วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2559

วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สมาธิที่แท้




    มีอุบาสกหนุ่มคนหนึ่ง ชอบนั่งสมาธิมาก การนั่งของเขาในแต่ละครั้งใช้เวลาไม่ต่ำกว่า ๒ ชั่วโมง แต่ดูอุปนิสัยแล้วเป็นคนมักโกรธ คงจะเข้าทำนองที่ว่า " สมาธิขี้โกรธ สันโดษขี้ขอ " และเขามีทิฏิมานะว่าตนเองเป็นนักปฏิบัติธรรม คนอื่นไม่นั่งสมาธิ แสดงว่าไม่ปฏิบัติธรรม ชอบยกตนข่มผู้อื่น
   วันหนึ่งเขาเดินทางมาที่วัดป่าสุญญตา เมื่อได้พบพระอาจารย์แล้ว เขาถามขึ้นว่า " ที่นี่มีการนั่งสมาธิไหมครับ"   
    พระอาจารย์ตอบว่า "มี"
    อุบาสกหนุ่มพูดต่อว่า " การนั่งสมาธิถ้าให้ได้ผลจริงๆ แต่ละครั้งต้องไม่ต่ำกว่า ๒ ชั่วโมง ผมเองนั่งเป็นประจำ เวลาจิตรวมเป็นสมาธิผมมีความสงบมาก พอออกจากสมาธิ จิตก็ยังสงบไปหลายชั่วโมง "
    หลวงพ่อพูดขึ้นว่า
    "สมาธิที่ต้องมีการเข้าออก เป็นสมาธิระดับโลกิยะ แต่สมาธิที่แท้จริงนั้น ไม่ต้องมีการเข้าการออก ก็คือ สมาธิของจิตว่าง นั่นเอง"
(จากหนังสือ นิทานพุทธะ พระคัมภีรญาณ อภิปุญโญ)
.......................

..........................

เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของชีวิต









**************

Via: http://www.nidokidos.org/threads/251884


วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2559

อารมณ์ของวิปัสสนา


อารมณ์ : เครื่องยึดเหนี่ยวของจิต ,สิ่งที่จิตยึดหน่วง,สิ่งที่ถูกรู้หรือถูกรับรู้ ได้แก่อายตนะภายนอก ๖ คือรูปเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์
วิปัสสนา : ความเห็นแจ้ง, การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความเห็นแจ้งรู้ชัดภาวะของสิ่งทั้งหลายตามที่มันเป็น
อารมณ์ของวิปัสสนา หรือ วิปัสสนาภูมิ แบ่งได้เป็น ๖ หมวด
   ๑.ขันธ์ ๕
   ๒.อายตนะ ๑๒
   ๓.ธาตุ ๑๘
   ๔.อินทรีย์ ๒๒
   ๕.อริยสัจจ์ ๔
   ๖.ปฏิจจสมุปบาท
......................
จาก พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์ พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต)
...........












*********************
ปฏิบัติกันเถอะ (คลิก)

...................

