วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

สว่างตาด้วยแสงไฟ



โลกียชน - ผู้ไม่พ้นโลก
มุ่งแสวงหาสิ่งที่มี
แล้วก็อยู่กับสิ่งที่มี
แต่
โลกุตตรชน - ผู้อยู่เหนือโลก
มุ่งแสวงหาสิ่งที่ไม่มี
แล้วก็อยู่กับสิ่งที่ไม่มี
Mundane ones - attached to the world - seek  what exixts and dwell whithin it.
Supramundane ones - rising above the world - look for nothing and abide in nothingness.
ราหุล เธอจงทำใจให้เหมือนแผ่นดินเถิด เพราะเมื่อเธอทำใจให้เหมือนแผ่นดินเป็นประจำอยู่เสมอแล้ว เมื่อกระทบกับอารมณ์ที่ชอบใจหรือไม่ชอบใจก็ดี  อารมณ์เหล่านั้น ก็ไม่สมารถที่จะทำให้จิตของเธอหวั่นไหวได้
เปรียบเหมือนคนทั้งหลาย ทิ้งของที่สะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง ถ่ายอุจจาระบ้าง ถ่ายปัสสาวะบ้าง บ้วนน้ำลายบ้าง เทของสกปรกบ้าง ลงบนแผ่นดิน แผ่นดินก็ไม่รู้โกรธ รู้ขัดรู้เคือง แผ่นดินจะอึดอัดระอาและรังเกียจ สิ่งของเหล่านั้นก็หามิได้
ราหุล ถ้าเธอทำใจให้เหมือนแผ่นดินเป็นประจำอยู่เสมอได้เช่นนี้แล้ว  อารมณ์ทั้งหลาย ก็ไม่สามารถครอบงำจิตของเธอได้
" Rahule, make your like the land.If the mind is always treated like the land,no mind-object can affect it.
When people litter the land with clean or dirty things,body waste,and spit, the land neither minds nor is it offended
Rahule, if you canconstantly keep your mind in this way,no mind-object can dominate it."
******
(จากหนังสือ ทางสายเอก(ฉบับสมบูรณ์)  พระราชพรหมาจารย์ (พระอาจารย์ทอง สิริมงฺคโล) เจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่)
.......................




วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ดาบส อดเหาะ..


 พระดาบสพรตเคร่งเพ่งกสิณ
ออกจากถิ่นบินมาจากป่าเขา
หิมวันตประเทศเขตลำเนา
เหาะมุ่งเข้าธานีบุรีรมย์
เพราะอยู่ป่าแปดเดือนชักเบือนบิด
เกิดนึกคิดเคี้ยวคาวข้าวขนม
อยู่บุรีสี่เดือนเที่ยวเลื่อนชม
ให้อุดมแล้วจะกลับไปหลับตา
ได้สาสมอมลิ้นชิมไม่ลด
ถึงประคตขาดวิ่นกินภิกษา
ฉันยกใหญ่ใส่ท้องพองออกมา
หนุ่มสาวฮาเห็นขำทำพิเรน
ท่านฤษีชีไพรคลั่งไคล้รส
ไม่ยอมลดลนลานสันดานเถน
สาวหัวเราะเข็มขัดขาดกระเด็น
โดดทะเล้นผ้าหลุดฉุดไม่ทัน
หลุดต่อหน้าดาบสผู้พรตเคร่ง
เคยเหาะเก่งจากป่ามาหาฉัน
ครบสี่เดือนเลื่อนกลับไปฉับพลัน
คราวนี้นั้นผันแปรแย่จริงจริง
กัมมัฏฐานพาลเดาะเหาะไม่ได้
ต้องเดินไปผ่านป่าฝ่าเสือสิงห์
มหิงสาม้าช้างกวางกระทิง
มันไล่วิ่งหวุดหวิดชีวิตวาย
ผู้มีมนต์ดลขลังระวังนะ
หากเซอะซะศีลพรตจะหดหาย
สังวรศีลภิญญาณสำราญกาย
หากเรี่ยรายพ่ายแพ้เดินแย่เอย
                    
