วันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2560

วันพฤหัสบดีที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560

กรรม...


สัตว์โลกทั้งหลาย มีกรรมเป็นของตนเอง
มีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นกำเนิด
มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง
มีกรรมเป็นเครื่องจำแนกให้สัตว์โลกดีเลวต่างกัน
กรรมดีจะจงรักภัคดีไปทุกภพ กรรมชั่วจะตามราวีไปทุกชาติ
คนไม่เข้าใจเรื่องกรรม ก็ไม่มีสติ ไม่มีปัญญา แยกแยะไม่ได้ ไม่รู้สิ่งใดกุศล สิ่งใดอกุศล จึงทำอกุศลกรรมได้ง่ายเพราะไม่เชื่อกฏแห่งกรรม คนเชื่อเรื่องกรรม ก็จะมีสติ มีปัญญา แยกแยะได้ รู้สิ่งใดกุศล สิ่งใดอกุศล ไม่ประมาท ระวังไม่ทำอกุศล ทำบาป เพราะรู้แล้ว สิ่งใดที่ทำลงไปจะย้อยกลับมาหาตนเอง ก็จะพยายามทำแต่กุศลกรรม จนเป็นปกติ เป็นนิสัย จนสุดท้าย เป็นความเคยชิน ไม่ต้องพยายาม เพราะทำดีเป็นนิสัย สันดานเสียแล้ว
คนเรานี้ย่อมมีกรรมเป็นของของตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราทำกรรมอันใดไว้ เป็นบุญ หรือเป็นบาป เมื่อยังมีชีวิตอยู่ กรรมนั้นจักเป็นทายาท ให้เราได้รับผลของกรรมนั้นสืบต่อๆไป แม้ละโลกนี้ไปแล้วกรรมนี้ก็จะนำไเป็นแดนเกิดได้
คนที่ตายจากชาตินีแล้ว ก็ไม่มีใครเอาทรัพย์สมบัติที่สะสมไว้ไปได้เลย สิ่งที่เอาไปได้มีแค่ บุญกับบาป เท่านั้น
บุญทั้งหลาย เป็นที่พึ่งที่อาศัยของสัตว์ทั้งหลายในโลกหน้า
มีแต่บุญเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งที่อาศัยได้ ส่วนบาปไม่ใช่ที่พึ่งที่อาศัยแต่เป็นวิบากที่ทำให้ได้รับความทุกข์ทรมาร คนเราเมื่อตายจากโลกนี้แล้ว มีแต่บุญที่ทำไว้เท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่ง พ่อแม่ ญาติพี่น้อง สามีภรรยา เพื่อน หรือคนที่เรารักหรือคนรักเรา ติดตามไปไม่ได้สักคน
สมบัติใดๆ ที่เป็นของเรา ก็ติดตามไปเป็นที่พึ่งไม่ได้เลย ดังนั้นเมื่อได้โอกาสเป็นมนุษย์เป็นภพแห่งการสร้างบารมี ทำความดี ก็ไม่ควรพลาดโอกาส