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2559

กิเลส

วัฏฏสงสาร...
ฯลฯ
...กิเลส ...เป็นองค์ประกอบหนึ่งของวัฏฏสงสาร ตามความหมายในพระพุทธศาสนา คำว่า กิเลส แปลว่า สกปรก หมายถึง สิ่งที่เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว ทำให้จิตสกปรก มัวหมองไม่บริสทธุิ์ สิ่งที่เรียกว่ากิเลสมีอยู่มากมาย ดังคำที่พูดว่า " กิเลสพันห้าตัณหาร้อยแปด "  แต่ในที่นี้จะนำมาอธิบายสักอย่างหนึ่ง ก็คือ มิจฉาทิฏฐิ ซึ่งแปลว่าความเห็นผิด มีความเห็นอย่างไรบ้างที่เรียกว่า มิจฉาทิฏฐิ จะยกตัวอย่างขึ้นมา ๕ ตัวอย่าง:-
    ตัวอย่างที่ ๑ มีความเห็นว่า....การเสพอบายมุขหรือสิ่งเสพติดต่างๆ เป็นความสุขของชีวิต....การมีความเห็นอย่างนี้ ถือว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะอะไร....เพราะอบายมุข พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นปากทางแห่งความเสื่อม ถ้าผู่ใดเสพชีวิตจะมีแต่ความตกต่ำล่มจม
    ตัวอย่างที่ ๒ มีความเห็นว่า....เงินให้ความสุข ที่เขาพูดกันว่า เงินคือพระเจ้า เงินสามารถบรรดาลทุกสิ่งทุกอย่าง ศาสนาไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ มีเงินอย่างเดียว ชีวิตก็มีความสุข....การมีความเห็นอย่างนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะอะไร....เพราะว่าเงิน วัตถุปัจจัย ๔ อำนวยความสะดวกทางร่างกายเท่านั้น จิตว่างจากกิเลสต่างหาก ให้ความสุขกับชีวิต
    ตัวอย่างที่ ๓ มีความเห็นว่า....ความพอใจดีใจตื่นเต้น คือ ความสุขที่แท้จริงของชีวิต....การมีความเห็นอย่างนี้ก็ถือว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะอะไร....ก็เพราะว่าความพอใจดีใจตื่นเต้นเป็นความสุขสนุกสนาน สุกร้อน สุกไหม้ สุกเกรียม สุขที่จะต้องเหน็ดเหนื่อยสิ้นเปลือง ดีใจเกินไปกินข้างไม่ลง ดีใจเกินไปนอนไม่หลับ  ความสุขที่แท้จริงของชีวิต คือ ความสุขสงบเย็นต่างหาก  มีพุทธภาษิตว่า นัตถิ สันติปะรัง สุขัง:สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี
    ตัวอย่างที่ ๔ มีความเห็นว่า....การทรมานกายด้วยวิธีการต่างๆ เป็นทางแห่งความพ้นทุกข์ ในประเทศอินเดีย พวกนักบวช พวกฤาษี เขามักทรกายกันด้วยวิธีการที่แปลกๆ เช่น การนอนบนหนามบ้าง การยืนขาข้างเดียวเป็นวัตรบ้างฯลฯ ....การมีความเห็นและการกระทำอย่างนี้ก็ถือว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะอะไร....เพราะว่าหนทางแห่งความพ้นทุกข์ คือ ทางสายกลางต่างหาก ที่เรียกว่า อริยมรรคมีองค์แปด
    ตัวอย่างที่ ๕ ความเห็นว่า....ไสยศาสตร์เป็นที่พึ่งที่แท้จริง ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ....พระรัตนตรัยต่างหากเป็นที่พึ่งที่แท้จริงของมนุษย์ มีธรรมภาษิตว่า มนุษย์เป็นอันมาก เมื่อเกิดมีภัยคุกคามแล้ว ก็ถือเอาภูเขาบ้าง ป่าไม้บ้าง อารามและรุกขเจดีย์บ้างเป็นสรณะ นั่นมิใช่สรณะอันเกษมเลย นั่นมิใช่สรณะอันสูงสุด ส่วนผู้ใดถือเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะแล้ว นั่นแหละเป็นสรณะอันเกษมสูงสุด เขาอาศัยสรณะนั่นแล้วย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ .........
     มิจฉาทิฏฐิ คือ ความเห็นผิด นับว่าเป็นต้นเหตุของอกุศลธรรม หรือปัญหาต่างๆ ทั้งหลายทั้งปวง มีสุภาษิตอยู่ว่า "สิ่งที่เริ่มเป็นนิมิตเบื้องต้นแห่งความมืดในเวลากลางคืน คือการอัสดงของดวงอาทิตย์ฉันใด:สิ่งที่เริ่มเป็นนิมิตเบื้องต้นแห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย คือ มิจฉาทิฏฐิ ฉันนั้น"  เมื่อดวงอาทิตย์ตกในเวลาเย็น กลางคืนหรือความมืดก็ติดตามมา ถ้ามิจฉาทิฏฐิ คือ ความเห็นผิดอย่างเดียว อกุศลหรือความชั่วต่างๆ ก็ติดตามมาเป็นขบวน
    เป็นอันว่า มิจฉาทิฏฐิ เป็นกิเลสตัวสำคัญที่สุด ..กิเลส เขาเขียนเป็นภาพหมู ..ถามว่า ทำไมเขาอุปมากิเลสหมือนกับหมู ..ตอบว่า หมูเป็นสัตว์ที่ชอบสิ่งสกปรก เช่น กินของสกปรก ชอบนอนในที่สกปรก ดังนั้น เขาจึงอุปมากิเลสเหมือนหมู..
ฯลฯ
จากหนังสือ คู่มือศึกษาภาพ ปฏิจจสมุปบาท ๑. แบบทิเบต ๒. แบบไทย ๓.แบบปริศนาธรรมไทย  โดยพระคัมภีรญาณ อภิปุญโญ
........................