วันพุธที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2561

ลืมตาย..



ทำตัวให้ยุ่งๆเข้าไว้....ความตายก็ลืมคุณไปเอง

 ดังตัวอย่างจาก มร.สะตามาติส......

มันเป็นเรื่องจริงของผู้ชายอเมริกันเชื้อสายกรีกคนหนึ่ง
ชื่อ สะตามาติส อพยพไปอยู่อเมริกา ทำอาชีพช่างทาสี อยู่ที่โอไฮโอ จนมีบ้าน มีรถ มีลูก ชีวิตกำลังสบาย อายุ 60 ปี ก็พบว่าเป็นมะเร็งปอด ระยะสุดท้าย ผ่าตัดไม่ได้แล้ว

หมอบอกว่า ชีวิตเขา คงเหลืออีกไม่กี่เดือน ทางเลือกที่เหลือคือ ให้เคมีบำบัด ซึ่งเขาทำได้ฟรี เพราะตลอดชีวิต การทำงาน ได้ซื้อประกันสุขภาพไว้ สะตามาติสใจเสีย แต่ยังดีที่ลูกๆ พ้นอกไปหมดแล้ว เขามานอนคิดดู ถ้าอยู่รักษาที่อเมริกา ชีวิตก็คงเข้าๆออก โรงพยาบาล แล้วก็ตายอยู่ดี ค่าทำศพที่นี่ อย่างกระจอกๆก็ 1,200 เหรียญ

แต่ถ้าเขากลับไปตาย ที่บ้านเกิดของเขาที่กรีก ไปสิงอยู่ที่ กระต๊อบของพ่อแม่ ค่าใช้จ่ายก็แทบไม่มี ค่าทำศพที่นั่นแค่ 200 เหรียญ ก็ได้อย่างหรูแล้ว

เขาจึงตัดสินใจ บอกลาลูกๆ พาเมียกลับไปตาย ที่บ้านเกิด เกาะอิคาเรีย ทะเลอีเจียน ประเทศกรีก .. มาถึงบ้านพ่อแม่ใหม่ๆ เขาตั้งเตียงในห้องเล็ก ในกระต๊อบของพ่อแม่ เขานอนซมอยู่บนเตียง ไอโขลกๆ ทุกวัน รอการมาของความตาย ทิ้งให้เมีย และแม่ เป็นคนพยาบาล ดูแลเขา ไปตามมีตามเกิด

.. มีอยู่วันหนึ่งซึ่งเป็นวันอาทิตย์ เขาเกิดความคิดว่า ตัวเราหนอ ก็กำลังจะตายอยู่แล้ว น่าจะเข้าไปใกล้ชิด ตีสนิทกับพระเจ้าไว้ก่อน ตายไป จะได้มีเส้นสาย ได้ไปสวรรค์กับเขาบ้าง

คิดได้ดังนั้นแล้ว ก็จึงตะเกียกตะกาย ยอมหอบแฮ่กๆ กระย่องกระแย่ง เดินขึ้นเขาไปโบสถ์ ออร์โธดอกซ์ ที่อยู่บนยอดเนิน ของหมู่บ้าน

โบสถ์นี้สมัยที่เขายังเด็ก ปู่ของเขา เคยเป็นบาทหลวง อยู่ที่นี่ ไปโบสถ์ครั้งเดียว ก็เจอเพื่อนเก่า สมัยหนุ่มๆสามสี่คน และข่าวก็แพร่ออกไปว่า สะตามาติส กลับมาอยู่บ้าน และไม่ค่อยสบาย

หลังจากนั้น ก็มีเพื่อนเก่าๆ ผลัดเปลี่ยน เวียนหน้ากัน มาเยี่ยมเยือน บ้างมาอยู่เม้าท์ นานเป็นชั่วโมง บางวันบ้างก็ถือไวน์ แบบบ่มเอง มาชวนเขาดื่มด้วย เขาก็ดื่ม เพราะจะตายอยู่แล้ว จะอะไรนักหนา .... ตายแบบสนุกๆ ก็ยังดีกว่าตายแบบเซ็งๆ

