วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

สิบสองวันในอินเดีย(๑)


(คลิกบนภาพเพื่อดูภาพขยายใหญ่ขึ้น)

....เมื่อสัปดาห์ก่อนได้รับคำสั่งจาก ผบ.ทบ.(ผู้บังคับบัญชาที่บ้าน) บอกว่าให้ร่วมเดินทางไปอินเดีย..ทั้ง ๆ ที่บอกปฏิเสทไปแล้วว่าไม่มี "งบประมาณ"ในการเดินทาง..แต่ได้รับการ"ยืนยัน" ว่าการเดินทางเที่ยวนี้มีงบประมาณสนับสนุนให้ทั้งหมด...เลยไม่สามารถ"ขัดคำสั่ง"ได้...จากข้อมูลการเดินทางเบื้องต้นจาก"วันแรมทางทัวร์" แล้วสิบสองวันในอินเดียคงจะต้องเดินทางประมาณ ๑๗๐๐ กิโลเมตร..
....การเดินทางครั้งนี้เป็นทริปที่ผู้จัดบอกว่า " ทัวร์แสวงบุญสังเวชนียสถาน อินเดีย - เนปาล " ก็จะขอนำมาเล่าสู่กันฟังต่อไป นะครับ...

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

พุทธคุณ(๘)


...จะแสดงพระพุทธคุณบทว่าวิชชาจรณสัมปันโนผู้ถึงพร้อมด้วย วิชชาและจรณะ พระพุทธเจ้าได้ทรงเป็นวิชชาสัมปันโนผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชา ซึ่งได้แสดงอธิบายแล้ว จึงจะแสดงจรณะสัมปันโนผู้ถึงพร้อมด้วยจรณะ (จรณะ ๑๐) คำว่าจรณะนี้แปลกันว่าข้อปฏิบัติเครื่องดำเนินถึงวิชชา ใน อัมพัทธสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้เองเป็น ๑๐ ประการ คือ สีลสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศีล  อินทรียสังวร ความสำรวมอินทรีย์ ถึงพร้อมด้วย สติ สัมปชัญญะ สันโดษ เสพเสนาสนะอันสงัด ชำระจิตจาก นิวรณ์ ทั้งหลาย รวมเป็น ๖ข้อ  และรูปฌานที่ ๑ รูปฌานที่ ๒ รูปฌานที่ ๓ รูปฌานที่ ๔ อีก ๔ ข้อ ก็รวมเป็น ๑๐ ประการหรือ ๑๐ ข้อ..(สมเด็จพระญาณสังวร)


วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

พุทธคุณ(๗)


....วิชชา ๓ ที่ได้แสดงไปแล้วก็คือ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ความรู้จักระลึกขันธ์เป็นที่อาศัยอยู่ในปางก่อนได้ หรือที่เรียกง่ายๆ ว่าระลึกชาติได้ ๒ จุตูปปาตญาณความรู้จักจุติคือความเคลื่อน และอุปบัติคือความเข้าถึง ชาตินั้นๆ ของสัตว์ทั้งหลาย ว่าเป็นไปตามกรรม อาสวักขยญาณ ความรู้เป็นเหตุสิ้นอาสวะกิเลสที่ดองจิตสันดาน วิชชา ๘ ที่จะแสดงในวันนี้ ก็คือมีเติมเข้าอีก ๕ ข้อข้างต้น ส่วน ๓ ข้อข้างหลังก็คือวิชชา ๓ นั้นเอง  ๕ ข้อข้างต้นที่เติมเข้ามานั้น ก็คือ วิปัสสนาญาณ ความรู้จักด้วยความรู้แจ้งเห็นจริงในกายนี้ซึ่งมีวิญญาณอาศัยอยู่ ว่าเป็นไปตามคติธรรมดาคือโดยไตรลักษณ์ อันได้แก่การที่มาพิจารณากายใจนี้ หรือนามรูปนี้โดยไตรลักษณ์ ว่ากายนี้อันเป็นส่วนรูป ประกอบด้วยธาตุดินน้ำไฟลม อาศัยอาหารมีข้าวเป็นต้นบำรุงเลี้ยง เป็นของไม่เที่ยง ต้องทะนุบำรุงมีบีบนวดเยียวยารักษาต่างๆ เป็นต้น และแม้นามคือความรู้เป็นสุขเป็นทุกข์เป็นกลางๆ ไม่ทุกข์ไม่สุข ความรู้จำได้หมายรู้ ความรู้คิดปรุงหรือปรุงคิด ความรู้ที่เรียกว่าเห็นที่ได้ยินได้ทราบที่ได้คิดได้รู้ทางอายตนะ...(สมเด็จพระญาณสังวร)

