วันเสาร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2566

ความจริงแท้ของชีวิต...


 

ฉันรักประเทศไทย

Cr.fwd.lind


 

******

หมอยูมิวิ่งมาราธอนด้วยชุดไทย


 ข่าวดีจากประเทศอังกฤษ เมื่อวานนี้ (23 เมษายน 66) เมื่อ “หมอยูมิ” ทันตแพทย์หญิง ชรินญา กาญจนเสวี คุณหมอนักวิ่งชาวไทย ลงวิ่งในรายการ “ลอนดอนมาราธอน” ซึ่งเป็น 1 ใน 6 รายการวิ่งเมเจอร์ระดับโลก ในระยะมาราธอน (42.195 กิโลเมตร)


ความพิเศษของการวิ่งในครั้งนี้ อยู่ที่ หมอยูมิ เลือกที่จะแต่งชุดไทยแบบเต็มยศ มีทั้งรัดเกล้า สไบ โจงกระเบน รวมน้ำหนักประมาณ 3 กิโลกรัม พร้อมทั้งยื่นขอจดสถิติโลก Guinness World Records เป็นนักวิ่ง “Fastest Marathon dressed in Thai Traditional Dress” หรือ นักวิ่งที่แต่งชุดไทยวิ่งมาราธอนได้เร็วที่สุด


โดยคุณหมอ วิ่งในระยะมาราธอนด้วยชุดไทย ใช้เวลาไป 3 ชั่วโมง 45 นาที 34 วินาที บันทึกสถิติโลกของนักวิ่งชุดไทยได้เร็วที่สุดเป็นผลสำเร็จ


สำหรับ การวิ่งมาราธอนในครั้งนี้ หมอมิยูตั้งใจใส่ชุดไทยลงแข่งเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นหนึ่งใน Soft Power - แฟชั่นผ้าไทย พร้อมทั้งเป็นแรงบันดาลใจเรื่องการท่องเที่ยวไทยเชิง Sports และ Wellness Tourism ไปพร้อมกัน

https://youtu.be/S0so_EruH4c

******

ฉันรักประเทศไทย (คลิก)


วันอังคารที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2566

การเลี้ยงควาย..!?

 ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีหลายคนถามอาตมาว่า หลวงพ่อชาสื่อสารกับลูกศิษย์ต่างชาติอย่างไรในเมื่อท่านพูดภาษาต่างประเทศไม่ได้ และลูกศิษย์ต่างชาติ โดยเฉพาะช่วงมาใหม่ๆ ก็ยังพูดภาษาไทยไม่ได้  เวลามีคนถามหลวงพ่อชาแบบนี้ ท่านมักจะตอบให้ชวนขัน ว่า “เหมือนการเลี้ยงควายนั่นแหละ”  จากนั้นท่านก็อธิบายด้วยสายตาเป็นประกายว่า “ถึงจะไม่รู้ว่าเราพูดอะไร แต่ถ้าจูงไปจูงมา เดี๋ยวมันก็เป็นเอง”  ในเวลาเช่นนี้ ดูเหมือนว่าหลวงพ่อจะเห็นว่าท่านเป็นผู้ฝึกมากกว่าเป็นผู้สอน


ในปีแรกๆ ที่อาตมาอยู่กับหลวงพ่อชา มีคำพูดของท่านที่จำได้แม่นยำ ทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวกับธรรมะเลย  จนถึงทุกวันนี้ อาตมายังระลึกถึงคุณค่าของคำพูดนั้นได้อยู่  ตอนนั้น อาตมาเดินตามท่านไปตรวจความเรียบร้อยของกุฏิในวัดพร้อมกับพระรูปอื่นๆ  อาตมานึกอยากอวดท่านว่า มาอยู่เพียงไม่นานก็พูดภาษาไทยได้แล้ว จึงชี้ไปที่กรอบหน้าต่างบานที่ชำรุดแล้วเอ่ยชื่อเป็นภาษาไทย  หลวงพ่อตอบกลับมาช้าๆ ว่า “หน้า-ต่าง” เพื่อแก้การออกเสียงของอาตมา  อาตมารู้สึกเหมือนถูกท่านเตะปากเข้าจังๆ  เราออกเสียงผิด! น่าอายจริงๆ!  แต่ในขณะเดียวกัน อาตมาก็รู้สึกปลื้มใจอย่างน่าประหลาด 