.. หลายสัปดาห์ผ่านไป เขามีความรู้สึกแปลกว่า ตัวเขามีเรี่ยวแรงดีขึ้น จึงพะยุงตัวเองออกไป เดินเลียบรั้ว ดูสวนรกๆ หลังบ้าน ตากแดด สูดกลิ่นดิน กลิ่นลมทะเล แล้วก็รู้สึกสบายตัวขึ้น

มีอยู่วันหนึ่ง เขามีแรงมาก ถึงกับลงมือขุดดิน ปลูกแครอท มันฝรั่ง และผักสวนครัว อีกสองสามอย่าง ด้วยตัวเอง ไม่ได้ปลูกโดยหวังว่า ตัวเองจะได้อยู่นานจนถึงได้กินมันหรอก

แต่ว่าอย่างน้อย เมียเขา ก็จะได้เก็บเกี่ยวกินได้ เมื่อเขาตายไปแล้ว ตัวเขานั้นได้แค่ ออกมาโดนแดด สูดไอลมทะเล ตีนติดดิน และมือเปื้อนดิน ซึ่งเป็นผืนดิน ที่เขาเกิด และเติบโตมา แค่นี้มันก็ให้ความสุขใจพอแล้ว

เขาจึงลุกจากเตียง มาทำสวนครัว หลังบ้านทุกวัน

.. หกเดือนผ่านไป โดยที่เขายังไม่ตาย แถมยังได้เก็บเกี่ยว กินผลผักสวนครัว ที่เขาปลูกไปด้วย

คราวนี้เขาย่ามใจ คิดการใหญ่ ถึงขั้นเข้าไป ถางพงไร่องุ่น อันรกรุงรัง ด้วยหญ้า ของพ่อของเขา ซึ่งท่านแก่เฒ่า ทำเองไม่ไหวแล้ว

ทุกวันเขาตื่นนอน ตอนสายๆ ออกมาตากแดด ขุดดิน ฟันหญ้า กำจัดวัชพืช หมักปุ๋ยใส่ปุ๋ย ไปจนบ่ายสอง บ่ายสามโมง แล้วจึงหยุด

กินอาหาร ที่เขาทำเอง จากผักสวนครัว ของเขาเอง อย่างง่ายๆ แล้วก็งีบหลับ ตอนบ่ายแก่ๆ ตื่นมาอีกทีก็เกือบเย็น

เขามักจะออกเดิน โต๋เต๋ตะเร็ดเตร็ดเตร่ ไปในหมู่บ้าน หยุดคุยเจ๊าะแจ๊ะ กับเพื่อนเก่า บางทีก็แวะดื่มไวน์ บางทีก็ไปเล่น ไพ่โดมิโน อยู่ที่ร้านเหล้า กลางหมู่บ้าน ถึงค่ำมืดดึกดื่น จึงเดินกลับ

.. วันเดือนปีผ่านไป อย่างรวดเร็ว อีกปีหนึ่งผ่านไป เขามีแรงมากพอ ที่จะต่อเติมห้องนอน ที่กระท่อม ของพ่อแม่เขา ออกไปอีกสองห้อง เพื่อเอาไว้รองรับ เวลาลูกๆของเขาจากอเมริกามาเยี่ยม

ไร่องุ่น ที่เขาลงแรง เข้าไปทำ ก็ให้ผลผลิตน่าชื่นใจ เขาทำไวน์ได้มากขึ้นเรื่อยๆ จนทำได้ถึงปีละ 400 แกลลอน

เวลาผ่านไปอีก ปีแล้วปีเล่า กับการทำงานหนัก ในไร่ และชีวิตเดิมๆ แบบบ้านนอก กินอาหาร ทีมีพืชผักสวนครัว ปลูกเองเป็นหลัก ดื่มไวน์ ไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ ถือศีลอด แบบชาวกรีก ออร์โธดอกซ์ ทั้งหลาย เจ๊าะแจะสรวลเสเฮฮา กับเพื่อนเก่าหน้าเดิมๆ

จนเขาลืมไปแล้วว่า เขาเป็นมะเร็งปอด มาที่นี่เพื่อมาตาย

.. วันที่แดนไปพบเขา ที่อิคาเรียนั้น สะตามาติส อายุครบ 100 ปีพอดี ยังไม่ตาย ยังตากแดด ยิ้มปากกว้าง อยู่กลางไร่องุ่น โดยไม่มีสีหน้าวิตกกังวล กับอดีต หรืออนาคต ใดๆทั้งสิ้น ดูเขาจะลืมตาย ไปเสียแล้ว

