วันอังคารที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2566

ความจริง


 บางคนพูดสิ่งที่คนอื่นรู้ว่าไม่จริงแน่นอน แต่เมื่อได้รับการตักเตือนว่ากล่าวกลับน้อยใจ และหาว่าถูกสบประมาท ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ทำไมเขาไม่รู้สึกละอาย คำตอบก็คือเขาไม่ได้ตั้งใจโกหกคนอื่น แต่เขาโกหกตนเองเก่งเสียจนเขาเชื่อว่าสิ่งที่พูดเป็นความจริง 


ผู้ที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ของตนเองมากกว่าความจริง แยกระหว่างความจริงกับเท็จไม่ได้แล้ว อาจจะเอาตัวรอดในสังคมปัจจุบันได้เหมือนกัน แต่ในการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารมีแต่จะตกต่ำ


พระอาจารย์ชยสาโร

*****

Cr.https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02KJkoPRPepHpW7HMLqcQMeBn1tnCvbF7haAAf1NnvtWPsfRRMn9Ybzc6jXRsPSsLil&id=100064337808864&mibextid=Nif5oz

วันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2566

อาสาสมัครจากต่างแดน โจ และคริสตี้



โจ และ คริสตี้ จากประเทศอังกฤษ
โครงการสอนพูดภาษาอังกฤษโดยอาสาสมัครจากต่างประเทศ
"ทานบารมี"บ้านเรือนธรรม
กันยายน ๒๕๖๖















สอนภาษาอังกฤษ



      Kirsty จากอังกฤษ 

Cr."ทานบารมี"  บ้านเรือนธรรม 
คลองหลวง ปทุมธานี

**********








 

ศีล สมาธิ ปัญญา


 " ศีล สมาธิ ปัญญา "

วันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2566

ทิฐิ


 ทิฐิของคนเรา ถ้าเอาไปใส่ไว้ในอะไรแล้ว สิ่งนั้นก็เป็นของมีค่าขึ้นมาทันที จะกลายเป็นของขลัง ของศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาทันที แต่ถ้าไม่มีทิฐิเข้าไปตั้งอยู่ ทุกสิ่งก็ไม่มีราคา


อย่างคนไทยเราถือว่าศีรษะเป็นของสูง ใครจะมาจับเล่นไม่ได้ เป็นเหตุให้โกรธถึงฆ่ากันเลยก็ได้ เพราะมีทิฐิจึงไม่ยอม ความยึดถือมันเหนียวแน่นมาก เราไปเมืองนอกเห็นฝรั่ง เขาจับหัวกันได้สบาย พระฝรั่งที่ไปอเมริกาด้วยพาไปเยี่ยมพ่อ พอเห็นหน้าพ่อเอามือลูบหัวเล่นเลย ทั้งลูบทั้งหัวเราะ พ่อเขาก็ดีอกดีใจว่าลูกรักเขา เรื่องมันเป็นอย่างนี้ ถ้าคนเราไม่มีทิฐิเสียแล้ว ทุกสิ่งก็หมดราคา ทุกข์ทั้งหลายก็เกิดไม่ได้ ไม่มีอะไรจะมาทำให้เป็นทุกข์...เมื่อเห็นความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น อุปาทานก็เกิดไม่ได้ เมื่อไม่มีอุปาทาน ภพชาติก็ไม่มี แล้วทุกข์จะมาจากไหน


หลวงพ่อชา

*****

Cr.https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02w13r3DhkihQedji4UVf6bHSafxXr9RXaGp6UDS3srNR8y6r74NGJgcNGHEtbNi7Fl&id=100064337808864&mibextid=Nif5oz

วันอาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566

จิตตั้งมั่น


เราจะปฏิบัติต่อความเชื่อ ความคิด และพฤติกรรมที่เราเห็นว่าน่ารังเกียจอย่างไร?  หรือปฏิบัติต่อสิ่งที่เราเห็นว่าเป็นอันตรายต่อบุคคล สังคม และโลกที่เราอยู่อย่างไร?  สิ่งเหล่านั้นกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกอย่างใดบ้าง?  ปฏิกิริยาโต้ตอบที่เห็นได้บ่อยที่สุดคงจะเป็นความโกรธหรือความรู้สึกหดหู่  หลายคนเลยยอมจำนน ปล่อยไปตามยถากรรม หรือแค่ไม่คิดในเรื่องที่ทำให้ขุ่นใจ


ในพระสูตรชื่อว่าสัลเลขะ (มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์)  พระพุทธองค์ทรงให้คำแนะนำง่ายๆ แต่มีพลังยิ่ง  ทรงสอนให้เราใช้ความโง่เขลาและสิ่งอกุศลทั้งหลายเป็นแรงกระตุ้นในการปฏิบัติธรรม  ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ใด เราพึงมีทัศนคติว่า “ชนเหล่าอื่นอาจจะ... แต่เราจะไม่ทำเช่นนั้น”


จากข้อพึงปฏิบัติที่ทรงแสดงไว้ ๔๔ ประการ จะขอยกตัวอย่างบางข้อ ดังนี้


"ชนเหล่าอื่นอาจพูดร้ายหรือทำร้าย แต่เราจะไม่พูดร้ายไม่ทำร้าย"


"ชนเหล่าอื่นอาจลักและฉ้อโกง พูดโกหก ส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ  แต่เราจะเว้นจากการลักทรัพย์และฉ้อโกง จะไม่พูดโกหก ส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบและเพ้อเจ้อ"


"ชนเหล่าอื่นอาจโลภโมโทสันหรือมีจิตอาฆาตพยาบาท แต่เราจะไม่โลภโมโทสัน ไม่มีจิตอาฆาตพยาบาท"


"ชนเหล่าอื่นอาจอิจฉาริษยา แต่เราจะไม่อิจฉาริษยา"


"ชนเหล่าอื่นอาจมีมารยา แต่เราจะไม่มีมารยา"


"ชนเหล่าอื่นอาจเย่อหยิ่งถือตัว แต่เราจะไม่เย่อหยิ่งถือตัว"


"ชนเหล่าอื่นอาจเกียจคร้าน แต่เราจะไม่เกียจคร้าน"


"ชนเหล่าอื่นอาจยึดมั่นถือมั่นในทิฏฐิของตน ปล่อยวางยาก  แต่เราจะไม่ยึดมั่นถือมั่นในทิฏฐิ  จะปล่อยวางโดยง่าย"


ด้วยการตั้งจิตให้มั่นอยู่เช่นนี้ ไม่ให้คลอนแคลน  เราจะมีเข็มทิศส่องทางในการดำเนินชีวิตอยู่ในโลกอันสับสนวุ่นวาย


ธรรมะคำสอน โดย พระอาจารย์ชยสาโร

แปลถอดความ โดย ศิษย์ทีมสื่อดิจิทัลฯ

*****

Cr.https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02t51Ly26xNSXWK6EH51Jm8CdThLJYZnPchBz8tnGHybZAViMKmtPj8hXwr4AbioVzl&id=100064337808864&mibextid=Nif5oz