วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2556

สิบสองวันในอินเดีย(๑๒)

(คลิกบนภาพเพื่อดูภาพขยายใหญ่ขึ้น)
      หลังจากเรานมัสการ"ชาตสถาน" ที่ลุมพินี เนปาล แล้วตอนเที่ยงกลับมาทานอาหารกลางวันที่วัดไทย๙๖๐ ใกล้ด่านเข้าเมืองฝั่งประเทศอินเดีย จุดหมายปลายทางในวันที่แปดนี้คือเมืองสาวัตถี ระยะทางจะต้องเดินทางประมาณ ๒๐๐ กม. ซึ่งจะต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ ๔ - ๕ ชม. ระหว่างทางเราจะแวะนมัสการสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งคือ กบิลพัสดุ์ (อินเดีย)..ก่อนจะถึงก็ขออนุญาตนำภาพวิถีชีวิตชนบทในแคว้นอุตตรประเทศ ซึ่งคล้าย ๆ กับชนบทบ้านผมในอดีต  ครับ...

......

ตาชั่งสำหรับชั่งข้าวเปลือก
      ช่วงเดือน พ.ย.ที่นี่ก็อยู่ในระหว่างเก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตร ที่เห็นคือทุ่งนาที่ข้าวกำลังสุกและพร้อมเก็บเกี่ยว นอกจากนี้ก็มีถั่วลิสง เห็นกองฟางนึกถึงควายบ้านเรานะครับ...พอใกล้ชุมชนก็จะเห็นร้านค้าสะดวกซื้อ ร้านตัดเสื้อร้านซักรีด ร้านตัดผม ตลาดสด ฯลฯ ริมทาง แต่ว่าส่วนใหญ่อาจจะกล่าวได้ว่า ๙๙.๙๙ % มีแต่"พ่อค้า" ไม่ค่อยเห็น"แม่ค้า" นี่คงจะเป็นจริงที่ว่า ผู้หญิงที่นี่มีหน้าที่ทำงานอยู่ที่บ้าน ..


           บางช่วงบางตอนของเส้นทางเราต้องหยุดรถเพื่อให้ขบวนแห่ของพี่น้องในชนบทผ่านไปก่อน  ตามที่เล่าให้ฟังข้างต้นว่าอยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จบางส่วนก็มีพิธีเซ่นบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อและศรัทธา...ขออภัยครับไม่ได้ลงจากรถไปไถ่ถามเพราะคงพูดกันไม่รู้เรื่องแน่นอน..

    
    ...ถึงกบิลพัสดุ์หรือ "ปริปาหวะ "หมู่บ้านชายแดนเขตอินเดียใกล้เนปาล เรามีเวลาพอสมควรพอที่จะเข้าสักการะสถูปสถานที่ที่เคยประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และพระบรมสารีริกธาตุที่ขุดพบ ณ สถานที่แห่งนี้ ทางอินเดียได้นำมาถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าพระเจ้าอยู่หัว และพระองค์ทรงโปรดเกล้าฯให้นำไปบรรจุไว้บนเจดีย์ภูเขาทองวัดสระเกศ กรุงเทพ..

.....
         อย่างไรก็ตาม"กบิลพัสดุ์" นี้ยังมีอีกที่หนึ่งอยู่ในประเทศเนปาล ซึ่งอยู่ห่างจากที่นี่ไปประมาณ ๒๕ กม.ซึ่งนักวิชาการหลายท่านบอกว่า"กบิลพัสดุ์" ในเนปาลน่าจะเป็น กบิลพัสดุ์เก่าตามพุืทธประวัติ สำหรับที่นี่น่าจะเป็นกบิลพัสดุ์ที่สร้างขึ้นใหม่หลังจากศากยวงศ์ถูกพระเจ้าวิฑูฑภะทำลาย  อาจจะมีเจ้าศากยะวงศ์ที่เหลืออยู่มาสร้างและได้นำพระบรมสารีริกธาตุที่รับมาจากกุสินารามาบรรจุไว้...
         ได้เวลาเดินทางต่อไปเพื่อให้ถึงเมืองสาวัตถีก่อนค่ำ คณะเราจะไปรับประทานอาหารเย็นที่วัดไทยเชตวัน ฯ ...
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านครับ





วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2556

สิบสองวันในอินเดีย(๑๑)


(คลิกบนภาพเพื่อดูภาพขยายใหญ่ขึ้น)
       เช้าของวันที่แปดเราออกเดินทางจากวัดไทยลุมพินีแต่เช้า ลุมพินีอยู่ไม่ไกลมากนัก...จากจุดจอดรถเราต้องเดินเข้าไปตามทางซึ่งกำลังปรับปรุงโดยชาวไทยเราเอง ครับ