เรื่อง : นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

Cr.Fwd line

วันอังคารที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2561

วัดสำเภาล่ม (ทำใหม่)

"มีอายุราว ๖๐๐ ปี และมีพระอุโบสถที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา"
      วัดสำเภาล่ม เดิมชือวัดทำใหม่ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยาตอนต้น โดยสมเด็จพระรามราชาธิราช (พ.ศ.๑๙๓๘ - ๑๙๕๒)  พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา  พระราชโอรสของพระราเมศวร ได้รับวิสุงคามสีมาราว พ.ศ.๒๒๑๐  และได้เปลี่ยนมาเป็นวัด"สำเภาล่ม" ในปี พ.ศ.๒๔๘๓ 



พระอุโบสถและพระประธานก่อนบูรณะ


พระอุโบสถ ขนาดกว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๔๕ เมตร
นับว่าเป็นพระอุโบสถที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา





แนวกำแพงแก้วของเก่ายังปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน


ภายในพระอุโบสถ


พระประธานในพระอุโบสถ 






ภาพจิตรกรรมปูนปั้นฝาผนังในโบสถ









เจดีย์คู่ศิลปช่างหลวง



ขอบคุณที่เข้ามาชมภาพครับ














     

วันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

เก็บมาฝากจากไลน์...



อ่านบ่อยๆ ...อ่านให้จำได้ เพื่อสุขภาพของตัวเราเอง....
👉ทะเลสัตหีบ
อ่านให้จบนะ

คำไว้อาลัยงานพระราชทานเพลิงศพ...........................

 "ท่านเป็นหมอ ทำงานรักษาคนไข้มาตลอดชีวิต เปิดคลีนิคของตัวเอง ร่วมธุรกิจกับ...........
 เปิดบริษัทผลิตยา และลงทุนกับ.............
เปิดคลีนิคสุขภาพ เป็นที่ปรึกษาให้เหล่าดารา ไปฉีดสเตมเซลล์เพื่อรักษาสุขภาพชลอความแก่ มีลูกค้าเป็นดารามากมาย และเงินทองก็มีมากเช่นกัน แต่กลับพบว่าตนเองป่วยเป็นมะเร็งที่ตับ และใช้เงินที่หามาทั้งชีวิตพยายามรักษาตัวเองด้วยการไปผ่าตัดเปลี่ยนตับที่เมืองนอก กลับมาอยู่เมืองไทยได้ไม่นาน ตรวจพบมะเร็งรุกลามมาที่ปอด ก็ยังพยายามหาวีธีต่อสู้กับมะเร็งร้ายเรื่อยมา สุดท้ายก็ไม่อาจเอาชนะมันได้

ท่านเสียชีวิตในที่สุด ท่านฝากให้พวกเราทั้งหลายระลึกไว้ว่า

อย่าคิดว่าหมอจะช่วยชีวิตคุณได้ หมอที่ดีคือตัวคุณ ดูแลชีวิตดีกว่าให้ใครมาช่วยชีวิต

อย่าเห็นการทักทายของใครเป็นสิ่งน่ารำคาญ คนที่ส่งข้อความให้คุณเสมอเพราะคุณยังอยู่ในใจเขา

คำถามที่น่าคิด คุณมีเงิน แต่คุณมีค่าไหม? เรามักแสวงหาสิ่งที่เราคิดว่า มีค่ามากที่สุดในชีวิต แต่สุดท้าย ทุกคนหนีไม่พ้นอนิจจัง หมั่นคิดดี พูดดี ทำดี คุณค่าของชีวิต สร้างได้โดยไม่ต้องใช้(Party Crowd)  สุขภาพดีมาจากไหน ?  

