วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2559

ฉันรู้ว่านายต้องมา..


  ...ปีนี้ก็คงจะเหมือนทุกปีที่ผ่านมาราวสัปดาห์ที่สามของเดือนมีนาคม เพื่อนๆจะรวมกันมาทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับเพื่อนที่ล่วงลับไปแล้ว...จากการรวบรวมเบื้องต้นพวกเราจากไปแล้วรวม ๙๒ คน...เพื่อนๆจัดการทำป้ายรายชื่อใหม่แยกเป็นพรรค เหล่า..เปลี่ยนรูปถ่ายให้ใหม่..ในวาระที่ครบรอบ ๕๐ ปี นาวี ๐๙ ..ดูมีสีสันงดงามพอสมควร



    ...เพื่อนที่อยู่ที่สัตหีบถือว่าเป็นเจ้าของพื้นที่เป็นเจ้าภาพในการจัดงาน...มาแล้ว "จุมโพ่"(สรรเสริญ ล.)จาก กร. เป็นแม่งานในการจัดภัตตราหารเพลถวายพระ 


  ...หลวงตา  กรุ่น ค. มาร่วมงานทำบุญให้เพื่อน เหมือนเช่นเคย



ตรวจสอบกันหน่อย..เพื่อนเรา ใครบ้าง ?!!  รออยู่ที่วัด....


  ...ปีนี้ สมนึก น.จัดระนาดเอก มาร่วมบรรเลงในงาน


  ...ทีม น้ำ ฟ้า ฝั่ง ขาประจำเหมือนเดิม  กองมี ข. ประธานชมรมทหารนอกราชการพื้นที่สัตหีบฯ พร้อมกับ เสรี อ.และคณะแม่บ้านฯ


ยังคงเหมือนเช่นเคย..พิมล อ.พร้อมของหวาน 
ต้อนรับเพื่อนๆ เมื่อเดินทางมาถึงวัด


Line...ตรวจสอบข่าวสารกันหน่อย..
..มี ID ของเพื่อนๆ หรือยัง !!!



๕๐ ปี นาวี ๐๙...นานเท่าไร? ที่เพื่อนไม่ได้พบกัน..!!


เล็กๆน้อยๆที่เพื่อนๆ นำมาฝากกัน....




ดีใจเน๊าะ...ได้พบกันอีกครั้ง...








..บางท่านแม้จะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตจาก ทร.ไปแล้ว..
ยังคงมาร่วมงาน...เรารุ่นเดียวกัน...





คุยกันแต่ใน Line ใน FB ..อัพเดทข้อมูลกันหน่อย...


ได้เวลาเริ่มพิธีการทางสงฆ์แล้ว.....
ปีนี้ท่านประธานที่ปรึกษาพิเศษ
พล.ร.ท.จำรัส เผือกประพันธ์
เป็นประธานในพิธี

















ร่วมกันถวายภัตตาหาร ถวายปัจจัยแด่พระสงฆ์...




ท่านประธานในพิธี ร่วมทำบุญบำรุงวัด



...การให้ธรรมชนะการให้ทั้งปวง..แจกหนังสือธรรมะ


ปีนี้เพื่อนๆและครอบครัวมาร่วมงานกันมากกว่าทุกๆปี..


(คลิกบนภาพเพื่อดูภาพขยายใหญ่ขึ้น)








พบกันใหม่ปีหน้านะเพื่อน....!!!!


******************

วันศุกร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559

จิตหลงมายา..