       เริ่มที่ระฆังและไฟสันติภาพ เดินตามทางมุ่งหน้าสู่มหาวิหารมายาเทวี จะพบพระพุทธรูปปางประสูติ กำลังอยู่ระหว่างการสร้างฐานดอกบัวรองรับ  อุปกรณ์และช่างส่งตรงไปจากประเทศไทย ครับ


          ก่อนจะถึงมหาวิหาร ฯ จะมีจุดตรวจ พร้อมกับถอดรองเท้าฝากไว้...ตรงนี้จะมีห้องสุขา..ครับ


          มหาวิหารมายาเทวีเดิมสร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชซึ่งยังคงมีซากเหลืออยู่ อาคารวิหารสีขาวที่เห็นนี้เป็นอาคารที่สร้างขึ้นครอบซากโบราณที่ขุดพบ  ประกอบด้วยห้องหลายห้อง  มีประติมากรรมแสดงเหตุการณ์ตอนประสูติ และแผ่นหินรอยพระบาทแรกประสูติด้วย  (ทางการห้ามถ่ายภาพภายในอาคารมหาวิหาร)  เสาอโศกอยู่ด้านข้างยอดเสาหักลงมาที่โคนเสามีสลักอักษรจารึกว่าที่นี่คือลุมพินีสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า  
        สถานที่สำคัญอีกที่หนึ่งคือสระน้ำที่ว่ากันว่าเป็นสระดั้งเดิมที่พระนางสิริมหามายาทรงชำระพระวรกายหลังประสูติการใกล้สระน้ำมีต้นโพธิ์ มีผู้คนไปสักการะขอพรขอโชคลาภและยังมีความเชื่อเรื่องขอบุตรด้วย ครับ
         หลังจากสักการะภายในมหาวิหารมายาเทวีแล้ว เราก็ออกมาสวดมนต์พร้อมกับนั่งสมาธิที่บริเวณเสาอโศก เราใช้เวลาที่ลุมพินีจนถึงเวลาเที่ยง

......
             
วัดนานาชาติที่อยู่ในลุมพินี
         ลุมพินีปัจจุบันได้รับประกาศเป็นมรดกโลก ได้มีการจัดการพื้นที่และอยู่ในระหว่างการปรับปรุง คาดว่าเมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้วจะสวยงามมาก...
        หลังจากนี้เราจะออกจากเนปาลกลับไปรับประทานอาหารกลางวันที่วัดไทย ๙๖๐ ชายแดนอินเดีย  และเดินทางต่อไปเมืองกบิลพัสดุ์(อินเดีย) จุดหมายปลายทางที่เมืองสาวัตถี ครับ
ขอบพระคุณที่เข้ามาอ่านครับ
          





สิบสองวันในอินเดีย(๑๐)


(คลิกบนภาพเพื่อดูภาพขยายใหญ่ขึ้น)
       บ่ายของวันที่เจ็ดนี้เราออกเดินทางจากวัดไทยกุสินารา สู่ ลุมพินีดินแดนประสูติ ประเทศเนปาล  เราจะต้องให้ถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองเนปาลก่อนค่ำ ก่อนจะข้ามแดนออกไป เราแวะพักที่ศูนย์การดูแลผู้แสวงบุญ ๙๖๐ หรือวัดไทยนวราชรัตนาราม(วัดไทย ๙๖๐)


      วัดไทยนวราชรัตนาราม หรือวัดไทย ๙๖๐ ตั้งอยู่ใกล้ชายแดนอินเดียก่อนที่จะเดินทางเข้าประเทศเนปาล เป็นสถานที่พักริมทางสำหรับผู้แสวงบุญจากทั่วโลก มีห้องน้ำ ที่พัก ศาลาอเนกประสงค์ ร้านขายของที่ระลึก อาหารว่างโดยเฉพาะโรตี อารีดอย ที่ขึ้นชื่อ...

        ห้องอาหารชั้นบนได้ชมบรรยากาศทุ่งนา ช่วงนี้มีข้าวออกรวงสีเหลืองเต็มท้องทุ่ง พร้อมกับลิ้มรสอาหารไทย ยามไกลบ้าน ...ครับ
            เราเดินทางผ่านเข้าประเทศเนปาลโดยเรียบร้อย เนื่องจากเป็นช่วงเวลาของการเลือกตั้งทั่วไปของเนปาล  ได้รับการดูแลจากเจ้าหน้าที่ของเนปาลเป็นอย่างดีมีเจ้าหน้าที่คาดว่าจะเป็นตำรวจติดตามรักษาความปลอดภัยตลอดการเดินทาง เข้าที่พักวัดไทยลุมพินีตามกำหนดเวลา...ครับ

        พรุ่งนี้เช้าจะได้เดินทางไปนมัสการ"ชาตสถาน"สถานที่ประสูติขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา.."ลุมพินี"...
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านครับ




วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2556

สิบสองวันในอินเดีย(๙)

        หลังจากรับประทานอาหารเช้าที่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ แล้วคณะเราก็เดินทางไปกราบนมัสการ"ปรินิพพานสถาน" สถานที่เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ณ สาลวโนทยาน ที่มีต้นสาละอยู่เต็มไปหมด 
        วิหารปรินิพพานประดิษฐานพระพุทธรูปปางปรินิพพาน อยู่ติดกับสถูปมหาปรินิพพาน เชื่อกันว่าที่ตั้งของสถูปนี้เป็นสถานที่ที่พระพุทธองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน

......