พื้นฐาน 4 ประการ​ในชีวิตประจำวัน คือ

😊 -สภาวะจิตที่สงบสุข
😄 -มีโภชนาการที่สมดุล
😅 -ออกกำลังกายพอเหมาะ
😌 -นอนหลับให้เพียงพอ 

คนเราจะอยู่ได้​อย่างมีคุณภาพ​ต้องอาศัยอวัยวะทั้ง 5 คือ ตับ หัวใจ ม้าม ปอด และไต


บรรดาโรคหัวใจ  โรคความดันโลหิตสูง  โรคเบาหวาน  เกิดจากการกินทั้งนั้น  ในเมื่อกินแล้ว​ทำให้เกิดโรคได้  ก็ต้องกินแล้ว​รักษาโรคได้เช่นกัน 

เรากินอาหารเพื่ออวัยวะ​ชิ้นไหนกันแน่ ?

เราอยู่ได้  เพราะอาศัยพลังงาน​จากอวัยวะทั้ง 5 

•  ตับดีชอบให้กินสีเขียว
•  หัวใจดีชอบให้กินสีแดง
•  ม้ามดีชอบให้กินสีเหลือง
•  ปอดดีชอบให้กินสีขาว
•  ไตดีชอบให้กินสีดำ

คำว่าดุลยภาพ หมายถึง​กินหลากหลายชนิด

• ตับมีปัญหา สีหน้าจะออกเขียว
• หัวใจมีปัญหา     สีหน้าจะออกแดง
• ม้ามมีปัญหา      สีหน้าจะออกเหลือง
• คนไข้หอบหืด    สีหน้าจะออกขาว
• คนไข้ไตเสื่อม    สีหน้าจะออกดำ

ว่าด้วยเรื่องอาหาร

• ถั่วเขียวบำรุงตับ

คนทั่วไปมักจะต้มถั่วเขียว​จนเละซึ่งไม่ถูกต้อง
วิธีที่ต้มถั่วเขียว​ที่ได้ประโยชน์  ที่ถูกคือ ต้มให้น้ำเดือดประมาณ 5-6 นาที​ ก่อนที่ถั่วจะแตกเม็ด  รินเอาน้ำออก​จะได้น้ำถั่วเขียว  ที่มีสีเข้มข้นที่สุด  ดื่มแล้ว  มีสรรพคุณขับพิษสูงสุด  จากนั้นเอาถั่วเติมน้ำ  ต้มต่อจนเละ  กินเป็นอาหาร

•  หัวใจชอบสีแดง    ให้กินถั่วแดง
•  ม้ามชอบสีเหลือง  ให้กินถั่วเหลือง
•  ปอดชอบสีขาว     ให้กินถั่วขาว
•  ไตชอบสีดำ         ให้กินถั่วดำ

ทำไมถึงให้กินแต่ถั่ว ? เพราะตำรายาจีนมีคำว่า “คนเรากินถั่วทั้ง 5 จะสมบูรณ์พูนสุข ”

โภชนาการแผนจีน ก็เน้นว่า “กินไม่พ้นถั่ว”

ดังนั้น เราควรบริโภคถั่วตลอดชีวิต​

ในตำรายาจีน  ได้พูดถึง รสชาติ ไว้ดังนี้

•  เปรี้ยวบำรุงตับ       (หากกินมาก ตับพัง)
•  ขมบำรุงหัวใจ     (หากกินมาก หัวใจพัง)
•  หวานบำรุงม้าม      (หากกินมาก ม้ามพัง)
•  เผ็ดบำรุงปอด      (หากกินมาก ปอดพัง)
•  เค็มบำรุงไต         (หากกินมาก ไตพัง)

หมายความว่า  ต้องกินให้ครบทุกรสชาติ

กินอาหารอย่างไร​จึงจะเหมาะ ?
ง่ายนิดเดียว ขอแนะนำว่า   แต่นี้ไป​ ให้กินผักดิบผลไม้สด แต่ละมื้อ ถ้าเปลือกกินได้  ก็กินทั้งเปลือกจะยิ่งดี 
เพราะแพทย์แผนจีนถือว่า  กินของดิบลดอาการร้อนใน   แพทย์แผนปัจจุบันก็ถือว่า ผักผลไม้สดดิบ​ให้วิตามินดีกว่า

