วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2563

โควิด 19


(Cr.Fwd line)
สัญญาณ Covid-19 สรุปจาก สธ น่าจะช่วยกันได้บ้าง

อาการวันต่อวัน

วันที่ 1-3
1. คล้ายหวัด
2. ปวดในคอเล็กน้อย
3. ไม่มีไข้ ไม่เหนื่อย
4. กิน/ดื่มปกติ

วันที่ 4
1. เจ็บคอเล็กน้อย
2. พูดเริ่มเจ็บในคอ
3. ไข้ดูปกติ 36.5°C
4. รบกวนกับการกิน
5. ปวดหัวเล็กน้อย
6. ท้องเสียอ่อนๆ
7. รู้สึกเหมือนเมา

วันที่ 5
1. ปวดในคอ พูด_เจ็บ
2. อ่อนเพลียเล็กน้อย
3. ปรอทไข้ 36.5° -36.7°C
3. อ่อนเพลีย ปวดข้อต่อ

วันที่ 6
1. ปรอทไข้ 37 ° C+
2. ไอแห้ง
3. ปวดคอขณะกิน/พูด
4. อ่อนเพลีย คลื่นไส้
5. หายใจลำบากเป็นครั้งคราว
6. นิ้วรู้สึกเจ็บปวด
7. ท้องร่วง อาเจียน

วันที่ 7
1. มีไข้ 37.4° -37.8°C
2. ไอต่อเนื่อง มีเสมหะ
3. ปวดร่างกาย/ศีรษะ
4. ท้องร่วงมาก
5. อาเจียน

วันที่ 8
1. ไข้ 38°C+++
2. หายใจลำบาก
3. ไอต่อเนื่อง
4. ปวดหัว ข้อต่อ กล้ามเนื้อ
5. ง่อยและปวดก้น

วันที่ 9
1. ไม่ดีขึ้น และแย่ลง
2. ไข้สูงมาก
3. อาการทรุดลงมาก
4. ต้องต่อสู้เพื่อหายใจ

อาการในวันที่ 9 ต้องตรวจเลือด CT Scan ทรวงอก

เพื่อประโยชน์ร่วมกัน แชร์ต่อนะครับ

ขอขอบคุณครับ

ความรู้เรื่อง โควิด 19


(จาก Fwd.line)
#วันนี้18/3 คุณหมอยง ภู่วรวรรณได้มาให้ความรู้พร้อมตอบคำถามเกี่ยวกับ COVID-19 ที่สำนักงานใหญ่ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการเข้าใจไวรัสตัวนี้ และสำคัญมากที่จะนำความรู้ที่คุณหมอแชร์ไปวางแผนการจัดการสิ่งที่เราและบริษัทต้องเตรียมความพร้อม และรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนที่กำลังจะมาถึง ประเด็นหลักๆที่คุณหมอแชร์มีดังนี้

1 ไวรัส COVID-19 ตัวนี้มีขนาดที่เล็กมาก ใส่หน้ากากอนามัยก็รอดเข้ามาได้ แต่ COVID-19 ไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง ต้องจับอยู่ตามสารคัดหลั่ง (droplet) เช่น น้ำลาย หรือละอองจาม  ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าการกรองของหน้ากาก เพราะฉะนั้นหน้ากากอนามัยช่วยสามารถป้องกันการเล็ดรอดเข้ามาและการแพร่ออกไปได้ในระดับหนึ่ง

2 ถึงประเทศจะวันตกจะบอกว่าไม่ต้องใส่หน้ากาก แต่ประเทศไทยต้องใส่ ยิ่งผู้ที่มีอาการป่วยยิ่งต้องใส่ ผู้ติดเชื้อ COVID-19 บางคนไม่มีอาการหรือมีอาการแค่เล็กน้อย อาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าติดไวรัสแล้ว ไปใช้ชีวิตในสังคมปกติ แพร่เชื้อออกไปโดยที่ไม่รู้ตัว เราสามารถลดการแพร่กระจายได้ด้วยการใส่หน้ากากอนามัย และคนที่ไม่ได้เป็นอะไรก็สามารถป้องกันได้ในระดับหนึ่งจากการใส่หน้ากาก

3 จากจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมดในประเทศจีน สามารถแบ่งอาการได้ดังนี้ 81% อาการน้อย หรือไม่มีอาการเลย, 14%  มีอาการ รู้ตัว ต้องเข้ารักษาที่โรงพยาบาล, 5% อาการหนัก รักษาใน ICU

