วันศุกร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2562

ความช้าของเวลาชีวิต


มีใครบางคนถามฉันว่า...จะผ่านช่วงเวลามรสุมของชีวิตไปได้อย่างไร ใช้เวลานานเท่าไหร่ แล้วเราจะผ่านมันไปได้ไหม พอนึกย้อนกลับไป สิ่งที่จำได้คือเวลาที่เดินช้าลง
.
ความเนิ่นนานของเวลาที่ช้าเหลือเกินจนทำให้เราสัมผัสทุกรายละเอียดของอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด และบรรยากาศของสิ่งรอบข้าง เห็นแม้กระทั่งเม็ดฝนที่ตกลงสู่พื้นดิน แสงอาทิตย์ยามเช้ามืดที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้เงยหน้าขึ้นมอง ได้ยินเสียงของคนรอบข้าง จากที่ผ่านมาไม่ได้ตั้งใจฟัง
.
“ความช้าของเวลาชีวิต” ทำให้เรามองเห็นความห่วงใย มิตรภาพ และความรักของคนใกล้ชิดที่เรามักจะหลงลืมเขาไป จังหวะเวลาที่ช้าลงทำให้เราได้หันกลับมาทบทวนและเรียนรู้ชีวิตให้ลึกซึ้งมากขึ้น
.
บางทีฉันก็อยากจะบอกคนที่ถามไปว่า ไม่ต้องรีบร้อนที่จะพาตัวเองให้พ้นจากมรสุมนั้นหรอก แค่ใช้เวลาของชีวิตให้ช้าลง สังเกตอารมณ์ความรู้สึกที่แปรปรวน มองเห็นความรู้สึกนั้น จนกระทั่งมันค่อยบรรเทาเบาบางลง
.
มรสุมที่พัดผ่านไป จะทำให้ใจที่บอบบางเข้มแข็งขึ้น ขอเพียงเราทำจังหวะชีวิตให้ช้าลง เราน่าจะรับมือกับพายุลูกใหม่ที่พัดผ่านเข้ามาได้อย่างคนที่เรียนรู้ที่จะเข้าใจจังหวะการเดินทางของเวลาชีวิตได้ดีมากยิ่งขึ้น
.
#ความช้าของเวลาชีวิต #Fridayvibes
***
Cr.Fwd line :supamonta

วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2562

เก็บมาฝาก

คุยกันวันนี้
————

ปริยัติ  ก็คือ การเรียนรู้วิธีจบ วิธีวาง
วิธีปลง วิธีดับ วิธียอม

ปฏิบัติ ก็คือ การลงมือทำ
การฝึกจบ ฝึกวาง ฝึกปลง ฝึกดับ ฝึกยอม

ปฏิเวธ ก็คือ ผลที่ได้รับในขณะที่ฝึกจบ
ฝึกวาง ฝึกปลง ฝึกดับ ฝึกยอม
ในขณะนั้นๆ ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น

๓ ตัวนี้ทำงานพร้อมกัน แต่คนละหน้าที่

แปลผิด เข้าใจผิด ทำผิด ก็ต้องงง
ต้องงมไปทุกภพทุกภูมิ
ไม่มีวันสว่างไสว คลี่คลาย

การทำภาวนาไม่ใช่เรื่องยาก
ถ้ายากไม่ใช่เรื่องการภาวนาแล้ว

ถ้ายากมันเป็นเรื่องของ ตัณหา
เพราะตัณหา คือ ตัวทำเอา ทำยึด
ยึดอยู่แค่รูปแบบ แค่ตามเขาว่า

มันยึดไม่ได้อยู่แล้ว อยู่แล้ว

สวากขาโต มันง่ายอยู่แล้ว
สันทิฏฐิโก ต้องทำเอง เห็นเอง รู้เอง
อะกาลิโก ต้องจบทุกขณะ ไม่ต้องรอเวลา
โอปะนะยิโก ต้องฉลาดน้อมมาจบ
เอหิปัสสิโก ต้องจบชัดๆ รู้ชัดๆ ดูชัด
ปัจจัตตัง ต้องจบเอง รู้เองฯ

ได้เวลาจบแล้ว สว่างไสวแล้วฯ

วัดพระมหาชนก บ้านพลังเพียร
3.14.2019
******
Cr.Facebook วัดพระมหาชนก บ้านพลังเพียร

วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2562

จิตสุดท้ายก่อนตาย

“จิตสุดท้ายก่อนตาย”
หลังตายไปภายใน20นาที
นพ.สรศักดิ์. ศุภผล รพ.รามาผู้ส่งบทความดีๆนี้มาให้ครับ
 สำคัญก็จริง แต่ ....... 
“จิตหลังความตาย 20 นาทีแรก”
 ก็มีความสำคัญในการเปลี่ยนภพด้วย
“การศึกษาทางประสาทสรีรวิทยา นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน
พบว่าหนูที่ตายใหม่ๆ หัวใจหยุดทำงาน เลือดหยุดไปเลี้ยงสมอง แต่คลื่นสมองยังคงอยู่ในภาวะ “ตื่นตัวขั้นสูง”
บ่งบอกถึงการมีสติสัมปชัญญะของคนเมื่อหัวใจหยุดเต้น”
ดังนั้น ทางการแพทย์บอกว่า “ตาย” แต่สมองยังทำงานอยู่ เป็น “การสร้างภาพจากสังขารจิต 20 นาที” ว่าจะไปภพภูมิใด
ดังนั้น จึงควร “เหนี่ยวนำ ไม่ให้นิมิตมาหลอกหลอน 20 นาที หลังหัวใจหยุดเต้น (กรรม กรรมนิมิต คตินิมิต) การเข้าสู่ความมืด(ภวังคจิต) บังสุกุล คำศักดิ์สิทธิ์ของแต่ละศาสนาจะปลุกจิตให้ตื่นหรือถอนออกมาเอง”
แปลว่า ต่อให้ก่อนตายญาติและคนไข้ได้เตรียมตัวเหนี่ยวนำจิตเป็นอย่างดี จนตายไปแล้ว (ก็คือหัวใจหยุดทำงาน)
 สมองก็ยังเหนี่ยวนำสิ่งที่ทำก่อนตายอยู่ เช่น ถ้ากำลังสวดมนตร์ภาวนา ตายไปแล้วจิตและสมองก็ยังหมกมุ่นอยู่กับการสวดมนต์ภาวนา ดวงจิตก็ย่อมเปลี่ยนภพภูมิไปที่ดี
แต่หากสมมติว่า ก่อนตายเตรียมตัวดีมาก แต่เมื่อตายไปแล้ว
ญาติๆ ร้องไห้ระงมเสียงดังลั่น หรือ ลูกหลานทะเลาะแย่งสมบัติด้วยเสียงแซ่งแซ่ บรรยากาศเหล่านั้นก็จะเหนี่ยวนำให้สมองครุ่นคิดตรงนั้นและก็นำพาดวงจิตไปสู่ภพภูมิไม่ดีได้นั่นเอง
ดังนั้น สิ่งที่ควรทำหลังความตาย 20 นาทีแรก คือ สวดมนต์  เมื่อรู้ว่ามีคนตาย ก็หยิบขวดน้ำมนต์เย็นๆ ในตู้เย็นติดมือไป และหยดน้ำมนต์ที่ตาที่สาม (จักระ 6) ตรงหน้าผากหว่างคิ้ว เพื่อให้ความเย็นของน้ำไปส่งสัญญาณให้สมองที่ตรงกลางข้างในซึ่งยังทำงานอยู่ได้ตื่นตัวฟังเสียงสวดมนต์หรือบังสุกุล แต่ถ้าใครไม่มีน้ำมนต์ ก็ให้ใช้น้ำเย็นธรรมดาก็ได้

สรุป

บรรยากาศในการเตรียมตัวก่อนตายและหลัง
ความตาย 20 นาที
จะต้องปราศจากเสียงร้องไห้เศร้าโศก
การทะเลาะเบาะแว้ง
 หรือการพูดเรื่องไม่สบายใจ
เพื่อให้คนตายได้เปลี่ยนภพภูมิที่ดีขึ้น
แต่ทั้งนี้ ตอนที่มีชีวิตอยู่ก็ต้องทำความดี ละความชั่ว ขัดเกลาจิตใจให้ผ่องใสด้วย
จะได้พร้อมเปลี่ยนภพภูมิได้ทุกที่ ทุกเวลา
จิตใครเศร้าหมอง ก็สั่งจิตให้คลายความเศร้าหมอง ให้อภัยปล่อยวาง
คิดซะว่ากฎหมายเอาผิดไม่ได้ แต่ก็หนีกฏแห่งกรรมไม่พ้น ปล่อยให้เป็นหน้าที่กฏแห่งกรรม
เราไม่ต้องไปเอาคืนแก้แค้น เอาเวลามาทำจิตให้ผ่องใสเข้าสู่ความว่างดีกว่า

ผู้ใด เผยแผ่ ผู้นั้น ได้สะสมบุญ บารมี

สาธุ  สาธุ   สาธุ
****
Fwd.Line

วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2562

เสียงของปัจจุบัน


ฉันเคยเชื่อว่าเวลาสามารถรักษาบาดแผลทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ที่จริงแล้ว การพาใจตัวเองกลับมาอยู่กับเวลาในปัจจุบันได้ต่างหากคือยารักษาโรคที่ดีที่สุด
..
พี่คนหนึ่งที่มักจะอยู่กับโลกปัจจุบันเสมอบอกฉันเป็นนัย ๆ ว่า ช่วงเวลาในปัจจุบันเป็นช่วงเวลาที่มีเสน่ห์ เป็นช่วงเวลาที่เราได้สัมผัสสิ่งสวยงามที่มันเกิดขึ้น ณ เวลานั้น ถ้าอยากสัมผัสกับปัจจุบันให้ลึกซึ้งที่สุดคือการให้เวลาตัวเองได้อยู่กับความเงียบ และเราจะได้ยินเสียงของปัจจุบันมากขึ้น
..
ฉันเข้าใจเองว่า เสียงของปัจจุบัน มันก็เป็นเสียงธรรมดาในชีวิตที่เราอาจจะหลงลืมมันไป เสียงของลมพัดใบไม้ เสียงนกร้อง เสียงของแมลง น่าจะเป็นเสียงที่เราไม่ได้สังเกต ไม่ได้ใส่ใจฟัง จนเรากลับมาอยู่ในโลกปัจจุบัน เราถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าเสียงธรรมดาที่เราได้ยินอยู่ทุกวันมันเป็นเสียงของ “การมีชีวิตอยู่”
..
การรู้สึกตัวทุกขณะว่าห้วงเวลา ณ ปัจจุบัน เป็นโลกที่มีความหมายกับชีวิต ค่อย ๆ พาใจตัวเองเดินทางกลับมาอยู่กับโลกปัจจุบัน รับรู้ถึงความงามของปัจจุบันนั้น เราจะพบว่าการได้มีชีวิตอยู่ และได้สัมผัสกับความเงียบบ้าง เพื่อฟังเสียงของปัจจุบันอย่างลึกซึ้ง เพียงแค่นี้ในหนึ่งวันของชีวิตก็มีคุณค่ามากมายแล้ว
..
#เสียงของปัจจุบัน #Wednesdayvibes
*****
Cr. Facebook:https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=2239657066353046&id=100009263247763