วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2558

รสโลก..รสธรรม

....ฯลฯ....
โลกียรส ยิ่งดื่มยิ่งจืด
เหมือนกับกินอ้อยจากโคนไปหาปลาย
แต่..ธรรมรส ยิ่งดื่มยิ่งหวานซึ้ง
เหมือนกินอ้อยจากปลายไปหาโคน
จิตของผู้ใดอิ่มเอิบด้วยรสธรรมแล้ว
ความสุขอย่างโลก ๆ ก็ไร้ความหมาย
รสโลกมีหลายรส
แต่รสธรรมมีรสเดียวคือ "วิมุตติรส "
รสแห่งความหลุดพ้น
.........
สพพฺรสํ ธมฺมรโส ชินาติ
รสแห่งธรรมย่อมชนะรสทั้งปวง
....ฯลฯ....
(จากหนังสือ  ทางสายเอก (ฉบับสมบูรณ์)พระราชพรหมาจารย์(พระอาจารย์ทอง สิริมงฺคโร)วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร (อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่)
*****

******
รสพระธรรม



*********

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2558

ปัญหา


       ปัญหาของคน ปัญหาในครอบครัว ปัญหาของบ้านเมือง ปัญหาของโลก หรือปัญหาในจิตใจของเราเอง ถ้าดับไม่ถูกที่ถูกจุด ก็ไม่สามารถดับปัญหาได้อย่างแท้จริง ถ้าจะดับให้ได้อย่างแท้จริงนั้นต้องดับที่เหตุ คือ การเกิด ผู้ที่ท่านหมดกิเลสแล้ว ท่านไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก ปัญหาก็ไม่เกิดไม่มี ถ้ายังต้องเวียนว่ายตายเกิดขึ้น ก็ต้องมีปัญหาอยู่อย่างนี้
     ปัญหาบางอย่างก็แก้ได้ ปัญหาบางอย่างก็แก้ไม่ได้ ปัญหาบางอย่างแก้เสร็จไปแล้ว ก็ยังมีปัญหาอื่นเกิดขึ้นมาอีก
     คนทุกคนที่เกิดมาล้วนก็ต้องมีปัญหากันทุกคน จะมากบ้างน้อยบ้าง ก็แล้วแต่กรรมวิบากของแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำมาหากิน ปัญหาในเรื่องสุขภาพร่างกาย ปัญหาของครอบครัว ปัญหาของสิ่งแวดล้อมทั้งใกล้และทั้งไกล
      ในหลักพระพุทธศาสนา ปัญหาที่ควรแก้มากที่สุด ก็คือปัญหาในเรื่องจิตใจ ดังพุทธพจน์ที่ว่า "ไม่มีใครทำร้ายเรามากเท่าจิตของเราเอง"
      ถ้าเราสามารถแก้ปัญหาของใจเราได้ดีแล้ว ถึงอะไรจะมีปัญหาอยู่ แต่ใจเราไม่เป็นปัญหา ถึงร่างกายจะมีความทุกข์แต่ใจไม่ทุกข์ ใจรับรู้ว่าเจ็บไข้ได้ป่วย ใจไม่ดิ้นรน ใจไม่วิตกกังวลให้ฟุ้งซ่าน ใจรู้เห็นตามความจริง แล้วปล่อยวางจิตใจก็สงบเย็นได้
        จงน้อมนำหลักธรรมะ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาชำระความสกปรกของจิตใจเรา จิตที่สกปรกก็เพราะจิตสะสมและคลุกคลีอยู่กับความโลภ ความโกรธ และความหลง กองขยะ ๓ กองใหญ่นี้ จงอยู่ให้ห่างไกลจากมันให้มาก ทรัพย์สมบัตินั้นมีมาก สะสมไว้มากสักเพียงใด ก็แล้วแต่ ก็ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง
********
(จากหนังสือ ปริศนาธรรมจากสวนป่า  อริโยภิกขุ)
********

*********

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2558

ปรมัตถสภาวธรรม..


...ฯลฯ...
....บัดนี้เป็นที่ยอมรับตรงกันได้แล้วว่า..
     สิ่งควรหลีก คือ ความชั่ว
     สิ่งควรกลัว  คือ  ความผิดพลาด
     สิ่งอุบาทว์  คือ ความขัดแย้ง
     สิ่งร้ายแรง  คือ  ความเมา
    และ  สิ่งที่ทำให้เบา  คือ ความปล่อยวาง
             สิ่งเป็นแสงสว่าง คือ ดวงปัญญา
             สิ่งที่ควรปรารถนา คือ นิรามิสสุข
             สิ่งหมดทุกข์ คือ การทำกิเลสดับ
             สิ่งลึกลับ คือ ตัวอวิชชา
   ปรมัตถธรรม ในพระพุทธศาสนา จะช่วยแก้ปวงปัญหาอันเนื่องจากสิ่งเหล่านี้
   ปรมัตถธรรม ในสายตาชาวโลก แม้ภายนอกจะดูงุ่มง่ามไม่โลดโผน แต่ก็จะยิ่งป็น"ไออุ่น" ที่จะหล่อเลี้ยงชีวิตในโลกอย่างยิ่ง โดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นเอง  ถ้าปราศจากธรรมะแล้ว คนเราก็คือ "ทรากศพ" ที่ตัวแข็งเย็นชืด แม้เขาจะเป็นอยู่อย่างโลดโผนทะโมนไพร น่าเลื่อมใสในสายตาแห่งคนที่ไร้ธรรมะด้วยกัน
     ธรรมะเท่านั้น ที่จะหล่อหลอมคนธรรมดาสามัญให้กลายเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ 
     ปราศจากธรรมะแล้ว คนก็เป็นเพียงสัตว์ชนิดหนึ่ง เหมือนสัตว์ทั้งหลายทั่วไป หาใช่มนุษย์ไม่
     ขอให้ธรรมะที่เป็นนารถกรณธรรม ในลักษณะเช่นนี้ จงแพร่หลายกว้างขวางคุ้มครองโลกอย่างทั่วถึงทุกวิถีทาง ในกาลทุกเมื่อเถิด
...ฯลฯ...
(คำอนุโทนา ของท่านพุทธทาสภิกขุ ในหนังสือ ปรมัตถสภาวธรรม รวมคำบรรยายธรรม ประจำวันเสาร์ ปี ๒๕๑๖ ในสวนโมกขพลาราม ไชยา ของ ท่านพุทธทาสภิกขุ)
........

