์ที่ครอบงำจิตอยู่ สติเป็นตัวดึงจิตออกมาจากความหลง ออกมาจากความคิดและอารมณ์ กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว ทำให้เกิดความรู้สึกตัวขึ้นมา ถ้าเราไม่ฝึกสติ สติไม่เข้มแข็งว่องไว ใจก็จะหลงจมเข้าไปในความคิดและอารมณ์ เรียกว่าดิ่งลงไปเลยก็ว่าได้ คนทั่วไปเวลาจมอยู่ในอารมณ์ กว่าจะรู้ตัวได้ ต้องอาศัยตัวช่วย
อย่างเช่น เวลาเราใจลอย ฝันกลางวัน ครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่ทำให้โศกเศร้า พอมีคนเรียกชื่อเราหรือมีคนมาแตะไหล่เรา เราก็จะได้สติ จิตกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ทำให้เกิดความรู้สึกตัวขึ้น อย่างนี้ก็เรียกว่ามีสติ แต่ได้สติเพราะมีคนเรียกชื่อเราหรือมีคนแตะตัวเรา ทำให้จิตหลุดจากความคิดฟุ้งซ่าน หลุดจากอารมณ์มาได้
เวลาที่เราโกรธ หน้ามืดจนอาจทำอะไรลงไปโดยไม่รู้ตัว เช่น ต่อว่าบุพการี ต่อว่าลูก หรือต่อว่าคนรัก บางทีขว้างปาข้าวของ ถึงแม้จะรู้ว่าข้าวของอยู่ไหน แม้จะรู้ว่าต้องพูดอย่างไรเขาถึงจะเจ็บแสบ หรือรู้ว่าขว้างอะไรจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งไม่พอใจ ก็รู้แค่นั้น แต่ไม่รู้ตัว พออารมณ์ได้รับการปลดปล่อยหรือลดลง เพราะด่าไปแล้ว ทำลายข้าวของไปแล้ว ตอนนั้นแหละสติจะมาทำงาน รู้ตัวขึ้นมา พอรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป ก็รู้สึกเสียใจ แล้วก็หลงเข้าไปในอารมณ์อีก แต่คราวนี้เป็นอารมณ์เสียใจ รู้สึกผิด จนกว่าจะมีคนมาพูดมาเตือนจึงค่อยได้สติหรือรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้ง
เมื่อเรามีสติรู้ทันความคิดและอารมณ์บ่อย ๆ ต่อไปก็จะรู้ทางว่าความคิดจะมาแบบไหน อารมณ์จะมาไม้ไหน คนเราเวลาจมอยู่ในอารมณ์ อารมณ์เหล่านี้จะพยายามครองจิตครองใจให้นานที่สุด มันมีลูกไม้หลายอย่าง เช่นเวลาเราโกรธ ความโกรธจะสั่งให้จิตส่งออกนอก ไปจดจ่ออยู่กับคนที่พูดไม่ดีกับเรา ทำไม่ดีกับเรา เราก็จะโกรธแล้วก็ด่าเขากลับ หรือถึงขั้นทำร้ายร่างกายเลย อันนี้เป็นอุบายของความโกรธ มันต้องการให้จิตเราส่งออกนอก จะได้ไม่หันกลับมาดูใจจนรู้ทันว่ามีอารมณ์เกิดขึ้น
การที่เราส่งจิตออกนอกเป็นเพราะความหลง ตลอดเวลาที่ส่งจิตออกนอกนี่เราไม่รู้ตัวนะ เพราะคิดว่าเป็นการทำงาน ตัวหลงก็มาเนียน ๆ ฉวยโอกาสที่เราจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้า
บางทีเราอ่านหนังสือหรือดูรายงานใจก็เผลอแวบไปข้างนอก ไปดูอีเมล์บ้าง ดูข้อความทางโทรศัพท์มือถือบ้าง เสร็จแล้วก็เกิดความขุ่นมัวที่เห็นข้อความไม่ถูกใจ หรืออาจจะลิงโลดดีใจกับภาพที่ปรากฏอยู่ข้างหน้า นั่นก็เป็นความหลงเหมือนกัน ไม่ใช่หลงความคิดแต่เป็นหลงอารมณ์ หลงเข้าไปในอารมณ์ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำในขณะที่เราทำงาน แต่ปะปนอยู่เราจึงไม่ได้สังเกต ครั้นเรามาปฏิบัติธรรม ทำสมาธิภาวนาก็จะเห็นชัดว่ามีการส่งจิตออกนอกอยู่ทุกนาทีเลยก็ว่าได้