เพราะ เกิดเป็นมนุษย์นี้ไม่ได้เกิดกันง่ายๆ ต้องเป็นผู้มีบุญมาบ้าง
ก็ควรเร่งทำความดี สร้างบารมีให้สมกับที่เกิดมา และเราก็ไม่รู้ด้วยว่าเราจะมีชีวิตอยู่นานเท่าใด
เมื่อวานนี้ ๒/๘/๖๐ เดินบิณบาตร เหมือนทุกวัน
กับ ท่านพระอาจารย์ ธัมมวิชชา ภิกษุณี
ก็มีญาติธรรมที่เคยใส่บาตรหลายครั้งมาใส่บาตร
แต่พรรษานี้เพิ่งเจอกันครั้งแรก ท่านพระอาจารย์
ก็ถามไปใหนมา ไม่เจอกันนานเลย
ญาติธรรมท่านนั้นก็ปรารภเล่าให้ฟังพร้อมน้ำตาว่า
ว่า ลูกชายคนเล็ก ที่อายุ ๑ ขวบ ป่วยมาก เป็นมะเร็ง
ก้อนเนื้อร้าย หมอบอก ๑๑ ซม. ต้องค่อยดูแลและไป
หาหมอ จึงไม่มีโอกาสมาตักบาตรเลย เป็นทุกข์มาก
ยังเด็กอยู่มาก มาเป็นโรคร้ายนี้ ไม่รู้ว่ากรรมอะไร
แต่ก็ทำใจ และ ขออโหสิกรรมตลอด
เด็กอายุ ๑ ขวบมาเป็นเนื้อร้ายมะเร็ง เป็นตั้งแต่เด็ก
เด็กยังไม่ช่วยตัวเองได้เลย กรรมดียังทำไม่ได้
กรรมไม่ดีก็ยังทำไม่ได้ เด็กได้รับอาหารทางสายรก
เด็กไม่น่าป่วย แต่กลับมาป่วย โดยที่แม่สุขภาพแข็งแรง
เป็นเรื่องแปลก แม่เด็กยังเล่าว่า ตนเองผูกพันธ์กับ
คุณตาของเด็กมาก พ่อของแม่ ก่อนตาตายเป็นมะเร็งตาย
แม่เด็กและและครอบครัว จึงเชื่อว่า อาจเป็นคุณตามาเกิด
เพราะมีลักษณะคล้ายๆ ตาที่เป็นมะเร็งที่เดียวกัน
นี้ก็เป็นเรื่องแปลก เก็บมาเป็นกรณีให้ศึกษากัน
เป็นแบบนี้อาจไม่ใช่กรรมชาตินี้ แต่อาจเป็นเศษกรรมที่
มาจากชาติก่อน เพราะพระพุทธองค์ได่ตรัสไว้แล้วว่า
สัตว์โลกทั้งหลาย มีกรรมเป็นของตนเอง
มีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นกำเนิด
มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง
มีกรรมเป็นเครื่องจำแนกให้สัตว์โลกดีเลวต่างกัน
กรรมดีจะจงรักภัคดีไปทุกภพ กรรมชั่วจะตามราวีไปทุกชาติ
ดังนั้น จงอย่าประมาทในกรรม
สิ่งที่พระพุทธองค์พบ ธรรมะ ก็ยังคงเป็นสัจธรรมและประจักษ์พยานอยู่ตลอดเวลา หากสังเกตุและพิจาณา สิ่งต่างๆ ได้ ก็ยังพบได้ ธรรมะเป็นสัจธรรม เหนือกาลเวลา เป็นอกาลิโกจริงแท้แน่นอน สาธุๆๆๆ
ภูริทัตตา
@@@@@@

