วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2561
ปฏิปทา..
"ปฏิปทาท่านผู้เฒ่า" บางตอนมานำเสนอ
(คำว่า ปฏิปทา หมายถึง แนวปฏิบัติ ทางดำเนิน การปฏิบัติแบบที่เป็นทางดำเนินให้ถึงจุดหมาย คือ ความหลุดพ้น หรือสิ้นอาสวะ)
(*)อย่าทะนงตัว (*)
อย่าทะนงตน คิดว่าเราเป็นคนดี ถ้าคิดว่าดีเป็นผู้วิเศษเมื่อไร
เมื่อนั้นแหละ กรรมใหญ่ อันตรายใหญ่จะมาถึงท่าน ที่เราเรียกกันว่า "ความประมาท"
ขอจงพยายามคุมตนไว้ตามคำแนะนำขององค์สมเด็จพระบรมโลกนาถ นั่นก็คือ ทรง"อิทธิบาท4" ให้ครบถ้วน มี"จารณะ" 15 ครบถ้วน มี "บารมี" 10 ครบถ้วน
ถ้าครบเท่านี้ อาการของความโลภไม่มี อาการของความทะเยอทะยานในเรื่องเพศในลักษณะของกามคุณไม่มี อารมณ์ที่จะฝังไว้กับความโกรธไม่มี การที่จะยึดถืออะไรเป็นเราเป็นของเราไม่มี. ที่ยังมีอยู่ก็เพราะว่า เพียงแต่รับฟังเฉยๆ ดีไม่ดีก็จำไว้ เอาไว้เป็นเครื่องข่มขู่คนอื่น
ทะนงตนอวดว่าเป็นผู้ทรงคุณธรรมด้านปริยัติ. ถ้าอารมณ์อย่างนี้เขาเรียกว่า (*)ปฏิบัติเหลว ไม่มีอะไร(*)
แดนที่จะไป ก็คือ อเวจีมหานรก หรือว่า โลกันตนรก
Cr.Fwd . line :Moo-แป๊ะ
วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561
ตามใจ...
ปล่อยไป ตามใจ
อย่าห้าม ตามสบาย
——————-
หากจะโง่ จงโง่ไป ให้หมดโง่
แล้วค่อยโผล่ โงหัวดู ให้รู้ซึ้ง
ว่ามายา อย่ายึดถือ ใยดื้อดึง
ทำไมจึง ถึงจมปลัก รักบูชา
หากจะทุกข์ จงทุกข์ไป ให้หมดทุกข์
แล้วค่อยสุข แบบอิ่มใจ ไม่โหยหา
ทุกวันคืน จิตตื่นอยู่ รู้ลืมตา
มีปัญญา รักษาตน ให้พ้นกาม
หากจะโกรธ จงโกรธไป ให้หมดโกรธ
แล้วค่อยโทษ ใจของเรา เขลาแบกหาม
มันคือไฟ ไม่ระวัง ยังวิ่งตาม
จึงถูกหนาม ความเสน่หา ปักคาใจ
หากจะหลง จงหลงไป ให้หมดหลง
แล้วค่อยปลง ละเลิกลด หมดสงสัย
ในโลกีย์ ที่หลอกล่อ ให้พอใจ
หยุดหลงไหล ไม่ไขว่คว้า เลิกบ้าบอ
หากจะบ้า จงบ้าไป ให้หมดบ้า
แล้วค่อยมา หาสติใหม่ ให้ฉลาดหนอ
รู้จักเพียร รู้จักพัก รู้จักพอ
รู้จักรอ เลิกก่อกรรม ทำแต่บุญฯ
วัดพระมหาชนก บ้านพลังเพียร
10.2.2018
อย่าห้าม ตามสบาย
——————-
หากจะโง่ จงโง่ไป ให้หมดโง่
แล้วค่อยโผล่ โงหัวดู ให้รู้ซึ้ง
ว่ามายา อย่ายึดถือ ใยดื้อดึง
ทำไมจึง ถึงจมปลัก รักบูชา