           คณะเราทำพิธีถวายผ้าห่มพระพุทธปรินิพาน เดินเวียนเทียนรอบองค์พระพุทธปรินิพพานและสถูปมหาปรินิพพานพร้อมกับปิดทองที่องค์พระสถูปมหาปรินิพพาน


           ไม่ไกลจากสาลวโนทยาน อุทยานป่าสาละ เป็นที่ตั้งของ มกุฏพันธเจดีย์ สถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ คำว่า มกุฏพันธเจดีย์ หมายถึงเจดีย์พันผ้าโพกหัว เนื่องจากบริเวณนี้เป็นสถานที่สำหรับประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกกษัตริย์แห่งแคว้นมัลละ


        เด็กนักเรียนที่มกุฏพันธเจดีย์

           เรากลับมารับประทานอาหารกลางวันที่วัด พร้อมร่วมกันทำบุญก่อนที่จะเดินทางต่อไป ลุมพินี ประเทศเนปาล ซึ่งคาดว่าจะถึงตอนค่ำ...

        บนเส้นทางจากกุสินาราไปลุมพินีช่วงนี้เป็นช่วงที่ชาวบ้านกำลังเก็บข้าวในนา ทำให้นึกถึงชนบทบ้านเราสมัยก่อนพอน้ำในทุ่งลดลง ก็วิดน้ำตามคูนาจับปลากัน ที่นี่ยังคงใช้เคียวเกี่ยวข้าวไม่ค่อยเห็นรถเกี่ยวข้าว  แต่ที่ต่างกับบ้านเราคือบ่อน้ำบาดาลที่อินเดียมีอยู่ทั่วไป ว่ากันว่าเจาะตรงใหนก็มีน้ำ ครับ...
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านครับ




วันพุธที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2556

สิบสองวันในอินเดีย(๘)

(คลิกบนภาพเพื่อดูภาพขยายใหญ่ขึ้น)
...หลังจากรับประทานอาหารกลางวันที่วัดไทยไวสาลีแล้ว เราก็ออกเดินทางต่อไป จุดหมายปลายทางสำหรับวันนี้คือวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ซึ่งคาดว่าจะถึงตอนเย็น ระยะทางประมาณ ๒๐๐ กม. ระหว่างทางจะแวะพักที่สถูปเกสเรีย ซึ่งอยู่ห่างจากไวสาลีประมาณ ๖๐ กม.เส้นทางค่อนข้างดีขึ้นตามทางหลวง NH28 ไปเมืองกุสินารา..

