วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ความจริง !!


...พระพุทธเจ้าสอนความจริงของชีวิตว่า..
     ดูกร ท่านผู้เห็นภัยในการเวียนว่ายตายเกิดทั้งหลาย
     บัดนี้ เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า..
     สังขารทั้งหลาย..มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
     ท่านยังคงความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด
     นี้เป็นพระวาจามีในครั้งสุดท้ายของพระพุทธเจ้า
      ***
     ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย น้อย นิดหน่อย รวดเร็ว
      มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก
       จะรู้จักชีวิตถูกต้องได้ด้วย..ปัญญา
      ควรเจริญ..กุศล คือ สิ่งที่ฉลาด ( คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ)
      ควรประพฤติพรหมจรรย์ คือ
       การดำเนินชีวิตอย่างประเสริฐยิ่งในอริยมรรคมีองค์ ๘
       เพราะสัตว์ที่เกิดมาแล้ว จะไม่ตาย ไม่มี ดังนี้
       ***
       วันคืนเคลื่อนคล้อย อายุเหลือน้อยเข้าทุกที
       ***
       การพบพระอริยเจ้าเป็นความดี การอยู่ร่วมกับท่านให้เกิดสุขทุกเมื่อ เมื่อไม่คบคนพาลเสียได้ คนเราพึงมีความสุขเป็นนิจนิรันดร์
       ***
       " ปัญญา อันศีลชำระให้บริสุทธิ์
           ศีล        อันปัญญาชำระให้บริสุทธิ์
           ปัญญา มีอยู่ในบุคคล ผู้มีศีล
           ศีล        มีอยู่ในบุคคล ผู้มีปัญญา
           ปัญญา เป็นของบุคคลผู้มีศีล
           ศีล        เป็นของบุคคล ผู้มีปัญญา
              ศีลและปัญญา เป็นยอดในโลก
              เหมือนบุคคลชำระล้างมือด้วยมือ
              ชำระล้างเท้าด้วยเท้า "
****
(จากหนังสือ เทคนิคเพิ่มสุข โดย ภิกษุณี รุ้งเดือน นนฺทญาณี อารามภิกษุณี นิโรธาราม)


วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ทุกข์ทั้งนั้น !!


ถ้าใครบอกว่า ชีวิตนี้ไม่เคยรู้จักความทุกข์กับเขาเลย เพราะเกิดมาบนกองเงินกองทอง มีทรัพย์สมบัติมากมายล้นเหลือ ใช้ไปได้อีกหลายชาติก็ไม่หมด มีความสุขสบายทุกอย่าง ไม่เห็นจะมีทุกข์อะไร  ?
ที่ว่าอย่างนี้ ก็เพราะยังไม่รู้จักทุกข์ น่ะสิ....
แล้วทุกข์ เป็นยังไง ???
ความหมายของทุกข์ คือ เป็นอยู่อย่างเดิมไม่ได้ ฉะนั้น สภาพที่เปลี่ยนแปลงไปของกายก็ดี จิตใจก็ดี เรียกว่า ทุกข์แล้ว เช่น ยืน เดิน นั่ง นอน นาน ๆ แล้วเมื่อย ก็ต้องขยับตัว นั่นคือทุกข์ อากาศร้อนทนไม่ไหวต้องหาความเย็นเข้ามา ก็เพราะทุกข์ ถึงแม้มีความสุขมากก็ยิ้มอยู่ได้ไม่นานหรอก ต้องหุบยิ้มลงเพราะเหงือกแห้ง อุตส่าห์เดินทางไปกินปูอลาสก้า ถึงเมืองอลาสก้า แคนาดา ก็จะกินได้สักกี่คำ ความอร่อยนั้นก็ดับหายไป แต่เป็นความอร่อยที่มีราคาแพงมาก เหตุเพราะความติดใจในปูอลาสก้า ก็เลยต้องจ่ายค่าปูตัวละหลายหมื่นบาท กินอร่อยแล้วอยากจะเก็บไว้นาน ๆ ก็หาได้ไม่ ทนไม่ไหวก็ต้องระบายออก(อุจาระ) แล้วถ้าไม่ให้ระบายออก ก็คงจะต้องทุกข์ใหญ่หลวงแน่นอน
คนที่รักกันหนักหนา แทบจะติดตัวกันตลอดเวลา 
แล้วเวลาตื่นนอนตอนเช้า
จะส่งยิ้มให้กันได้อย่างใกล้ชิดได้ไหม ? 
คงแอบทุกข์พอสมควร (ฮา)
ถ้ารู้สึกง่วงนอน แล้วมีคนบอกว่าไม่ให้ไปนอน จะเป็นอย่างไร หรือแม้แต่รู้สึกมีความสุข เบิกบาน ยินดีเหลือหลายกับข่าวดีที่ได้รับ กับของขวัญชิ้นใหญ่ กับแฟนคนใหม่ ความสุขนั้นจะคงอยู่ได้นานสักเท่าไร ในที่สุดก็ต้องหมดไป หายไป เพราะทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้
แม้หายใจเข้าแล้วลองไม่หายใจออกดูสิ จะได้รู้จักความทุกข์เต็ม ๆ จริงแท้แน่นอน !
สภาวะทุกข์ไม่ใช่เกิดเฉพาะกับสิ่งมีชีวิตเท่านั้น แม้กับสิ่งไม่มีชีวิต ก็ต้องเปลี่ยนแปรไป อยู่ในสภาพเดิมไม่ได้เช่นกัน เช่น รถคันที่ใช้อยู่เก่าลงทุกวัน ต้องทำสีใหม่ บ้านที่อยู่อาศัยก็เช่นกัน ทุกสิ่งล้วนเป็น ทุกข์ทั้งสิ้น คงรู้จักทุกข์กันแล้วสินะ !
********
(จากหนังสือ เพียงรักษ์ศีล  ภิกษุณี สิริพร ปุญญสิริ)