ความคิดที่ว่า มีครูบาอาจารย์ระดับหลวงพ่อชาคอยใส่ใจแก้ไขการออกเสียงให้ แม้จะเป็นคำเล็กๆ น้อยๆ ทำให้อาตมารู้สึกตื้นตัน  ตอนนั้นเกิดความมุ่งมั่นในใจว่าจะเป็นพระที่ดีต่อไปและทำให้ท่านภูมิใจ  เรื่องนี้สร้างกำลังใจให้กับอาตมามากกว่าสิ่งอื่นๆ  แม้ท่านจะนั่งลงตรงหน้า แล้วแสดงธรรมในหัวข้อปฏิจจสมุปบาทให้ฟังอย่างลึกซึ้งเป็นเวลาสองชั่วโมงด้วยภาษาอังกฤษดีเลิศก็ตาม


ดังนั้น อาตมาจึงบอกทุกคนว่าภาษาสำคัญก็จริง แต่มีสิ่งอื่นที่อยู่เหนือภาษา


ธรรมะคำสอน โดย พระอาจารย์ชยสาโร

แปลถอดความ โดย ศิษย์ทีมสื่อดิจิทัลฯ

*****

Cr.https://www.facebook.com/100064337808864/posts/pfbid02dQAqYXXhrqTqjAxBx1S8R4rsa3TwPTDk6QED9KwL8NT2ULYoii37MsZ2nbZqKixsl/?mibextid=Nif5oz

วันจันทร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2566

ระวังแมว

 Cr.fwd.line

นิทานระวังแมว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหลวงปู่เจ้าอาวาสกำลังจะมรณภาพ

หลวงปู่กล่าวคำสั่งเสียให้กับพระหนุ่มที่จะขึ้นเป็นเจ้าอาวาสคนต่อไปว่า

"อย่าปล่อยให้แมวเข้ามาในชีวิตนะ"

พระทุกรูปที่มาดูใจหลวงปู่ต่างประหลาดใจกับคำสั่งเสียนี้

เจ้าอาวาสคนใหม่ตรึกตรองประโยคนี้อยู่หลายวันก็ไม่เข้าใจ จึงเข้าไปปรึกษาพระที่อาวุโสที่สุดในวัดซึ่งรู้จักหลวงปู่มานานกว่าใคร พระอาวุโสจึงได้เล่าเรื่องราวต่อไปนี้ให้ฟัง


สมัยที่หลวงปู่ยังหนุ่มๆ เขาตัดสินใจจะบวชตลอดชีวิตด้วยการบอกลาลูกเมียและออกเดินทางไปบำเพ็ญเพียรภาวนาตามป่าเขา จนกระทั่งลงหลักปักฐานอยู่ใกล้กับหมู่บ้านเล็กๆ ที่หลวงปู่ (ซึ่งตอนนั้นผู้คนยังเรียกกันว่าหลวงพี่) จะไปบิณฑบาตรได้

ชาวบ้านต่างต้อนรับขับสู้หลวงพี่เป็นอย่างดี และได้สร้างกระท่อมไม้ไผ่ไว้ให้ท่านใช้เป็นกุฏิ

วันหนึ่ง มีหนูเข้ามาในกระท่อมและกัดจีวรของท่าน แม้จะยังใช้การได้อยู่ แต่ถ้าปล่อยไปแบบนี้ท่านคงไม่เหลือจีวรให้ใส่อย่างแน่นอน ท่านจึงปรึกษาชาวบ้านว่าควรทำอย่างไรดี

"ทำไมหลวงพี่ไม่เลี้ยงแมวไว้ล่ะครับ"