...จิตหลงมายาและทางดับกิเลส...
...ฯลฯ...
      ข้อที่เรียกว่ามายานั้น ถ้าพิจารณาก็พอเห็นได้ว่าเป็นมายาจริง ดังรูปทั้งหลายที่ตาเห็น เช่น ร่างกายของกันและกัน ก็เห็นแค่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ใต้หนังเข้าไปก็มองไม่เห็น และ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง นั้น ก็เป็นไปตามวัย เมื่ออยู่ในวัยที่งดงามเปล่งปลั่งก็งดงามเปล่งปลั่ง เมื่อผ่านวัยที่งดงามเปล่งปลั่งไปแล้ว ก็ทรุดโทรมชำรุด และประกอบอยู่ด้วยสิ่งที่ไม่งดงามและสกปรกภายในพื้นหนังที่หุ้มห่ออยู่นี้เป็นอันมากและเปิดออกดูแล้ว ก็จะไม่ปรากฏเป็นสิ่งที่งดงามน่ารักน่าชม เป็นสิ่งที่น่าเกลียดทั้งโดยสี ทั้งโดยสัณฐาน ทั้งโดยกลิ่น ทั้งโดยที่เกิด ทั้งโดยที่อยู่ เพราะฉะนั้นความงดงามที่ปรากฏอยู่ จึงมีอยู่แค่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ที่ตามองเห็น และที่กำลังอยู่ในวัยที่เปล่งปลั่งและที่มีการตกแต่ง มีการชำระล้างตกแต่งไว้แล้ว
     เสียงก็เช่นเดียวกัน ก็สักแต่ว่าเป็นเสียง จะเป็นเสียงนินทา เสียงสรรเสริญ ก็เป็นแค่เสียง ความเป็นเสียงนั้น จะเป็นนินทาก็ตาม สรรเสริญก็ตามไม่แตกต่างกัน เหมือนอย่างลมที่มากระทบตัวเองของทุกคน จะมาทางทิศไหนก็ไม่ต่างกัน จะพัดเบาพัดแรงก็เป็นลม แต่เพราะว่ามีภาษา คือ เสียงนั่นเองเป็นภาษา แต่ก็มีสมมติภาษานั้นขึ้น บัญญัติภาษานั้นขึ้นสำหรับสื่อให้รู้จิตใจซึ่งกันและกัน จึงทำให้ติดในสมมติบัญญัติตามที่เสียงนั้นแสดงออก แต่ว่าเสียงที่แสดงออกเป็นภาษานั้นไม่ใช่ว่าจะเป็นความจริง ทั้งสรรเสริญ ทั้งนินทา ในเมื่อสรรเสริญผิด นินทาผิด เช่นว่า ทำชั่วสรรเสริญว่าทำดีก็ไม่ทำให้ผู้ที่ถูกสรรเสริญว่าดีนั้นดีขึ้นมาได้ ต้องชั่วตามที่ตนทำนั่นเอง เมื่อทำดีแต่ถูกนินทาว่าชั่ว ก็ไม่ทำให้ความดีกลับเป็นความชั่วได้ ทำดีก็เป็นทำดีอยู่นั่นเอง แต่บุคคลติดอยู่ในสมมติบัญญัติของภาษา จึงได้มีนินทา มีสรรเสริญ ทำให้เสียงที่สักแต่ว่าเป็นลม หรือดังที่เรียกว่า ลมปาก มีพลังอำนาจขึ้น ด้วยการยึดถือในสมมติบัญญัติเป็นภาษาของเสียง
      กลิ่นนั้น จะเป็นอย่างไรก็แค่ประสาทจมูก พ้นประสาทจมูกไปแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นอย่างไร
      รส นั้นก็เช่นเดียวกัน อร่อยหรือไม่อร่อย ที่ชอบใจหรือไม่ชอบใจก็อยู่แค่ลิ้น พ้นประสาทลิ้นไปถึงคอแล้ว ความอร่อยหรือไม่อร่อยต่างๆ ก็ไม่ปรากฏ
      สิ่งที่กายถูกต้องก็เหมือนกัน ก็ปรากฏว่าเป็นอย่างไรอยู่แค่กายประสาท พ้นกายประสาทเข้าไปแล้วก็ไม่ปรากฏว่าเป็นความรู้สึกอย่างไร
       ธรรมะคือเรื่องราวทางใจต่างๆ ที่จิตมาปรุงคิดหรือคิดปรุง ก็ปรากฏเป็นอย่างนั้นอย่างนี้อยู่ที่ความปรุง เหมือนอย่างพ่อครัวที่ปรุงอาหาร จะปรุงให้มีรสเค็มก็เค็ม จะปรุงให้มีรสเปรี้ยวก็เปรี้ยว จะปรุงให้มีรสหวานก็หวาน  จิตก็เหมือนกันจะปรุงให้ชอบก็ชอบ จะปรุงให้ชังก็ชัง จะปรุงให้หลงก็หลง ถ้าจิตไม่ปรุงเสียอย่างเดียว ชอบ ชัง หลง ก็ไม่ปรากฏ  สิ่งเหล่านี้เป็น มายา ทั้งนั้น
         แต่ว่าจิตนี้  เพราะยังมีอวิชชาอยู่จึงไม่รู้ถึงสัจจะหรือความจริง รู้แค่มายา ก็ติดอยู่แค่มายา และปรุงแต่งกันอยู่แค่มายา โลกเป็นดังนี้.........
...ฯลฯ....
(จาก ซีดี ธรรมะ "หายใจให้เป็นสุข" สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก)
*****



