วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ความตาย...


....ฯลฯ...
     ให้เราเข้าใจว่าตัวเราทุกวันนี้  เรานอนหลับอยู่ก็คือว่านอนหลับรอท่าความตาย จงกำหนดให้ดีเรียกว่า  มรณัง เม ภวิสสติ  มรณะ ความตาย เรามักจะคิดว่าเรานอนสบาย เอาความสุขสบาย แท้ที่จริงนอนรอความตาย  แล้วเวลาตายมันก็เหมือนเรานอนนั่นแหละ  แต่ว่าจิตมันยังไม่ออกจากร่าง ความตายนั้นเรียกว่า จิตมันออกจากร่างแล้ว
     จิตใจคนเรานั้น เมื่อมันออกจากสารีระร่างกายอันนี้แล้ว ไม่มีใครรู้เห็นไปได้ทุกทิศทุกทาง จงนึกเตือนจิตเตือนใจดวงนี้ เมื่อยังไม่ถึงเวลาตายว่า  มรณัง เม ภวิสสติ เราต้องตาย คนทั้งหลายต้องตาย สัตว์ทั้งหลายไม่ว่าสัตว์บก สัตว์น้ำ ตายด้วยกันทั้งนั้น
      ความตายนี้ไม่มีใครหลบหลีก แต่ว่าผู้จะมานึกมาเจริญพิจารณาให้เห็นแจ้งซึ่งความความตายนี้ ไม่ค่อยจะมี บางคนถ้ามีสติปัญญาน้อย ก็มักจะไปกลัวความตาย เพียงจะเอามานึกมาพิจารณาเป็นกรรมฐานสอนว่าเราจะต้องตาย  ก็นึกไม่ได้  ถ้านึกเจริญก็กลัวมันตายเร็วเข้า เพราะตัวเองยังไม่อยากตาย เป็นอย่างนี้ก็มี  แต่ว่าให้เราทุกคน นึกให้ได้ เจริญให้ได้ว่า ความตายนี้หนีไม่พ้น จะหลบหลีกท่าใหนก็ไม่พ้น หลบไปเถิด หลีกไปเถิด พ้นเวลาเด็ก เวลาหนุ่มตายก็มี พ้นเวลาหนุ่มแข็งแรง ปานกลางคนตายก็มี เลยปานกลางไป เลยอายุ ๔๐ ปี ๕๐ ปีไปก็ตายได้ทั้งนั้น ๖๐ ปีก็ตาย ๗๐ ปีก็ตาย ๘๐ ปีก็ตาย ๙๐ ปีก็ตาย ๙๙ ปีก็ตาย  ๑๐๐ ปีก็ตาย เลย ๑๐๐ ปีไปสักกี่ปีก็ตาย..
....ฯลฯ.....
(พระธรรมเทศนา พระญาณสิทธาจารย์ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่)

(ภาพ การลอยอังคาร ที่ อ่าวดงตาล สัตหีบ ชลบุรี)

*****


วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

สุดท้ายแห่งทุกข์...


....ฯลฯ....
....ความตายเป็นบั้นสุดท้ายแห่งกองทุกข์ แล้วสิ่งที่จะมาปรากฏคือ ความตายนั้น มันก็ไม่ได้อยู่ไกล มันอยู่ในใจตัวเรานี้เท่านั้น คำว่า " ตาย " คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ที่มันประชุมเป็นตัวตนเรานี้ เมื่อมันหมดเหตุ หมดปัจจัยลงไป มันก็หยุด มันหยุดมันก็ตาย  "ตาย" ดินมันตาย น้ำ ไฟ ลม มันตาย ช่างมันเถิด
     ใจเราภาวนา พุทโธ พุทโธ อยู่ในดวงจิตดวงใจ นี้ไม่ตาย จิตมันไม่ตาย จิตมันไม่ใช่รูป จิตนี้เป็นนามธรรม ไม่มีอะไรที่จะมาทำลายได้ เราเอาไฟเผาจิต ก็ไม่ได้เรื่อง มันไม่มีตัว เผาก็ไม่ไหม้ จะคิดทำลายอย่างไร มันทำลายไม่ได้เพราะว่าจิตเป็นธาตุนามธรรม เหมือนกับลม เหมือนกับอากาศ ว่างเปล่าอย่างนั้นแหละ ใครจะไปทำให้อากาศ ลม มันเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมไม่ได้
....ฯลฯ....
(จากหนังสือ สุข สงบ เยือกเย็น  ๑๐๔ ปีชาตกาล หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่)

วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

กฏของความจริง


....ฯลฯ....
.....อริยสัจ หมายถึง  ความจริงที่มันทรงอยู่  
     เอาจิตของเรายอมรับนับถือ"กฏของความเป็นจริง" แสดงว่าไม่ทำจิตให้ดิ้นรนฝืนความเป็นจริง
     อะไรมันจริงบ้าง การเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความป่วยไข้ไม่สบายเป็นทุกข์ ความหิวกระหายเป็นทุกข์ การปวดอุจจาระปัสสาวะเป็นทุกข์ ความปรารถนาไม่สมหวังเป็นทุกข์  การประกอบกิจการงานเต็มไปด้วยความเหนื่อยยากเป็นทุกข์ และความพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์
     ที่คำว่า"ทุกข์"มีอยู่ก็เพราะว่าเราไม่ยอมรับนับถือ"กฏของความจริง" เพราะ ความจริงไม่น่าจะมีอะไรเป็นทุกข์ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นของธรรมดา
      เมื่อการเกิดมีขึ้น ความแก่ก็ตามมา  ความป่วยไข้ไม่สบายก็ตามมา ความหิว ความกระหาย ความหนาว ความร้อน การปวดอุจจาระปัสสาวะ การพลัดพรากจากของรักของชอบใจ ตลอดจนความตายมันก็ตามมา เพราะความเกิดเป็นต้น
       นี่เพราะอาศัยการเกิดมันจึงมีความทุกข์ คือ ของมันเป็นธรรมดาอยู่อย่างนี้ ถึงแม้ว่าเราจะทำใจเป็นทุกข์  มันก็ไม่เกิดประโยชน์ ทั้งนี้เพราะอะไร  เพราะเราฝืนมันไม่ได้....
...........
       ถ้าจิตเรายอมรับนับถือความเป็นจริงอย่างนี้ 
       ...เราจะมีอะไรเป็นทุกข์...??
...ฯลฯ...
(จากหนังสือ มรณานุสสติ โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน)
*****

วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

โกรธ...

...ฯลฯ...
....ลักษณะของความโกรธ...
    ทีนี้จะพูดถึงลักษณะของความโกรธ พอเป็นเครื่องกำหนดจดจำ
    โกรธในอัตราน้อย ๆ เราจะเรียกว่าขัดใจ เช่น หงุดหงิด กระทบกระทั่งแห่งจิต นี่มันเป็นความโกรธในอันดับน้อย อันดับต่ำ ที่เรียกในบาลีว่า ปฏิฆะ
     ทีนี้อันดับสองขึ้นมาก็คือ โกรธ โกรธเต็มความหมาย นี่บันดาลโทสะ งุ่นง่าน ถ้าจะเรียกตามบาลีก็เรียกว่า โกธะ
     ทีนี้อันดับต่อไปอีก มันก็คือ ผูกโกรธ ผูกโกรธไว้ ความอาฆาต พยาบาทจองเวร อย่างนี้เรียกว่า อุปนาหะ  อุปนาหะคือ ผู้โกรธไว้ หรือ เวระ..จองเวร
     ทั้งสามอย่างนี้คือความโกรธ ในลักษณะที่มันต่าง ๆ กัน โกรธไม่สู้มาก และโกรธสมบูรณ์ จนกระทั่งโกรธโดยผูกไว้ รักษาไว้
      คำว่า ปฏิฆะ  หมายถึง หงุดหงิดขัดใจ
      คำว่า โกธะ    นี่โกรธโดยสมบูรณ์
      คำว่า โทสะ  มันแปลว่า ประทุษร้าย เมื่อโกรธแล้วก็ไปประทุษร้ายอีกที เดี๋ยวนี้เราจะเอาแต่ความโกรธ ไม่ประทุษร้ายผู้อื่น  อุปนาหะ ก็ผูกอาฆาตไว้
      ทีนี้ดูในชีวิตประจำวัน ยิ่งอยู่ที่บ้าน ที่ออฟฟิศ ที่ทำงานเนื่องกันหลายคน มักจะมีสิ่งเหล่านี้ หงุดหงิด กระทบกระทั่งเป็น ปฏิฆะ นี่จะมีมากที่สุด ถ้าเป็นผู้ไม่ได้อบรมในทางธรรมะหรือศาสนามาก่อน ถ้ามีการศึกษาอย่างเลว ๆ แห่งสมัยปัจจุบันนี้ ทั้งโลกมันไม่มีระบบไหนที่สอนให้กำจัดความโกรธ ระวังความโกรธ  ในการศึกษาของพวกลูกเด็ก ๆ สมัยก่อนก็ยังค่อยยังชั่ว ทีนี้โกรธเต็มที่คงจะมีได้นาน ๆ ครั้ง ถ้าไม่อย่างนั้นมันก็ฆ่ากันตายหมด ทีนี้ผูกโกรธไว้นี้ก็ไม่ใช่เล็กน้อย มันก็มีอย่างที่เรียกว่า สุมเผาตัวเอง คนอื่นหรือคู่เวรกันไม่รู้สึกอะไรก็ได้ แต่ผู้ที่อาฆาตหรือจองเวรนี้มันเหมือนกับทำลายตัวเองอยู่เรื่อยไป ฉะนั้น ไปสอบดู...ของใคร ใครก็ไปสอบดูว่าเรามีโรคโกรธนี่กี่มากน้อย และอย่างไรบ้าง ? นี้คือสิ่งที่เรียกว่า ความโกรธ โดยเค้าก็มีอยู่ ๓ ระดับอย่างนี้..
....ฯลฯ....
(จากหนังสือ การเก็บความโกรธใส่ยุ้งฉาง  พระธรรมเทศนา โดย พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ))