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ศีล สมาธิ ปัญญา มีสองฝ่าย


     ศีล สมาธิ ปัญญา นี้มีทั้งฝ่ายโลกียะและโลกุตตระ
    โลกียศีล คือ ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ เป็นศีลที่ทำให้ผู้ปฏิบัติเป็นคนดีมีศีลธรรม รู้จักผิดชอบชั่วดีบาปบุญคุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ เพื่อให้อยู่ร่วมกันในสังคมด้วยความร่มเย็นเป็นสุข
แต่โลกุตตระศีล เป็นศีลในทางปฏิบัติ เป็นศีลในองค์มรรค ดังคำสรุปที่ว่า สีเลนสุคติงยันติ สีเลนโภคสัมปทา  ศีล ๒ ตัวนี้เป็นโลกียศีล คือไปเกิดดีได้ก็เพราะศีล จะมีโภคะได้ก็เพราะศีล แต่สีเลนนิพุติงยันติ ตัวนี้เป็นโลกุตตระศีล คือจะไปนิพพานได้ก็เพราะศีล
      ดังนั้น ศีลฝ่ายโลกียะ กับศีลฝ่ายโลกุตตระ จึงมีการปฏิบัติที่ต่างกัน และมีผลต่างกัน
     โลกียสมาธิ เป็นสมาธิที่หวังความสงบในทางโลก ด้วยการปฏิบัติสมถกรรมฐาน โดยมุ่งเอาฌาน เพื่อให้ได้โลกียอภิญญา อันมีพรหมภูมิเป็นที่สุด
      แต่โลกุตตรสมาธิ เป็นสมาธิที่หวังความสงบที่เหนือโลก พ้นจากโลก อันมีพระนิพพานเป็นที่สุด
      โลกียปัญญา แม้จะมีปัญญาสร้างสรรความเจริญทางด้านวัตถุสักเพียงไดก็ตาม ก็เป็นเพียง สุตมยปัญญา และจินตมยปัญญา เป็นปัญญาของผู้อื่นที่ลอกเลียนตาม ๆ กันมา  เป็นปัญญาเพื่อหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเท่านั้น
       แต่โลกุตตรปัญญา เป็นปัญญาของตนเองที่เกิดขึ้นมาจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เรียกว่า ภาวนามยปัญญา ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า
        โลกียปัญญา เป็นปัญญาที่เอาชีวิตรอด
         แต่โลกุตตรปัญญา เป็นปัญญาที่เอาจิตรอด
   