                                                      ***************
(จากหนังสือ มนต์พิธีแปล รวบรวมโดย พระครูอรุณธรรมรังษี(เอี่ยม สิริวณฺโณ) วัดอรุณราชวราราม)

วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

สมณะ...แกลบ


ภาพจากอินเตอร์เนต
.......      
       ในสมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกในแคว้นมัลละพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ เสด็จถึงเมืองปาวา ได้ยินว่าในครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ อัมพวันของนายจุนทกัมมารบุตรใกล้เมืองปาวา..
      หลังจากที่พระพุทธองค์ ตรัสเรื่อง กุศลกรรมบถ ๑๐ คือความสะอาดทางกาย ๓ ทางวาจา ๔ และทางใจ ๓ ว่าเป็นทางสู่สุคติแน่นอน นายจุนทะได้กราบทูลแสดงตนเป็นอุบาสก ผุ้ถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต และทูลอาราธนาให้พระศาสดารับภัตตาหารในวันรุ่งขึ้น

       ระหว่างภวายภัต นายจุนทะสังเกตุเห็นภิกษุรูปหนึ่ง แอบหยิบภาชนะทองคำของตนใส่ในย่าม แต่ด้วยความเคารพในพุทธองค์ นายจุนทะแกล้งทำเป็นไม่เห็น หลังจากพระพุทธองค์อนุโมทนาแล้ว นายจุนทะได้ถวายสวนมะม่วงของตนเพื่อเป็นที่พำนักสงฆ์
        ในตอนบ่าย นายจุนทะได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ กราบทูลถามว่า"ข้าพระองค์ใคร่ขอทราบว่าสมณะมีกี่ประเภท "
        พระพุทธองค์ทรงทราบทันทีว่า นายจุนทะถามดังนี้ ต้องหมายถึงเรื่องของพระภิกษุรูปนั้นเป็นเหตุ จึงตรัสว่า จุนทะ สมณะมี ๔ ประเภทคือ
         สมณะ ผู้ชนะกิเลสด้วยมรรค ๑
         สมณะ ผู้แสดงมรรคแก่ชนเหล่าอื่น ๑
         สมณะ ผู้ดำรงอยู่ในมรรค ๑
         สมณะ ผู้ประทุษร้ายมรรค ๑
         พระพุทธองค์ทรงทราบว่า นายจุนทะ คลายความสงสัยในภิกษุนั้นได้แล้ว...
        ..........    
         ..บุคคลใดกระทำเพศแห่งพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพระพุทธเจ้าและพระสาวกผู้มีวัตรอันงาม ให้เป็นเครื่องปกปิดแล้วมักประพฤติแล่นไปประทุษร้ายตระกูล เป็นผู้คะนอง มีมายา ไม่สำรวม เป็นคนแกลบ บุคคลนั้นแลชื่อว่า เป็นสมณะผู้ประทุษร้ายมรรคอย่างยิ่ง..(จุนทสูตร)
..........
(ข้อมูลจาก www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=25&A=7177&Z=7217,หนังสือพุทธกิจ ๔๕ พรรษา สุรีย์ มีผลกิจ)

วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ทาสทาน


.......
ทานมี ๓ ประเภท
หลวงพ่อ:" คำว่า ทาสทาน หมายความว่า ให้ของเลวกว่าที่เรากินเราใช้ เวลาเราใช้สอยมันก็ต้องเลวกว่าที่เขากินเขาใช้กัน ได้ก็ได้ของเลว
       ถ้าให้ของที่เสมอเรากินอยู่  หรือที่เราใช้อยู่ เขาเรียกว่า สหายทาน ผลที่เราจะได้รับ ก็เสมอกับที่เรากินเราใช้
       ถ้าให้ของที่ดีกว่าเรากินเราใช้ เขาเรียกว่า สามีทาน ..สามีทานเขาไม่ได้แปลว่า ผัวทานนะ  สามี เขาแปลว่า นาย เวลาที่จะได้รับผล เราก็จะได้ของเลิศ
       ถ้าจะถามว่า ทาสทาน มีอนิสงค์ไหม ก็ต้องดูตัวอย่าง ท่าน อาฬวิเศรษฐี เป็นมหาเศรษฐีมีทรัพย์ ๘๐ โกฏิ พระราชาตั้งเป็นมหาเศรษฐี แต่ว่าผ้าที่แกนุ่งนี่ ผ้าใหม่แกนุ่งไม่ได้ นุ่งผ้าช้ำแล้วใกล้จะขาดแกจึงจะนุ่งได้ ข้าวที่จะกินเม็ดสวย ๆก็กินไม่ได้ต้องกินข้าวหัก หรือปลายข้าวแกจึงจะกินได้ ของทุกอย่างที่แกใช้ต้องเป็นของเลว แต่อย่าลืมว่าเขาก็เป็นมหาเศรษฐีได้นะ "
      หลวงพ่อปรารภเพิ่มเติมว่า
      " การตั้งใจว่าจะใส่บาตรด้วยของดี ๆ น่ะดี แต่ว่าวันใหนมีอาหารที่เราคิดว่าไม่ดีก็ใส่บาตรได้
         การให้ทานพระพุทธเจ้าบอกว่า อย่าให้เบียดเบียนตัวเอง ถ้าเบียดเบียนตัวเองเป็น อัตตกิลมถานุโยค เป็นการทรมานตัว
        และการให้ทานพระพุทธเจ้าให้ดูอีกว่า ควรให้หรือไม่ควรให้  ถ้าให้ในเขตของคนเลวอานิสงค์ก็น้อย อาจจะไม่มีเลย  รู้ว่าคนนี้ควรให้เราก็ให้ ถ้าไม่ควรให้เราก็ไม่ให้ ให้แล้วไปกินเหล้าเมายา ไปสร้างอันตรายกับคนอื่น เราไม่ให้ดีกว่าเป็นการต่อเท้าโจร ให้พลังแก่โจร เวลาท่านจะให้ท่านวางกฏไว้ดังนี้
       ๑.ผู้ให้บริสุทธิ์  บริสุทธิ์หรือไม่ เขาจึงให้สมาทานศีลก่อน ถ้าสักแต่ว่าสมาทานนี่ซวย เวลานั้นต้องตั้งใจรักษาศีลจริง ๆ จิตตอนนั้นมันจึงจะบริสุทธิ์ คือ อยู่ในช่วงว่างจากกิเลส ถ้าตั้งใจสมาทานศีลด้วยดี จิตตอนนั้นบริสุทธิ์
      ๒.ผู้รับบริสุทธิ์  หมายความว่า ถ้าผู้รับเป็นพระก็พยายามให้เป็นพระจริง ๆ นะ  ถ้าถวายสังฆทานนี่ไม่ต้องห่วงผู้รับบริสุทธิ์แน่ พระองค์ใหนถ้าไม่บริสุทธิ์ กินแล้วตกนรก
     ๓.วัตถุทานบริสุทธิ์  ถ้าไม่ได้ฆ่าสัตว์เอามาทำบุญ ไม่ได้ขโมยสตางค์เขามาทำบุญ เป็นของที่เราหามาได้โดยชอบธรรม
       อย่างนี้ของดีก็ตาม ของเลวก็ตามมีอานิสงค์มาก อานิสงค์คือความดี ความชื่นใจมาก
        ถ้าผู้ให้บริสุทธิ์ ผู้รับบริสุทธิ์  วัตถุทานไม่บริสุทธิ์ ความดีก็ลดน้อยลงไป
       แต่ผู้ให้บริสุทธิ์  ผู้รับไม่บริสุทธิ์ วัตถุทานไม่บริสุทธิ์ ให้บาทหนึ่ง จะได้สักสตางค์หรือเปล่าก็ไม่รู้
       รวมความว่าต้องบริสุทธิ์  ๓  อย่าง ถ้าลดไปอย่างใดอย่างหนึ่งอานิสงค์ก็ลดตัวลงมา ถ้าลดเสียหมดเลยก็ไม่มี "
.......ฯลฯ..........(ยังมีต่อ)
....................
(จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม ๑ พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อพระมหาวีระ  ถาวโร) (ฤษีลิงดำ))

วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

กระบือบอด...