เวลาจมอยู่ในความคิด หลงในอารมณ์ ใจจะเตลิดเปิดเปิงไป ยากที่จะรู้เนื้อรู้ตัวได้ ยิ่งอารมณ์ครอบงำใจด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เราเมาเหมือนกับเมากิเลส เรียกว่าเมาอารมณ์ก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นความโศกเศร้า ความเสียใจ ความโกรธ เกิดขึ้นเมื่อใด ถ้าไม่รู้ตัวใจก็จมดิ่งเข้าไปในอารมณ์นั้น เป็นการยากที่จะรู้ทันอารมณ์ถ้าเราไม่ได้ฝึกสติมาเลย
พระไพศาล วิสาโล
.........
Cr.Fwd Line
“หลง” คือ ลืมตัว หรือไม่รู้ตัว คนเราถ้าหลงเข้าไปในความคิดแล้วก็จะออกมาได้ยาก สาเหตุที่ผู้คนทะเลาะกันไม่ว่าในบ้าน ที่ทำงาน ในเฟซบุ๊ค นั่นเพราะหลง หลงเข้าไปในความคิด พอได้ยินหรือได้อ่านสิ่งที่คนอื่นคิดไม่เหมือนเราก็เกิดความไม่พอใจ ความยึดมั่นที่เกิดขึ้นในใจก็จะสั่งให้เราตอบโต้ วิพากษ์วิจารณ์ โจมตี จนถึงขั้นด่าทอ อันนั้นเรียกว่าทำไปเพราะอานุภาพของความหลง สังเกตไหมเวลามันสั่งให้ด่าว่าคนที่คิดไม่เหมือนเรา แม้เป็นคนรู้จักกันแต่ความเห็นต่างกัน
เวลาประชุมกันเราพยายามหักล้างความคิดที่ต่างจากเรา แตกต่างจากที่เราคิด โดยไม่สนใจว่าเราพูดอะไรออกไป บางทีก็ด่าว่าเขา ทำให้เขาเจ็บช้ำน้ำใจหรือโกรธแค้น อันนั้นเป็นความหลง บางครั้งก็หลงถึงขั้นลงมือลงไม้ ยกพวกห้ำหั่นกันในนามของลัทธิที่แตกต่างกัน ยิ่งมีความเชื่อทางการเมืองที่แตกต่างกันก็ยิ่งทำร้ายกันหนักเข้าไปใหญ่ ถึงขนาดนี้ผู้คนก็ยังไม่รู้ว่านี้คือตัวหลง ให้เรารู้จักไว้ว่านี่คือ “ตัวหลง”
เวลาจมอยู่ในความคิด หลงในอารมณ์ ใจจะเตลิดเปิดเปิงไป ยากที่จะรู้เนื้อรู้ตัวได้ ยิ่งอารมณ์ครอบงำใจด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เราเมาเหมือนกับเมากิเลส เรียกว่าเมาอารมณ์ก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นความโศกเศร้า ความเสียใจ ความโกรธ เกิดขึ้นเมื่อใด ถ้าไม่รู้ตัวใจก็จมดิ่งเข้าไปในอารมณ์นั้น เป็นการยากที่จะรู้ทันอารมณ์ถ้าเราไม่ได้ฝึกสติมาเลย
สติช่วยให้เรารู้ทันความคิดและอารมณ์ที่ครอบงำจิตอยู่ สติเป็นตัวดึงจิตออกมาจากความหลง ออกมาจากความคิดและอารมณ์ กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว ทำให้เกิดความรู้สึกตัวขึ้นมา ถ้าเราไม่ฝึกสติ สติไม่เข้มแข็งว่องไว ใจก็จะหลงจมเข้าไปในความคิดและอารมณ์ เรียกว่าดิ่งลงไปเลยก็ว่าได้ คนทั่วไปเวลาจมอยู่ในอารมณ์ กว่าจะรู้ตัวได้ ต้องอาศัยตัวช่วย
อย่างเช่น เวลาเราใจลอย ฝันกลางวัน ครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่ทำให้โศกเศร้า พอมีคนเรียกชื่อเราหรือมีคนมาแตะไหล่เรา เราก็จะได้สติ จิตกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ทำให้เกิดความรู้สึกตัวขึ้น อย่างนี้ก็เรียกว่ามีสติ แต่ได้สติเพราะมีคนเรียกชื่อเราหรือมีคนแตะตัวเรา ทำให้จิตหลุดจากความคิดฟุ้งซ่าน หลุดจากอารมณ์มาได้
