วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ตะโกนต่อ....

ภาพจากหนังสืออนุสรณ์ นรจ.๐๘ - ๐๙

" สวัสดีครับ "
    " สวัสดีครับ "
        ฯลฯ
       ทุกเช้าหลังจากแตรปลุก พอลืมตาลุกจากที่นอน(เตียงล่าง) พวกเราชั้นปีที่หนึ่งก็จะต้องกล่าว " สวัสดีครับ " กับพี่ชั้นปีที่สองซึ่งนอนอยู่บนเตียงบน..เก็บที่นอนเสร็จรีบลงไปล้างหน้าที่ห้องน้ำชั้นล่างของกราบพัก ระหว่างทางไปห้องก็ต้องหยุด " สวัสดีครับ " กับพี่ ๆ ปีสอง.....เรื่องนี้เรื่องสำคัญนะครับ..พลาดพลั้งไปละก็.."ออกอากาศ"ตอนแถวใหญ่หน้า บก.เชียวละ !!
        ******
         นึกถึงความหลังเมื่อ ๔๙ ปีที่แล้ว เออ.เราผ่านมาได้อย่างไร...ปีหน้า ๒๕๕๙ จะครบรอบ ๕๐ ปีแล้ว...พวก"ขาประจำ" ตั้งความหวังไว้ว่าเลี้ยงรุ่น ครบ ๕๐ ปี นี่คาดว่าเพื่อน ๆ คงมาร่วมงานกันมากกว่าทุกครั้ง....
         จากข้อมูลของเพื่อน ๆ ก็มีบางท่านขาดการติดต่อไปนานมากบางท่านสี่สิบกว่าปีนี่ไม่ทราบข่าวกันเลย...แต่ด้วยความเจริญทางเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารที่มี ไลน์(Line) มีเฟสบุ๊ค (Facebook) โทรศัพท์มือถือ ก็ทำให้การติดต่อกันง่ายขึ้น....
          ก็ฝากเพื่อน ๆ ที่ทราบข่าวนี้ "ตะโกนต่อ" ไปยังเพื่อน ๆ ด้วยครับ..เหมือนกับที่เคยทำตอนเป็น นรจ.พอได้ยินเสียงนกหวีดประกาศเรื่องอะไรก็ตาม...ใครที่ได้ยินต้อง"ตะโกนต่อ"ด้วย  ไม่เช่นนั้นมีโทษ !!! (ฮา)
          ครับ ช่วยกัน ๆ "ตะโกนต่อ"กันไปด้วยนะครับ ปีหน้า ๒๕๕๙ ครบรอบ ๕๐ ปี นรจ.๐๙ เราจะคืนสู่เหย้า รร.ชุมพลทหารเรือ ในวันเสาร์ที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๙ ก็คงจะมีรายละเอียดจากคณะกรรมการของรุ่นมาให้พวกเราได้ทราบอีกครั้งหนึ่งครับ.....
       จาก  ๙๔๑๗
            ๘ สิงหาคม ๒๕๕๘

วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2558

วังจันทรเกษม


มุ่งสู่กรุงเก่า.." ราชธานีเก่า อู่ข้าว อู่น้ำ เลิศล้ำกานท์กวี 
คนดีศรีอยุธยา"


          พระราชวังจันทรเกษม ตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำป่าสักหรือที่เรียกว่า คูขื่อหน้าในอดีต ทางทิศเหนือ มุมตะวันออกของเกาะเมืองอยุธยา ใกล้ตลาดหัวรอ ตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
         หลักฐานตามพระราชพงศาวดารสันนิษฐานได้ว่า พระราชวังจันทรเกษมหรือวังหน้า สร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาประมาณ พ.ศ.๒๑๒๐ ด้วยมีพระราชประสงค์เพื่อให้ไว้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อทรงดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราชครองเมืองพิษณุโลก
         นอกจากนี้ยังเคยเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์และมหาอุปราชที่สำคัญถึง ๘ พระองค์ คือ
         ๑.สมเด็จพระนเรศวรมหาราช 
          ๒.สมเด็จพระเอกาทศรถ
         ๓.เจ้าฟ้าสุทัศน์(พระราชโอรสสมเด็จพระเอกาทศรถ)
         ๔.สมเด็จพระนารายณ์มหาราช 
         ๕.ขุนหลวงสรศักดิ์(พระเจ้าเสือ)
         ๖.สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ
         ๗.สมเด็จพระเจ้าบรมโกศ
         ๘.กรมพระราชวังบวรมหาเสนาพิทักษ์(เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศ)
         ภายหลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ พ.ศ.๒๓๑๐ พระราชวังจันทรเกษมได้ถูกทิ้งร้างไป จนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงได้มีการบูรณะและปรับปรุงพระราชวังจันทรเกษมขึ้นใหม่ เพื่อใช้สำหรับเป็นที่ประทับในเวลาที่พระองค์เสด็จประพาสพระนครศรีอยุธยา และพระราชทานนามว่า พระราชวังจันทรเกษม
           ******
          ปัจจุบัน คือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม.....