**********

วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2559

โลกธรรม


...ฯลฯ...
ดุลยภาพของจิตใจ
ภายในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง
...ฯลฯ...
   ...คนเรานี้ต้องประสบโลกธรรม คนที่อยู่ในโลกนี้ไม่มีใครพ้นโลกธรรมไปได้ โลกธรรมคืออะไร ก็คือได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศเสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์ มีแปดอย่างแยกเป็นสองด้าน  ฝ่ายที่น่าชอบใจเรียกว่า อิฏฐารมณ์ กับฝ่ายที่ไม่น่าชอบใจเรียกว่า อนิฏฐารมณ์
       ฝ่ายที่น่าชอบใจเรียกว่า อิฏฐารมณ์ ก็คือ ได้ลาภ ได้ยศ สรรเสริญ และมีความสุข
       ฝ่ายที่ไม่น่าชอบใจเรียกว่า อนิฏฐารมณ์ ก็คือ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา และทุกข์
       การที่เราอยู่ในโลกนี้ ท่านบอกว่า ต้องรู้เท่าทันว่าเป็นธรรมดาที่เราต้องเจอโลกธรรมเหล่านี้ จะเจอมากหรือเจอน้อยก็ต้องเจอบ้างละ  ไม่มีใครสามารถหลีกพ้นไปได้โดยสิ้นเชิง  ทีนี้ข้อสำคัญก็คือว่าจะปฏิบัติต่อมันอย่างไร ถ้าวางตัวต่อมันไม่ถูกแล้วก็จะเกิดปัญหาแน่นอน
       การวางตัวถูกต้อง ก็คือ การรักษาดุลยภาพทางด้านจิตใจไว้ ถ้าไม่รักษาดุลยภาพจิตใจไว้ให้ได้ ไม่ว่าทางดีหรือทางเสียก็เสีย ถ้าทางเสียก็ยุบ พอได้ก็ฟู พอเสียหรือเสื่อมลาภก็ยุบ พอได้ยศก็ฟู พอเสื่อมยศก็ยุบ คนทั่วไปม้กเป็นอย่างนี้
..........
       ทีนี้ถ้าปฏิบัติถูกต้องจะเป็นอย่างไร ถ้าปฏิบัติถูกต้องก็กลายเป็นว่า ทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นผลดีแก่ชีวิตขึ้นมา เช่น คนได้ลาภ พอได้ลาภก็รู้ทันว่า นี่เป็นโลกธรรม เป็นสิ่งที่มีอยู่ในโลกเป็นธรรมดา เมื่อเราได้ ก็คือเหตุปัจจัยมาประกอบกันประจวบพอดี ทำให้เป็นผลดีแก่เรา เราก็ควรใช้ลาภ ใช้เงินใช้ทองนี้ให้มันเป็นประโยชน์ หรือถ้าได้ยศ ก็ถือโอกาสใช้ยศให้เป็นประโยชน์ เป็นโอกาสที่จะสร้างสรรความดี
.........
       ในทางตรงข้าม พอพบความเสื่อมเสีย พบโลกธรรม ฝ่ายที่ไม่น่าพอใจ เกิดเสื่อมลาภ เสียเงินเสียทอง หรือเสื่อมยศขึ้นมา ก็รู้ทันอีกนั้นแหละว่า นี่แหละ ถึงคราวที่เราเจอบ้างแล้วนะ  อ้าว มันเป็นบททดสอบเรา เอาละ ให้มันรู้ไป เราเจอมันแล้วเป็นอย่างไร เอาเป็นบททดสอบ ถ้ามองในแง่เป็นบททดสอบ เราก็ปรับตัวปรับใจได้ ดูซิว่าเราเข้มแข็งมั่นคงพอไหม
...ฯลฯ....
(บางส่วนของ  ธรรมกถา  ดุลยภาพสาระสุขภาพและความสมบูรณ์ พระพรหมคุณาภรณ์(ประยุทธ์ ปยุตฺโต) จากหนังสือ งานบุญกลุ่มขันธ์ห้า เดือน ธันวาคม ๒๕๕๓)


วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2559

ความรู้ที่แท้จริง


      มีเภสัชกรท่านหนึ่ง เป็นคนรักการอ่าน การฟัง การใคร่ครวญมาก เขาจึงมีความรู้แตกฉานในทุกๆ เรื่อง จนทำให้เขาสำคัญผิดคิดไปว่า ตนเองมีสัมมาทิฏฐิสมบูรณ์ แต่ในชีวิตจริงก็ยังมีปัญหาอยู่ เขาจึงพาลไปว่า พระพุทธศาสนาไม่ดีจริง
    วันหนึ่ง เภสัชกรไปหาหลวงพ่อที่วัด ซึ่งท่านเป็นผู้รู้แจ้งเห็นแจ้งจริง ต่อสัจธรรมแล้ว ครั้นได้พบกับหลวงพ่อเขาจึงปรารภขึ้นว่า
    "ตัวผมรู้หมดทุกอย่างแล้ว แต่ก็ยังเศร้าหมองเป็นทุกข์ แสดงว่า พุทธศาสนาแก้ปัญหาไม่ได้จริง"
    หลวงพ่อจึงพูดให้ฟังว่า
    "ความรู้ของโยมอยู่แค่จินตมยปัญญาเท่านั้น ส่วนความรู้ที่ดับทุกข์ได้จริง ต้องประพฤติปฏิบัติ เรียกว่า ภาวนามยปัญญา"
......................
(จากหนังสือ นิทานพุทธะ  พระคัมภีรญาณ อภิปุญโญ)