เวลาที่เราโกรธ หน้ามืดจนอาจทำอะไรลงไปโดยไม่รู้ตัว เช่น ต่อว่าบุพการี ต่อว่าลูก หรือต่อว่าคนรัก บางทีขว้างปาข้าวของ ถึงแม้จะรู้ว่าข้าวของอยู่ไหน แม้จะรู้ว่าต้องพูดอย่างไรเขาถึงจะเจ็บแสบ หรือรู้ว่าขว้างอะไรจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งไม่พอใจ ก็รู้แค่นั้น แต่ไม่รู้ตัว พออารมณ์ได้รับการปลดปล่อยหรือลดลง เพราะด่าไปแล้ว ทำลายข้าวของไปแล้ว ตอนนั้นแหละสติจะมาทำงาน รู้ตัวขึ้นมา พอรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป ก็รู้สึกเสียใจ แล้วก็หลงเข้าไปในอารมณ์อีก แต่คราวนี้เป็นอารมณ์เสียใจ รู้สึกผิด จนกว่าจะมีคนมาพูดมาเตือนจึงค่อยได้สติหรือรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้ง
เมื่อเรามีสติรู้ทันความคิดและอารมณ์บ่อย ๆ ต่อไปก็จะรู้ทางว่าความคิดจะมาแบบไหน อารมณ์จะมาไม้ไหน คนเราเวลาจมอยู่ในอารมณ์ อารมณ์เหล่านี้จะพยายามครองจิตครองใจให้นานที่สุด มันมีลูกไม้หลายอย่าง เช่นเวลาเราโกรธ ความโกรธจะสั่งให้จิตส่งออกนอก ไปจดจ่ออยู่กับคนที่พูดไม่ดีกับเรา ทำไม่ดีกับเรา เราก็จะโกรธแล้วก็ด่าเขากลับ หรือถึงขั้นทำร้ายร่างกายเลย อันนี้เป็นอุบายของความโกรธ มันต้องการให้จิตเราส่งออกนอก จะได้ไม่หันกลับมาดูใจจนรู้ทันว่ามีอารมณ์เกิดขึ้น
การที่เราส่งจิตออกนอกเป็นเพราะความหลง ตลอดเวลาที่ส่งจิตออกนอกนี่เราไม่รู้ตัวนะ เพราะคิดว่าเป็นการทำงาน ตัวหลงก็มาเนียน ๆ ฉวยโอกาสที่เราจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้า
บางทีเราอ่านหนังสือหรือดูรายงานใจก็เผลอแวบไปข้างนอก ไปดูอีเมล์บ้าง ดูข้อความทางโทรศัพท์มือถือบ้าง เสร็จแล้วก็เกิดความขุ่นมัวที่เห็นข้อความไม่ถูกใจ หรืออาจจะลิงโลดดีใจกับภาพที่ปรากฏอยู่ข้างหน้า นั่นก็เป็นความหลงเหมือนกัน ไม่ใช่หลงความคิดแต่เป็นหลงอารมณ์ หลงเข้าไปในอารมณ์ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำในขณะที่เราทำงาน แต่ปะปนอยู่เราจึงไม่ได้สังเกต ครั้นเรามาปฏิบัติธรรม ทำสมาธิภาวนาก็จะเห็นชัดว่ามีการส่งจิตออกนอกอยู่ทุกนาทีเลยก็ว่าได้
เวลาจมอยู่ในความคิด หลงในอารมณ์ ใจจะเตลิดเปิดเปิงไป ยากที่จะรู้เนื้อรู้ตัวได้ ยิ่งอารมณ์ครอบงำใจด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เราเมาเหมือนกับเมากิเลส เรียกว่าเมาอารมณ์ก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นความโศกเศร้า ความเสียใจ ความโกรธ เกิดขึ้นเมื่อใด ถ้าไม่รู้ตัวใจก็จมดิ่งเข้าไปในอารมณ์นั้น เป็นการยากที่จะรู้ทันอารมณ์ถ้าเราไม่ได้ฝึกสติมาเลย
พระไพศาล วิสาโล
.........