หากจะทุกข์ จงทุกข์ไป ให้หมดทุกข์
แล้วค่อยสุข แบบอิ่มใจ ไม่โหยหา
ทุกวันคืน จิตตื่นอยู่ รู้ลืมตา
มีปัญญา รักษาตน ให้พ้นกาม
หากจะโกรธ จงโกรธไป ให้หมดโกรธ
แล้วค่อยโทษ ใจของเรา เขลาแบกหาม
มันคือไฟ ไม่ระวัง ยังวิ่งตาม
จึงถูกหนาม ความเสน่หา ปักคาใจ
หากจะหลง จงหลงไป ให้หมดหลง
แล้วค่อยปลง ละเลิกลด หมดสงสัย
ในโลกีย์ ที่หลอกล่อ ให้พอใจ
หยุดหลงไหล ไม่ไขว่คว้า เลิกบ้าบอ
หากจะบ้า จงบ้าไป ให้หมดบ้า
แล้วค่อยมา หาสติใหม่ ให้ฉลาดหนอ
รู้จักเพียร รู้จักพัก รู้จักพอ
รู้จักรอ เลิกก่อกรรม ทำแต่บุญฯ
วัดพระมหาชนก บ้านพลังเพียร
10.2.2018
วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2561
ปฏิบัติแล้วได้อะไร
ปฏิบัติธรรมแล้ว สุดท้ายเราจะได้แต่ความหลุดพ้นจากสิ่งทั้งหลาย
.....ผู้คนส่วนมากปฏิบัติธรรมด้วยความอยาก ความหวัง อยากให้จิตสงบ อยากได้บุญ อยากเห็นโน้นเห็นนี่เห็นสวรรค์ เห็นนรก อยากบรรลุ อยากไปนิพพาน ในความเป็นจริงหากเรายังปฏิบัติธรรมด้วยความอยาก เหมือนกับเรากำลังเติมเชื้อเพลิงแห่งกิเลสลงไปในจิตใจของเรา ยิ่งภาวนาแล้วเกิดความอยากขึ้นมา จิตใจของเรายิ่งวุ่นวาย ไม่มีวันที่จะพบความสงบที่แท้จริง หากเราลองปล่อยวางทุกอย่างในชีวิตลง แล้วมีสติดูกาย ดูใจของตนเองตามสภาพที่มันเป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ต้องหวังว่าจะเกิดความสงบ เกิดสมาธิขั้นโน้นขั้นนี้ จิตใจของเราจะเริ่มปล่อยวาง และกลับมารู้กาย ใจตามความเป็นจริงของมัน
.....มีคนถามพระพุทธองค์ว่า ปฏิบัติธรรมแล้ว สุดท้ายเราจะได้อะไร?...พระพุทธองค์ตอบว่าไม่ได้อะไรเลย...จึงถามต่อไปว่า...ถ้าเช่นนั้นท่านจะปฏิบัติไปเพื่ออะไร? พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า...ตถาคตสามารถบอกเธอถึงสิ่งที่หายไปจากชีวิตหรือกายกับใจก็ คือ ความโกรธได้หายไป ความหม่นหมองวิตกกังวลก็หายไป ความเศร้าโศกท้อแท้ก็หายไป ความกังวลไม่สบายใจได้หายไป ความเห็นแก่ตัว ความโลภ ความหลงได้หายไป ความไม่รู้(อวิชชา)ได้หายไป คงเหลือแต่ความว่างเปล่า(สุญตา) จิตที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งหลาย มีแต่ความหลุดพ้น(วิมุตติ) เท่านั้นที่เราได้ ปฏิบัติธรรมแล้ว สุดท้ายเราจะได้แต่ความหลุดพ้นจากสิ่งทั้งหลาย
