วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ทำให้ไม่มีตัวเราได้...วิเศษสุด


...ทำให้ไม่มีตัวเรา ของเราได้...วิเศษสุด
     ไม่มีตัวเราของเราแล้วไม่มีความทุกข์ เพราะไม่ถูกกระทบ ไม่มีอะไรให้ถูกกระทบ
      เหมือนคนไม่มีมือ ก็ไม่เจ็บมือ คนไม่มีขา ก็ไม่เจ็บขา ดังนั้น การทำให้ไม่มีตัวของเราได้จึงวิเศษสุด  แต่ก็ยากยิ่งนักสำหรับบุถุชนคนสามัญทั้งหลาย ฉะนั้น ขอให้มีเพียงเราเล็ก ๆ มีเราน้อย ๆ ก็ยังดี ดีกว่ามีเราใหญ่โตมโหฬาร มีของเราเต็มบ้านเต็มเมือง
     เมื่อปุถุชนไม่สามารถทำตัวเราให้หายไปได้ ยังหวงแหนห่วงใยตัวเราอยู่ ของเราจึงยังต้องมีอยู่ด้วย ของเราจะหมดไปก็ต่อเมื่อตัวเราหมดไปเสียก่อน นี้เป็นธรรมดา
     ถ้ายังมีตัวเราของเราอยู่ ยังต้องกระทบกระทั่งอยู่ ยังหวงแหนรักษาตัวเราของเราไว้ ก็ควรอย่างยิ่งที่จะหวงแหนรักษาให้ถูกต้อง จะได้ไม่ต้องรับโทษทุกข์ของการมีตัวเราของเรามากเกินไปอย่างเดียว แต่มีโอกาสที่จะได้รับคุณรับประโยชน์บ้างจากการมีตัวเราของเรา นั่นก็คือต้องระวังรักษาปฏิบัติต่อตัวของเราให้ดี ให้เป็นตัวของเราที่ดี..
....ฯลฯ....
(จากหนังสือ  ผู้เป็นที่รักของมนุษย์และเทวดา  พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก)
******
      


วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

จงมีธรรมเป็นที่เกาะที่พึ่งเถิด...

ขอบคุณภาพจากป้าบีม
******
....ฯลฯ....
    " ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! พรหมจรรย์นี้เราประพฤติมิใช่เพื่อหลอกลวงคน มิใช่เพื่อให้คนทั้งหลายมานับถือ มิใช่อานิสงส์ลาภสักการะและความสรรเสริญ  มิใช่มุ่งหมายเพื่อเป็นเจ้าลัทธิและแก้ลัทธิอย่างนั้นอย่างนี้ มิใช่เพื่อให้ใครรู้จักตัวว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้  ที่แท้พรหมจรรย์นี้เราประพฤติเพื่อสังวระ คือความสำรวม เพื่อปหานะ คือความละ เพื่อวิราคะ คือ คลายความกำหนัดยินดี และเพื่อนิโรธะ คือความดับทุกข์ "
    " ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมที่เราได้บรรลุแล้วนี้ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบประณีตมิใช่วิสัยแห่งสัตว์ คือ คิดเอาไม่ได้ หรือไม่ควรลงความเห็นด้วยการเดา แต่เป็นธรรมที่บัณฑิตพอจะรู้ได้ "
    " ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! จงดูกายอันนี้เถิด ฟันหัก ผมหงอก หนังเหี่ยว ๆ ยาน ๆ มีอาการทรุดโทรมอย่างเด่นชัด เหมือนเกวียนที่ชำรุดแล้วชำรุดอีก ได้อาศัยแต่ไม้ไผ่มาซ่อมไว้ผูกกระหนาบคาบค้ำไว้จะยืนนานไปได้สักเท่าไร การแตกสลายย่อมจะมาถึงเข้าสักวัน ภิกษุทั้งหลายพวกเธอจงมีธรรมเป็นที่เกาะที่พึ่งเถิด อย่าคิดยึดสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเลย แม้ตถาคตก็เป็นแต่เพียงผู้บอกทางเท่านั้น "
....ฯลฯ....
*****
(จากหนังสือ พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน พิมพ์แจกเป็นธรรมทาน ๙ กุมภาพันธุ์ ๒๕๕๐)


วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ชีวิตนี้น้อยนัก...(๓)

ขอบคุณภาพจากป้าบีม..
*****
....ฯลฯ....
....เทวดามาถือภพชาติเป็นมนุษย์เป็นที่ยอมรับเชื่อถือกันมากกว่าเทวดาจะไปเป็นอะไรอื่น จึงมีคำบอกเล่าหรือสันนิษฐานกันอยู่เสมอว่าผู้นั้นผู้นี้เป็นเทวดามาเกิด ทั้งนี้ก็โดยสันนิษฐานจากความปราณีตงดงามสูงส่งของผู้นั้นผู้นี้
    บางรายก็มีพร้อมทุกประการ ทั้งชาติตระกูลที่สูง ฐานะที่ดี ผิวพรรณวรรณะที่งาม กิริยาวาจามารยาทที่สุภาพอ่อนโยนไพเราะ เรียบร้อย เฉลียวฉลาด บางผู้แม้ไม่งามพร้อมทุกประการดังกล่าวก็ยังได้รับพรรณาว่าเป็นเทวดานางฟ้ามาเกิด เพราะผิวพรรณมารยาทงดงามอ่อนโยนนุ่มนวล นี้ก็คือการยอมรับอยู่ลึก ๆ ในใจของคนส่วนมากว่าเทวดามาเกิดเป็นมนุษย์ได้ 
     เทวดามาเกิดเป็นมนุษย์มีตัวอย่างที่สำคัญยิ่งที่พึงกล่าวถึงได้เป็นที่ยอมรับทั่วไป  โดยเฉพาะในหมู่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายนั่นคือ สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าจากสวรรค์ชั้นดุสิตเสด็จลงโลกมนุษย์ ประสูติเป็นพระสิทธัตถะราชกุมาร พระราชโอรสพระเจ้าสุทโธทนะกับนางสิริมาหามายา....
....ฯลฯ....
*****
(จากหนังสือ ชีวิตนี้น้อยนัก  สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก)
*****


วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ผู้เข้ากันได้โดยธาตุ..


สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้กรุงราชคฤห์  สมัยนั้น ท่านพระสารีบุตรเดินจงกลมร่วมกับพระภิกษุมากหลายในที่ที่ไม่ไกลจากพระผู้มีพระภาค  แม้ท่านพระโมคคัลลานะ  ท่านพระมหากัสสปะ ท่านพระอนุรุทธ์  ท่านพระปุณณะ  ท่านพระอุบาลี ท่านพระอานนท์และท่านพระเทวทัต  (แต่ละท่าน)ต่างก็เดินจงกลมกับพระภิกษุมากหลายไม่ไกลจากพระผู้มีพระภาค
       ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า
" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายเห็นสารีบุตรกำลังเดินจงกลมร่วมกับภิกษุมากหลายหรือไม่ ? "
       ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า " เห็น พระเจ้าข้า ! "
" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด เป็นผู้มีปัญญามาก.....ท่านทั้งหลายเห็นมหาโมคคัลลานะกำลังเดินจงกลมร่วมกับภิกษุมากหลายหรือไม่ ?"
       " เห็น พระเจ้าข้า ! "
" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด เป็นผู้มีฤทธิ์มาก.....ท่านทั้งหลายเห็นมหากัสสปะกำลังเดินจงกลมร่วมกับภิกษุมากหลายหรือไม่ ?"
       " เห็น พระเจ้าข้า ! "      
" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด เป็นธุตะวาทะ(ผู้กล่าวในทางขัดเกลากิเลส คือสรรเสริญการประพฤติธุดงค์)มาก.....ท่านทั้งหลายเห็นอนุรุทธ์กำลังเดินจงกลมร่วมกับภิกษุมากหลายหรือไม่ ?"
       " เห็น พระเจ้าข้า ! "
" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด เป็นผู้มีทิพยจักษุ.....ท่านทั้งหลายเห็นปุณณะ มันตานีบุตรกำลังเดินจงกลมร่วมกับภิกษุมากหลายหรือไม่ ?"
     " เห็น พระเจ้าข้า ! "
" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด เป็นธรรมกถึก(ผู้แสดงธรรม).....ท่านทั้งหลายเห็นอุบาลีกำลังเดินจงกลมร่วมกับภิกษุมากหลายหรือไม่ ?"
       " เห็น พระเจ้าข้า ! "
" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด เป็นพระวินัยธร(ผู้ทรงวินัย).....ท่านทั้งหลายเห็นอานนท์กำลังเดินจงกลมร่วมกับภิกษุมากหลายหรือไม่ ?"
       " เห็น พระเจ้าข้า ! "
" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด เป็นผู้สดับตรับฟังมาก.....ท่านทั้งหลายเห็นเทวทัตกำลังเดินจงกลมร่วมกับภิกษุมากหลายหรือไม่ ?"
         " เห็น พระเจ้าข้า ! "
" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด เป็นผู้มีความปรารถนาลามก.."
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สัตว์ทั้งหลายย่อมเข้ากันได้ ย่อมลงกันได้โดยธาตุ ผู้มีอัธยาศัยเลวย่อมเข้ากันได้ ย่อมลงกันได้กับผู้มีอัธยาศัยเลว ผู้มีอัธยาศัยดีงามย่อมเข้ากันได้ ลงกันได้กับผู้มีอัธยาศัยดีงาม.."
 " ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! แม้ในอดีตกาลนานไกล ...แม้ในอนาคตกาลนานไกล ...แม้ในปัจจุบันกาลนานไกล... สัตว์ทั้งหลายย่อมเข้ากันได้โดยธาตุ ลงกันได้โดยธาตุ ทั้งผู้มีอัธยาศัยเลว  อัธยาศัยดีงาม."
                   (สังยุตตนิกาย นิทานวัตต์  ๑๖/๑๘๖)
                                                                   *****


วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ชีวิตนี้น้อยนัก...(๒)


*****
....ฯลฯ....
....ชีวิตหรือชาตินี้ของทุกคนมีชาติกำเนิดไม่เหมือนกัน เป็นไทยก็มี จีนก็มี แขกก็มี ฝรั่งก็มี มีชาติตระกูลไม่เสมอกัน ตระกูลสูงก็มี ตระกูลต่ำก็มี มีสติปัญญาไม่ทัดเทียมกัน ฉลาดหลักแหลมก็มี โง่เขลาเบาปัญญาก็มี มีฐานะต่างระดับกัน ร่ำรวยก็มี ยากจนก็มี ความแตกต่างห่างกันนานาประการ เหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องชี้ให้ผู้เชื่อในกรรมและผลของกรรมเห็นความมีภพมีชาติในอดีตของแต่ละชีวิตในชาติปัจจุบัน เกิดมาต่างกันในชาตินี้เพราะทำกรรมไว้ต่างกันในชาติอดีต
     ความแตกต่างของชีวิตสำคัญที่สุด ที่แสดงให้เห็นอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกรรม คือ ความได้ภพชาติของพรหมเทพ ความได้ภพชาติของมนุษย์ กับความได้ภาพชาติของสัตว์ เทวดาอาจมาเป็นมนุษย์ได้ เป็นสัตว์ได้ และสัตว์ก็อาจไปเป็นเทวดาได้ เป็นมนุษย์ได้ ด้วยอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของกรรมอันนำให้เกิด นี้เป็นความจริงที่แม้จะเชื่อหรือไม่เชื่อ ความจริงนี้ก็ย่อมเป็นความจริงเสมอไป ไม่มีอะไรจะเปลี่ยนแปลงให้ผิดไปจากความจริงได้ เชื่อหรือไม่เชื่อก็ควรกลัวอย่างหนึ่ง คือ กลัวไม่ได้กลับมาเกิดเป็นคน ไม่ได้ไปเกิดเป็นเทวดา...
....ฯลฯ....
*****
(จากหนังสือ ชีวิตนี้น้อยนัก  สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก)
*****