วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

เฝ้าระวังโควิด..ตระหนักแต่ไม่ตระหนก..

 



💚💚💚💚อาการของ  💛โรคภูมิแพ้ 💛 ไข้หวัด 💛 ไข้หวัดใหญ่ และ  💛โควิด-19 มีสิ่งที่คล้ายกัน คือ ลักษณะอาการ เพราะเป็นโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ มีตั้งแต่อาการเล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง การทำความรู้จักอาการของโรคทั้งหมดจะช่วยให้แยกอาการแตกต่างของโรคออกจากกันได้ เพื่อลดความวิตกกังวลและเฝ้าระวังโรคแบบตระหนักรู้และไม่ตื่นตระหนกเกินไป


 💛 โรคภูมิแพ้  

โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่เกิดจากการตอบสนองของร่างกายที่ไวต่อสารก่อภูมิแพ้มากกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการผิดปกติกับอวัยวะที่สัมผัสสารก่อภูมิแพ้นั้น ซึ่งผู้ป่วยโรคนี้แต่ละคนจะมีอาการแตกต่างกันและความรุนแรงไม่เท่ากัน เพราะชนิดของสารก่อภูมิแพ้ที่ได้รับและการตอบสนองของร่างกายแต่ละบุคคลต่างกัน

อาการของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้จะเกิดตามอวัยวะที่มีการอักเสบจากการกระตุ้นของสารก่อภูมิแพ้ ได้แก่ ผื่นคัน คันจมูก จาม มีน้ำมูก คัดจมูก ไปจนถึงไอ หอบ แน่นหน้าอก หายใจไม่คล่อง เป็นต้น ในคนที่เป็นภูมิแพ้อยู่แล้ว หากถามว่าเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 มากกว่าปกติหรือไม่ต้องบอกว่าไม่ได้มีความเสี่ยงมากกว่าปกติ แต่หากดูแลป้องกันตัวเองไม่ดีพอก็มีโอกาสติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้

  👉 อาการของโรคภูมิแพ้ ประกอบด้วย 

  🔘 จาม  

  🔘 น้ำตาไหล  

  🔘 คันตา  

  🔘 คัน/คัดจมูก  

  🔘 อาจมีน้ำมูกไหล  

  🔘 เกิดผื่นแพ้ต่าง ได้  

การรักษาควรดูแลตัวเอง หลีกเลี่ยงจากสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการแพ้ ใช้ยาตามแพทย์สั่ง อาจล้างจมูก พ่นยาจมูก เพื่อป้องกันไม่ให้อาการกำเริบได้ แต่หากเป็นภูมิแพ้และสงสัยว่าติดเชื้อโควิด-19 ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อปรึกษาความเสี่ยง

*****

  💛 หวัด  

ไข้หวัดเป็นโรคติดเชื้อที่พบได้บ่อย เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซึ่งมีหลายสายพันธุ์ มักพบในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง ความรุนแรงของโรคไม่มาก และสามารถหายเองได้ภายในไม่กี่วัน สามารถติดต่อผ่านทางน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะ โดยการหายใจเอาเชื้อที่กระจายจากการไอ จาม หรือมือที่เปื้อนเชื้อโรคสัมผัสจมูกหรือตา

  👉 อาการของโรคหวัด ได้แก่  

  🔘 คัดจมูก  

  🔘 น้ำมูกไหลลักษณะใส  

  🔘 ไอมีเสหะ

  🔘 จาม  

  🔘 เจ็บคอ  

  🔘 เสียงแหบ

  🔘 อาจมีไข้ต่ำ ปวดศีรษะเล็กน้อย  

ในผู้ใหญ่อาการจะน้อยมากอาจมีแค่คัดจมูกและน้ำมูกไหล (ยกเว้นผู้ที่มีโรคประจำตัวเป็นโรคทางการหายใจ) อาการของโรคมักเป็นไม่เกิน 2 – 5 วัน แต่อาจมีน้ำมูกไหลนาน 10 – 14 วัน กล่าวคือ ติดต่อโดยการหายใจเอาละอองน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะของผู้ป่วยที่ไอ หรือ จาม และการสัมผัสมือ หรือการใช้สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ร่วมกับผู้ป่วย

*****

   💛 ไข้หวัดใหญ่  

ไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) แบ่งเป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล เป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่พบกันมานานแล้ว อาการมักจะไม่รุนแรง และไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่ปัจจุบันได้กลายเป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่พบปะปนกับสายพันธุ์ต่าง ทั่วไป