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เหตุ...ผล


     จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาทุกยุคทุกสมัย..หากนำมาพิจาณาก็น่าจะเข้ากันได้กับรูปภาพด้านบนนี้ พุทธองค์ทรงค้นพบมากว่า ๒๕๐๐ ปีแล้ว....คนๆหนึ่งไม่ว่าจะเรียกอย่างไร " วีรบุรุษ " หรือ "ทรราช" ...สุดท้ายแล้วก็หนีไม่พ้น " สังสารจักร "นี้ได้..
    @ กิเลส ที่เป็นตัวการให้คิดปรุงแต่งยึดเยื้อพิสดาร เกิดปัญหาต่าง ๆ มากมาย เช่น 
    ๑.ตัญหา คือความทะยานอยาก ความอยากได้อยากเอา  
    ๒.ทิฏฐิ ความคิดเห็นความเชื่อ อุดมการณ์ๆต่างที่ยึดถืออย่างงมงาย ไม่ยอมรับฟังใคร คิดเตลิดไปข้างเดียว ตลอดจนเป็นเหตุแห่งการเบียดเบียนบีบคั้นผู้อื่นที่ไม่ถืออย่างตน
    ๓.มานะ  ความถือตัว ความสำคัญตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่ ถือสูงถือต่ำ ยิ่งใหญ่เท่าเทียมหรือด้อยกว่าผู้อื่น ความอยากเด่นอยากยกชูตนให้ ยิ่งใหญ่
    @ กรรม การกระทำไม่ว่าดี ชั่ว ทำอะไรโดยมีเจตนา คือจงใจทั้งที่รู้ย่อมเป็นกรรม
    @ วิบาก  คือผลที่มาจากกาลก่อน ผลดีเกิดจากการทำดี  ผลชั่วเกิดจากการทำชั่ว
    พุทธองค์ทรงเป็นผู้นำทางที่แสดงให้เห็นแล้ว หากเราฝึกตนด้วยดี ดังที่ทรงบำเพ็ญเป็นแบบอย่าง โดยเชื่อเรื่อง กรรม เชื่อเรื่องผลของกรรม  เชื่อว่าสัตว์บุคคลมีกรรมเป็นของตนเอง แต่ละคนเป็นเจ้าของต้องเสวยวิบากไปตามกรรมของตน แล้วฝึกตนด้วยดีก็สามารถเข้าถึงภูมิธรรมที่สูงสุดบริสุทธิ์หลุดพ้นได้
    (อ้างอิง: จากพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ.ปยุตฺโต)
*******

From past events in every era..if taken into consideration, it should be compatible with the picture above.  The Lord Buddha discovered more than 2500 years ago....that a person, no matter how he is called a "hero" or a "tyrant"...in the end, cannot escape this "Samsara Chakra"..

    @ Defilements that are the cause of thoughts and manipulations that cling to strange tissues.  There are many problems such as 

1. Problem is desire.  Desire to take

2. Views, opinions, beliefs.  Various ideologies that are held ignorantly  Don't listen to anyone  Thinking sideways  As well as being a cause of oppression and oppression of others who do not share their views.

    3. Mana  self-conceit.  The importance of oneself being this or that, being considered high or being considered low, being as great as or inferior to others.  The desire to stand out, to exalt oneself to greatness.

  @ Karma, any action, whether good or bad, is done with intention.  That is, knowingly doing it intentionally is karma.

  @ Vipaka  is the result of a past time.  Good results come from doing good things.  Evil results come from doing bad things.

The Buddha is a demonstrated guide.  If we train ourselves well  As he served as an example  By believing the story  Karma believes in the results of karma. It is believed that living beings have their own karma.  Each owner must experience the suffering according to his own karma. Then, with good training, one can reach the highest, pure, liberating Dhamma landscape.

​   (Reference: From the Buddhist Dictionary  Dhamma compilation edition  Phra Phromkhunaporn P.A.Payutto)


วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

อธิปไตย


อธิปไตย ในทางพระพุทธศาสนา มี ๓ ประการ คือ 
๑.อัตตาธิปไตย  ความมีตัวตนเป็นใหญ่ ถือตนเป็นใหญ่  ผู้เป็นอัตตาธิปกพึงใช้สติให้มาก
๒.โลกาธิปไตย  ความถือโลกเป็นใหญ่  ผู้เป็นโลกาธิปกพึงมีปัญญาครองตนและรู้พินิจ
๓.ธัมมาธิปไตย  ความมีธรรมเป็นใหญ่ ถือธรรมเป็นใหญ่ กระทำการด้วยความปรารภความถูกต้องเป็นจริง สมควรตามธรรม ผู้เป็นธรรมาธิปกพึงประพฤติให้ถูกหลักธรรม ผู้เป็นหัวหน้าหมู่นักปกครองพึงถือธรรมาธิปไตย......(จากพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ.ปยุตฺโต)