.....สร้างเหตุ แต่อย่าหวังผล มีสิ่งหนึ่งที่นักปฏิบัติธรรมต้องจำให้ขึ้นใจก็คือ เวลาปฏิบัติธรรมได้ผลดีก็อย่าดีใจ เวลาปฏิบัติธรรมได้ผลไม่ดีก็อย่าเสียใจ เพราะถ้าทำได้ผลดีแล้วเราดีใจก็จะทำให้เราติดในผลของการปฏิบัติ พอตอนหลังปฏิบัติได้ผลไม่ดีเท่าเดิมก็จะเกิดความไม่พอใจ เกิดความลังเลสงสัยว่าแต่ก่อนเคยทำได้ดี มาตอนนี้ทำไมจึงทำไม่ได้อีก เราต้องรู้ในเหตุในผลว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอนบางครั้งสติมีกำลังสมาธิดี เราก็สามารถทำสติสัมปชัญญะให้เกิดขึ้นได้ง่าย บางครั้งมีความฟุ้งซ่านมาก กังวลมาก เราก็ไม่สามารถทำสติสัมปชัญญะให้เกิดขึ้นได้ แม้ตั้งใจทำเท่าไรสติสัมปชัญญะก็ไม่เกิด บางครั้งเราอาจจะมีความรู้สึกว่าสภาพจิตของเราตกต่ำมาก เหมือนกับไม่เคยปฏิบัติธรรมมาก่อนเลย มีแต่ความหงุดหงิด ฟุ้งซ่านรำคาญใจอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราไม่เข้าใจก็อาจจะเกิดความท้อแท้ น้อยใจ ทำให้การปฏิบัติธรรมเสื่อมถอยลง หรืออาจจะถึงกับเลิกราไปเลยก็ได้ ก็ขอให้เราเข้าใจในเหตุในผลว่าเป็นธรรมดาของการปฏิบัติธรรม ที่ย่อมมีแพ้มีชนะ ผู้ที่ชนะตลอดก็มีแต่อรหันต์เท่านั้น แม้แต่โสดาบันก็ยังมีแพ้มีชนะ หน้าที่ของเราไม่ใช่การคิดมาก กังวล ท้อแท้ น้อยใจ แต่หน้าที่ของเราก็คือการฝึกหัดละอุปาทาน โดยการทำสติสัมปชัญญะให้เกิดขึ้นเสมอ ๆ ทำบ่อย ๆ ทำให้มาก ๆ เมื่อปฏิบัติได้ผลดีก็อย่าดีใจ เมื่อปฏิบัติได้ผลไม่ดีก็อย่าเสียใจ พยายามหาทางแก้ไขด้วยเหตุ ด้วยผล เพื่อให้การปฏิบัติธรรมก้าวหน้าต่อไป ให้เราพยายามสร้างเหตุให้ดีที่สุดแต่ผลลัพธ์ที่ได้จะดีหรือไม่ดีก็ช่างมัน เรียกว่า สร้างเหตุให้มากแต่อย่าหวังผล ถ้าเราทำได้อย่างนี้ก็เป็นการละความยินดียินร้ายในผลของการปฏิบัติ ตลอดทางของการปฏิบัติธรรม เราจะพบความจริงว่า ตราบใดที่เรามีความยินดียินร้ายในผลของการปฏิบัติ การปฏิบัติก็จะไม่ก้าวหน้า ต่อเมื่อเราละความยินดียินร้ายเสียได้ การปฏิบัติธรรมจึงจะก้าวหน้าต่อไป
ธรรมะห่มดอย
ขอบคุณข้อมูลจาก Fwd.Line
วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561
เก็บมาฝาก
คุยกันวันนี้
————