......


......

         หลังจากติดต่อสอบถาม จ่ายค่าเข้าชมคนไทย ๒๐ บาท ต่างชาติ ๑๐๐ บาท (ผมได้รับสิทธิ์ผู้สูงอายุเลยไม่ต้องจ่ายครับ)

         เริ่มที่ พลับพลาจตุรมุข เป็นห้องที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ จัดแสดงเครื่องใช้ส่วนพระองค์ที่มีอยู่ในพระราชวังแห่งนี้ ได้แก่ พระแท่นบรรทม พระราชอาสน์พร้อมเศวตฉัตร พระบรมฉายาลักษณ์ และเครื่องราชูปโภคต่าง ๆ ที่หาชมได้ยาก


.....
....
....
....
....
          ต่อไปเราจะไปชม พระที่นั่งพิมานรัถยา จัดแสดงโบราณศิลปวัตถุสมัยต่าง ๆ ที่พระยาโบราณราชธานินทร์เก็บรวบรวม ได้แก่ ประติมากรรมที่สลักจากศิลา เช่น เทวรูป และพระพุทธรูปนาคปรก ศิลปะสมัยลพบุรี กลุ่มพระพุทธรูปสำริดสมัยอยุธยา ที่พบในพระพาหาซ้ายของพระมงคลบพิตร รวมทั้งพระพิมพ์แบบต่าง ๆ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีเครื่องไม้จำหลักฝีมือช่างอยุธยาตอนปลายและรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่ประณีตงดงามหลายชิ้นจัดแสดงร่วมอยู่ด้วย

(ภาพบน)จากพลับพลาจตุรมุข มีทางเดินไปพระที่นั่งพิมานรัถยาด้านข้าง
(ภาพล่าง)พระที่นั่งพิมานรัถยามองจากด้านหน้า

....
....
....
....

ลงจากอาคารหลังใหญ่ ด้านหน้าของอาคาร
จะมีเรือนขนาบด้านข้างซ้ายและขวา


ปรัศว์ซ้าย(ปรัศว์ - ข้าง,สีข้าง) ภายในแสดง
เรื่องราวความเป็นมาของพระราชวังจันทรเกษม


.....


ปรัศว์ขวา(ปรัศว์ - ข้าง,สีข้าง) ภายในแสดง
ภาพถ่ายในอดีต


กลุ่มอาคารพระที่นั่งพิมานรัถยายังมีอีกหนึ่งหลังอยู่ด้านหลังคืออาคารเชิญเครื่อง 



        หลังจากชมพระที่นั่งพิมานรัถยา แล้วเดินอ้อมไปด้านหลัง ก็จะพบอาคารสโมสรเสือป่า ซึ่งพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ใช้เป็นที่ชุมนุมกองเสือป่าของมณฑลกรุงเก่า  อาคารนี้ได้รับพระราชทานรางวัลสถาปัตยกรรมไทยอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามโดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์พระราชทานรางวัล  ซึ่งไม่เปิดให้ชมภายใน


           ผ่านไปอีกนิดก็จะถึงพระที่นั่งพิสัยศัลลักษณ์(หอส่องกล้อง) เป็นอาคารทรงสูง ๔ ชั้น สูง ๒๒ เมตร  สันนิษฐานว่าสร้างครั้งแรกในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและได้พังลงตั้งแต่ก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างขึ้นตามแนวรากฐานเดิมที่มีมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เพื่อทรงใช้เป็นที่ศึกษาดาราศาสตร์

เราสามารถขึ้นไปชมภายในอาคาร
มีนิทรรศการพระราชกรณียกิจของ ร.๔ 
และชมทัศนียภาพดยรอบของวังจันทรเกษม ได้ครับ


           ลงจากหอส่องกล้องแล้วเราจะไปชมอาคารมหาดไทย (รูปตัวแอล) สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๖ ครั้งพระยาโบราณราชธานินทร์(พร เดชะคุปต์) เป็นสมุหเทศาภิบาลกรุงเก่า

      อาคารนี้มีนิทรรศการให้ชม คือ วิถีชีวิตชาวกรุงเก่ากับสายน้ำ เครื่องป้ันดินเผา อาวุธยุทธภัณฑ์ ศิลปวัตถุพุทธบูชา


....

