วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2558

กรับพวง

.....ห่างหายไปนาน กลับมาพร้อมกับของเก่า ๆ ครับ...ของเก่าที่ว่านี้คือ " กรับพวง " จริง ๆ แล้วผมเองไม่มีความรู้ทางดนตรีเลย..ออกตัวไว้ก่อนที่จะมีคนถามต่อ.."กรับพวง"อันนี้ผมจำความได้ก็เห็นวางอยู่ในตู้ที่บ้าน  ตอนแรกไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าเรียกอะไร     แต่เข้าใจว่าเป็นเครื่องดนตรีไทยชนิดหนึ่งเพราะหยิบมาฟาดกับฝ่ามือแล้วมีเสียงดัง...หลังจากคุณแม่เสียชีวิตไปแล้วเมื่อปีก่อน  ผมต้องกลับมาอยู่ที่บ้านเกิดอีกครั้งหนึ่งหลังเกษียณอายุเพื่อดูแลคุณป้าตอนนี้อายุ ๙๖ ปี   ก็ยังเห็น" กรับพวง " วางอยู่ในตู้ของแม่เช่นเคย  อายุของกลับพวงนี้ต้องไม่ต่ำ ๖๐ กว่าปีแน่นอน
        สิ่งที่สงสัยมานานคือกลับพวงนี้มีประวัติความเป็นมาอย่างไรเพราะบ้านเราไม่มีใครเล่นดนตรีเลย...  เมื่อต้นปีที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสพบกับ"พี่ต๊อย"ลูกสาวของลุง  พี่ต๊อยบอกว่าไปพบกับเพื่อนรุ่นเดียวกับแม่สมัยเรียนฝึกหัดครูด้วยกัน เพื่อนของแม่บอกพี่ต๋อยว่า สมัยที่แม่เรียนฝึกหัดครูนั้น   แม่เป็นแม่เพลงเรือของโรงเรียนฝึกหัดครู..........
         เสียดายจริง ๆ ที่ผมไม่ได้ยินเสียง"กลับพวง"และเสียงร้องเพลงเรือของ"แม่"..........(แม่จากไปอย่างไม่มีวันกลับมาอีกแล้วเมื่อ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๒)

**************

***************

.. ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๕..
งานฉลองศาลา ๑๐๐ ปี ชาตกาล
ของแม่ครูสดับ สุภานันท์..


วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สมบัติอันประเสริฐ


    ๑.คติสมบัติ นั้นได้แก่เราเกิดมาเป็นคนเป็นมนุษย์นี้ อันนี้เป็นสมบัติอันหนึ่งหาได้ยากในการที่จะเกิดเป็นคนต้องมีบุญวาสนาบารมีที่จะได้เกิดมาเป็นคน
    ๒.กาลสมบัติ  ที่เราได้มาพบศาสนาของพระพุทธเจ้านี้เป็นการยาก เราพบพระวินัย พบพระสงฆ์ พบพระธรรม วินัยนั้น เราก็มีทุกบาทก้าวเราระมัดระวังเป็นศีล  พบพระธรรรม คือการเจริญวิปัสสนาในแนวสติปัฏฐานทั้ง ๔  นี้แหละเป็นกาละ  เป็นสมบัติอันประเสริฐ ที่เรานั้นมาพบเกิดมาพบพระธรรม พระวินัยของพระพุทธเจ้า
    ๓.กุลสมบัติ เราเกิดในตระกูลที่ดี พ่อแม่เรานับถือพุทธศาสนาพวกเราก็ได้เข้าสู่การนับถือศาสนาพระพุทธเจ้า เพราะตระกูลเราเป็นผู้เลื่อมใสในพุทธศาสนา เราได้มาตามตระกูล ตามปู่ย่า ตายายของเรา ได้แสดงให้เห็นในที่เราเกิดมาเมื่อเป็นเด็กเล็ก ๆ เราได้เห็นพ่อเห็นแม่ของเราได้ไปวัดไปวาตระกูลของเรานี้นับถือพระพุทธศาสนา
   ๔.อุปธิสมบัติ  อุปธิ นั้นได้แก่การที่สมบัติของเราทั้ง ๖ ประการ คือ ตา หู จมูก กาย ใจ สมบัติทั้ง ๖ ประการ อุปธิสมบัติคือการที่เราไม่เป็นคนบ้าใบ้เสียจิตใจ ได้เป็นคนปกติดีมีกายมีใจอันสบายรับรู้ทั้งทวารทั้ง ๖ อันนี้เป็นสมบัติอันล้ำค่าเราจะแลกเอา สมบัติโลกิยะและโลกุตตระสมบัติได้  ในเวลานี้เราเอา ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ สมบัติอันนี้มาทำให้แลกเอา โลกุตตระสมบัติ
..........................
(จากหนังสือ ธรรมะจากหลวงปู่ ๑๖  พระธรรมมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร)