Cr.Fwd Line
วันพุธที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2562
พอเพียง....
จน" แปลว่า "มีน้อย"
แต่ไม่ได้แปลว่า "ทุกข์"
"รวย" แปลว่า "มีมาก"
แต่ไม่ได้แปลว่า "สุข"
"พอเพียง" แปลว่า "มีพอ"
ก็ไม่ได้แปลว่า "ทุกข์" หรือ "สุข" "เสนาบดี ดื่มน้ำจากขัน ที่ทำด้วยทองคำ
เปรียบเทียบกับชาวนา ที่ดื่มน้ำจากกะลามะพร้าว
หากมีความพอใจ ย่อมจะมีความสุขเท่าๆ กัน"
ฉะนั้น...
จงใช้เวลา ที่เหลือ อย่างมีความสุข กับครอบครัว
กับคนรัก และกับเพื่อนดีๆ
ย้ำ กับเพื่อนที่ดี ที่มีความซื่อสัตย์
และจริงใจกับเรา !! ให้มันคุ้มค่า อย่างเต็มที่ สาธุ
............................
Cr.https://www.facebook.com/weloveourking.tv/photos/a.309431693193/10157251128263194/?type=3&theater
วันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2562
วิธีแก้เงื่อนมีมากกว่าหนึ่งวิธี
ในอดีตกาลนานมาแล้ว กษัตริย์องค์หนึ่งนาม กอร์ดิอัส ทรงผูกเชือกขดหนึ่งเป็นเงื่ อนปริศนา บรรจงผูกอย่างสลับซับซ้อนเพ ื่อมิให้ใครแก้มันได้ และก็ไม่มีใครในแผ่นดินที่ส ามารถแก้เงื่อนนี้ได้ มันเรียกว่า เงื่อนกอร์เดียน (Gordian Knot)
วันหนึ่งอเล็กซานเดอร์มหารา ชเสด็จผ่านเมืองนั้น เมื่อได้ยินคำเล่าลือเรื่อง เงื่อนที่แก้ไม่ได้ ก็ทรงสนพระทัยที่จะแก้เงื่อ น หลังจากทอดพระเนตรเงื่อนกอร ์เดียนได้ครู่หนึ่ง ก็ทรงชักดาบออกฟันฉับเดียวเข้า เงื่อนกอร์เดียนที่ไร้ผู้แก ้ได้ก็สิ้นความเป็นเงื่อน ขาดเป็นท่อนๆ !
บางคนบอกว่าการแก้ปัญหาอย่า งนี้ผิดกติกา เพราะโจทย์ไม่ได้ให้ใช้ดาบแ ก้ปัญหา แต่อเล็กซานเดอร์มหาราชมองท ะลุกรอบ มองข้ามวิธีแก้ปัญหาแบบเดิม ๆ ทรงเห็นว่านี่มิใช่เงื่อนธร รมดา แก้ด้วยวิธีการธรรมดาไม่ได้ จึงทรงใช้ ‘เครื่องมือใหม่’ แก้ปัญหานี้ ฉับเดียวจบ ง่าย รวบรัดชัดเจน ใครอยากบ่นว่าพระองค์ทรงแก้ ปัญหาผิดกติกา ก็บ่นไป แต่หากไม่ทำ ปัญหาก็ยังคงอยู่
คนมีปัญญาไม่ได้มองว่าจะใช้ มือหรือดาบหรือหอกหรือไม้จิ ้มฟันแก้ปัญหา คนมีปัญญาแก้ปัญหาตรงจุดเลย !