  👉 อาการสำคัญของไข้หวัดใหญ่ คือ  

  มีไข้สูงติดกันหลายวัน  

  🔘 ปวดศีรษะ  

  🔘 ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ  

  🔘 ไอแห้ง ๆ 

  🔘 จามเจ็บคอ  

  🔘 บางครั้งมีน้ำมูก  

***อาการจะคล้ายกับการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ค่อนข้างมาก   แต่ที่แตกต่างคือมักจะไม่มีอาการทางเดินหายใจส่วนล่าง คือ หายใจลำบาก แน่นหน้าอก เมื่ออาการมีความคล้ายคลึงกัน ในระยะเริ่มต้นของอาการป่วยลักษณะนี้ เวลาที่ไปพบแพทย์ แพทย์จะทำการส่งตรวจเชื้อไข้หวัดใหญ่ก่อนอันดับแรก เพื่อตัดประเด็นความคล้ายคลึงกันของอาการออกไป

******

   💛💛💛 โรคโควิด-19    

การติดเชื้อโควิด-19 บางคนอาจมีอาการรุนแรงไม่มาก มีลักษณะเหมือนไข้หวัดทั่วไป ขณะที่บางคนมีอาการรุนแรงมาก ทำให้เกิดปอดอักเสบได้

   👉 อาการของผู้ป่วยโรคโควิด-19 จะเริ่่มจาก  

🔘 ไข้ 

🔘 รู้สึกเมื่อยล้า 

🔘 ไอแห้ง ๆ 

🔘 ได้ลำบาก 

🔘 บางครั้งอาจมีอาการเจ็บคอ 

  💚  ทั้งนี้โรคนี้สามารถหายได้เอง*** รูปแบบการรักษาเป็นไปตามอาการที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล การทำความเข้าใจเกี่ยวกับไวรัสชนิดนี้จะช่วยให้ดูแลสุขภาพ สุขอนามัย และสามารถป้องกันตนเองได้อย่างถูกวิธี  


   เนื่องจากไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือภูมิแพ้ เป็นโรคที่เคยเกิดขึ้นแล้ว และร่างกายของคนเรามีภูมิคุ้มกันในระดับหนึ่ง แต่โควิด-19 เป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ที่ร่างกายของมนุษย์ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ทำให้เวลาที่เชื้อเข้าไปในร่างกาย ในระบบทางเดินหายใจ เชื้อโรคจะลามเข้าไปสู่ปอด ส่งผลให้เกิดอาการปอดบวม ปอดอักเสบ ได้มากกว่าไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือโรคภูมิแพ้ โดยเฉพาะในคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ สุขภาพไม่แข็งแรง มีโรคประจำตัว เป็นต้น  

  การป้องกันโรคที่ดีที่สุดของทั้งภูมิแพ้  ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่  และโควิด-19 คือ ล้างมือบ่อย ไม่เอามือไปสัมผัสหน้าตา  หลีก   เลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีคน   แออัดใน  ช่วงที่มีการระบาด เว้นระยะห่าง (Social Distancing) ใส่   หน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย ในผู้สูงอายุละเด็กควรได้   รับ   การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้ห่าง  ไกลโรค  

  *******************

Cr.https://www.bangkokhospital.com/content/allergy-vs-flu-vs-influenza-vs-covid-19-separate-to-not-panic  

********************

ธรรมะนำชีวิตสู้โควิด (คลิก)                      

ธรรมะนำชีวิตสู้โควิด

 ในส่วนของการรักษาโรคทางกายนั้นมีวัคซีน เพื่อช่วยป้องกันและลดการเสียชีวิตจากโควิด-19 แต่ในทางจิตใจนั้น วัคซีนที่สำคัญที่สุด ก็คือ การมี “สติและปัญญา” เครื่องมือที่จะนำพาทุกชีวิตก้าวข้ามวิกฤตไปได้

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในระลอกที่ 3 นี้ ดูจะยาวนานและหนักกว่าครั้งก่อน ๆ ทุกชีวิต ทุกอาชีพ ล้วนได้รับผลกระทบด้วยกันทั้งสิ้น เมื่อปัญหาเศรษฐกิจส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ และปากท้องของผู้คน นำมาซึ่งความทุกข์ยาก ถึงแม้ร่างกายไม่ป่วย แต่จิตใจป่วย ก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน หากลองพิจารณาดูดี ๆ จะพบว่า ในความทุกข์ที่เกิดขึ้นมักแฝงไปด้วยแสงสว่างแห่งปัญญา ที่นำมาซึ่งทางออก วิธีการแก้ไข เพื่อให้เราได้ปรับตัว ปรับใจ ให้ตั้งรับกับทุกสถานการณ์ได้อย่างมีสติ