4 จากตัวเลขของผู้ติดเชื้อทั้งหมดในจีนมีเพียง 3% ที่เสียชีวิต โดยส่วนใหญ่ที่เสียชีวิตคือผู้สูงอายุ (70 ปี+) และ 2 ใน 3 ของผู้เสียชีวิตคือผู้ที่มีโรคประจำตัว ยกตัวอย่างเช่น ความดัน (ไวรัสตัวนี้โจมตีโปรตีน ACE2 ที่พ่วงอยู่กับความดันเพราะฉะนั้นควรกินยาให้ความดันอยู่ในค่าปกติเพื่อลดความเสี่ยง) เบาหวาน โรคหัวใจ และอื่นๆ

5 ความรุนแรงของอาการและความเสี่ยงเสียชีวิตของ COVID-19 สูงไปตามอายุ เรียกได้ว่าไวรัสตัวนี้เกิดมาเพื่อเล่นงานผู้สูงวัยในเคสของประเทศจีน จากจำนวนเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปีที่ติด COVID-19 ทั้งหมดไม่มีเคสอาการรุนแรงและเสียชีวิตเลยแม้แต่เคสเดียว ไม่ว่าจะเป็นเคสเด็กทารก 3 อาทิตย์ หรือ 8 อาทิตย์ล้วนหายจากไวรัสตัวนี้ทั้งหมดโดยไม่มีอาการมาก เด็กที่อายุระหว่าง 11-20 ปี มีจำนวนต่ำกว่า 0.2% ที่มีอาการรุนแรงและเสียชีวิต เพราะฉะนั้นกลุ่มคนที่ควรหลีกเลี่ยงการติดเชื้อให้ได้มากที่สุดคือกลุ่มผู้สูงวัย

6 ทำไมเราต้องเก็บตัวดูอาการ 14 วัน? จากสถิติเคสในประเทศจีน 80%ของผู้ป่วยทั้งหมด เชื้อมีระยะฟักตัวและออกอาการภายใน 2-7 วัน และมีผู้ป่วยเพิ่มอีก 10%ในระยะฟักตัว 14 วันซึ่งถือว่าค่อนข้างคลอบคลุมในการสังเกตอาการ ถ้าถามว่าระยะฟักตัวหรือออกอาการหลังจาก 14 วันมีมั้ย คำตอบคือมี แต่จะเป็นส่วนน้อยมาก หากใครมีจิตสาธรณะและการหยุดไม่ได้เดือดร้อนอะไร จะเก็บตัวดูอาการไปถึง 21 วันก็ได้

7 สถานการณ์ปัจจุปันในประเทศไทย เรียกว่ากำลังอยู่ในระยะขาขึ้น จากที่ตัวเลขทรงตัวมาช่วงเวลาหนึ่ง ตอนนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อมีเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วตามที่เราได้เห็นจากข่าว หลักๆมาจาก Super Spreader สนามมวย ในเคสของสนามมวยนี้หากคำนวนตามสมการแพร่กระจายของเชื้อ COVID-19 ผู้ติดเชื้อมีอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 100 คน ซึ่งกระจายไปตามที่ต่างๆเรียบร้อยแล้ว ทุกฝ่ายกำลังติดตามให้ได้มากที่สุด เคสนี้น่าจะแพร่ไปในวงกว้างยิ่งกว่าอาจุมม่าแทกูของเกาหลีใต้

8 ทำไมสนามมวยถึงเป็นสถานที่แพร่ได้ดีมาก? สนามมวยเป็นที่รวมตัวของคนจำนวนมาก แออัด นั่งติดกัน ยืนติดกันแบบไหล่ชิดไหล่ การเชียร์มวยอุดมไปด้วยสารคัดหลั่งมากมายทั้งน้ำลาย เหงื่อ หรือละอองจาม เพราะฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงไปสถานที่ที่มีลักษณะแบบนี้เพื่อลดความเสี่ยงติดเชื้อ

9 อีกเคสที่ติดกันมากคือเคสปาร์ตี้แชร์แก้วเหล้าและบุหรี่ ในสถานการณ์ที่มีโรคระบาดติดผ่านสารคัดหลั่งเช่นตอนนี้ ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านี้ทั้งหมด