ในทุกวงการ เราจะพบปัญหาที่กรอบคิดแบบเ ดิมและกติกาเดิมกลายเป็นเงื ่อนผูกคอตัวเองอย่างนี้ตลอด เวลา
ในวงการที่เน้นการใช้ความคิ ดสร้างสรรค์อย่างวงการโฆษณา สิ่งแรกที่บรรดาครีเอทีฟทำค ือฟันเงื่อนขาดเป็นท่อนๆ ทลายกล่องทุกใบทิ้ง มิเช่นนั้นมองไปทางไหน ก็จะได้ยินแต่ “นี่ก็ทำไม่ได้” “นั่นก็ทำไม่ได้” สำหรับคนทำงานครีเอทีฟ วลีต้องห้ามคือ “ทำไม่ได้” เพราะพวกเขาเชื่อว่าในโลกขอ งความคิดสร้างสรรค์ ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ ตัวอย่างงานสร้างสรรค์จำนวน ไม่ถ้วนในโลกพิสูจน์ว่า จะสร้างสรรค์งานดี ต้องทำลายกรอบคิดเดิมก่อน อยากได้อะไรใหม่ ต้องกล้าแหกคอก
ผมจำได้ว่าตอนเริ่มเขียนหนั งสือแนวทดลองโดยผสมงานเขียน เข้ากับ กราฟิก ดีไซน์ ก็ได้ยินเสียงบ่นว่า “ผิดกฎ” และ “ผิดขนบ” อยู่เสมอ นักเขียนและศิลปินจำนวนมากก ็ผ่านเสียงบ่นว่า “ผิดกฎ” และ “ผิดขนบ” เดิม
ความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่เคร ื่องมือที่นักโฆษณาหรือนักเ ขียนผูกขาด ใครๆ ก็สามารถนำไปใช้ได้ แม้กระทั่งวงการเมือง
วิเคราะห์ดูดีๆ ตามเนื้อผ้า การเมืองบ้านเราในรอบสิบปีน ี้เต็มไปด้วยกรอบคิดที่เราส ร้างขึ้นมาครอบเราเอง ทำให้ติดอยู่ในกับดักของกรอ บนั้น เช่น อย่างนี้คือประชาธิปไตย อย่างนั้นคือเผด็จการ อย่างนี้คืออนุรักษ์นิยม อย่างนั้นคือเสรีนิยม ถ้าเป็นอย่างนี้ก็เป็นอย่าง นั้นไม่ได้ ถ้าอยู่ค่ายนี้ก็อยู่ค่ายนั ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีการเลือกตั้งก็ไม่ม ีประชาธิปไตย ฯลฯ เพราะมองทุกอย่างตัดขาดกันเ ด็ดขาดแบบขาวกับดำ จนลืมไปว่าเป้าหมายของการเม ืองคือสร้างความสุขให้ประชา ชนและพัฒนาชาติ ไม่ใช่เดินตามกรอบอย่างเดีย ว
เพราะกรอบเปลี่ยนได้เสมอ และประวัติศาสตร์ก็มีหลักฐา นยืนยันว่า กรอบเปลี่ยนเสมอ
อย่างที่เติ้งเสี่ยวผิงว่า ไม่ว่าแมวขาวหรือแมวดำ ถ้าจับหนูได้ก็คือแมวที่ดี
อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก ยอดนักคิดนักเขียนนิยายวิทย าศาสตร์จึงกล่าวว่า “นักการเมืองควรอ่านนิยายวิ ทยาศาสตร์”
ความหมายของคลาร์กกว้างกว่า นิยายวิทยาศาสตร์จริงๆ มันหมายถึงการรู้จักมองกว้า งๆ มองไกลๆ ไม่จมอยู่แต่ในความคิดว่าทุ กอย่างต้องทำตามทางที่เคยเด ิน เพราะนั่นเป็นกับดักความคิด ที่แย่ที่สุด