บ้านที่แท้จริง..



:: บ้านที่แท้จริง ::

บ้านที่ซื้อมา หรือสร้างขึ้นมา หลวงพ่อชา สุภัทโท ท่านเรียกว่า
บ้านของโลก หรือ บ้านข้างนอก ไม่ใช่บ้านที่แท้จริง
อาศัยอยู่ได้ชั่วคราว แล้วก็ต้องจากไป

บ้านที่สอง คือร่างกาย เราเข้าใจว่าเป็นของเรา
ก็ไม่ใช่อีก
มันแก่ มันผุพังไปทุกวัน ห้ามก็ไม่ฟัง
อยากให้มัน คงทนถาวร อยู่ยาวนาน ก็เป็นไปไม่ได้

บ้านที่สาม คือ ตัวอัตตา ที่ความคิดจิตใจสร้างขึ้น
แล้วสมมติให้เล่นบท เป็นตัวนั่นตัวนี่
มีตำแหน่ง ยศฐาบรรดาศักดิ์  มีฐานะทางสังคมรองรับ
แต่พอถึงวันเกษียณอายุ บ้านหลังนี้ พังลงในพริบตา
จะยื้อยุดอย่างไรก็ไม่ได้
..
..

บ้านที่แท้จริง คือ ความรู้สึกที่มันสงบ
อยู่ในส่วนลึกของจิตใจ
ถูกความคิดและอารมณ์ต่างๆปกคลุมไว้
ต้องอาศัย...การเจริญสติ ให้เกิดสมาธิ และปัญญา
จึงจะมองเห็น และ เข้าไปอาศัยในบ้านหลังนั้นได้

บ้านหลังนี้ เป็นอกาลิโก อยู่ได้ตลอดกาล ไม่มีวันผุพัง
มีความสมบูรณ์พร้อมในตัว ไม่ต้องการเครื่องเรือน
หรือของตกแต่งใดๆเพิ่มเติม
คนที่จะเข้าไปได้ ต้องวางทุกอย่างให้หมดเสียก่อน
จึงจะเข้าไปอาศัยได้

ชีวิตของเราทุกคน เหมือนการเดินทาง
แวะพักชั่วคราว เข้าบ้านหลังนั้น ออกหลังนี้ เรื่อยไป
แต่ไม่เคยสบายใจได้นาน
เพราะมันไม่สงบ เหมือนได้อยู่บ้านตนเอง
บ้านที่แท้จริงของเราอยู่ที่ไหน ?
หลวงพ่อชา สุภัทโท ท่านสอนว่า
"ความสงบ" นั้นแหละ คือบ้านจริงๆของเรา

Cr. Fabebook ศาสนาและวิทยาศาสตร์
@@@@@@@@@
จาก Fwd Line

ปล่อยวาง...


ถ้าอ่านให้เข้าใจ
แล้วจะไม่โกรธใครอีกแล้ว

หลวงพ่อรูปหนึ่ง ปลูกกล้วยไม้ กระถางหนึ่งด้วยความทะนุถนอม กล้วยไม้ ก็แข็งแรง สวยงามยิ่งนัก...

วันหนึ่ง หลวงพ่อต้องออก
ไปธุระหลายวัน เลยฝาก
เณรน้อย ให้ช่วยดูแล เณรน้อย ก็เอาใจใส่ดูแลอย่างดี  กล้วยไม้ ก็ยิ่ง
งอกงามด้วยดี..

วันหนึ่ง เณรน้อย ต้องออกไปธุระ ก่อนออกไป ได้เอากระถางไปวาง
ตากแดดริมหน้าต่าง หลังจากนั้น เกิดพายุอย่างไม่คาดคิด พัดเอากระถางตกลงบนพื้นแตกกระจาย

ต้นกล้วยไม้หักเละ เณรน้อย กลับมาเห็น ตกใจ และ เสียใจมาก และ ยังกลัวถูก หลวงพ่อตำหนิด้วย...

ไม่กี่วัน หลวงพ่อ กลับมา เณรน้อย ก็บอกเล่าตามจริง เตรียมตัว เตรียมใจรับการถูกดุด่า

แต่หลวงพ่อ กลับไม่ได้ว่าอะไร ทำให้ เณรน้อยประหลาดใจ เป็นอย่างมาก เพราะ หลวงพ่อ รัก
กล้วยไม้ กระถางนี้มาก...

หลวงพ่อ เพียงยิ้ม ๆ แล้วกล่าวว่า
“ ข้า ปลูก กล้วยไม้ ไม่ได้ เพื่อไว้โกรธนะ ”
คำง่าย ๆ กลับกลายเป็น
สัจธรรมปลดปล่อยวาง...

คนเราทำงาน ไม่ได้เพื่อไว้โกรธกัน..
คนเรารักกัน ก็ไม่ได้เพื่อไว้โกรธกัน.
สิ่งที่ให้ไปแล้ว เมื่อเอากลับมาไม่ได้ ก็ไม่ต้องโทษใคร หรือ เสียใจ...