หลวงพี่เห็นด้วย ชาวบ้านจึงให้แมวหลวงพี่มาเลี้ยงไว้หนึ่งตัว จากวันนั้นก็ไม่มีหนูมากัดจีวรอีกเลย

แต่ปัญหาใหม่ก็เกิดขึ้น เพราะแมวต้องกินนม หลวงพี่ต้องออกบิณฑบาตหลายครั้งกว่าจะได้นมมาพอให้แมวกิน

เมื่อเห็นปัญหาดังนี้ หลวงพี่จึงปรึกษาชาวบ้าน ชาวบ้านจึงแนะนำว่า

"ทำไมหลวงพี่ไม่เลี้ยงวัวไว้สักตัวล่ะครับ จะได้มีนมเพียงพอสำหรับทั้งแมวและหลวงพี่"

ชาวบ้านจึงบริจาควัวหนึ่งตัวมาให้หลวงพี่เลี้ยงไว้ที่ข้างกุฏิ ปัญหาแมวไม่มีนมกินจึงหมดไป

แต่วัวต้องกินหญ้าปริมาณมาก ไม่นานนักหญ้าที่ขึ้นรอบกุฏิก็โดนวัวกินจนหมด หลวงพี่เลยปรึกษาชาวบ้านอีกครั้ง

ชาวบ้านเห็นว่าให้พระบิณฑบาตหญ้านั้นดูไม่งาม จึงแนะนำหลวงพี่ว่า

"ในหมู่บ้านมีแม่หม้ายคนหนึ่งที่สามีเพิ่งตายไป เราน่าจะไปชวนเธอมาช่วยดูแลวัว ช่วยปลูกหญ้า ช่วยปลูกผักผลไม้ และอาจจะช่วยดูแลหลวงพี่ตอนหลวงพี่อาพาธได้ด้วย"

หลวงพี่คิดว่าน่าจะเป็นการดี หญิงหม้ายก็เลยได้มาดูแลวัว ดูแลแมว ทำความสะอาดกุฏิ และยังช่วยปลูกผักทำสวน

เมื่อหลวงพี่เห็นหญิงสาวต้องทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย จึงลงไปช่วยทำสวนด้วยอีกแรง

วันเวลาผ่านไป เหตุเกิดจากความใกล้ชิดและความเห็นอกเห็นใจ หลวงพี่กับหญิงหม้ายก็รักกัน ไม่นานเธอก็ตั้งท้อง หลวงพี่ต้องสึกออกมาเพื่อทำหน้าที่อย่างฆราวาส

ระหว่างอุ้มลูก ทิดหนุ่มจึงคิดขึ้นได้ว่า "นี่มันอะไรกัน เราอุตส่าห์ทิ้งลูกทิ้งเมีย ทิ้งโลกและเดินทางไกลมาถึงที่นี่ แต่นี่เรากลับมาอยู่ทางโลกเหมือนเดิมเพียงเพราะว่าเราเริ่มเลี้ยงแมวเท่านั้นเอง"

พระอาวุโสเล่าจบ จึงกล่าวกับพระหนุ่มเจ้าอาวาสคนใหม่ว่า

"ที่หลวงปู่สอนว่าอย่าปล่อยให้แมวเข้ามาในชีวิต คืออย่าให้เรื่องเล็กน้อยค่อยๆ เข้ามามีอิทธิพลในชีวิตจนเราหลุดจากเส้นทางไปโดยไม่รู้ตัว

เวลาเราปล่อยให้ตัวเองทำสิ่งไม่ดี เราจะบอกว่าเราทำมันแค่ครั้งเดียวเท่านั้น แต่พอเรายอมให้กิเลสชนะสักครั้งหนึ่งแล้ว กิเลสก็จะเริ่มแข็งแรงและเอาชนะเราได้อีกเรื่อยๆ มารู้ตัวอีกทีเมื่อสาย เหมือนที่หลวงปู่ห่วงจีวรจนได้ลูกได้เมียใหม่นั่นแหละ"


-----

ขอบคุณนิทานจาก Words of Wisdom: The Monk and Cat Story