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดยานนาวา ได้ให้โอวาท ว่า เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ทรงประทานพระคติธรรม ความว่า “ไม่มีชีวิตใดประสบแต่ความเกษมสุข ปราศจากทุกข์ภัยไปได้ตลอด” เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว จึงจำเป็นต้องขวนขวายสั่งสมความรู้ สติ ปัญญา สำหรับเป็นอุปกรณ์บำบัดความทุกข์อยู่ทุกเมื่อ เพื่อให้สมกับที่เราดำรงอัตภาพแห่งความเป็นมนุษย์ ผู้มีศักยภาพต่อการพัฒนา ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาด ซึ่งก่อให้เกิดความหวาดหวั่นครั่นคร้ามกันทั่วหน้า ทุกคนมีหน้าที่แสวงหาหนทาง เพิ่มพูนสติและปัญญา พร้อมทั้งแบ่งปัน หยิบยื่นให้แก่เพื่อนร่วมสังคม อย่าปล่อยให้ความกลัวและความหดหู่ท้อถอย มาบั่นทอนความเข้มแข็งในใจ เรายังต้องอยู่ร่วมกันในบ้านเมืองเรา เราจะไม่ทิ้งกัน

ทุกศาสนาล้วนมีหลักธรรมะ คำสอนให้ใช้ “สติและปัญญา” เมื่อเจอภาวะวิกฤต ให้สามารถเผชิญหน้ากับความกลัวด้วยสติ โรคภัยเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา ขณะนี้เป็นภาวะวิกฤต เชื้อไวรัสแพร่ระบาดไปอย่างรวดเร็ว ในฐานะพุทธศาสนิกชน สามารถน้อมนำหลักธรรมมาปฏิบัติ เพื่อสร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่มากขึ้นในภาวะวิกฤต รวมทั้งฝึกจิตใจให้เข้มแข็งได้ นั่นคือ ทาน ศีล และภาวนา

1.ทาน คือ การให้วัตถุสิ่งของ ช่วยเหลือผู้ที่ลำบาก ให้ความรู้ ให้วิชาในการประกอบอาชีพ เมื่อต้องตกอยู่ในภาวะปรับตัวแบบกะทันหัน หากมีสิ่งใดช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ ก็ร่วมกันช่วยเหลือสนับสนุนอย่างเต็มกำลังความสามารถ

2.ศีล คือ การประพฤติชอบ ด้วยกาย วาจา ใจ ให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามคำแนะนำในการป้องกันโรคอย่าอย่างเคร่งครัด เคารพกติกาสังคม เพื่อความปลอดภัยทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น ย่อมจะช่วยให้สถานการณ์เป็นไปทิศทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

3.ภาวนา คือ การพัฒนาจิตใจ ใช้เหตุและผลพิจารณาอย่างรอบด้านในการดำเนินชีวิต ในสภาวะวิกฤต ดูแลสุขภาพและป้องกันตนเอง

******

Cr. https://www.thaihealth.or.th/Content/54665-%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%20%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%94-19.html

*******

เฝ้าระวังโควิด ตระหนักแต่ไม่ตระหนก (คลิก)

วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

คนใจบอด

 


Cr. Fwd. Line

แม่มึงไม่ได้ตาบอด  แต่มึงใจบอด  #นิทานดีมากอ่านเถอะคุ้มค่าจริงๆ


อ ย่ า ใ จ บ อ ด ห ล ง ผิ ด เ ห มื อ น ผ ม เ ล ย


#แม่มีตา...#ตาเดียว 

#ผมเกลียดที่แม่เป็นแบบนี้เหมือนเป็นตัวตลกของคนอื่น  แม่ขายของที่ตลาด ผมหลบเลี่ยงที่จะเดินไปแถวนั้น วันหนึ่งวันกีฬาสี แม่มาหาผมที่โรงเรียน ผมวิ่งหลบหนีแม่ เพราะเพื่อนล้อเลียนว่า “ไอ้ลูกแม่ตาเดียว” ผมเกลียดคำนี้