ตอนมี ต้องใส่ใจ
ตอนเสียไป ให้ปลดปลง
ใจ ไม่ติดค้างใคร
ก็พอแล้ว...

ถ้าคุณแค้น ชีวิต ก็เต็มไป
ด้วย ความแค้น ...
ถ้าคุณ นึกขอบคุณ
ที่ใด ๆ ก็เต็มไปด้วย
เรื่องที่น่าขอบคุณ...
ถ้าคุณ เติบกล้า การงาน ก็จะก้าวหน้า ...

ไม่ใช่ โลกนี้ เลือกคุณ แต่คุณ เป็นคนเลือก โลกใบนี้ ...

ฉะนั้น... จงอย่าโกรธลูก พ่อแม่ พี่น้อง เพื่อนร่วมงาน และทุกสรรพสิ่งในโลก จงใจกว้าง  และ เมตตา  อุเบกขา ปลดปล่อยวาง
แค่นี้  ก็สุข

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร
@@@@@
Cr.fwd line

ดั่งหนามตำใจ


ดั่งหนามตำใจ
.....

ไม่มีชีวิตใครในโลกใบนี้ที่ราบรื่นตลอดชีวิต
ไม่มีชีวิตใครในโลกใบนี้ที่มีแต่ความสุขตลอดชีวิต
คนที่พบปะกับคุณมีมาก แต่ที่รู้ใจคุณจริงๆมีน้อย
คนที่พูดคุยกับคุณมีมาก แต่ที่ค้ำจุนคุณมีน้อย
คนที่เข้าใจคุณมีมาก แต่ที่เชื่อมั่นในตัวคุณมีน้อย
เพราะอย่างนี้
เจ็บเองก็รักษาเอง
ร้องไห้ก็ปลอบใจตัวเอง
ไม่มีใครเข้าใจก็เข้าใจตัวเอง
ไม่มีใครช่วยเหลือก็จงเป็นผู้อุปถัมภ์ตัวเอง
~~~

รู้ว่าเวลาไหนควรพูด รู้ว่าเวลาไหนควรเงียบ คือลักษณะหนึ่งของคนมีปัญญา
รู้ว่าเวลาไหนควรทำ รู้ว่าเวลาไหนควรถอย คือลักษณะหนึ่งของคนมีสติ
~~~

ของที่ดีที่สุด วันหนึ่งก็ต้องสูญเสียมันไป
ความรู้สึกที่ดีที่สุด วันหนึ่งมันก็ลืมกันไป
คนที่รักที่สุด วันหนึ่งก็ต้องพรากจากกันไป
เพราะต่อให้ฝันดีแค่ไหนก็ต้องตื่น
~~~

เรื่องบางเรื่อง อย่าใส่ใจให้มันมากนัก ปล่อยให้มันผ่านไปเหมือนลมพัด ผ่านแล้วก็ผ่านเลย
เรื่องบางเรื่อง อย่าพิสูจน์ให้มันแจ่มแจ้งมากนัก เพราะมันเหมือนตอหนาม ชัดมาก ก็เจ็บมากตาม
เพราะเรื่องบางเรื่อง เมื่อรู้ความจริง ก็ใช่ว่าจะทำใจยอมรับได้
คนบางคน เมื่อรู้ความจริงว่าเป็นอย่างไร ก็อย่าไปเสียใจร้องไห้ฟูมฟาย ร้องไห้ไปก็ใช่จะหนีความจริงพ้น จงยอมรับแล้วเดินหน้าต่อ
~~~

คนที่รักคุณ จะทิ้งคุณไปทำไม?
คนที่ไม่รักคุณ จะอยู่กับคุณได้อย่างไร?
ประสบการณ์ จะสอนคุณว่าควรทำอย่างไร?
เวลา จะสอนคุณเข้าใจโลกมากยิ่งขึ้น
~~~

นุสนธิ์บุคส์

@@@@@@
Cr.Fwd Line