   There are two levels of morality,concentration,and wisdom:the mundane and the transcendental.
    Mundane morality exists in the five precepts and the eight precepts for lay-people,the ten precepts for nuns and novices,and the two hundred and twenty-seven precepts for monks.These precepts keep those who observe them moral ,knowing what is right and what is wrong,so that they live peacefully and happily together.
     Transcendental precepts are the ones practiced for enlightenment.In the ritual wherein monks give people precepts according to their request ,each monk always chants in pali after people have received and precepts; good birth is caused by observing precepts,wealth comes from observing precepts,attainment of nibbana is the result of observing precepts.The first two results are from mundane morality,but the last one is from transcendental or supramundane precepts.The two kinds of moralilty are practiced in different ways and render different results.
     Likewise,mundane concentration aims to gain mundane peace though tranquillity meditation.The further goal is serenity which will result in super normal knowledge and power.The supreme result is to be born in the Brahma sphere which is more devine than heaven.
      Transcendental concentration, on the other hand,aims at absolute peace which is beyond the world and rebirth.The final goal of trancendental concentration is nibbana. 
      However much material progress come from Mundane wisdom,it is only  wisdom from learning and reason.It is only wisdom for survival.
     transcendental wisdom,however is truely one's own wisdom as a result of insight meditation.It is the wisdom from one's insight.Thus it can be said that
    mundane wisdom is for survival,
    but transcendental wisdom is for the mind's salvation.
********
(จากหนังสือ ทางสายเอก (ฉบับสมบูรณ์) พระราชพรหมาจารย์(พระอาจารย์ทอง สิริมงฺคโล)เจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่)

******

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

..ยุ่งจริง..หนอ ..!!!


เทวดาถามปัญหา

     ครั้งหนึ่ง เมื่อสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับอยู่ที่นครสาวัตถี มีเทพบุตรตนหนึ่งมีความข้องใจในปัญหาธรรม จึงเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วทูลถามว่า 
" ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ สัตว์โลกพากันยุ่งทั้งภายในและภายนอกถูกความยุ่งเกี่ยวพันไว้แล้ว จะแก้ไขความยุ่งเหยิงได้อย่างไรพระเจ้าข้า "
     Once When the Buddha was in Sarvasti Capital,a heavenly being who had a problem about dhamma asked him,
     " All living beings in this world are confused both within their minds and with the world outside;how can this confusion possibly be gotten rid of? "
    พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า " บุคคลใดตั้งอยู่ในศีล ทำสมาธิให้เกิด ยังวิปัสสนาปัญาให้แจ้ง บุคคลผู้นั้นก็จะสางความยุ่งเหยิงในโลกนี้ได้ "
    คำว่า ยุ่งเหยิง ก็คือ กิเลส มี โลภะ โทสะ โมหะ ที่วุ่นวายในจิตใจของเราอยู่ตลอดเวลานั่นแหละ
     Buddha answered;
     " Whoever has moral conduct,develops concentration through meditation,and gains wisdom canget rid of the confusions  encountered in this world "
     The confusions are defilements consisting of greed,anger,and delusion which perpetually occupy the mind.


*******
(จากหนังสือ ทางสายเอก(ฉบับสมบูรณ์) พระราชพรหมาจารย์(พระอาจารย์ทอง สิริมงฺคโล)เจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่)

******

วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ทางสายเอก..เอกายมรรค



ทางสายเอก
ทางที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าอรหันต์สาวกทั้งหลายทรงดำเนินมาแล้ว
มีคุณลักษณะ  ๕ ประการ คือ
๑.เป็นทางที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ
แต่เพียงพระองค์เดียว
๒.เป็นทางที่มีในพระพุทธศาสนานี้แห่งเดียว
๓.เป็นทางที่ต้องไปคนเดียว คือต้องไปด้วยตนเอง
จะให้ใครไปแทนไม่ได้
๔.เป็นทางตรงไม่ใช่ทางสองแพร่ง
๕.เป็นทางไปสู่จุดหมายปลายทางแห่งเดียว
คือพระนิพพาน
The only path to Nibbana
It is the way taken by the Buddhas and all the
perfected ones.This way has five characteristics:
1.Lord Buddha was the only one 
who discovered this way.
2.This way is found only in the Buddhist religion.
3.It is alone path on which  one has to 
walk by oneself;
nobody can travel it for anybody else.
4.It is a single path,with no intersections.
5.This way leads to a single goal,which is nibbana.
*******
(จากหนังสือ ทางสายเอก(ฉบับสมบูรณ์) พระราชพรหมาจารย์(พระอาจารย์ทอง สิริมงฺคโล)เจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่)