10 COVID-19 จะอยู่กับเรานานไปถึงเมื่อไหร่? จากการศึกษาข้อมูลของการแพร่ระบาดโรคต่างๆในอดีตกับการศึกษาลักษณะของไวรัสตัวนี้ COVID-19 คงคาดเดาได้ว่าจะอยู่กับประเทศไทยอย่างน้อย 1 ฤดูกาล ร้อนจัดๆแบบประเทศไทยก็คงจะช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ที่น่ากังวลคือฤดูฝนที่ตามมา เพราะไวรัสตัวนี้ชอบความชื้น จะมีชีวิตอยู่ได้ยาวและแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น ต้องเฝ้าระวังการแพร่ระบาดเป็นอย่างมากในช่วงฤดูนี้ สถานการณ์ COVID-19 คงจะเป็นแบบนี้ไปอย่างน้อยถึงกันยายน 2563 หากยังไม่มีวัคซีนเข้ามาช่วยชะลอการแพร่ระบาด

11 ตอนนี้การรับรองทางการแพทย์ไหวมั้ย? ยังพอไหวถ้าคนไข้ไม่ได้เทเข้ามาในช่วงเดียวกัน แต่หากมีการแพร่ระบาดฉับพลันและจำนวนผู้ป่วยสูงขึ้นมาก อุปกรณ์ทางการแพทย์จะรองรับไม่พอ ยิ่งในโรงพยาบาลในต่างจังหวัดจะลำบากและได้ผลกระทบมาก นอกจากนี้ยารักษาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) มีจำนวนจำกัดและโดนควบคุม ปัจจุบันซื้อได้ลอทนึงจากประเทศญี่ปุ่นแต่มีจำนวนไม่มาก ต้องรอประเทศจีนที่กำลังทยอยให้ความรู้เพิ่มเติมของไวรัสตัวนี้เพื่อพัฒนาหนทางต้านและรักษา ตอนนี้ต้องช่วยกันยื้อเวลาที่จะเข้าสู่การแพร่ระบาดไปในวงกว้างให้ได้นานที่สุดเพื่อจะได้มีเวลารักษาคนที่เป็นแล้วและมียาพร้อมรักษาคนที่จะป่วยเพิ่ม

12 เราในฐานะคนหนึ่งคนทำอะไรได้บ้าง? สิ่งที่ประชาชนแม้แต่คนเดียวช่วยกันทำได้ คือลดความเสี่ยงของตัวเอง หากเราไม่ติดเชื้อ เราก็จะไม่แพร่เชื้อไปต่อ

ควรทำยังไงบ้าง?

13 เราควรเลี่ยงหรือลดความถี่ไปในสถานที่คนเยอะๆ หากมีความจำเป็นต้องไปให้ใส่หน้ากากอนามัยและหมั่นล้างมือบ่อยๆ คนไหนมีอาการป่วยควรเลี่ยงตัวเองออกจาชุมชนและสังเกตอาการ พร้อมทั้งใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อต่อ ที่สำคัญอย่าปกปิดข้อมูล ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตามความจริงเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ

14 การล้างมือควรล้างบ่อยๆ บ่อยแค่ไหน? ทุกครั้งที่เปลี่ยนกิจกรรม ก่อนรับประทานอาหาร หรือตอนที่รู้ตัวว่ามือสกปรกแล้ว จะเซทเวลาทุกๆกี่นาที่เดินไปล้างมือก็ได้ ห้ามเด็ดขาดคือการนำมือสกปรกไปจับบริเวนหน้า เพราะไวรัส COVID-19 ตัวนี้จะเข้าทางพวกเยื่อบุซึ่งคือทาง ตา จมูก ปาก COVID-19 จะไม่เข้าผ่านผิวหนังถึงแม้ว่าจะมีแผล การล้างมือล้างด้วยน้ำสบู่ก็เพียงพอต่อการฆ่าเชื้อไวรัสตัวนี้แล้ว COVID-19มีเปลือกเป็นไขมัน (Lipid) จะถูกทำลายได้ง่ายเมื่อโดนน้ำสบู่ที่ไปล้างเปลือกไขมันออก หากไม่มีสบู่ สามารถใช้แอลกอฮอล์ไม่ต่ำกว่า 70%  (ห้ามต่ำกว่า 70%เพราะแอลกอฮอล์เมื่อเทใช้จะมีการระเหยออก ความเข้มข้นจะหายไปด้วยและอาจไม่เพียงพอต่อการทำลายไวรัส) หรือน้ำคลอลีน (ดูความเข้มข้น) แทน