ขอส่งท้ายด้วย 4 ประโยคดังนี้
“ หมอที่ดีที่สุดคือตัวเรา  โรงพยาบาลที่ดีที่สุด คือ ห้องครัว ยาที่ดีที่สุด คือ อาหาร ที่มีคุณค่า  การรักษาที่ดีที่สุด คือเวลา ”

ซินแสจีนแนะนำดังนี้
1. หลังจากฟัง​คำบรรยายแล้ว นำไปเผยแพร่แก่ญาติมิตร เพื่อให้ทุกคนมีสุขภาพดี และเป็นการทบทวนในตัว
2. เขียนข้อความ “ก่อนถึงอายุ​ 99 ห้ามเข้า (โลง) เด็ดขาด” ติดไว้หน้าเตียง เพื่อสั่งจิตใต้สำนึกของเรา​ให้ดูแลร่างกายของเรา

สรุปว่าต่อไปนี้​

กินอาหารให้เป็นยา  ไม่ใช่กินยา เป็นอาหาร
อารมณ์ดี หัวเราะ สามเวลา เพื่อห่างไกลจาก โรคและยา
- บริโภคถั่ว ตลอดชีวิต เพื่อบำรุง​อวัยวะทั้ง 5  คือ ตับ หัวใจ ม้าม ปอด และไต  ควรกินทั้ง ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วเหลือง ถั่วขาว และ ถั่วดำ นั่นเอง !!!
- ให้กินผักดิบ ผลไม้สด​ที่สะอาดปลอดสารพิษ ถ้าเปลือกกินได้  ก็กินทั้งเปลือก
- กินอาหารให้ถูกต้อง  เปรียบเสมือน กินยาจากธรรมชาติ​ที่ดีที่สุดนั่นเอง !!!


   อ่านจบแล้ว
     ส่งต่อได้บุญนะ
********
Cr. Fwd Line

วันพุธที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2561

พุทธศาสนาในแอฟริกา


เผยโฉม ‘พระพุทธรักขิตะ’ พระสงฆ์ผิวสี ผู้บุกเบิกพุทธศาสนาในแอฟริกา

เปิดภาพ พระพุทธรักขิตะ พระสงฆ์ผิวดำ ผู้บุกเบิกหว่านเมล็ดพันธุ์พระพุทธศาสนาในทวีปแอฟริกา


วันนี้ (20 ม.ค. 60) ในโลกออนไลน์ได้มีการส่งต่อเรื่องราวสุดประทับใจของภิกษุผิวสีรายหนึ่ง ที่ได้บุกเบิกนำพระพุทธศาสนาไปเผยแพร่ยังทวีปแอฟริกา โดยเฉพาะประเทศอูกานดา ซึ่งเป็นแผ่นดินบ้านเกิด ทราบชื่อต่อมาคือ พระพุทธรักขิตะ หรือ สตีเว่น คาบอคโกซา (Steven Kaboggoza) ชาวอูกานดา ประเทศหนึ่งที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของทวีปแอฟริกา




โดยพระพุทธรักขิตะ เผยว่า แรกเริ่มท่านรู้จักพุทธศาสนาเพียงผิวเผินตามหนังสือเรียน แต่พอรู้จักพระสงฆ์ไทยจากการเป็นเพื่อนร่วมชั้นระหว่างเรียนการบริหารที่อินเดีย ก็ทำให้ท่านสนใจในเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น ซึ่งหลังเรียนจบก็ได้ออกเดินทางไปยังพื้นที่กำเนิดพุทธศาสนาต่างๆ ทั้ง ทิเบต และเนปาล ก่อนที่จะจบลงที่ประเทศไทย ซึ่งการมาที่ไทยนอกจากมาศึกษาพระพุทธศาสนาแล้ว ก็มาประกอบอาชีพหาเงินด้วยการเป็นครูดำน้ำที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานีด้วย ก่อนที่จะกลับไปบ้านเกิดอีกครั้งหลังจากห่างบ้านไปท่องโลกนาน 7 ปี

และจากตรงนี้นี่เองที่ทำให้ท่านคิดที่จะอุทิศตนเพื่อพุทธศาสนาด้วยการบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า เนื่องจากพอไปถึงที่บ้านญาติๆ ของเขาก็ไม่ค่อยชอบใจที่ท่านนำหนังสือธรรมะกลับไปด้วย โดยถึงขั้นจะเผาหนังสือทิ้งและให้เขาหันไปนับถือศาสนาคริสต์ตามครอบครัว ท่านจึงตัดสินใจออกเดินทางอีกครั้ง