ความคิดก็ดี
คำพูดคำจาก็ดี
การกระทำทางกายก็ดี
ต้องใช้สติปัญญาระวังให้ดี
เพราะตัวอัตตาจะแทรกตลอด
ทิฏฐิมานะจะคอยสนับสนุนตลอด
ตัณหาจะคอยยึดเอา คอยจ้องเอาตลอด
ตัวอุปทานในสมมติบัญญัติจะรีบสรุปยึดทันที
แต่ละตัวทำหน้าที่เร็วมาก
ถ้าไม่มีตัวรู้ทิ้ง ถ้าไม่มีตัวสติตื่น ปัญญาตัด
ที่ฝึกฝนอบรมมาอย่างถูกต้อง ถูกทางดีแล้ว
ตัวอัตตาแห่งความสำเร็จ
ความรู้ ความดีมันคับอกคับใจ
ใหญ่จนหาที่ลดตัว ลดตนไม่ได้เลย
มันจะพอกพูน เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย
มันก็จะเก็บเอาทุกสิ่งทุกอย่างมายึด
มาเป็นขยะอารมณ์ มาเป็นขยะสมอง
มาเป็นขยะความคิด มาเป็นตัวกู ของกู
พร้อมที่จะออกดอกออกผลให้เป็นความเบื่อ
การย้ำคิดย้ำทำ หนังเก่าฉายใหม่
ฟุ้งซ่านไม่มีที่จบที่สิ้น พูดจาเพ้อเจ้อ
โนน่นี่นั่น มีแต่ความเครียด ความทุกข์
ในอารมณ์มีแต่ความติดขัด ขัดข้อง บีบคั้น
เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดภาวะโรคหลายอย่าง
แล้วก็หลุดออกมา เป็นโทสะ เป็นโลภะ
เป็นโมหะ เป็นปฏิฆะต่อหมู่คณะ ต่อสังคม
ต่อสิ่งที่ได้รับรู้ ได้พบได้เจอ
ความคิดจะหนักตลอด จิตจะอึดอัดตลอด
ต้องคอยเอาตัวปรุง ตัวแก้ ตัวช่วยทางโลกีย์
มีทั้งเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ เรื่องเที่ยว
เรื่องเล่น เรื่องดูมาช่วยดับชั่วครั้งชั่วคราว
ไม่งั้นก็อาจจะบ้าตาย เครียดตายได้
วงจรชีวิตมีแต่เอากิเลสซ้อนกิเลส
ตัณหาทับถมตัณหา หลงซ้อนหลง
ชีวิตทั้งชีวิต
จึงหาความปลอดโปร่ง โล่งใจ สว่างไสว
คลี่คลาย เย็นกายเย็นจิต
คิดตื่นรู้เบิกบาน สงบเย็นเป็นกุศล
ไร้ตัวไร้ตนแบบทางธรรมไม่มีเลยฯ
อโหสิ โส ฯ
วัดพระมหาชนก บ้านพลังเพียร
8.14.2018
————
ความคิดก็ดี
คำพูดคำจาก็ดี
การกระทำทางกายก็ดี
ต้องใช้สติปัญญาระวังให้ดี
เพราะตัวอัตตาจะแทรกตลอด
ทิฏฐิมานะจะคอยสนับสนุนตลอด
ตัณหาจะคอยยึดเอา คอยจ้องเอาตลอด
ตัวอุปทานในสมมติบัญญัติจะรีบสรุปยึดทันที
แต่ละตัวทำหน้าที่เร็วมาก
ถ้าไม่มีตัวรู้ทิ้ง ถ้าไม่มีตัวสติตื่น ปัญญาตัด
ที่ฝึกฝนอบรมมาอย่างถูกต้อง ถูกทางดีแล้ว
ตัวอัตตาแห่งความสำเร็จ
ความรู้ ความดีมันคับอกคับใจ
ใหญ่จนหาที่ลดตัว ลดตนไม่ได้เลย