15 หมั่นทำความสะอาดพื้นผิวที่ผ่านการสัมผัสทั้งหมด ยิ่งพิ้นผิวสัมผัสเรียบเช่นสเตนเลส อลูมิเนียม ลูกบิด ราวรถไฟฟ้า จะติดไวรัสง่าย พื้นที่ที่ผิวขรุขระเช่นเสื้อผ้าติดได้น้อยกว่า

16 ไวรัสปนเปื้อนลงในอาหารได้ไหม? คำตอบคือได้ ควรรับประทานอาหารที่ผ่านความร้อน ไวรัส COVID-19 จะตายเมื่อผ่านความร้อน 56 องศาเซลเซียสเป็นระยะเวลา 30 นาที และระยะเวลาจะลดลงเรื่อยๆเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น เชื้อ COVID-19 จะตายทันทีเมื่อความร้อนถึงจุดเดือด 100 องศาเซลเซียส ตรงกันข้ามกับความเย็น ยิ่งความเย็นมากเท่าไหร่ยิ่งอยู่ยาวมากขึ้น ถ้าตู้เย็นติดลบไวรัสตัวนี้สามารถอยุ่ได้เป็นเดือน

17 จะระยะไหนตอนนี้ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือทุกคนต้องรู้ว่าควรทำอะไรในสถานการณ์แบบนี้ ไม่ประมาท ลดความเสี่ยง และลดการแพร่เชื้อให้ได้มากที่สุด เราไม่อยากเป็นผู้ป่วย คนอื่นก็ไม่อยากเป็นผู้ป่วยเช่นกัน ต้องรู้ตัวเองและมีจิตสำนึกต่อสังคมให้มาก

18 สุดท้ายตระหนักได้ แต่ต้องไม่ตระหนก อย่าไปเครียดเกินไปหากเราทำสุดความสามารถของเราแล้ว

ขอให้ความรู้ทั้งหมดที่ได้มาวันนี้เป็นประโยชน์ต่อทุกคน และหวังว่าทุกคนจะช่วยกันคนละไม้คนละมือในการยับยั้งการแพร่ระบาดของ COVID-19

วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2563

โควิด-19 ที่หางโจว


(Cr.Fwd.line)
แชร์ประสบการณ์การรอดชีวิตจาก COVID-19 ในประเทศจีน ของสาวไทยในเมืองหางโจว 1 ในเมืองที่ถูก lockdown ช่วงที่ COVID-19 ระบาดหนัก

เราอยากมาแชร์ว่าเราใช้ชีวิตยังไงในช่วงที่เกิดการระบาดซึ่งเขต余杭区 ที่เราอยู่เป็นเขตที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดในหางโจวและถูกคุมเข้มที่สุดในช่วงที่ผ่านมา

ที่คอนโดและรอบๆคอนโดเรา มีรายงานว่า มีผู้ติดเชื้อ

ทำให้ช่วงแรกๆเราจะได้ยินเสียงรถพยาบาลบ่อยมากๆ ซึ่งเราเชื่อว่าผู้ติดเชื้อเหล่านี้ก็เดินทางไปห้างและซุปเปอร์มาร์เกตเดียวกับเรา แต่เราก็ผ่านมาได้

ดังนั้นไม่ต้องแพนิกหรือวิตกกังวลจนเกินไป COVID-19 น่ากลัวแต่ป้องกันได้ ถ้าเราผ่านมันไปได้ เพื่อนๆก็สามารถผ่านมันไปได้เช่นกัน

เราขอแชร์คร่าวๆวิธีป้องกันของเรา หวังว่ามันจะพอมีประโยชน์กับเพื่อนๆที่วิตกในช่วงนี้ ลองเอาไปดัดแปลงตามลักษณะการใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละคนดูนะ ทำให้มันเป็นกิจวัตรไป เราทำแบบนี้มาก่อนช่วงปิดเมืองด้วยซ้ำ ตอนนั้นยังไม่มีรายงานการติดเชื้อในหางโจวเลยแต่โชคดีที่ตอนนั้นเรากลัวไข้หวัดใหญ่มากๆซึ่งมันระบาดที่จีนในช่วงหน้าหนาวเป็นเรื่องปกติ