มองแบบนี้ก็อาจรู้ว่าเมื่อไ รควรรักษาขนบเดิม และเมื่อไรควรทลายเงื่อนกอร ์เดียนด้วยความคิดนอกกรอบ
และการเมืองไทยซับซ้อนเกินก ว่าที่จะมองมุมเดียว และแก้ปัญหาด้วยวิธีเดิมเสม อ
อับราฮัม มาสโลว์ พูดไว้ในปี 1966 ว่า ถ้าเครื่องมือเดียวที่คุณมี คือค้อน คุณก็มองทุกอย่างเป็นตะปู
ปัญหาหนึ่งของการเมืองไทยก็ คือ ทุกคนมีค้อนในมือ และเชื่อว่าตัวเองเป็นธอร์ผ ู้ถือค้อนวิเศษ แก้ปัญหาได้หมด
ผมทำงานในวงการสร้างสรรค์มา กว่าสี่สิบปี มองโลกด้วย lateral thinking มาตลอดชีวิต มิฉะนั้นไม่มีทางที่จะสร้าง งานหลากหลายได้ ผมเชื่อว่าถ้าไม่สามารถมองอ อกนอกกล่อง ก็ไม่มีทางมองโลกอย่างเข้าใ จได้จริงๆ ดังนั้นใครที่ชอบสวมป้ายทาง การเมืองให้ผม หรือบ่นว่า "ผิดหวังมากที่คุณวินทร์คิด อย่างนี้" มาถึงบรรทัดนี้ ก็อาจจะเข้าใจวิธีคิดของผมด ีขึ้น
สรุปให้สามข้อคือ
1 เราเป็นคนสร้างกล่องขึ้นมาเ องเสมอ
2 แมวที่ดีไม่ใช่แมวสีขาวหรือ สีดำ มันเป็นแมวที่จับหนูได้
3 วิธีแก้เงื่อนกอร์เดียนมีมา กกว่าหนึ่งวิธี
……………….
วินทร์ เลียววาริณ
https://www.facebook.com/ winlyovarin/
วันหนึ่งอเล็กซานเดอร์มหารา
บางคนบอกว่าการแก้ปัญหาอย่า
คนมีปัญญาไม่ได้มองว่าจะใช้
ในทุกวงการ เราจะพบปัญหาที่กรอบคิดแบบเ
ในวงการที่เน้นการใช้ความคิ
ผมจำได้ว่าตอนเริ่มเขียนหนั
ความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่เคร
วิเคราะห์ดูดีๆ ตามเนื้อผ้า การเมืองบ้านเราในรอบสิบปีน
เพราะกรอบเปลี่ยนได้เสมอ และประวัติศาสตร์ก็มีหลักฐา
อย่างที่เติ้งเสี่ยวผิงว่า ไม่ว่าแมวขาวหรือแมวดำ ถ้าจับหนูได้ก็คือแมวที่ดี
อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก ยอดนักคิดนักเขียนนิยายวิทย
ความหมายของคลาร์กกว้างกว่า
มองแบบนี้ก็อาจรู้ว่าเมื่อไ
และการเมืองไทยซับซ้อนเกินก
อับราฮัม มาสโลว์ พูดไว้ในปี 1966 ว่า ถ้าเครื่องมือเดียวที่คุณมี
ปัญหาหนึ่งของการเมืองไทยก็
ผมทำงานในวงการสร้างสรรค์มา
สรุปให้สามข้อคือ
1 เราเป็นคนสร้างกล่องขึ้นมาเ
2 แมวที่ดีไม่ใช่แมวสีขาวหรือ
3 วิธีแก้เงื่อนกอร์เดียนมีมา
……………….
วินทร์ เลียววาริณ
https://www.facebook.com/
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