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

อาหาร


สัมมาทิฏฐิสูตร...สูตรว่าด้วยความเห็นชอบ
      พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ เชตวนาราม พระสารีบุตรได้แสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ถึงเรื่องความเห็นชอบ โดยยกเอาการรู้จักอกุศลและมูลรากของอกุศล การรู้จักกุศลและมูลรากของกุศลขึ้นแสดงก่อน เมื่อภิกษุทั้งหลายถามถึงปริยายอย่างอื่นอีก ก็แสดงยักย้ายนัยเรื่อย ๆ ไปอีก ๑๕ ข้อ (รวมเป็น ๑๖ ข้อทั้งนัยแรก)....
     สัมมาทิฏฐิความเห็นชอบอีกข้อหนึ่ง คือ ความรู้จักอาหาร  รู้จักอาหาระสมุทัย เหตุเกิดแห่งอาหาร รู้จักอาหารนิโรธ ความดับอาหาร และรู้จักอาหาระนิโรธคามินีปฏิปทา ข้อปฏิบัติอันเป็นทางให้ถึงความดับอาหาร
      คำว่า อาหาร นั้นมิใช่หมายความถึงเพียงอาหารสำหรับบำรุงเลี้ยงร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงอาหารอย่างอื่นด้วย ท่านพระสารีบุตร ได้แสดงอธิบายอาหารไว้ ๔ ประการ คือ
     ๑.กวฬิงการาหาร อาหารคือคำข้าว หมายถึง อาหารที่บุคคลและสัตว์เดรัจฉานทั้งหลายบริโภค และหมายคลุมถึงอาหารทุกอย่างที่บริโภคสำหรับบำรุงเลี้ยงร่ายกาย  เป็นอาหาร ของ รูปธรรม
     ๒.ผัสสาหาร อาหารคือผัสสะ หมายถึงอายตนะภายใน อายตนะภายนอกและวิญญาณ มาประชุมกันเรียกว่า สัมผัสหรือผัสสะ อันแปลว่ากระทบ เป็นอาหาร แห่ง นามธรรม คือ เวทนา  สัญญา สังขาร และวิญญาณ ที่เกิดสืบเนื่องกันไป
     ๓.มโนสัญเจตนาหาร คือความจงใจ เป็นอาหารของกรรม กรรมคือการงานที่บุคคลกระทำ  กรรมที่กระทำทุกๆ อย่าง ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ไม่ว่าจะเป็นกุศลกรรมหรือบุญกรรม ไม่ว่าจะเป็นอกุศลกรรมหรือบาปกรรม ย่อมมีเจตนา คือความจงใจหรือมโนสัญเจตนา เป็นเหตุคือเป็นอาหาร เป็นปัจจัยซึ่งนำผลมาให้บังเกิด กรรม
     ๔.วิญญาณาหาร อาหารคือวิญญาณ วิญญาณเป็นอาหารสำคัญ ของนามรูป หรือของขันธ์ ๕ หรือว่าของรูปกายนามกาย เมื่อวิญญาณนี้ยังอยู่ นามรูปก็ยังดำรงอยู่ แต่เมื่อปราศจากวิญญาณเสียแล้ว นามรูปก็เป็นอันว่าแตกสลาย ฉะนั้นวิญญาณจึงเป็นอาหาร ของ นามรูป
*******
(จากหนังสือ พระไตรปิฎก ฉบับสำหรับประชาชน และเทปธรรมบรรยาย อบรมจิต โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช)

  *******

 