วิธีที่เราใช้ในช่วงระบาดหนักที่จีน

"เมื่อออกข้างนอก"

1. ใส่หน้ากาก
 ไม่ว่าใครจะเอาทฤษฏีอะไรใดๆมาอ้าง เราเชื่อนะตามทฤษฏีแต่ภาคปฎิบัติเราขอใส่ไว้ดีกว่าไม่ใส่ อย่างน้อยๆถ้าเราเป็นคนที่ติดเชื้อเราจะไม่ยอมเป็นผู้แพร่เชื้อโดยเด็ดขาด

2. พกแอลกอฮอล์ล้างมือ
เราเอาเจลล้างมือแขวนไว้ที่หูกระเป๋าเลย เอาให้ใช้ง่ายๆ จะได้ไม่ต้องเปิดกระเป๋าก่อนแล้วเอามือเปื้อนๆยื่นเข้าไปหยิบ หรือถ้ามีแบบ สเปรย์ก็พกเป็นขวดเล็กๆไว้ พ่นได้ตั้งแต่มือยันปุ่มลิฟท์ยันที่เปิดประตูรถ

3. พก alcohol wipe (ทิชชูเปียกที่ชุบแอลกอฮอล์ 75%)
 เราใช้เช็ดพวกด้ามจับรถเข็นในซุปเปอร์มาร์เกต หรือหากจำเป็นต้องสัมผัสกับของใช้ส่วนรวม ก็จะใช้ ไวพ์เช็ดก่อน

"อยู่ข้างนอก"

1. ในสถานที่ที่อากาศไม่ถ่ายเท จะไม่มีการถอดแมสหรือแตะแมสโดยเด็ดขาด

2. เราพยายามรักษาระยะห่างจากคน ระยะหนึ่งเมตร แต่ก็ยาก ในซุปเปอร์มาร์เกตคนค่อนข้างเยอะ ส่วนมากเลี่ยงไม่ได้เลย

3. กระเป๋า มือถือ ไม่วางซี้ซั้ว กระเป๋าสะพายแนบตัวตลอด ส่วนมือถือนอกจากตอนจ่ายเงินกับแสดง health code เราจะไม่เอาออกมาเลย

4. ทุกครั้งที่กลับขึ้นรถ เราจะเช็ดมือ เช็ดพวงมาลัย เกียร์ ด้วยแอลกอฮอลล์ไวพ์ทุกครั้ง กันเหนียวไว้ในกรณีเจลแอลกอฮอล์มีประสิทธิภาพไม่พอ

"เมื่อกลับเข้าบ้าน"

1. รองเท้าที่ใส่ไปข้างนอกเราจะถอดไว้ด้านนอกเลย ไม่เอามาเก็บในตู้รองเท้า และเราใส่อยู่คู่เดียวจะไม่เปลี่ยนไปมา เมื่อถึงบ้าน เอาแอลกอฮอลล์พ่นรองเท้าทั่วๆกันไว้อีกที

2. ก่อนออกนอกบ้านทุกครั้ง เราจะเตรียมเสื้อผ้าใส่อยู่บ้านชุดใหม่ไว้หนึ่งชุดและแขวนรอไว้ในห้องน้ำเลย พอเข้าห้องมาเราจะเลี้ยวเข้าห้องน้ำทันที ล้างมือ ถอดแมส ล้างหน้า ล้างขา แล้วเปลี่ยนชุดใหม่ทันที เราจะไม่เข้าไปนั่งในบ้านด้วยชุดเสื้อผ้าที่ใส่ออกไปข้างนอก เสื้อผ้าที่ใส่ไปข้างนอก จะซักในวันนั้นเลยและใส่น้ำยาฆ่าเชื้อทุกครั้ง ถึงแม้จะแค่ลงไปรับไปรษณีย์ด้านล่างเราก็จะเปลี่ยนชุดทุกครั้ง

3. มือถือ เราจะเช็ดด้วยแอลกอฮอล์ทุกครั้งหลังกลับเข้าบ้าน รวมไปถึงกุญแจบ้าน กุญแจรถทั้งหมด ซึ่งเรามีชั้นวางอยู่หลังประตูทางเข้าห้องเลย ถ้ายังไม่ได้เช็ดแอลกอฮอลล์ เราจะไม่ถือมือถือเข้าไปในห้องนั่งเล่นโดยเด็ดขาด