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ชีวิตนี้น้อยนัก..(จบ)


*****
....ฯลฯ....
       ..จิตดวงเดียวที่พรั่งพร้อมด้วยบุญกุศลจักท่องเที่ยวเบิกบานไปนานนักหนา นับกาลเวลาหาได้ไม่ นับภพชาติหาถูกไม่ในสุคติ จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งทุกข์พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป อันเป็นจุดสูงสุดในพระพุทธศาสนาที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงนำไปแล้ว และทรงแสดงแจ้งทางไว้ให้แล้วอย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วยพระมหากรุณาหาที่เปรียบมิได้ พุทธสาวกทั้งหลายได้ตามเสด็จไปถึงจุดหมายอันเป็นบรมสุขนั้นแล้วมาก มีทั้งในสมัยพุทธกาลและปัจจุบันนี้ ทั้งยังจะสืบต่อไปในอนาคต กาลนานไกลตราบที่ยังมีผู้ใส่ใจปฏิบัติธรรมคำสอนของพระพุทธองค์อยู่
        ชีวิตนี้น้อยนัก แต่ชีวิตนี้สำคัญนัก เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ เป็นทางแยก จะไปสูงไปต่ำ จะไปดีไปร้ายเลือกได้ในชีวิตนี้เท่านั้น พึงสำนึกข้อนี้ให้จงดี แล้วจงเลือกเถิด เลือกให้ดีเถิด
        ชีวิตนี้จักสวัสดี และชีวิตข้างหน้าจักสวัสดีได้ ถ้ามือแห่งกรรมร้ายไม่เอื้อมมาถึงเสียก่อน
        มือแห่งกรรมร้ายใด ๆ ก็จะเอื้อมมาถึงไม่ได้ ถ้าชีวิตนี้วิ่งหนีได้เร็วกว่า และการจะวิ่งหนีให้เร็วกว่ามือแห่งกรรมนั้น จะต้องอาศัยกำลังบุญกุศลคุณงามความดีเป็นอันมากและสม่ำเสมอ
       กำลังความสามารถในการวิ่งหนีมือแห่งกรรมชั่วกรรมร้าย คือการทำดีพร้อมทั้งกาย วาจา ใจ ทุกเวลา
       ผู้จะมีสติระวังไม่ทำความไม่ดีทั้งกายวาจาใจได้ยิ่งกว่าผู้อื่น คือ ผู้มีกตัญญูกตเวทีอันเป็นธรรมสำคัญ ธรรมที่จะทำคนให้เป็นคนดี มีความห่วงใยปรารถนา จะระวังรักษาผู้มีพระคุณไม่ต้องเสียชื่อเสียงและไม่เสียทั้งน้ำใจ
      ผู้มีกตัญญูกตเวทีจึงเป็นผู้มีธรรมเป็นเครื่องคุ้มครองให้สวัสดี คุ้มครองไม่ให้ทำความไม่ดี คุ้มครองให้ทำแต่ความดี ทั้งกายวาจาใจทุกเวลา
      ชีวิตนี้น้อยน้ก พึงใช้ชีวิตนี้อย่างผู้มีปัญญาให้เป็นทางไปสู่ชีวิตหน้า ที่ยืนนาน ให้เป็นสุคติที่ไม่มีกาลเวลา หาขอบเขตมิได้ โดยยึดหลักสำคัญคือความกตัญญูกตเวที ต่อมารดาบิดา และต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้มั่นคงทุกลมหายใจเข้าออกเถิด..
      (จากหนังสือ ชีวิตนี้น้อยนัก  สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก)
******