ขอขอบคุณ ภาพจาก http://figopaloalto.com/buffalo-matchmaker.html
...ฯลฯ...
    วินัยแม่บทชุมชน
       มนุษย์เมื่อมาอยู่รวมกัน ทำงานทำกิจกรรมร่วมกัน เป็นชุมชน เป็นหน่วยงาน เป็นองค์กร ตลอดจนเป็นประเทศชาติ จะต้องมีวินัยข้อบังคับสำหรับควบคุมความประพฤติของคนในสังคมให้เรียบร้อยดีงาม เป็นแบบแผนอันหนึ่งอันเดียวกัน ท่านจึงแบ่งวินัยออกเป็น ๒ ด้าน คือ วินัยทางโลก และวินัยทางธรรม
      วินัยทางโลก หมายถึงระเบียบสำหรับควบคุมคนในสังคมแต่ละแห่ง เป็นข้อตกลงของคนในสังคมนั้นที่จะให้ทำหรือไม่ให้ทำบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งบางครั้งเราก็เรียกชื่อแยกแยะออกไปหลายอย่าง เช่น กฏหมาย ประเพณี คำสั่ง ประกาศ กติกา เป็นต้น เหล่านี้รวมเรียกว่า วินัยทางโลกทั้งสิ้น
      วินัยทางธรรม เนื่องจากเราเป็นชาวพุทธมีทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต  ดังนั้นวินัยทางพระพุทธศาสนาจึงมี ๒ ประเภท คือ
      ๑. อาคาริยวินัย คือ วินัยหรือระเบียบปฏิบัติสำหรับคฤหัสถ์ ระเบียบปฏิบัติของชาวบ้าน หรือผู้ครองเรือน ได้แก่ ศีล ๕ ศีล ๘ กุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นต้น ล้วนเป็นแบบแผนปฏิบัติเพื่อความเรียบร้อยดีงาม เพื่อความีชีวิตที่ดี มีความร่มเย็นและสงบสุข โดยไม่เบียดเบียนกัน ไม่ทำร้ายกัน เป็นต้น
     ๒. อนาคาริยวินัย คือ วินัยของผู้ไม่ครองเรือน หมายถึง นักบวชหรือผู้ทิ้งเหย้าเรือน ทรัพย์สมบัติ และครอบครัวออกไปถือเพศเป็นนักบวชที่เรียกว่า บรรพชิต ได้แก่ ศีล ๑๐ สำหรับสามเณร ศีล ๒๒๗ สำหรับพระภิกษุ วินัยของบรรพชิตนี้ เหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติพระวินัยขึ้น เพราะอาศัยประโยชน์ที่ทรงประสงค์ ๑๐ ประการ คือ
     ๑.เพื่อความเรียบร้อยดีงามแห่งสงฆ์
     ๒.เพื่อความผาสุกแห่งสงฆ์
     ๓. เพื่อข่มบุคคลผู้หน้าด้าน ไร้ยางอาย
     ๔.เพื่อความอยู่ผาสุกแห่งเหล่าภิกษุผู้มีศีลดีงาม
     ๕.เพื่อระวังปิดทางความเสื่อมเสีย ความทุกข์ ความเดือดร้อน ที่จะมีในปัจจุบัน
     ๖. เพื่อแก้ไขมิให้เกิดความเสื่อมเสีย ความทุกข์ความเดือดร้อน ซึ่งจะมีมาในภายหน้าหรือภพหน้า
     ๗.เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส
     ๘.เพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นไปของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว
     ๙.เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม
     ๑๐.เพื่อให้ถือตามพระวินัย
      เส้นด้ายที่ร้อยดอกไม่ไม่ให้กระจัดกระจาย ย่อมทำให้ดอกไม้นั้นสวยงามมีค่า เป็นที่ต้องการของคนมากฉันใด ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ที่ยอมรับนัถือ และปฏิบัติตามพระวินัย ย่อมทำให้เป็นหมู่คณะที่งดงามมีค่าสูง เป็นที่ต้องการกราบไหว้ ทำสักการะบูชา ของชุมชนผู้นับถือพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกัน ฉันนั้น
      บุคคลไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิต ควรฝึกตนให้เป็นคนมีระเบียบวินัยดี ท่านกล่าวว่าคนไม่มีระเบียบวินัยเที่ยวไปในโลกนี้เหมือนกระบือบอดเที่ยวไปในป่าย่อมประสบภัยพิบัติ มีภัยอันตรายรอบด้าน ดังพระพุทธภาษิตว่า
      " หากชนจำนวนมาก ไม่มีความรู้รักษาตนหรือไม่ได้ศึกษาวินัยอย่างดี ก็จะพึงเที่ยวไปเหมือนกระบือบอดเที่ยวไปในป่า ฉะนั้น "
......
(จากหนังสือ โลกสงบร่มเย็นได้ด้วยศีล  สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตโต  วัดบวรนิเวศวิหาร )