คืนหนึ่งผมลงมาทานน้ำ เห็นแม่ร้องไห้ ผมหลบเลี่ยงที่จะเห็นน้ำตาแม่  ผมเกลียดที่จะอยู่กับแม่ตาเดียว ผมอยากรวยจึงเรียนหนัก  ผมเริ่มมีครอบครัวที่มั่งคงและมีลูกน่ารัก แต่..ผมลืมและทิ้งแม่ตาเดียว


วันหนึ่งมีผู้หญิงน่าเกลียดมาที่บ้านผม ลูกๆ พากันรังเกียจ ผมได้ตวาดแม่ว่า… “มาทำให้ลูกผมตกใจทำไม?”  เพราะผมบอกลูกเมียว่าแม่ตายไปแล้ว


วันหนี่งผมไปงานเลี้ยงรุ่นใกล้บ้านเดิม จึงแวะไปที่อยู่เก่าเพื่อเอาของบางอย่าง ที่นั่น ที่แม่ได้ตายไป ผมยืนมอง แต่ไม่มีน้ำตาของผมแม้แต่น้อย


#มีกระดาษข้างรูปวางไว้เขียนว่า….


แม่จะไม่ไปหาลูกอีกเพราะทำให้ลูกลำบากใจ

ลูกรู้ไหมตอนลูกเป็นเด็กเล็กลูกคลอดออกมา (ด้วยตาข้างเดียว)


แ ล ะ นั่ น คื อ… ด ว ง ต า ข อ ง แ ม่ ใ น ลู ก


แม่ดีใจที่เห็นลูกได้เห็นโลกที่สวยงาม


แ ล ะ มี ชี วิ ต ที่ ดี แ ล ะ มี ค ว า ม สุ ข ”


น้ำตาผมหลั่งออกมาโดยไม่รู้ตัว แ ม่…. ไ ม่ ไ ด้ พิ ก า ร ค น ที่ พิ ก า ร คือ ตั ว ผ ม  ช า ย หั ว ใ จ พิ ก า ร ใ น  ค ว า ม เ ป็ น ลู ก ข อ ง แ ม่

ลูกผมไม่มีโอกาสได้ยินกระทั่งเสียงแม่ตาเดียวของผม


นี่คือเรื่องเล่าขานที่มีชื่อเสียงเรื่องหนึ่งในเกาหลี. รักของแม่ คือ รักแท้ที่ไม่อาจคำนวณได้ รักของแม่ให้อย่างไม่มีเงื่อนไข และเสียสละให้ผู้อื่นได้เหมือนแม่ผม ขอให้ลูกทุกคนบนโลกนี้ จงดูแลแม่ขณะที่แม่ยังมีลมหายใจอยู่


#อย่าใจบอดหลงผิดเหมือนผมเลย!!   


     เมื่อท่านอ่านบทความนี้จบ ท่านมี 2 ทางเลือก

     1. กดแชร์เผยแพร่ออกไปเต็มความสามารถ ทำให้โลกนี้มีความรักเพิ่มขึ้น

     2. ท่านสามารถไม่สนใจ เสมือนหนึ่งท่านไม่เคยเห็นมันเลย

     การแบ่งปันเล็กๆของท่าน อาจสามารถส่องแสงสว่างให้แก่ชีวิตคนมากมาย

     

 Cr.  ธรรมะ ในใจ อกาลิโก

วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

ปัญญาญาณ

 


#ความรู้ที่ได้จากญาณ 
 เรียกในภาษาปรัชญาว่า
 Intuition Knowledge

 ปรัชญาสายนี้ถือว่า 
ความรู้ที่แท้จริงต้องได้จากญาณ
เป็นประสบการณ์ตรง
ด้วยตนเองทางฝ่ายจิต
..

 ส่วนความรู้จากเหตุผลนั้นไม่แน่นอน 

ตราบใดที่บุคคล
ยังต้องใช้เหตุผล
อยู่ในการแสวงหาความจริง

 แสดงว่าเขายังไม่พบความจริง 

เมื่อได้พบความจริงแล้ว
 เหตุผลเป็นสิ่งไม่จำเป็นอีกต่อไป 
..

อนึ่ง มีความจริงอยู่มากหลาย
ที่เอาเหตุผลไปจับไม่ได้  
ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผล 

แต่รู้ได้ด้วยญาณเฉพาะตน 

อย่าว่าแต่เรื่องลึกซึ้งอะไรเลย 
แม้เรื่องหยาบๆ บางเรื่อง
ก็ยังอธิบายด้วยเหตุผล
ให้ใครเข้าใจไม่ได้
..