....

....

....


อาคารนี้จะมีห้องที่ระลึกพระยาโบราณราชธานินทร์


....

....


....


            อาคารหลังสุดท้ายคือ โรงม้าพระที่นั่ง  สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๔ ในสมัย รัชกาลที่ ๕ พระยาโบราณราชธานินทร์ใช้เป็นที่ตั้ง โบราณพิพิธภัณฑ์

....
ภาพถ่ายมุมสูงจากพระที่นั่งพิศัยศัลลักษณ์(หอส่งกล้อง)
พลับพลาจตุรมุข พระที่นั่งพิมานรัตยา อาคารสโมสรเสือป่า

....
อาคารมหาดไทย โรงม้าพระที่นั่ง  พระที่นั่งพิมานรัตยา




ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมครับ
       ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือนำชม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม และแผ่นพับ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
*********



วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2558

กรับพวง

.....ห่างหายไปนาน กลับมาพร้อมกับของเก่า ๆ ครับ...ของเก่าที่ว่านี้คือ " กรับพวง " จริง ๆ แล้วผมเองไม่มีความรู้ทางดนตรีเลย..ออกตัวไว้ก่อนที่จะมีคนถามต่อ.."กรับพวง"อันนี้ผมจำความได้ก็เห็นวางอยู่ในตู้ที่บ้าน  ตอนแรกไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าเรียกอะไร     แต่เข้าใจว่าเป็นเครื่องดนตรีไทยชนิดหนึ่งเพราะหยิบมาฟาดกับฝ่ามือแล้วมีเสียงดัง...หลังจากคุณแม่เสียชีวิตไปแล้วเมื่อปีก่อน  ผมต้องกลับมาอยู่ที่บ้านเกิดอีกครั้งหนึ่งหลังเกษียณอายุเพื่อดูแลคุณป้าตอนนี้อายุ ๙๖ ปี   ก็ยังเห็น" กรับพวง " วางอยู่ในตู้ของแม่เช่นเคย  อายุของกลับพวงนี้ต้องไม่ต่ำ ๖๐ กว่าปีแน่นอน
        สิ่งที่สงสัยมานานคือกลับพวงนี้มีประวัติความเป็นมาอย่างไรเพราะบ้านเราไม่มีใครเล่นดนตรีเลย...  เมื่อต้นปีที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสพบกับ"พี่ต๊อย"ลูกสาวของลุง  พี่ต๊อยบอกว่าไปพบกับเพื่อนรุ่นเดียวกับแม่สมัยเรียนฝึกหัดครูด้วยกัน เพื่อนของแม่บอกพี่ต๋อยว่า สมัยที่แม่เรียนฝึกหัดครูนั้น   แม่เป็นแม่เพลงเรือของโรงเรียนฝึกหัดครู..........
         เสียดายจริง ๆ ที่ผมไม่ได้ยินเสียง"กลับพวง"และเสียงร้องเพลงเรือของ"แม่"..........(แม่จากไปอย่างไม่มีวันกลับมาอีกแล้วเมื่อ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๒)

**************

***************

.. ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๕..
งานฉลองศาลา ๑๐๐ ปี ชาตกาล
ของแม่ครูสดับ สุภานันท์..


วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สมบัติอันประเสริฐ


    ๑.คติสมบัติ นั้นได้แก่เราเกิดมาเป็นคนเป็นมนุษย์นี้ อันนี้เป็นสมบัติอันหนึ่งหาได้ยากในการที่จะเกิดเป็นคนต้องมีบุญวาสนาบารมีที่จะได้เกิดมาเป็นคน
    ๒.กาลสมบัติ  ที่เราได้มาพบศาสนาของพระพุทธเจ้านี้เป็นการยาก เราพบพระวินัย พบพระสงฆ์ พบพระธรรม วินัยนั้น เราก็มีทุกบาทก้าวเราระมัดระวังเป็นศีล  พบพระธรรรม คือการเจริญวิปัสสนาในแนวสติปัฏฐานทั้ง ๔  นี้แหละเป็นกาละ  เป็นสมบัติอันประเสริฐ ที่เรานั้นมาพบเกิดมาพบพระธรรม พระวินัยของพระพุทธเจ้า
    ๓.กุลสมบัติ เราเกิดในตระกูลที่ดี พ่อแม่เรานับถือพุทธศาสนาพวกเราก็ได้เข้าสู่การนับถือศาสนาพระพุทธเจ้า เพราะตระกูลเราเป็นผู้เลื่อมใสในพุทธศาสนา เราได้มาตามตระกูล ตามปู่ย่า ตายายของเรา ได้แสดงให้เห็นในที่เราเกิดมาเมื่อเป็นเด็กเล็ก ๆ เราได้เห็นพ่อเห็นแม่ของเราได้ไปวัดไปวาตระกูลของเรานี้นับถือพระพุทธศาสนา
   ๔.อุปธิสมบัติ  อุปธิ นั้นได้แก่การที่สมบัติของเราทั้ง ๖ ประการ คือ ตา หู จมูก กาย ใจ สมบัติทั้ง ๖ ประการ อุปธิสมบัติคือการที่เราไม่เป็นคนบ้าใบ้เสียจิตใจ ได้เป็นคนปกติดีมีกายมีใจอันสบายรับรู้ทั้งทวารทั้ง ๖ อันนี้เป็นสมบัติอันล้ำค่าเราจะแลกเอา สมบัติโลกิยะและโลกุตตระสมบัติได้  ในเวลานี้เราเอา ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ สมบัติอันนี้มาทำให้แลกเอา โลกุตตระสมบัติ
..........................
(จากหนังสือ ธรรมะจากหลวงปู่ ๑๖  พระธรรมมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร)