        เกสเรียในสมัยพุทธกาล คือ เกสปุตตะนิคม ของชาวกาลามโคตรอยู่ในแคว้นโกศล มีเมืองสาวัตถีเป็นเมืองหลวง พระพุทธองค์ได้เสด็จผ่านมาที่หมู่บ้านแห่งนี้ได้แสดงกาลามสูตรโปรดชาวเกสปุตตะนิคม  และก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพานก็ทรงมอบบาตรให้ชาวเมืองนี้ได้สักการะ..ครั้นเมื่อพระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน ชาวเมืองเกสปุตตะได้ร่วมกันสร้างสถูปนี้ด้วยดินเหนียวขึ้นน้อมถวายสักการะบูชา และต่อมาสถูปนี้ได้รับการสนับสนุนต่อเติมจนใหญ่โตโดยกษัตริย์หลายราชวงศ์ และกล่าวกันว่าน่าจะเป็นสถูปที่สูงที่สุดในอินเดียเท่าที่มีการค้นพบมา...
     "กาลามสูตร คือ พระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ หมู่บ้านเกสปุตตนิคม แคว้นโกศล (เรียกอีกอย่างว่า เกสปุตตสูตร ก็มี กาลามสูตรเป็นหลักแห่งความเชื่อที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้แก่พุทธศาสนิกชน ไม่ให้เชื่อสิ่งใด ๆ อย่างงมงายโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณโทษหรือดีไม่ดีก่อนเชื่อ มีอยู่ 10 ประการ ได้แก่
มา อนุสฺสวเนน - อย่าเพิ่งเชื่อโดยฟังตามกันมา
มา ปรมฺปราย - อย่าเพิ่งเชื่อโดยถือว่าเป็นของเก่าเล่าสืบๆ กันมา
มา อิติกิราย - อย่าเพิ่งเชื่อเพราะข่าวเล่าลือ
มา ปิฏกสมฺปทาเนน - อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างคัมภีร์หรือตำรา
มา ตกฺกเหตุ - อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดเดาเอาเอง
มา นยเหตุ - อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดคาดคะเนอนุมานเอา
มา อาการปริวิตกฺเกน - อย่าเพิ่งเชื่อโดยตรึกเอาตามอาการที่ปรากฏ
มา ทิฎฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา - อย่าเพิ่งเชื่อเพราะเห็นว่าต้องกับความเห็นของตน
มา ภพฺพรูปตา - อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดควรเชื่อได้
มา สมโณ โน ครูติ - อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดนั้นเป็นครูของเรา
แต่จงเชื่อก็ต่อเมื่อได้ศึกษาและทดสอบด้วยตนเองแล้ว (สนฺทิฏฐิโก) เห็นว่าเป็นสัจธรรมสมบูรณ์อยู่ทุกเมื่อ (อกาลิโก) สามารถท้าทายการพิสูจน์ของผู้อื่นได้ (เอหิปสฺสิโก) เป็นคุณประโยชน์ต่อผู้ที่ศึกษาเรียนรู้ (โอปนยิโก) และเป็นธรรมที่วิญญูชนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง (ปจฺจตฺตํเวทิตพฺโพ วิญญูหิ)
เมื่อใดสอบสวนจนรู้ได้ด้วยตนเองว่า..ธรรมเหล่านั้นเป็นอกุศลหรือมีโทษเมื่อนั้นพึงละเสีย และเมื่อใดสอบสวนจนรู้ได้ด้วยตนเองว่า..ธรรมเหล่านั้นเป็นกุศลหรือไม่มีโทษ เมื่อนั้นพึงถือปฏิบัติ 
ปัจจุบันแนวคิดและหลักสูตรที่สอนให้คนมีเหตุผลไม่หลงเชื่องมงาย ในทำนองเดียวกับคำสอนของพระพุทธองค์เมื่อ 2500 ปีก่อน ได้รับการบรรจุเป็นวิชาบังคับว่าด้วยการสร้างทักษะการคิดหรือที่เรียกว่า "การคิดเชิงวิจารณ์" (Critical thinking) ไว้ในกระบวนการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยของประเทศพัฒนาแล้ว"(วิกิพีเดีย)

     ทางหลวงสาย NH28 ถึงแม้ว่าจะเป็นทางด่วนเก็บค่าผ่านทาง  แต่สภาพถนนก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร  มีถนนตัดผ่าน บางช่วงที่ผ่านเมืองหรือชุมชนจะเห็นมีรถวิ่งสวนทาง(ย้อนศร) แม้ว่าจะมีเกาะกลางและถนนยังมีการก่อสร้างอยู่ อย่างไรก็ตามถือว่าสภาพการเดินทางดีกว่าสองวันที่ผ่านมา ครับ..

        วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ สร้างขึ้นเพื่อน้อมเป็นพุทธบูชาและเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวาระครองสิริราชย์สมบัติครบ ๕๐ ปี และเฉลิมพระชมน์พรรษาครบ ๖ รอบ ๗๒ พรรษา โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานชื่อวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ และพระองค์ทรงพระราชทานพระบรมสารีริกธาตุเพื่อบรรจุในพระมหาเจดีย์"พระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา" โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จแทนพระองค์
      " กุสินาราคลินิกแห่งนี้เกิดขึ้น เพื่อให้เป็นสถานรักษาพยาบาลแก่สาธารณชนผู้ทุกข์ยาก เจ็บป่วย โดยไม่เลือกชั้นวรรณะหรือศาสนาใดๆ ในรูปแบบของการกุศลโดยไม่คิดมูลค่า" สมเด็จพระราชรัตนรังสี(วีรยุทธ์ วีรยุทธโธ)
    
       เราเดินทางถึงวัดในช่วงเย็น เราเดินทางถึงวัดทันเวลา"เปิดไฟบูชาพระบรมสารีริกธาตุ"  พร้อมกันนี้ได้ร่วมกันเดินเวียนเทียนรอบพระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา...


     วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ มีที่พัก "อู่ข้าว" และ "อู่น้ำ" ไว้พร้อมสำหรับผู้แสวงบุญ..ครับ


    ......


       พรุ่งนี้หลังจากทำวัตรสวดมนต์ตอนเช้าที่พระอุโบสถวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์แล้ว คณะก็จะเดินทางไปกราบสักการะ"ปรินิพพานสถาน" และ"มกุฏพันธเจดีย์"..ก่อนที่จะเดินทางต่อไป ที่ลุมพินีในประเทศเนปาล ครับ..
        ขอบคุณที่เข้ามาอ่านครับ