4. จำกัดกระเป๋าที่ใช้ เราเลือกใช้กระเป๋าที่มีขนาดเล็กที่สุด สลับใช้อยู่เพียงสองใบและกระเป๋าสองใบนี้จะไม่ถูกนำเข้ามาในตัวห้อง เราจะวางไว้ตรงชั้นวางตรงทางเข้า หูกระเป๋าจะเกี่ยวเจลล้างมือไว้ เพราะใช้ทำความสะอาดมือตลอดเวลาไปข้างนอก

5. เราสระผมทุกครั้งที่กลับมาจากข้างนอก เพราะเรากลัว ผมเราค่อนข้างยาว และเราเป็นสายสยายไปสยายมา 555 เราเป็นพวกคิดมาก คือผมสยายไปข้างหลังงัยละแบบเราไม่รู้ว่าใครมาโดนบ้างหรือเกิดมีใครมาไอใส่มั้ยละเราไม่รู้ตัว อย่างที่บอกในซุปเปอร์มาร์เกตคนค่อนข้างเยอะ

 ยกเว้น ถ้าเราแค่ลงไปรับไปรษณีย์ด้านล่าง เราจะม้วนผมเป็นดังโงะเอา บางทีก็ใส่หมวกครอบไปอีกที

"เมื่ออยู่บ้าน"

1. เราดูดฝุ่นทุกวัน เช้า-เย็น วันละสองครั้งเพราะเราเลี้ยงกระต่าย ไม่ใช่คิดว่าดูดละกันไวรัสได้นะ แต่พยายามระวังพวกเรื่องภูมิแพ้หรือการป่วยเป็นโรคอื่นด้วย เพราะเราคิดว่าถ้าเรามาป่วยช่วงนี้พอดี ถ้าไปโรงพยาบาลเราต้องได้ของแถมกลับมาแน่ๆ 555 ดังนั้นอะไรเลี่ยงได้เราจะเลี่ยงไว้ก่อน

2. วันไหนที่มีแดด ซึ่งเป็น rare item ที่หางโจว เราจะเปิดหน้าต่างเพื่อระบายให้อากาศถ่ายเท แต่ถ้าวันที่อากาศดูแย่ๆ เราจะพยายามไม่เปิดหน้าต่างเลย

3. ถูพื้น เราพยายามถูทุกสามสี่วันครั้ง โดยเราจะใส่เม็ดคลอรีนฆ่าเชื้อลงในกระบอกน้ำ ถูไปพ่นไปตลอด ถ้าใครไปหาซื้อมาใช้ ให้ระวังเรื่องความเข้มข้น ผสมในปริมาณที่พอดี เจือจางๆพอ เข้มข้นไปเดี๋ยวหลอดลมพัง ยิ่งคนเป็นหอบหืดให้ระวังด้วย

4. ซักผ้า ผสมเดทตอลทุกครั้ง จริงๆเราใช้เดทตอลซักผ้ามาตั้งแต่ช่วงสองปีก่อนที่เริ่มเลี้ยงกระต่าย เลยค่อนข้างชินกับกลิ่น

5. เรากินวิตามินซีทุกวัน วันละ 1000 มิลลิกรัมและบังคับคนข้างๆให้กินด้วย 555 และพยายามพักผ่อนให้เพียงพอ

6. จริงๆก่อนจีนจะประกาศLockdown เมืองต่างๆ เค้าประกาศให้ยกเลิกการรวมตัวสังสรรค์ทั่วประเทศ ช่วงนั้นตรงกับตรุษจีนพอดีซึ่งมันคือมหกรรมการกิน กิน กินและกิน นี่เราแนะนำนะ พวกงานกินเลี้ยง หรือ ไนท์คลับอะไรพวกนี้ งดได้งดไปก่อน เพราะเราไม่รู้เลยว่าคนที่ไปร่วมโต๊ะด้วยไปไหนไปเจอใครมาบ้าง

หางโจว อยู่ในมณฑลเจ้อเจียง เป็นเมืองหนึ่งที่มีการ lockdown ซึ่งเดินทางข้ามเมืองไม่ได้ แต่ยังสามารถออกจากบ้านมาซื้อของได้นะ ซึ่งเขตที่อยู่ มีผู้ติดเชื้อค่อนข้างสูง