มันจะพอกพูน เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย
มันก็จะเก็บเอาทุกสิ่งทุกอย่างมายึด
มาเป็นขยะอารมณ์ มาเป็นขยะสมอง
มาเป็นขยะความคิด มาเป็นตัวกู ของกู
พร้อมที่จะออกดอกออกผลให้เป็นความเบื่อ
การย้ำคิดย้ำทำ หนังเก่าฉายใหม่
ฟุ้งซ่านไม่มีที่จบที่สิ้น พูดจาเพ้อเจ้อ
โนน่นี่นั่น มีแต่ความเครียด ความทุกข์
ในอารมณ์มีแต่ความติดขัด ขัดข้อง บีบคั้น
เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดภาวะโรคหลายอย่าง
แล้วก็หลุดออกมา เป็นโทสะ เป็นโลภะ
เป็นโมหะ เป็นปฏิฆะต่อหมู่คณะ ต่อสังคม
ต่อสิ่งที่ได้รับรู้ ได้พบได้เจอ
ความคิดจะหนักตลอด จิตจะอึดอัดตลอด
ต้องคอยเอาตัวปรุง ตัวแก้ ตัวช่วยทางโลกีย์
มีทั้งเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ เรื่องเที่ยว
เรื่องเล่น เรื่องดูมาช่วยดับชั่วครั้งชั่วคราว
ไม่งั้นก็อาจจะบ้าตาย เครียดตายได้
วงจรชีวิตมีแต่เอากิเลสซ้อนกิเลส
ตัณหาทับถมตัณหา หลงซ้อนหลง
ชีวิตทั้งชีวิต
จึงหาความปลอดโปร่ง โล่งใจ สว่างไสว
คลี่คลาย เย็นกายเย็นจิต
คิดตื่นรู้เบิกบาน สงบเย็นเป็นกุศล
ไร้ตัวไร้ตนแบบทางธรรมไม่มีเลยฯ
อโหสิ โส ฯ
วัดพระมหาชนก บ้านพลังเพียร
8.14.2018
วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561
เก็บมาฝาก
จาก Fwd.line
เรืองตื่นมาฉี่กลางคืน ไม่นึกว่าจะซับซ้อนขนาดนี้
“ปัสสาวะกับภาวะหัวใจอุดตัน”
อยากให้ สละเวลาซัก 2 นาที เพื่ออ่านบทความ อันมีค่านี้
แพทย์ชาวอเมริกันได้กล่าวถึง ปัญหาความเกี่ยวเนื่อง ระหว่าง การปัสสาวะ ตอนกลางคืน กับ ภาวะการอุดตัน ของหัวใจและ สมอง
วันนี้เอาความรู้ที่สำคัญที่ พวกเราต้องระวังมาเล่าสู่กันฟัง
คนแก่มักมีปัญหาของ การปัสสาวะตอนกลางคืน ทำให้ไม่ยอมดื่มน้ำก่อนนอน และไม่ยอมดื่มน้ำ หลังจากที่ตื่นขึ้นมาปัสสาวะ กลางดึก แต่นี่ กลับกลายเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้เกิด ภาวะสมองอุดตัน ในยามเช้าของ คนแก่ได้
จริงๆแล้ว ภาวะการปัสสาวะ สองครั้งในเวลาคืน ไม่ใช่ปัญหาการเสื่อม สมรรถนะของกระเพาะ ปัสสาวะ
ที่ปัสสาวะตอนกลางคืน ก็เพราะคนแก่มีประสิทธิภาพ ของหัวใจที่เสื่อมถอย หัวใจห้องขวา สูบโลหิตจากร่างกาย ช่วงล่างเข้าหัวใจ อ่อนแรงลง....