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

อาหาร


สัมมาทิฏฐิสูตร...สูตรว่าด้วยความเห็นชอบ
      พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ เชตวนาราม พระสารีบุตรได้แสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ถึงเรื่องความเห็นชอบ โดยยกเอาการรู้จักอกุศลและมูลรากของอกุศล การรู้จักกุศลและมูลรากของกุศลขึ้นแสดงก่อน เมื่อภิกษุทั้งหลายถามถึงปริยายอย่างอื่นอีก ก็แสดงยักย้ายนัยเรื่อย ๆ ไปอีก ๑๕ ข้อ (รวมเป็น ๑๖ ข้อทั้งนัยแรก)....
     สัมมาทิฏฐิความเห็นชอบอีกข้อหนึ่ง คือ ความรู้จักอาหาร  รู้จักอาหาระสมุทัย เหตุเกิดแห่งอาหาร รู้จักอาหารนิโรธ ความดับอาหาร และรู้จักอาหาระนิโรธคามินีปฏิปทา ข้อปฏิบัติอันเป็นทางให้ถึงความดับอาหาร
      คำว่า อาหาร นั้นมิใช่หมายความถึงเพียงอาหารสำหรับบำรุงเลี้ยงร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงอาหารอย่างอื่นด้วย ท่านพระสารีบุตร ได้แสดงอธิบายอาหารไว้ ๔ ประการ คือ
     ๑.กวฬิงการาหาร อาหารคือคำข้าว หมายถึง อาหารที่บุคคลและสัตว์เดรัจฉานทั้งหลายบริโภค และหมายคลุมถึงอาหารทุกอย่างที่บริโภคสำหรับบำรุงเลี้ยงร่ายกาย  เป็นอาหาร ของ รูปธรรม
     ๒.ผัสสาหาร อาหารคือผัสสะ หมายถึงอายตนะภายใน อายตนะภายนอกและวิญญาณ มาประชุมกันเรียกว่า สัมผัสหรือผัสสะ อันแปลว่ากระทบ เป็นอาหาร แห่ง นามธรรม คือ เวทนา  สัญญา สังขาร และวิญญาณ ที่เกิดสืบเนื่องกันไป
     ๓.มโนสัญเจตนาหาร คือความจงใจ เป็นอาหารของกรรม กรรมคือการงานที่บุคคลกระทำ  กรรมที่กระทำทุกๆ อย่าง ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ไม่ว่าจะเป็นกุศลกรรมหรือบุญกรรม ไม่ว่าจะเป็นอกุศลกรรมหรือบาปกรรม ย่อมมีเจตนา คือความจงใจหรือมโนสัญเจตนา เป็นเหตุคือเป็นอาหาร เป็นปัจจัยซึ่งนำผลมาให้บังเกิด กรรม
     ๔.วิญญาณาหาร อาหารคือวิญญาณ วิญญาณเป็นอาหารสำคัญ ของนามรูป หรือของขันธ์ ๕ หรือว่าของรูปกายนามกาย เมื่อวิญญาณนี้ยังอยู่ นามรูปก็ยังดำรงอยู่ แต่เมื่อปราศจากวิญญาณเสียแล้ว นามรูปก็เป็นอันว่าแตกสลาย ฉะนั้นวิญญาณจึงเป็นอาหาร ของ นามรูป
*******
(จากหนังสือ พระไตรปิฎก ฉบับสำหรับประชาชน และเทปธรรมบรรยาย อบรมจิต โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช)

  *******