เราสามารถขับรถไปซื้อได้ แต่ ต้องไปกลับ ภายใน สี่ชม.  ถ้าเกินจากนี้ เขาจะเรียกตำรวจมารับเราไปสถานกักตัวซึ่งก็คือโรงแรม ที่รัฐบาลหางโจวเช่าไว้

ที่ชั้นหนึ่งของคอนโดจะมีเจ้าหน้าที่อยู่ หนึ่งครอบครัวส่งคนออกไปซื้ออาหารได้แค่ หนึ่งคน สองวันหนึ่งครั้ง วิธีการออกก็คือต้องแลกบัตรประชาชน กรอกข้อมูลลงสมุดบันทึก ก็พวกชื่อ เบอร์ติดต่อ เจ้าหน้าที่ก็จะวัดอุณหภูมิละจดลงไปด้วย เพราะถ้าขากลับมาอุณภูมิสูงขึ้นกว่าตอนออก เขาก็มีความจำเป็นที่จะต้องเรียกรถพยาบาลมา  (ตอนกรอกข้อมูลจะได้ใบสีขาวมา  ซึ่งกลับเข้ามาก็ต้องเอามายื่นด้วย ถ้าหาย ไม่ได้เข้าตึก)

อ้อ เงื่อนไขการออกไปข้างนอก เราจะต้องให้ดู healthcode ที่อยู่บนแอพมือถือด้วยนะ จะมีเป็นสี ถ้าเร่ได้สีเขียวถึงออกไปได้

health code มีสามสี:  ถ้าเราได้สีเขียวก็คือ สุขภาพดีสีเหลือง กักตัวเจ็ดวัน, สีแดง กักตัว สิบสี่วัน โดยข้อมูลต้องคอยอัพเดท ทุกสิบสี่วัน

เวลาไปถึงห้าง เขาก็จะมีเจ้าหน้าที่วัดอุณหภูมิละก็ขอเชค health code อีกรอบด้วย

จริงๆเราคิดนะอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด แต่เราไม่อยากมาเสียใจว่าวันนึงเราติดเชื้อเพราะไม่ยอมป้องกันตัวเองให้ดี ยิ่งมีอีกหนึ่งชีวิตติดแหอยู่กับเรา มันเหมือนต้องรับผิดชอบเค้าด้วย เราเป็นพวกย้ำคิดย้ำทำ ถ้าวันนึงเราติดเชื้อทั้งๆที่เราได้ทำดีที่สุดคือเรายอมรับได้ แต่เราจะรับไม่ได้เลยถ้ามันเกิดจากความประมาทของตัวเอง

เราเข้าใจความวิตกของทุกคน เพราะเราผ่านมาหมด วันไหนออกไปข้างนอก สองสามวันหลังจากนั้น จะวิตกตลอดว่า เอ๊ะเราติดเชื้อมั้ย เราจะเป็นยังไง หายใจไม่ทันหน่อยเราก็เริ่มเครียด เป็นหนักๆ นอนไม่หลับก็มี แรกๆเป็นหนักมาก เวลาไปซื้ออาหารเข้าบ้าน ยิ่งพวกซีฟู้ดเราจะไปซื้อแต่ซุปเปอร์ของนำเข้าเพราะกลัว

ตอนนั้นยังไม่มีประกาศว่าเป็นเพราะค้างคาว ทำให้เรากลัวพวกอาหารทะเลมากแต่เราเป็นคนติดอาหารทะเลก็ต้องหาทางกินให้ได้ 555

เราเครียดกว่าเพื่อนๆที่อยู่ไทยมาก เพราะเราเคยป่วยที่จีน เคยนอนโรงพยาบาลจีน เคยโคม่าที่นี่มาก่อน ซึ่งเราฝังใจ มันยิ่งทำให้เรากลัวกว่าเดิม แต่เราก็ค้นพบว่า ทุกๆครั้งที่เราออกไปข้างนอก ถ้าเราป้องกันตัวเราดีที่สุดแล้ว วันนั้นเราจะสบายใจและไม่กังวลใดๆ ดังนั้นถ้าวิตกก็ลองป้องกันตัวเองให้มากขึ้นดูนะ

ขอขอบคุณการแชร์ประสบการณ์จาก น้องน้ำเพชร (FB: nampetch limwachiranon)