 ตัวอย่าง ก. กินมะม่วงเปรี้ยว 
รู้สึกเปรี้ยว ข. ให้ช่วยอธิบายว่า

เปรี้ยวเป็นอย่างไร 

 ก. ก็อธิบายไม่ได้

 ต่อเมื่อ ข. รับมะม่วงไปกินบ้าง
จึงรู้ว่าเปรี้ยวเป็นอย่างไร
 หรืออย่างน้อย ข. 
ก็ต้องเคยกินมะม่วงเปรี้ยวมาก่อน

จึงสามารถเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง
ในเรื่องรสเปรี้ยว
..

 เรื่องนี้ฉันใด
 เรื่องลึกซึ้งเช่นนรกสวรรค์ 
หรือโลกทิพย์ก็ฉันนั้น

 อธิบายโดยเหตุผลได้ยาก
 แต่ท่านผู้รู้แล้วเห็นแล้ว
ก็นำสิ่งที่ได้รู้ได้เห็นนั้น
มาบอกเล่าแก่เราทั้งหลาย
ผู้ยังไม่รู้ไม่เห็น
 ..

ขอชี้แจงไว้ในที่นี้ด้วยว่า 

คำ Intuition ที่ใช้ในที่นี้
มีคำแปลหลายอย่าง 

มีความหมายต่างกันไป
ตามสาขาวิชานั้นๆ 

 ตัวอย่างทางจิตวิทยา
 คำนี้หมายถึงไหวพริบ 

คือความสามารถรู้ได้ทันท่วงที
ว่าเมื่อมีเหตุการณ์เฉพาะหน้าอย่างนี้

ควรจะทำอย่างไร 

มีความสามารถ
ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า 

 ทางจริยศาสตร์ 
คำนี้หมายถึงความรู้สึกขึ้นมาเอง
ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรควรไม่ควร
...

 พวก Intuitionists 
ทางจริยศาสตร์คือพวกที่ถือว่า 
ความรู้สึกของบุคคลนั่นเอง
เป็นเครื่องตัดสินทางศีลธรรม
ว่าอะไรดี อะไรชั่ว
 อะไรควร อะไรไม่ควร

 เอาความรู้สึกของเรานั่นแหละ
เป็นเครื่องตัดสิน 
ไม่ต้องเอาอะไรอื่น
มาเป็นเครื่องตัดสิน
...

 ทฤษฎีนี้มีผู้คัดค้านมากเหมือนกัน 
โดยเฉพาะพวกเหตุผลนิยม 
ตัวอย่างเช่นคัดค้านว่า 

ความรู้สึกของคนป่า 
ย่อมแตกต่างกันมาก
กับความรู้สึกของผู้มีอารยธรรมดีแล้ว 
..

เมื่อเป็นดังนี้จะเอาความรู้สึก
ของแต่ละคน
เป็นเครื่องตัดสินศีลธรรม

ได้อย่างไร  ฯลฯ
 ..

แต่ Intuition ที่ใช้ในที่นี้

หมายถึง ญาณ
เช่นปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
เป็นต้นของพระพุทธเจ้า 
มีความหมายลึกซึ้งกว่าปัญญา 
ถ้าเป็นความรู้ก็เป็นความรู้เหนือสามัญ
.. 

ขอสรุปไว้ที่นี้ทีหนึ่งก่อนว่า
 ทางได้มาซึ่งความรู้นั้น
มีอยู่หลายทาง 

ทางสำคัญที่สุดซึ่งคนทั่วไป
เข้าถึงได้โดยยากก็คือทางญาณ

 ญาณเช่นนี้เกิดขึ้น
แก่ผู้บำเพ็ญสมาธิและวิปัสสนาเท่านั้น 

หาเกิดขึ้นแก่คนธรรมดาไม่
.. 

ความรู้บางอย่างเป็นวิสัย
ของประสาทสัมผัส รู้ได้ด้วยผัสสะ
 
ความรู้บางอย่าง
เป็นวิสัยของเหตุผล
 รู้ได้ด้วยเหตุผล
 
ความรู้บางอย่างเป็นวิสัยของญาณ 
รู้ได้ด้วยญาณ หรืออภิญญา (ความรู้ยิ่ง)
...

"นรก สวรรค์ บุญ บาป
ในพระพุทธศาสนา"
ท่านอาจารย์วศิน อินทสระ
เพจ อาจารย์วศิน อินทสระ


เต่า...!!