วันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2556

พุทธคุณ (๑)


....พระอาจารย์ได้แสดงเนื้อความของบทว่า อรหํ ประมวลเข้าแล้วก็เป็น ๕ ประการ คือ 
๑ ชื่อว่า อรหํ เพราะเป็นผู้ไกลกิเลส
ข้อ ๒ ชื่อว่า อรหํ เพราะเป็นผู้กำจัดข้าศึกคือกิเลส
ข้อ ๓ ชื่อว่า อรหํ เพราะเป็นผู้หักกำแห่งสังสารจักร คือล้อแห่งสังสาระหรือสงสาร การท่องเที่ยวเวียนเกิดเวียนตายไปในภพชาติทั้งหลายเป็นอันมาก
ข้อ ๔ ชื่อว่า อรหํ เพราะเป็นผู้ควรไหว้ควรบูชา
ข้อ ๕ ชื่อว่า อรหํ เพราะเป็นผู้ไม่ทำบาปทั้งหลายแม้ในที่ลับ คือไม่ทำบาปทั้งในที่แจ้งทั้งในที่ลับ คือไม่ทำบาปในที่ทุกสถาน
    พระอาจารย์ได้แสดงไว้สำหรับเจริญพุทธานุสสติ หรือพิจารณาพระพุทธคุณของบทนี้ไว้เป็น ๕ ประการดั่งนี้  ...(สมเด็จพระญาณสังวร)

วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ปฏิจจสมุปบาท(๙)


...เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย เกิดภพ  ภพนั้นก็คือ ความเป็น ความมี อันได้แก่กามภพ รูปภพ อรูปภพ  เพราะมีความยึดถือซึ่งเป็นอุปาทาน จึงมีภพ ความเป็น ความมี ภพอย่างละเอียดก็คืออัสมิมานะ ความสำคัญหมายว่าเรามีเราเป็น ยึดถือในสิ่งในสิ่งใด ก็เกิดเป็นความมี ความเป็น คือเป็นเราสืบมาถึงเป็นของเราขึ้นในสิ่งนั้น ยึดอยู่ในกาม ก็เป็นเราขึ้นในกาม ก็เป็นกามภพ ยึดในรูป ก็เป็นเราขึ้นในรูป เป็นรูปภพ ยึดในอรูปก็เป็นเราขึ้นในอรูป เป็นอรูปภพ  เพราะฉะนั้น เมื่อมีอุปาทานคือความยึดถือจึงมีภพ และเมื่อมีภพจึงมีชาติคือความเกิด...(สมเด็จพระญาณสังวร)

วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ปฏิจจสมุปบาท(๘)

...ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน คือเมื่อมีตัณหาความดิ้นรนทะยานอยาก ก็ย่อมมีอุปาทานคือความยึดถือ และอุปาทานนั้นท่านพระเถระก็ได้แยกออกเป็นอุปาทาน ๔ คือ กามุปาทาน ยึดถือกาม ทิฏฐุปาทาน ยึดถือทิฏฐิคือความเห็น สีลัพพตุปาทาน ยึดถือศีลและพรต อัตตวาทุปาทาน ยึดถือวาทะว่าตน ซึ่งอุปาทาน ๔ นี้ก็ได้แสดงอธิบายแล้ว เมื่อได้แสดงมาถึงลำดับของอุปาทาน เพราะมีตัณหาคือความดิ้นรนทะยานอยาก จึงมีอุปาทานคือความยึดถือ คือเพราะอยากจึงยึด ถ้าหากว่าไม่มีอยากซึ่งเป็นตัวตัณหา ก็ย่อมไม่มียึดซึ่งเป็นอุปาทาน..
....เพราะมีความยึดถืออยู่ดั่งนี้ จึงมี มัจฉริยะ ที่แปลกันว่าความตระหนี่เหนียวแน่น หวงแหน และเพราะมีมัจฉริยะคือความตระหนี่เหนียวแน่นหวงแหน จึงมีอารักขา คือการรักษาด้วยวิธีรักษาต่างๆ เป็นต้นว่า ต้องมีการถือกระบอง ถือท่อนไม้ ต้องมีการถือศัสตราวุธ ต้องมีการทะเลาะกัน ต้องมีการแก่งแย่งกัน ต้องมีการวิวาทกัน ต้องมีการกล่าวหากัน ว่าท่านนั่นแหละ ท่านนั่นแหละ หรือว่าเจ้านั่นแหละ เจ้านั่นแหละ ต้องมีการกล่าวส่อเสียด ต้องมีการกล่าวคำเท็จต่างๆ และก็จะต้องมีบาปอกุศลธรรมต่างๆ มากมาย บังเกิดขึ้นสืบต่อกันไปดั่งนี้...(สมเด็จพระญาณสังวร)

วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2556

อริยสัจในปฏิจจสมุปบาท


...พระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติมาในมรรคมีองค์ ๘ นี้ ที่ตรัสเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา ข้อปฏิบัติที่เป็นหนทางกลางสมบูรณ์ ทรงกำหนดรู้ทุกข์ได้แล้ว ทรงละสมุทัยได้หมดแล้ว ทรงทำให้แจ้งนิโรธได้แล้ว ทรงปฏิบัติในมรรคมีองค์ ๘ ได้สมบูรณ์แล้ว จักษุ คือดวงตา ญาณ คือความหยั่งรู้ ปัญญา คือความรู้รอบ วิชชา คือความรู้จริง อาโลกคือความสว่างผุดขึ้นในอริยสัจจ์ทั้ง ๔ กิเลสและกองทุกข์ดับไปหมดสิ้น จึงทรงเป็นพุทโธคือเป็นผู้ตรัสรู้แล้ว  และความตรัสรู้ของพระองค์ในอริยสัจจ์ทั้ง ๔ นี้ เมื่อแสดงโดยพิสดารตามที่ตรัสไว้ก็คือ ปฏิจจสมุปบาทธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้น ซึ่งมีอวิชชาอาสวะเป็นต้น มาจนถึง ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ เป็นต้น ซึ่งเป็นปัจจัยกันโดยลำดับ นี้เป็นฝ่ายสมุทัยวาร คือเป็นฝ่ายเกิด หรือเป็นฝ่ายก่อทุกข์ พระพุทธเจ้าเมื่อได้ตรัสรู้แล้ว ก็ได้ทรงพิจารณาอริยสัจจ์ทางปฏิจจสมุปบาทนี้ แล้วก็ได้ทรงเปล่งอุทานขึ้น ซึ่งแปลความว่า เมื่อใดธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้นความสงสัยของพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป เพราะมารู้ธรรมะว่าเกิดจากเหตุ หรือรู้ธรรมะพร้อมทั้งเหตุ หรือรู้ธรรมะว่ามีเหตุที่เป็นปัจจัยสืบต่อกันไป จึงทำให้เกิดทุกข์...(สมเด็จพระญาณสังวร)


ความเกิดดับแห่งปฏิจจสมุปบาท


 ...ได้แสดงเรื่องพระพุทธเจ้า เมื่อได้ตรัสรู้แล้ว ได้ประทับนั่งเสวยวิมุติสุข ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์ ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้น โดยสมุทัยวาร คือโดยวาระเกิด ก่อทุกข์ ทรงเปล่งอุทานในปฐมยามแห่งราตรีที่แปลความว่า   เมื่อใดธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้นความสงสัยของพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป เพราะมารู้ธรรมว่ามีเหตุ หรือเกิดแต่เหตุ    ต่อจากนั้นทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาท โดยนิโรธวาร คือโดยวาระดับ คือดับทุกข์ ทรงเปล่งอุทานในมัชฌิมยามแห่งราตรีแปลความว่า   เมื่อใดธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้นความสงสัยของพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป เพราะมารู้ความสิ้นไปแห่งปัจจัยทั้งหลาย ..(สมเด็จพระญาณสังวร)