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2558

หลวงปู่...เมตตาแม่ค้าหน่อไม้


ภาพจากอินเตอร์เนต

....ฯลฯ....

      นอกจากร้านขายดอกไม้ให้ผู้คนที่มาถึงถ้ำผาปล่องได้ซื้อขึ้นไปบูชาพระแล้ว  บางครั้งมีชาวบ้านนำหาบสินค้ากระจุกกระจิกมาวางขายที่เชิงบันไดขึ้นถ้ำด้วยครั้งละเจ้าสองเจ้า  ครั้งหนึ่งมีแม่ค้าหาบหน่อไม้มาวางขายอยู่หลายวัน แกเล่าว่าทุกครั้งที่เห็นหลวงปู่ลงจากถ้ำเพื่อไปกิจนิมนต์ข้างนอก แกก็ได้แต่กราบไม่เคยพูดกับหลวงปู่เลย มีอยู่ครั้งหนึ่งแกคิดในใจว่า
      " คนมาหาหลวงปู่คงมีแต่คนรวย ๆ คนจนอย่างเราท่านจะเมตตาไหมหนอ ? "
      แล้ววันหนึ่งแม่ค้าหน่อไม้ก็ได้กราบหลวงปู่อย่างใกล้ชิดและได้พูดกับหลวงปู่เป็นครั้งแรก เมื่อท่านมาหยุดยืนที่หาบของแกพร้อมกับพูดว่า
       " หน่อไม้หมดหาบนี่ หลวงปู่ซื้อ "
    ก่อนจากไปหลวงปู่ยังสั่งให้แกหาโอกาสขึ้นไปกราบพระบนถ้ำด้วย แม่ค้าได้รับเมตตาจากหลวงปู่เป็นเงิน ๑๐๐ บาท เป็นค่าหน่อไม้ไม่กี่หน่อในหาบนั้นและอีกครั้งหนึ่งในโอกาสต่อมา แกก็เก็บเหรียญของหลวงปู่ได้ที่ลานซีเมนต์เชิงบันใด  ทำให้โยมที่ลงไปกวาดทำความสะอาดบริเวณนั้นจนโล่งเตียนแปลกใจเป็นอันมากว่า  เหรียญมาได้อย่างไรโดยคนกวาดมองไม่เห็นเลย...
....ฯลฯ....
(จากหนังสือ ละอองธรรม พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทธาจาโร) วัดถ้ำผาปล่อง)

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2558

..ตายทั้งเป็น..


...ฯลฯ...
การตายทั้งเป็นนั้น..น่าหวาดกลัวยิ่งนัก

        ใจที่มีความคิดอาบยาพิษร้าย เป็นใจที่ทำให้ตายได้ทั้งเป็น  อันการตายทั้งเป็นนั้น น่าหวาดกลัวยิ่งกว่ามากมายนัก
        ผู้ที่ตายทั้งเป็น คือ ผู้เป็นคนเลวในสายตายของคนดี เป็นที่รังเกียจของสังคมคนดี ไปสู่ที่ใดจักไม่มีความหมาย เหมือนเป็นคนว่างเปล่า ปราศจากการต้อนรับ ที่ท่านเปรียบว่าตายทั้งเป็นก็เช่นนี้ด้วย คือไม่อยู่ในสายตาในความสนใจของผู้ใด เห็นก็เหมือนไม่เห็น จึงเป็นเหมือนวิญญาณที่ไม่มีร่าง ยิ่งกว่านั้น ผู้ที่ตายทั้งเป็นคือผู้ที่เป็นดั่งซากศพที่เน่าเหม็น เป็นที่ยินดีพอใจเข้าห้อมล้อมหนาแน่นของเหล่าแมลงวันหรือหนอนน้อยใหญ่เท่านั้น
        นั่นก็คือ คนตายทั้งเป็นด้วยกัน หรือคนไม่ดีด้วยกันเท่านั้นที่จะยินดีต้อนรับพวกเดียวกัน..." คนดีจักไม่รังเกียจคนไม่ดี..ไม่มีเลย.."
,,,ฯลฯ...
(พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาปริณายก    อำนาจอันยิ่งใหญ่แห่งกรรม)
******
ผู้เข้ากันได้โดยธาตุ (คลิก)
******
พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนอะไร (คลิก)
******