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2558

คนเลี้ยงไก่


ภาพจากอินเตอร์เนต

     หลวงพ่อชา  เล่าเรื่อง.. “คนเลี้ยงไก่
มีคนเลี้ยงไก่  2 คน 
คนที่  1 ทุกเช้าจะเอาตะกร้าเข้าไปในโรงเรือนเลี้ยงไก่ แล้วก็เก็บ "ขี้ไก่" ใส่ตะกร้ากลับบ้าน!! แล้วทิ้งไข่ไก่ให้เน่าไว้ในโรงเรือน เมื่อเขาเอาขี้ไก่กลับถึงบ้าน  ทั้งบ้านก็เหม็นหึ่ง ไปด้วยกลิ่นขี้ไก่ !!! คนทั้งบ้านต้องทนกับกลิ่นเหม็น!!! 
คนเลี้ยงไก่คนที่  2 เอาตะกร้าเข้าไปในโรงเรือนเลี้ยงไก่ เก็บ "ไข่ไก่"  ใส่ตะกร้าเอากลับบ้าน เขาเอาไข่ไก่ลงเจียว กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วบ้าน คนทั้งบ้านได้กินไข่เจียวแสนอร่อยไข่ไก่ที่เหลือเขาก็เอาไปขาย แล้วได้เงินมาใช้จ่ายในบ้าน ทุกคนในบ้านมีความสุขมาก..... 
 ในชีวิตของเราพวกเรา เป็นคนเก็บ "ไข่ไก่" หรือ เก็บ"ขี้ไก่"
เราเป็นคนเก็บ "ขี้ไก่" โดยเฝ้าแต่เก็บเรื่องร้ายๆ แย่ๆที่เกิดขึ้นในชีวิตเราไว้ในหัวของเรา และมีความทุกข์ตลอดเวลาที่คิดถึงมัน!!!
หรือเราเป็นคนที่เก็บ "ไข่ไก่" เราจดจำสิ่งที่ดีๆที่เกิดในชีวิตของเรา และมีความสุขทุกครั้งที่คิดถึงมัน!! 
 คนเราส่วนใหญ่ชอบเป็นคนเก็บ "ขี้ไก่"
เราถึงต้องเป็นทุกข์ตลอดเวลา เรื่องความเสียใจ ความผิดพลาด ความเจ็บใจ ฯลฯ มักจะติดอยู่ในใจ ของเรานานเท่านาน 
ถ้าเราอยากมีความสุขในชีวิต เลือกเก็บ "ไข่ไก่" กับ ทิ้ง "ขี้ไก่" ไปเถอะ ชีวิตของเราจะได้มีความสุขซักที ... 
จงยังประโยชน์ .ปัจจุบัน
ให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
*** ธรรมะจากหลวงพ่อชา สุภัทโท
*******
***************

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ตะปูตอกใจ..


       พระพุทธเจ้าทรงสอนกรรมฐานตามเจโตขีลสูตรนำสติปัฏฐาน ...
       ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม  ทรงสอนให้พระภิกษุทั้งหลาย ให้ละกิเลสอันเป็นเสมือนตะปูที่ตอกตรึงจิต ๕ ประการ และกิเลสที่ผูกพันจิต ๕ ประการ ซึ่งหากภิกษุไม่สามารถถอนกิเลสที่เปรียบเสมือนตะปูที่ตอกตรึงจิต และกิเลสที่ผูกพันจิต รวม ๑๐ ประการนี้ได้  ก็จะไม่มีความเจริญงอกงามไพบูลย์ในพระธรรมวินัย
       ตะปูตอกตรึงใจ ๕ ประการ เรียกสั้นว่า เจโตขีละ อันได้แก่มีกังขา  คือ
      ๑.สงสัยในพระศาสดา
      ๒.สงสัยในพระธรรม
      ๓.สงสัยในพระสงฆ์
      ๔.สงสัยในสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
      ๕.มักโกรธ ขัดใจใน สพรหมจารี คือผู้ประพฤติธรรมทั้งหลาย
       และกิเลสอันเป็นเครื่องผูกพันจิต ๕ ประการ คือ
      ๑.ความติดใจ ยินดีในกาม ทำให้จิตไม่มีสมาธิ
      ๒.ความติดใจ ยินดีในกายของตน  มุ่งที่จะทำนุบำรุงกายให้มีความสุข จะต้องอยู่ในที่ที่มีความสุขทางกาย
      ๓.ความติดใจ ยินดีในรูปภายนอกต่าง ๆ มุ่งแต่จะประดับตกแต่งให้วิจิตรพิสดาร จนไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม
      ๔.ความที่กินและก็นอน ไม่ได้ทำอะไรให้เป็นประโยชน์ เสียทั้งทางโลกและทางธรรม
      ๕.ความปรารถนาที่จะไปสวรรค์ เป็นความปรารถนาที่สวนทางกับมรรคผลนิพพาน
*****
       และพระพุทธองค์ทรงสอนธรรมที่จะทำให้ไปสู่ความสำเร็จมรรคผล นิพพานคือ อิทธิบาท ๔ อันได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะและวิมังสา และตรัสเพิ่มอีกข้อหนึ่ง คือ ขันติ อันหมายถึงความอดทน อดกลั้น  ซึ่งหากภิกษุทำกิจให้สำเร็จรวม ๑๕ ข้อ ข้างต้นที่กล่าวมาแล้ว  ก็จะทำให้การปฏิบัติทางสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน ได้บรรลุถึงความสำเร็จได้....
*****
(เรียบเรียงจาก ธรรมะบรรยาย อบรมจิต ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช และพระไตรปิฎกฉบับประชาชน)
*****


********

*******
นิวรณ์  (คลิก)

*********