อิริยาบถของคนเราที่ทำงาน ในเวลากลางวัน ทำให้ เลือดไหลลงสู่ด้านล่างของ ร่างกายได้ง่าย และคน ที่หัวใจไม่ปกติ หัวใจไม่ค่อยมีแรง ที่จะสูบเลือดให้กลับขึ้น สู่หัวใจ แรงโน้มถ่วง เป็นแรงกดที่จะทำให้ ช่วงล่างของคนแก่เหล่านี้ มีลักษณะบวมน้ำ พอตกกลางคืน เวลานอนราบ ร่างกายช่วงล่าง มีแรงกดน้อยลง น้ำที่สะสมอยู่ ในร่างกายช่วงล่าง ก็จะซึมกลับ เข้าสู่กระแสเลือด
เวลาน้ำในร่างกายมากเกินไป ไตก็จะเริ่ม ขับน้ำออก ทำให้ กระเพาะปัสสาวะ กระตุ้น เรา ให้ตื่นขึ้นมา ปัสสาวะในเวลากลางคืน
ดังนั้นหลังจากนอนราบ ได้ 3-4 ชั่วโมง ก็ต้องตื่นขึ้นมา เข้าห้องน้ำครั้งหนึ่ง แต่น้ำในเลือดที่ยังไม่หมด ยังคงสะสมมากขึ้น เรื่อยๆ ทำให้ผ่านไปอีก 3 ชั่วโมง ก็ต้องลุกขึ้นมา เข้าห้องน้ำเป็นครั้งที่ 2 ...แล้วทำไมจึงเป็นสาเหตุสำคัญ ทำให้สมองอุดตัน หรือหัวใจอุดตันล่ะ
ก็เพราะว่าหลังจากถ่าย ปัสสาวะไป 2-3 ครั้ง ระดับน้ำในเลือดมีปริมาณน้อยลงมาก ในฤดูหนาว อากาศที่แห้ง จะดูดความชื้น จากลมหายใจของเรา ด้วย ทำให้เลือด เริ่มกลายสภาพหนืดข้น ขึ้น อีกทั้งเวลานอน ร่างกายมี activity ต่ำ และหัวใจ เต้นช้าลง ทำให้เลือด ที่หนืดข้นเกิดการอุดตันได้ง่าย นี่คือ สาเหตุสำคัญที่ว่า ทำไมคนแก่ส่วนใหญ่ มักจะเกิดปัญหา หัวใจอุดตัน หรือ สมองอุดตัน ในเวลาตี 5 หรือ 6 โมงเช้า และทำให้ เกิดภาวะการตายในขณะนอนหลับ
เรื่องแรกที่จะบอกทุกท่านก็คือ การปัสสาวะ ตอนกลางคืน ไม่ใช่ความบกพร่อง ของ กระเพาะปัสสาวะ หรือ ปัญหา ของหัวใจอ่อนแรง
เรื่องที่ 2 ที่ต้องบอกทุกท่านก็คือ ก่อนนอนจะต้องดื่มน้ำอุ่น และ หลัง ลุกขึ้นมาปัสสาวะ ในตอนกลางคืนแล้ว ก็ควรดื่มน้ำอุ่นอีก อย่ากลัว การปัสสาวะ ในเวลากลางคืน เพราะ การไม่ดื่มน้ำ จะทำให้ เกิดอันตรายถึงชีวิตได้
เรื่องที่ 3 ที่ต้องบอกทุกท่านก็คือ ในเวลาปกติควรฝึกออกกำลังกายให้หัวใจแข็งแรง ร่างกายคนเราไม่ใช่เครื่องจักร เครื่องจักรใช้บ่อยๆ จะสึกหรอได้ แต่ร่างกาย กลับตรงกันข้าม ถ้าฝึกบ่อยๆจะแข็งแรงขึ้น
ในเวลาปกติ จะต้องไม่กินอาหารที่ทำให้เสียสุขภาพ โดยเฉพาะอาหารประเภทแป้ง และอาหารที่ทอด ด้วยน้ำมัน
ถ้าคุณชอบบทความนี้ กรุณาส่งต่อให้เพื่อนสูงอายุที่คุณรัก
นำเสนอโดย หัวหน้าพยาบาลเกษียณ (l)(o)(v)(e) (u): (love).
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