โดยคราวนี้ได้เดินทางไปยังสหรัฐอเมริกา เพื่อไปศึกษาธรรมะโดยเฉพาะ จนกระทั่งปี 2002 ท่านจึงตัดสินใจบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ หลังได้พบกับ ท่านปัณณาธิภา (Pannadipa) ณ ศูนย์ปฏิบัติวิปัสสนาตถาคต (Tathagata) ทีเอ็มซี – TMC – Tathagata Meditation Centre ในเมืองซาน โฮเซ่ (San Jose) รัฐแคลิฟอร์เนีย (California) โดยมีพระอาจารย์ คือ ท่านซายาดอว์ ยู สิละนันทะ (Sayadaw U. Silananda)


 ทั้งนี้หลังจากศึกษาพระธรรมมาได้ระดับหนึ่ง ท่านจึงตัดสินใจกลับบ้านเกิดอีกครั้ง เพื่อทำตามปณิธานที่ตั้งไว้ว่า “จะต้องกลับไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ยูกันดาให้จงได้” ซึ่งฟังดูอาจจะดูเหมือนง่าย แต่หากพอทำจริงมันยากมากเพราะชาวบ้านยังไม่เชื่อใจ บ้างก็ว่าท่านถูกมนต์ดำ บ้างก็ว่าท่านวิกลจริต เดินเข้ามาแกล้งสารพัด จนเป็นที่ตลกขบขัน แต่ด้วยวัตรปฏิบัติของท่านที่เรียบง่าย และงดงาม ไม่เคยถือโทษโกรธผู้ใด แต่ไขข้อสงสัยให้แก่ผู้ที่เข้ามาตั้งคำถามอย่างใจเย็น จนเป็นที่น่าประทับใจ ทำให้ผู้คนเปิดใจให้กับท่านมากขึ้น


และในปี 2005 ศูนย์พระพุทธศาสนาในยูกันดาได้รับการสถาปนาขึ้น ในนาม Uganda Buddhist Centre หรือ UBC ซึ่งถือเป็นจุดเกิดพระพุทธศาสนาในดินแดนกาฬทวีปแผ่นดินแอฟริกา


ขณะที่ พระพุทธรักขิตะ ได้กล่าวว่า “เมล็ดพันธุ์แห่งพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทได้ถูกปลูกฝังลงในยูกันดาเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เป็นเวลาแห่งการดูแลให้เติบใหญ่ หวังว่าเมล็ดพันธุ์ที่มีประโยชน์นี้จะได้รับการดูแลเป็นอย่างดีและเติบโตอย่างแข็งแรง แผ่ขยายไพศาลเป็นผลไม้แห่งประโยชน์ของสัตว์โลกทั้งปวง”

# yuri 🐻🐼

*******************
ขอบคุณข้อมูล  จาก  Fwd Line

วันพุธที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2561

ทาน


พระพุทธองค์ตรัสว่า..

"บุคคล แม้ไม่มีทรัพย์สินเงินทอง แต่ก็สามารถให้ทานกับผู้อื่นได้ ด้วยสิ่งของ 5 ประการ"

1. ใบหน้าเป็นทาน : สามารถให้รอยยิ้มความสดใส

2. วาจาเป็นทาน : พูดให้กำลังใจ ชื่นชม และปลอบประโลมผู้อื่นให้แจ่มใสได้สติ

3.   จิตใจเป็นทาน : สามารถเปิดอกเปิดใจกับผู้อื่น ด้วยความนอบน้อมและจริงใจ

4.  ดวงตาเป็นทาน : ใช้แววตาแห่งความหวังดีความโอบอ้อมอารีให้กับผู้อื่น

5.  กายเป็นทาน : สามารถใช้เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น

อย่าได้ตระหนี่ในการส่งต่อให้ผู้อื่น..ประโยชน์จะเพิ่มพูน  แล้วจะโชคดี ร่ำรวย มั่งคั่ง อย่างยิ่ง
***********
Cr. Fwd line